ในบรรดาปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าที่วิจารณ์ทักษิณ ชินวัตร และเพื่อไทย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นับเป็น “เบอร์ 1” ที่วิจารณ์อย่างถึงรากและต่อเนื่องมากที่สุด ผมขอคัดข้อวิจารณ์ล่าสุดที่โพสต์ในเฟซบุ๊ค Somsak Jeamteerasakul สองโพสต์มาให้อ่านเพื่อแลกเปลี่ยน “บางประเด็น” ดังนี้
ทำไมพรรคเพื่อไทยเงียบเรื่ององคมนตรีแล้ว? ตอนแรกพวกเชียร์ยังโวยวายว่าเห็นไหมนั่งหัวโต๊ะมาคุมเลย (แล้วตามด้วยการด่าว่าพรรคประชาชนตามระเบียบ) ต่อมารู้ว่า ลักษณะนั่งประชุมแบบนี้ (และแทรกแซงการเมืองแบบนี้) มีมาตั้งแต่สมัยอุ๊งอิ๊งเป็นนายกฯ แล้ว ก็เลยเงียบเลย ไม่กล้าพูดเรื่องนี้อีก อนุทินน่ะเป็นพวกชอบแสดงออก ลงมือกราบราชินีและใครต่อใคร แต่ในทางปฏิบัติทางการเมืองน่ะ “ไม่ต่างจากทักษิณเพื่อไทยเลย” เจ้าเอายังไง ก็ตามนั้นตลอด ไม่ปล่อย 112 “ไม่นิรโทษกรรมตั้งแต่เป็นแกนนำตั้งรัฐบาลแล้ว” เห็นพวกวิทยุใต้ดินกับพวกบนดินหัวทึบแล้วได้แต่ส่ายหน้า คนที่ได้ชื่อว่า "ไม่สู้แต่ปาก" ต้องถอนตัวจากการสนับสนุนเพื่อไทยได้แล้ว
เมื่อครั้งที่ไทยกับเขมรก่อสถานการณ์รบกัน และพรรคประชาชนเอากับเขาด้วย ผมออกมาโจมตีพรรคประชาชนอย่างหนัก หวังจะให้เปลี่ยนท่าที แต่ไม่สำเร็จ ผมยกเรื่องนี้มาเพื่อจะบอกว่า อาจยังมีครั้งอื่นๆ อีก แต่เรื่องเพื่อไทยนั้นกับ "รัฐพันลึก" นั้น ไม่จำเป็นต้องสงสัยเลย พวกเขาจะไม่เปลี่ยนใจแน่นอน จะไม่ช่วยเยาวชนที่ติดคุกอยู่ (สมัยคนของตัวเองติดเป็นเบือยังไม่ยอมช่วยเลย รอจนโอกาสดีที่จะเหมาเข่งเจ้านายตัวเอง) จะไม่เป็นปฏิปักษ์กับ "รัฐพันลึก" แน่นอน คนที่หันไปช่วยเพื่อไทย แสดงว่าไม่ให้ความสำคัญกับการต่อสู้กับ "รัฐพันลึก" อย่างแท้จริง มองในแง่ดีหน่อยก็ต้องบอกว่า พวกนี้โง่ มองในแง่ร้าย ก็ต้องว่าพวกนี้เห็นแก่สิ่งตอบแทนที่ได้รับ (ยังไง "รัฐพันลึก" ก็สู้ไม่ได้ เอาชนะไม่ได้ ก็เลือกเอาที่ได้ประโยชน์ตอนนี้ก็แล้วกัน) ถ้าวันนี้ไม่มีพรรคส้ม ก็ไม่เป็นไร เหตุผลที่ให้มาข้างต้น ไม่เกี่ยวกับมีหรือไม่มีเลย หลายปีแรกๆ ก็ไม่มีพรรคส้ม ผมก็ตัดขาดจากเพื่อไทยแล้ว
ข้อวิจารณ์ของสมศักดิ์เป็นข้อวิจารณ์บจุดยืนทางการเมืองของคนที่ “ตัดขาดจากเพื่อไทยแล้ว” และเรียกร้องให้คนอื่น “ถอนตัว” จากการสนับสนุนเพื่อไทยด้วย ถ้ายังยืนยันว่าตนเองยังสู้กับรัฐพันลึกอยู่ ดังนั้น ข้อวิจารณ์ของสมศักดิ์จึงมี “ความเป็นการเมือง” (the political) อย่างชัดเจน คือแยกชัดเจนว่าฝ่ายที่ต่อสู้กับรัฐพันลึกอย่างแท้จริงต้องไม่เอาเพื่อไทย ฝ่ายที่ยังเอาเพื่อไทย ปกป้องเพื่อเพื่อไทย หรือสนับสนุนเพื่อไทยคือพวกสู้กับรัฐพันลึกแต่ปาก ประเด็นที่ผมอยากแลกเปลี่ยน คือ
1. ทำไมเพื่อไทยเงียบจากเรื่ององคมนตรีแล้ว? สมศักดิ์หมายถึงกรณีที่มีภาพข่าวองคมนตรีประชุมร่วมกับรัฐบาลอนุทินเรื่องแก้ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งเป็นประเด็นที่ฝ่ายก้าวหน้าวิจารณ์กันสนั่นโซเชียล แต่ไม่ปรากฏว่าเพื่อไทยแสดงท่าทีชัดเจนในเรื่องนี้ ขณะที่ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนออกมาวิจารณ์ว่า “นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร ไม่ควรที่จะนำตัวแทน หรือสถาบันฯ มาเกี่ยวข้องกับเรื่องการตัดสินใจนโยบายสาธารณะโดยตรง ไม่ควรห้อยหรือโหนฟ้ามาลงต่ำ นายกฯ ต้องใช้อำนาจของตัวเองทุกช่องทางในการดันฟ้าให้ขึ้นสูง” (ดู https://www.thairath.co.th/news/politic/2934296)
ประเด็นนี้ ผมเห็นด้วยที่พรรคประชาชน สมศักดิ์และใครๆ ออกมาวิจารณ์บนจุดยืนว่า “องคมนตรีต้องไม่แทรกแซงการเมือง” และเห็นด้วยกับข้อเสนอ “ยกเลิกองคมนตรี” ของสมศักดิ์และปิยบุตร แสงกนกกุล แต่มี “คำถามสำคัญ” ว่าทั้งๆ ที่สมศักดิ์และพรรคประชาชนเองต่อต้านการที่องคมนตรีหรือรัฐพันลึกแทรกแซงการเมืองมาตลอด แล้วทำไมตอนที่องคมนตรีเบรกรัฐบาลเพื่อไทยยุบสภา พรรคประชาชนเพียงออกมาพูด “พอเป็นพิธี” ว่า “ในทางหลักการรองนายกฯ ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกฯ มีอำนาจยุบสภาได้” แค่นั้นเอง ไม่ได้วิจารณ์ว่า “องคมนตรีทำแบบนั้นเป็นการแทรกแซงการเมืองหรือไม่” เหมือนที่วิจารณ์กรณีองคมนตรีร่วมประชุมปัญหาภัยแล้งกับรัฐบาลอนุทินแต่อย่างใด สมศักดิ์เองก็ไม่ได้วิจารณ์เช่นกัน
2. นอกจากไม่วิจารณ์กรณีองคมนตรีเบรกรัฐบาลเพื่อไทยยุบสภาว่าเป็น “การแทรกแซงการเมือง” ที่ฝ่ายประชาธิปไตยต้องต่อต้านอย่างจริงจังแล้ว พรรคประชาชนที่ต่อต้าน “รัฐประหาร” ต่อต้าน “ใบอนุญาตที่ 2” และต่อต้าน “อำนาจศาลรัฐธรรมนูญเอาผิดจริยธรรมนักการเมือง” มาตลอด เมื่อได้เห็นศาลรัฐธรรมนูญ “สอย” แพทองธาร ชินวัตรจากตำแหน่งนายกฯ ฐานละเมิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง และได้เห็นองคมนตรีเบรกรัฐบาลเพื่อไทยยุบสภา ซึ่งเป็นการที่รัฐพันลึกใช้อำนาจนอกระบบทำ “รัฐประหารเงียบ” พรรคประชาชนเห็นรัฐพันลึกทำรัฐประหารเงียบด้วยการลงดาบจริยธรรมและแทรกแซงการเมืองขวางรัฐบาลยุบสภา “อย่างตำตา” แต่แทนที่จะต่อต้านรัฐประหารเงียบที่เห็นตำตาเช่นนั้น กลับไป “ทำดีล” โหวต “คนของรัฐพันลึกตัวจริง” เป็นนายกฯ ซึ่งเท่ากับร่วมมือกับรัฐประหารเงียบไปแล้ว
3. ข้อเสนอให้ถอนตัวจากเพื่อไทย ถอนแบบไหนล่ะ ถอนมายอมรับและสนับสนุนการโหวตอนุทินงั้นหรือ จำได้ว่าตอนเถียงกันเรื่องโหวตอนุทิน ผมคัดค้าน สมศักดิ์ยอมรับได้ กระทั่งเกิดเหตุการณ์องคมนตรีเบรกพรรคเพื่อไทยยุบสภา ผมเสนอให้พรรคประชาชนถอนตัวจากการโหวตอนุทิน “ถ้ายังต้องการรักษาหลักการ” แต่สมศักดิ์แค่ยก “ประเด็นทางเทคนิค” มาแย้งทำนองว่าจะให้ถอนได้ไง ในเมื่อเขาตกลงกับอนุทินไปแล้ว จะเล่นการเมืองกลับไปกลับมาได้ไง หรือจะให้พรรคประชาชนโหวตชัยเกษม นิติสิริตาม “โปรไฟไหม้ของเพื่อไทย” ได้ไง ฯลฯ
นี่เคือเรื่อง “ตลกร้าย” มากที่ปัญญาชนสาธารณะผู้โดดเด่นในเรื่อง “การยืนยันหลักการอย่างคงเส้นคงวา” มากที่สุด แต่ทั้งๆ ที่ตนเป็นคนโพสต์เองว่า “ใคร” ต้องการเอาอุ๊งอิ๊งลงเพื่อเอาอนุทินขึ้นเป็นนายกฯ ซึ่งเท่ากับยอมรับว่าขณะนั้น “รัฐพันลึกกำลังทำรัฐประหารเงียบ” ด้วยการใช้อำนาจนอกระบบและในระบบเปลี่ยนรัฐบาล ทว่าแทนที่จะต่อต้านรัฐประหารเงียบ กลับยอมรับ “การโหวตตามใบอนุญาตที่ 2” ที่เป็นการร่วมมือกับรัฐประหารเงียบ หรือว่าสำหรับ “สมศักดิ์ในวันนี้” รัฐพันลึกจะทำอะไรกับเพื่อไทยในทางผิดหลักการอย่างไรก็ยอมรับได้ (?)
หากเทียบกับเมื่อก่อน พวกเสื้อเหลืองรักเจ้าที่มองว่าทักษิณและเพื่อไทยเป็น “ฝ่ายตรงข้ามกับเจ้า” พวกเขาก็เห็นว่ารัฐพันลึกจะเล่นงานทักษิณและเพื่อไทยโดย “ไม่เลือกวิธีการว่าจะถูกหรือผิด” ก็ได้ วันนี้ฝ่ายก้าวหน้าที่มองว่าทักษิณและเพื่อไทยเป็น “ฝ่ายเดียวกับเจ้า” ก็เห็นว่ารัฐพันลึกจะเล่นงานทักษิณและเพื่อไทยโดยไม่เลือกวิธีการก็ได้ นับเป็นเรื่องประหลาดมากที่สองฝ่ายซึ่งมีอุดมการณ์ต่างกันสุดขั้วกลับ “เห็นตรงกันได้” ในเรื่องที่รัฐพันลึกเล่นงานทักษิณและเพื่อไทยโดยไม่เลือกวิธีการ
จึงไม่แปลกที่การตรวจสอบ “กรณีชั้น 14” ของพรรคประชาชนสอดคล้องกันกับฝ่ายเสื้อเหลืองรักเจ้าในเรื่องที่เห็นตรงกันว่าคนถูกทำรัฐประหารควรติดคุกในคดีที่คณะรัฐประหารตั้งข้อกล่าวหา
4. น่าสังเกตว่าปัญญาชนและสื่อมวลชนฝ่ายก้าวหน้าที่เชียร์พรรคประชาชน พวกเขามองว่าการโหวตอนุทินเป็นเพียง “การตัดสินใจผิดพลาด” หรือเป็น “ความผิดพลาดทางเทคนิค” เท่านั้น เช่น ขาดความรอบคอบ ประเมินสถานการณ์ผิด ไม่นึกว่าจะถูกเขาหลอก ไม่นึกว่าจะส่งผลให้ระบอบสีน้ำเงินโตขึ้น ฯลฯ
มีปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าไม่กี่คน (นับดูไม่ครบนิ้วมือข้างหนึ่งด้วยซ้ำ) ที่ยอมรับใน “ทางสาธารณะ” ว่าพรรคประชาชน “ทำผิดหลักการ” แต่ก็ไม่ยกประเด็นการทำผิดหลักการมาวิจารณ์อย่างจริงจัง ส่วนพรรคประชาชนที่ออกมา “ขอโทษ” ก็ขอโทษในเรื่องตัดสินใจผิดพลาด หรือผิดพลาดทางเทคนิคเท่านั้น ไม่เคยยอมรับว่าทำผิดหลักการแต่อย่างใด
แต่ข้อเท็จริงคือ การโหวตอนุทินนอกจากจะผิดหลักการร้ายแรงในแง่ที่ “ร่วมมือกับรัฐประหารเงียบ” ของรัฐพันลึกแล้ว ยังส่งผลเสียหายร้ายแรง คือทำให้สิ่งที่เท้งเรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” เข้มแข็งขึ้นอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ทำให้เกิดคำถามว่าวันหนึ่งคุณบอกว่า "ยังไงพรรคประชาชนก็โหวตให้สีน้ำเงิน ไม่เปลี่ยนใจแน่นอน" (คือไม่ฟังเสียงทัดทานใดๆ) แล้วพรรคประชาชนก็โหวตครบทุกเสียง
ตลกร้ายคือ พอโหวตให้ "พรรคเทา" มีอำนาจเสร็จ คุณก็ประกาศสโลแกน “มีเราไม่มีเทา” หน้าตาเฉย แล้ววันนี้คุณมาบอกว่าระบอบสีน้ำเงินกินรวบประเทศ มีอิทธิพลเหนือ สว. และ สว.ก็เลือกองค์กรอิสระ เช่น กกต. เป็นต้น ทำให้การทุจริตงอก ตรวจสอบไม่ได้ ฯลฯ
คุณบอกว่าที่ออกมาพูดเรื่องระบอบสีน้ำเงินวันนี้ก็ “เพื่อให้ประชาชนรู้ปัญหาเลวร้ายของระบอบนี้” และอยากให้ทุกคนมองไปข้างหน้า พรรคประชาชนจะพาคนไทยพ้นไปจากระบอบสีน้ำเงิน ฯลฯ แต่ปัญหาคือ ทำไมหัวหน้าเท้งคิดว่า "ประชาชนไม่รู้ปัญหา" ครับ ประชาชนเขารู้ปัญหาที่คุณพูดมาตั้งนานแล้ว และรู้ด้วยว่าหัวหน้าเท้งและพรรคประชาชนก็รู้ปัญหาระบอบสีน้ำเงินดีที่สุดตั้งแต่ก่อนจะโหวตอนุทินแล้ว
ที่ประชาชนยังไม่รู้คือ ทำไมทั้งๆ ที่รู้ว่าระบอบสีน้ำเงินเป็นระบอบกินรวบประเทศ แล้วยังไปโหวตให้เขาใหญ่โตขึ้น ทั้งๆ ที่เขาอยู่ใน "ช่วงขาลง" ถูกถีบเป็นฝ่ายค้านและโดนคดีใหญ่ 2 คดี พรรคประชาชนไปโหวต “ชุบชีวิต” ให้ระบอบสีน้ำเงินเติบโตขึ้นมากินรวบประเทศได้มากขึ้นทำไม นี่ต่างหากที่ประชาชนอยากรู้ แต่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนใดๆ เลยว่าตอน “ดีลโหวตอนุทิน” ได้ "ตกลงอะไรกันด้วยวาจา" บ้าง
5. เรื่องโหวตอนุทินนอกจากเป็นการร่วมมือกับรัฐประหารเงียบของรัฐพันลึกที่ “ผิดหลักการ” ในการต่อต้านรัฐประหาร ต่อต้านรัฐพันลึกแทรกแซงการเมือง ต่อต้านใบอนุญาตที่ 2 เป็นต้นแล้ว ยังสะท้อนให้เห็น “สองมาตรฐานสีส้ม” อย่างชัดเจน
กล่าวคือ พรรคส้มตรวจสอบเอาผิดนักการเมืองฝ่ายพรรคแดงอย่างถึงที่สุด ทั้งเรื่องชั้น 14 และกรณีร้องศาลรัฐธรรมนูญฟันพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ฐานละเมิดรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 144 แต่กลับโหวตให้ “พรรคน้ำเงินที่ถูกพรรคแดงดำเนินคดี” เป็นรัฐบาล แล้วปัญญาชนสาธารณะและบรรดาด้อมส้มก็ตีฆ้องร้องป่าวว่า “พรรคแดงจ้องทำลายพรรคส้มๆๆๆ” แต่การกระทำรูปธรรมของพรรคส้มที่ทุกคนเห็นเป็นที่ประจักษ์ คือ
- ตรวจสอบเอาผิดอภิสิทธิ์ของคนถูกทำรัฐประหารและถูกคณะรัฐประหารยัดคดีได้สำเร็จ แต่ยกอำนาจให้ฝ่ายที่ตนเองเรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่มีอภิสิทธิ์เชิงโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญ 2560 มากที่สุดอยู่แล้วเป็นรัฐบาล = สองมาตรฐานในการตรวจสอบอภิสิทธิ์ทางการเมือง
- ปราบ “การทุจริตนักการเมืองพรรคแดง” (กรณีพิเซษฐ์) แต่โหวตพรรคน้ำเงินที่ “โดนพรรคแดงดำเนินคดีทุจริต” เป็นรัฐบาล = สองมาตรฐานในการปราบทุจริต
ใครจะประกาศแนวคิด อุดมการณ์ หลักการสวยงามอย่างไรก็ตาม แต่ “ข้อเท็จจริง” ของการกระทำที่ทำไปแล้วมันขัดแย้งกับสิ่งที่พูดหรือไม่? นี่คือประเด็นปัญหาที่เรา “ควร” วิจารณ์พรรคประชาชน ซึ่งไม่ใช่การวิจารณ์ในทิศทางที่จะทำให้พรรคประชาชน “เข้าทางตีน” ของรัฐพันลึก แต่เป็นการวิจารณ์บนจุดยืนว่าพรรคประชาชนไม่ควรทำการเมืองเรียลในแบบที่ทำให้คนอื่น พรรคอื่น และพรรคประชาชนเข้าทางตีนรัฐพันลึกเสียเอง!
6. สุดท้ายแล้วการตัดสินแบบแน่นอนตายตัวว่า “คนที่สู้กับรัฐพันลึกอย่างแท้จริงต้องถอนตัวจากเพื่อไทย” ถ้ายังเอาเพื่อไทย สนับสนุนเพื่อไทย หรือปกป้องเพื่อไทยอยู่ก็เท่ากับ “สู้แต่ปาก” หรือเห็นแก่รายได้ และผลประโยชน์อื่นๆ ข้อเสนอเช่นนี้ทำให้เกิดปัญหาสำคัญ คือ
- เป็นการลดทอนปัญหาของรัฐพันลึกลงเป็นปัญหาของพรรคการเมือง โดยเฉพาะเป็นปัญหาของทักษิณและพรรคเพื่อไทยที่ถูกรัฐพันลึกกระทำมากว่า 20 ปี ถูกลงโทษยึดทรัพย์ ปรับภาษี ลี้ภัย ติดคุกแล้ว และปัจจุบันก็ยังติดอีกหลายคดี ซึ่งการลดทอนเช่นนี้เลยเถิดมาจนถึงขนาดเหมือนจะยืนยันว่า “การสู้กับรัฐพันลึกคือเรื่องของกับการเอาหรือไม่เอาเพื่อไทย” กลายเป็นว่าเพื่อไทยนอกจากจะเป็น “จำเลย” ของฝ่ายสนับสนุนรัฐประหารแล้ว ก็ยังกลายเป็นจำเลยของฝ่ายต่อต้านรัฐประหารไปพร้อมๆ กันด้วย
- การลดทอนดังกล่าวทำให้ละเลยข้อเท็จจริงว่าคนที่ยังสนับสนุนเพื่อไทยในเรื่องนโยบายเศรษฐกิจและอื่นๆ แต่พวกเขายังสู้กับรัฐพันลึกด้วยวิธีการในแบบของตนเองยู่ หรือคนที่ยืนยันในทางหลักการว่าทักษิณไม่ควรติดคุกในคดีที่คณะรัฐประหารยัดให้ และเพื่อไทยไม่ควรถูกทำรัฐประหารเงียบ เขายังสู้กับรัฐพันลึกในวิธีการของตนเองอยู่ คนเหล่านี้กลายเป็นพวกโง่ หรือเห็นแก่รายได้ ผลประโยชน์ ชื่อเสียงบลาๆ กันหมดเลยหรือ การสู้กับรัฐพันลึกต้องสู้แบบสมศักดิ์ แบบพรรคประชาชนเท่านั้นใช่ไหมจึงถูกต้อง
7. เรื่องเพื่อไทยไม่โหวตรับร่างนิรโทษกรรม 112 ควรวิจารณ์และประณาม แต่เมื่อถามว่าเวลาพรรคประชาชนมีอำนาจต่อรองทางการเมืองมากที่สุด จะโหวตให้ใครเป็นรัฐบาลก็ได้ จะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลก็ได้ หรือไม่โหวตใครเลยก็ได้ แต่เมื่อเลือกโหวตอนุทินทำไมไม่นำเรื่องคืนสิทธิประกันตัวและนิรโทษกรรม 112 มาอยู่ในสมการ MOA ไปโหวตตามใบอนุญาตที่ 2 ของรัฐพันลึกโดยไม่เอาเรื่องอิสรภาพของนักโทษทางความคิดมาต่อรองกับ “สายตรง” ของรัฐพันลึกได้อย่างไร เมื่อตั้งคำถามนี้ สมศักดิ์ตอบกลับสั้นๆ ว่า “ปราสาท” เพราะอะไร เพราะคุณรู้อยู่แล้วว่าพรรคประชาชนเอาเรื่องนี้มาต่อรองกับผู้มีอำนาจของรัฐพันลึกไม่ได้ แค่แกล้งไม่รู้ว่าเพื่อไทยก็ต่อรองไม่ได้เหมือนกันเท่านั้นเอง
แน่นอน เราควรให้ “เครดิต” กับพรรคประชาชนที่โหวตรับร่างนิรโทษกรรม 112 ให้เครดิตเรื่องพยายามต่อสู้เพื่อแก้รัฐธรรมนูญ และให้เครดิตที่พรรคประชาชนทำผิดหลักการในเรื่องโหวตอนุทินแล้วยังยืนยันจะสู้ต่อไปด้วยอุดมการณ์ที่มุ่งเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
แต่เราก็ตั้งคำถามได้ว่าพรรคประชาชนจะสร้างเครดิตให้ตนเองเพียงแค่โหวตรับร่างนิรโทษกรรม 112 ในสถานการณ์ที่รู้อยู่แล้วว่าจะแพ้โหวตแน่ๆ เท่านั้นได้อย่างไร เพราะการมี “เครดิตจริงๆ” ในเรื่องแบบนี้คือการทำให้ “สำเร็จ” ได้จริง ซึ่งต้องพิสูจน์ตัวเอง หรือพิสูจน์ความพยายามต่อสู้ถึงที่สุดอย่างจริงใจในยามที่พรรค “มีอำนาจต่อรองทางการเมืองมากที่สุด” แต่พรรคประชาชนก็ไม่ได้พิสูจน์ตนเองในยามที่ต้องพิสูจน์ให้สังคมได้เห็น ซึ่งสะท้อนว่าพรรคประชาชนก็ไม่ได้ถือว่าการช่วยเพื่อนร่วมอุดมการณ์ออกจากคุกเป็น “เรื่องเร่งด่วน” ที่ต้องทำให้สำเร็จ เหมือนยอมรับอยู่แล้วว่าเรื่องนิรโทษกรรม 112 เป็นเรื่องของ “ผู้มีอำนาจ” ของรัฐพันลึกไม่ยอมให้ทำก็ยังทำไม่ได้ ต้องรอไปก่อนทำนองนั้น (?)
อย่างไรก็ตาม ข้อวิจารณ์ของสมศักดิ์ที่ว่า “แต่เรื่องเพื่อไทยนั้นกับรัฐพันลึกนั้น ไม่จำเป็นต้องสงสัยเลย พวกเขาจะไม่เปลี่ยนใจแน่นอน จะไม่ช่วยเยาวชนที่ติดคุกอยู่ (สมัยคนของตัวเองติดเป็นเบือยังไม่ยอมช่วยเลย รอจนโอกาสดีที่จะเหมาเข่งเจ้านายตัวเอง) จะไม่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐพันลึกแน่นอน” ก็มี “น้ำหนักมาก” ในแง่ที่ชี้ให้เห็น “จุดอ่อน” ของเพื่อไทยที่ฝ่ายเพื่อไทยเองและผู้สนับสนุนควรรับฟัง เพราะถ้าเพื่อไทยเป็นแบบที่สมศักดิ์วิจารณ์จริง คำวิจารณ์เพื่อไทยเรื่องตระบัดสัตย์ ข้ามขั้ว สวามิภักดิ์รัฐพันลึก เก็บอุดมการณ์ใส่ลิ้นชัก ฯลฯ ก็ไม่มีวันจะถูกลบทิ้งไปได้ ซึ่งคำวิจารณ์เหล่านั้นส่งผลให้เพื่อไทยกลายเป็น “พรรคต่ำร้อย” ได้จริงๆ มาแล้ว
หากเพื่อไทยและผู้สนับสนุนไม่เปิดใจรับฟังคำวิจารณ์และปรับเปลี่ยนบทบาทไปในทางสนับสนุนการช่วย “นักโทษทางความคิด” ออกจากคุก และสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น พรรคเพื่อไทยก็จะเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับ “คนรุ่นใหม่” ที่มีสิทธิเลือกตั้งกำหนดอนาคตตนเองมากขึ้นไม่ได้ อนาคตเพื่อไทยก็จะไม่สัมพันธ์กับการสร้างประชาธิปไตยให้ก้าวหน้าขึ้น ก็เท่ากับอนาคตเพื่อไทยไม่สอดคล้องกับอำนาจในการกำหนดอนาคตตนเองของคนรุ่นใหม่ ซึ่งแปลว่าเพื่อไทยจะไม่มีอาคตที่ยืนยาวอย่างที่คิด
ส่วนพรรคประชาชนถ้าเริ่มต้นชนกับ “ระบอบสีน้ำเงิน” ในวันนี้ แล้วเดินหน้าต่อให้ “แหลมคม” มากขึ้น แทนที่จะย่ำอยู่กับการขับเคี่ยวกับเพื่อไทยที่กลายเป็นพรรคต่ำร้อยไปแล้ว อนาคตก็อาจจะดีขึ้น เพราะข้อวิจารณ์ที่ว่า “พรรคประชาชนโหวตให้ระบอบสีน้ำเงินเติบโตขึ้นมาเอง” ไม่มีทางจะลบล้างออกไปได้ นอกจากพรรคประชาชนจะต่อสู้เอาชนะระบอบสีน้ำเงินให้ประชาชนเห็นเท่านั้น
แต่ถึงที่สุดแล้ว การต่อสู้กับรัฐพันลึกย่อม “ซับซ้อน” กว่าเรื่อง “เอา-ไม่เอาเพื่อไทย” เพราะคนเอาหรือไม่เอาเพื่อไทยเขาก็อาจยังสู้กับรัฐพันลึกในวิธีการแบบของตนเองอยู่ หรือซับซ้อนกว่าเรื่อง “วิจารณ์-ไม่วิจารณ์พรรคส้ม” เพราะคนที่วิจารณ์พรรคส้มก็ไม่ได้แปลว่าเขาไม่สนับสนุนพรรคส้มในเรื่องที่พรรคส้มสู้กับรัฐพันลึก และเขาก็วิจารณ์พรรคส้มในกรณีที่ทำผิดหลักการหรือทำการเมืองเรียลในวิธีการผิดๆ ที่ทำให้คนอื่น ฝ่ายอื่นและพรรคส้มเอง “เข้าทางตีน” ของรัฐพันลึกเท่านั้น ส่วนคนไม่วิจารณ์พรรคส้มก็อาจสนับสนุนการที่พรรคส้มร่วมมือกับรัฐประหารเงียบด้วยการโหวตระบอบสีน้ำเงินเป็นรัฐบาลก็ได้
ดังนั้น ในบริบทการต่อสู้ทางการเมืองที่ไม่ใช่การปฏิวัติประชาชน และไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างฝ่ายขวากับฝ่ายซ้ายอย่างชัดเจน ทุกฝ่ายไม่ว่าแดงหรือส้มต่างก็มี “ความย้อนแย้ง” ในตัวเอง แต่ตราบใดที่ทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันจุดยืนในการต่อสู้ผ่านการเลือกตั้งและระบบรัฐสภา มันก็ต้องต่อสู้ต่อรองกันไป วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบกันไป เรื่องไหนจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อช่วยคนออกจากคุกหรือเพื่อประโยชน์ส่วนร่วม ก็ต้องหาทางร่วมมือกันให้ได้ ไม่ใช่มีทางเดียวเท่านั้นคือ “ฟาดฟันกันให้พินาศไปข้างหนึ่ง” โดยไม่เลือกวิธีการ!
