Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

 

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล หรือ “สศจ.” (ชื่อย่อที่นิยมใช้กันทางโซเชียล) และ ส. ศิวรักษ์ (หรือสุลักษณ์ ศิวรักษ์) คือปัญญาชนสาธารณะที่วิพากษ์ณ์ประเด็นปัญหารากฐานสำคัญที่สุดของการสร้างประชาธิปไตยในบ้านเรา คือ ปัญหาสถานะและอำนาจของสถาบันกษัตริย์กับการสถาปนาหลักเสรีภาพและความเสมอภาคการเมืองของระบอบประชาธิปไตยให้เป็นจริง ทั้งสองคนเห็นสอดคล้องกันในความคิดพื้นฐานที่ว่าสถาบันกษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และประชาชนต้องมีเสรีภาพทางการเมืองในการวิจารณ์ตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ได้ (แต่อาจเห็นต่างกันในรายละเอียดบางประการ และแนวทางการต่อสู้ให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว)

ความคิดพื้นฐานเช่นนี้ยืนยันกันในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ของประเทศต่างๆ ในยุโรปที่มีสถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าสถาบันกษัตริย์เป็น “สถาบันทางการเมืองและสังคม” ของรัฐ โดยอำนาจของสถาบันฯ ขึ้นต่อรัฐสภา ซึ่งเป็นตัวแทนอำนาจอธิปไตยของประชาชน ส่วน “บุคคลในสถาบันกษัตริย์” คือ กษัตริย์ และผู้ที่มีฐานันดรเป็นพวกเจ้าที่สังกัดในสถาบันกษัตริย์ และมีบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบในกรอบของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากทรัพยากรของรัฐ ย่อมถือเป็น “บุคคลสาธารณะ” ที่ประชาชนมีเสรีภาพวิจารณ์ตรวจสอบได้ 

พูดง่ายๆ คือ สถานะและอำนาจของสถาบันกษัตริย์ต้องไม่อยู่เหนืออำนาจของรัฐสภา และบุคคลในสถาบันกษัตริย์ต้องไม่อยู่เหนือหลักเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง (civil liberties) เช่น เสรีภาพในการพูด การแสดงความคิดเห็น การแสดงออก การวิจารณ์ตรวจสอบ การชุมนุม และอื่นๆ

โฆษณา - Advertising

แต่สถาบันกษัตริย์ไทยยังไม่ได้เป็นแบบนั้น มีความพยายามเปลี่ยนแปลงให้เป็นแบบนั้น ตั้งแต่สมัย ร.5 จนเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ในสมัย ร.7 จากนั้นก็ต่อสู้กันเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน โดยเฉพาะช่วงกว่า 20 ปีของความขัดแย้งทางการเมือง ผ่านรัฐประหาร 2549, รัฐประหาร 2557 ถึงปัจจุบัน ประเด็นปัญหาสถาบันกษัตริย์กับการสถาปนาหลักเสรีภาพและความเสมอภาคทางการเมืองและประชาธิปไตยถูกยกมาอภิปรายมากที่สุด ขณะเดียวกันก็ถูกใช้ ม.112 กดปราบมากที่สุดเช่นกัน ส. ศิวรักษ์และ สศจ. คือปัญญาชนแถวหน้าที่พูดเรื่องนี้ต่อเนื่องยาวนานที่สุด และยังพูดอยู่ในปัจจุบัน แต่ทั้งสองก็มีความเห็น “ขัดแย้งกัน” ในปัญหาพื้นฐานสำคัญ ดัง สศจ. โพสต์ในเฟซบุ๊ค Somsak Jeamteerasakul เมื่อว้นที่ 5 มิถุนายน 2569 ว่า 

ผมมีเรื่องนึกขึ้นได้ว่าควรจะเล่าเสียในทีนี้ เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ตอนนั้นกระแสไล่ทักษิณกำลังแรง สุลักษณ์ Sulak Sivaraksa ได้ขึ้นเวทีพันธมิตร และได้กล่าวหาว่าทักษิณ "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ลงจากเวทีก็กล่าวหาซ้ำอีก ครั้งนั้น ผมฟังด้วยความตกใจ การไม่ชอบทักษิณนั้นเรื่องหนึ่ง แต่การกล่าวหาว่าเขา "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" เป็นอีกเรื่อง ซึ่งผมรับไม่ได้ และไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง ผมเขียนไปหาสุลักษณ์ว่าไม่เห็นด้วยที่ใครจะกล่าวหาใครเช่นนี้ สุลักษณ์ตอบเป็นจดหมายมาว่า ตอนนี้ต้องจัดการทักษิณก่อน เสร็จแล้วค่อยว่ากัน ทั้งยังขอให้ผมเก็บเรื่องจดหมายนี้ไว้ ผมเก็บเรื่องไว้เกือบ 20 ปีแล้ว เห็นว่านานพอสมควรแล้ว และไหนๆ ทั้งผมและสุลักษณ์จะตายวันตายพรุ่งกันอยูแล้ว น่าจะเปิดเผยเรื่องนี้ได้แล้ว สรุปแล้ว ผมเห็นว่าเรื่อง 112 นั้น ฟังสุลักษณ์พูดมากไม่ได้ ต้องหารสิบ และดูว่ากำลังพูดเพื่ออะไร

ผมคิดว่าโพสต์นี้ของ สศจ. บ่งถึงปัญหาพื้นฐานสำคัญ คือ “ปัญหาความไม่คงเส้นคงวาในการยึดถือและปฏิบัติตามหลักการ” ที่เราจำเป็นต้องวิจารณ์ เพราะนี่คือปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในหมู่ปัญญาชน และพรรคการเมืองทุกฝ่าย ถ้าเราไม่อภิปรายปัญหาสำคัญนี้ให้เกิดความชัดเจนพอ การสร้างประชาธิปไตยก็ยากที่จะสำเร็จ บทความนี้ต้องการวิจารณ์ทั้ง ส. ศิวลักษณ์และ สศจ. โดยใช้แนวคิดปรัชญาสายคานท์ (Kantianism) ตามการตีความของผม (ซึ่งอาจผิดได้) ในการวิจารณ์

เหตุผลที่ใช้แนวคิดปรัชญาสายคานท์วิจารณ์ เพราะตัว Immanuel Kant เองเป็นผู้วางรากฐานแนวคิดเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (human dignity) ที่มีความสัมพันธ์อย่างแยกขาดกันไม่ได้กับเสรีภาพและความเป็นอิสระทางศีลธรรม (autonomy) และหน้าที่ทางศีลธรรมในการทำตาม “กฎสากล” ที่ยุติธรรมกับทุกคนเท่าเทียมกันในฐานะเป็นกฎที่ถูกต้องในตัวมันเองอย่างไม่ขึ้นกับเงื่อนไขใดๆ (Categorical Imperative) 

เมื่อแอพพลายกฎสากลตามไอเดียแบบคานท์กับหลักการประชาธิปไตย เช่น หลักอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน, การแข่งขันทางการเมืองผ่านการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม, ความเสมอภาคทางการเมือง, สิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน, หลักนิติรัฐที่คุ้มครองทุกคนเท่าเทียมกัน เป็นต้น หลักการพื้นฐานเหล่านี้ต้องใช้เป็น “กฎสากล” หรือ “กฎทั่วไป” กับทุกคน การอ้างเงื่อนไขอื่นๆ เพื่อละเมิดกฎสากลนี้ หรือเพื่อ “ยกเว้น” ในบางกรณีเพื่ออภิสิทธิ์ของบางคน บางกลุ่ม ย่อมเป็นเรื่องที่ “ผิด” หรือไม่อาจยอมรับได้ 

ดังนั้น แนวคิดปรัชญาคานท์จึงให้ “รากฐานที่แข็งแรงที่สุด” ในการยึดถือและปฏิบัติตามหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอย่างคงส้นคงวา ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาระบอบประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชนให้คงอยู่ หรือไม่ถูกทำลายลงด้วยการ “อ้างเงื่อนไขต่างๆ” เพื่อทำการเปลี่ยนรัฐบาลด้วยวิธีการใดๆ ที่อยู่นอกเหนือจากการเดินตามครรลองประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ 

นักปรัชญาสายคานท์ (Kantian philosophers) ที่นำแนวคิดพื้นฐานของคานท์มาปรับใช้กับประชาธิปไตย จริยธรรมสาธารณะ หลักความยุติธรรมสาธารณะ และความชอบธรรมทางการเมือง ที่สำคัญเช่น Christine Korsgaard ปรับใช้ไอเดียคานท์สร้างข้อเสนอทฤษฎีจริยศาสตร์ร่วมสมัยว่ามนุษย์สร้างเหตุผลให้แก่การกระทำของตนเอง, ศีลธรรมเกิดจากความเป็นตัวของตัวเองในฐานะผู้ใช้เหตุผล, Onora O'Neill นำไอเดียคานท์มาปรับใช้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน, ความยุติธรรม, จริยธรรมสาธารณะ John Rawls แม้ไม่ใช่ Kantian แบบเคร่งครัด แต่ได้รับอิทธิพลจากคานท์อย่างมากในการนำแนวคิดหลักการสากลของคานท์มาปรับใช้กับการสร้างทฤษฎีความยุติธรรมในฐานะความเป็นธรรม (Justice as Fairness), ความเสมอภาคทางการเมือง, เหตุผลสาธารณะในกรอบเสรีนิยมประชาธิปไตย หลายคนมองว่า Rawls คือผู้สืบทอดคานท์ในปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ Jürgen Habermas พัฒนาความคิดคานท์ไปสู่ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (deliberative democracy), การสื่อสารที่ปราศจากการครอบงำ, การสร้างข้อตกลงร่วมกันบนการสมมติตนเองให้เป็นฝ่ายตรงข้าม เช่น ในการเจราตกลงเรื่องค่าจ้างที่ยุติธรรมกับทุกฝ่าย หากนายจ้างสมมติตนเองเป็นลูกจ้างที่ต้องการค่าจ้างที่ยุติธรรมและต้องแบกรับภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวัน และลูกจ้างสมมติตนเองเป็นนายจ้างที่ควรได้รับผลตอบแทนจากการลุงทุนที่สมเหตุสมผล การหาข้อตกลงที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้ว่า “ยุติธรรม” ก็ย่อมเป็นไปได้ เป็นต้น

พูดโดยรวมคือ หากเราสนใจเรื่องประชาธิปไตย, การต่อต้านอำนาจรัฐที่ละเมิดหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน, การปฏิเสธวิธีการเปลี่ยนรัฐบาลนอกวิถีทางประชาธิปไตยและกฎหมาย หรือสนใจเรื่องความชอบธรรมทางการเมือง หลักความยุติธรรมสาธารณะ และจริยธรรมสาธารณะ นักคิดปรัชญาสายคานท์ที่ให้รากฐานสำคัญในเรื่องเหล่านี้ก็คือ Immanuel Kant, John Rawls, Jürgen Habermas, Onora O'Neill, Christine Korsgaard เพราะทั้งห้าคนนี้พัฒนาประเด็นเรื่องเสรีภาพ, ความเป็นอิสระของพลเมือง, ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์, ความชอบธรรมทางการเมือง, ความชอบธรรมของอำนาจรัฐ, ความยุติธรรมและจริยธรรมสาธารณะ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับคำถามทางการเมืองร่วมสมัย

เมื่อนำแนวคิดปรัชญาสายคานท์มาวิจารณ์ ส. ศิวรักษ์ และ สศจ. เราจะเห็นปัญหาสำคัญคัญอะไรบ้าง

1. ปัญหาความไม่คงเส้นคงวาในการยึดถือและปฏิบัติตามหลักการของ ส. ศิวรักษ์ เราเห็นได้ “ง่าย” กว่ากรณี สศจ. เพราะถ้าเป็นจริงตามโพสต์ของ สศจ. ที่ว่า ส. ศิวรักษ์ยืนยันการใช้ 112 กับทักษิณ ด้วยข้ออ้างว่า “ตอนนี้ต้องจัดการทักษิณก่อน เสร็จแล้วค่อยว่ากัน” เป็น “เรื่องจริง” ซึ่งเรื่องนี้สอดคล้องกับการที่ ส. ศิวรักษ์เคยพูดในเชิงแก้ต่างให้กับรัฐประหาร 2549 อีกด้วย 

เมื่อมองจากปรัชญาสายคานท์ ถ้าเป็นจริงว่า ส. ศิวรักษ์ยอมรับรัฐประหารและการใช้ 112 จัดการทักษิณ (หรือรัฐบาลจากการเลือกตั้ง) ย่อมถือว่าเขายอมรับและสนับสนุน “วิธีการที่ผิด” ซึ่งขัดแย้งโดยตรงต่อการที่ตนเรียกร้องเสรีภาพในการวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ (ในกรณียืนยันการใช้ 112 กับทักษิณ) และขัดแย้งกับการที่ตนเรียกร้องประชาธิปไตย (ในกรณีแก้ต่างให้รัฐประหาร) 

ทำไมปรัชญาสายคานท์ถึงมองว่า ส. ศิวรักษ์ “ผิด” ในเรื่องดังกล่าว เพราะปรัชญาส่ายคานท์แยกชัดเจนระหว่าง “การกระทำใดๆ” ของรัฐบาลทักษิณ (หรือรัฐบาลใดๆ) ที่ถูกกว่าวหาว่าเป็นความผิด กับ “วิธีการที่ถูกต้องในตัวมันเอง” ที่สามารถใช้เป็นกฎสากลได้อย่างยุติธรรมกับทุกคน สิ่งที่ปรัชญาสายคานท์ยืนยันคือวิธีการที่ถูกต้องในตัวมันเองที่ต้องใช้จัดการปัญหารัฐบาลทักษิณ หรือรัฐบาลใดๆ ในมาตรฐานเดียวกัน  

อย่างไรก็ตาม ปรัชญาสายคานท์ไม่ได้ปฏิเสธผลลัพธ์โดยสิ้นเชิง เพียงแต่ไม่ถือว่า “ผลลัพธ์คือเกณฑ์สูงสุด” ในการตัดสินความถูกต้องของการกระทำเท่านั้น หากข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลทักษิณกระทำเลวร้ายต่างๆ นานาที่ส่งผลเสียหายต่อประชาธิปไตย “เป็นจริง” การที่ ส. ศิวรักษ์เรียกร้องให้จัดการทักษิณ ก็ย่อมมีเหตุผลที่ฟังขึ้น แต่ถึงจะมีเหตุผลที่ฟังขึ้น ก็ไม่อาจใช้วิธีการใดๆ นอกกระบวนการประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐได้

ดังนั้น ไม่ว่ารัฐบาลทักษิณจะทำผิดตามข้อกล่าวหาใดๆ ก็ต้องจัดการกับรัฐบาลทักษิณด้วยวิธีการที่ถูกต้องเท่านั้น คือ การตรวจสอบเอาผิดตามกระบวนการประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ หมายถึง ข้อกล่าวหาใดๆ ที่ผิดในทางการเมือง ก็ต้องใช้กระบวนการตรวจสอบตามระบบรัฐสภา สื่อมวลชน และประชาชนเท่านั้น ส่วนข้อกล่าวหาที่ผิดกฎหมาย ก็ต้องใช้กระบวนการยุติธรรมที่ชอบธรรมตามหลักนิติรัฐเท่านั้น แต่วิธีการใช้กฎหมายปิดปาก คือการทำลายหลักเสรีภาพทางการเมือง ส่วนรัฐประหาร “ผิดในตัวมันเอง” เพราะเป็น “วิธีการนอกกฎหมาย” ที่ทำลายทั้งประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ 

ที่สำคัญคือ ในมุมมองปรัชญาสายคานท์ ถ้าเรายอมรับการใช้กฎหมายปิดปากใครบางคน (เช่นทักษิณเป็นต้น) ได้ การยอมรับเช่นนั้นก็จะกลายเป็นข้ออ้างที่ชอบธรรมให้ใช้กฎหมายปิดปากกับคนอื่นๆ ทุกคนได้ ถ้ายอมรับรัฐประหารรัฐบาลทักษิณได้ ก็เท่ากับยอมรับให้ใช้วิธีการเดียวกันนี้กับรัฐบาลใดๆ ก็ได้ที่เราไม่ชอบหรือเห็นว่าเลวร้าย ซึ่ง เท่ากับเรายอมรับการทำลายประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐโดยตรง นี่คือเหตุผลสำคัญที่ปรัชญาสายคานท์ปฏิเสธการใช้กฎหมายปิดปาก และปฏิเสธรัฐประหารซึ่งเป็นวิธีการนอกกฎหมาย หรือวิธีเปลี่ยนรัฐบาลนอกครรลองประชาธิปไตยโดย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงรัฐบาล คสช. หลังรัฐประหาร 2557 ถึงปัจจุบัน ส. ศิวรักษ์มีบทบาททางสาธารณะในการวิจารณ์ความเลวร้ายของรัฐบาล คสช. ต่อต้านรัฐธรรมนูญ 2560 สนับสนุนการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ที่เสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่-ก้าวไกล-ประชาชนในการแก้ไขมาตรา 112 และเป็นปากเสียงให้กับอานนท์ นำภา และคนอื่นๆ ที่ติดคุกในคดี 112 และสนับสนุนข้อเรียกร้องนิรโทษกรรม 112 ค่อนข้างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นบทบาทที่สอดคล้องกับความคงเส้นคงวาทางหลักการมากกว่าช่วงก่อนหน้า

2. ปัญหาความไม่คงเส้นคงวาในการยึดถือและปฏิบัติตามหลักการของ สศจ. อาจเข้าใจ “ยาก” กว่ากรณี ส. ศิวรักษ์ เพราะ “ซับซ้อน” มากกว่า วิธีการทำความเข้าใจให้ชัดเจน เราต้องแยกระหว่าง “ความคงเส้นคงวาทางการเมือง” (political consistency) กับ “ความคงเส้นคงวาทางหลักการ” (consistency in principle) ตามปรัชญาคานท์ สองเรื่องนี้ต้องสอดคล้องกัน แต่ในความเป็นจริงทางการเมือง สองเรื่องนี้อาจสอดคล้องหรือขัดแย้งกันก็ได้ โดยเฉพาะในการเมืองบ้านเรา มักจะขัดแย้งกันมากกว่า

ความคงเส้นคงวาทางการเมือง เป็นเรื่องของความสอดคล้องระหว่างยุทธศาสตร์กับยุทธวิธีทางการเมือง ขณะที่ ความคงเส้นคงวาทางหลักการ เป็นเรื่องของการใช้ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีทางการเมืองที่ต้องเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐอย่างสม่ำเสมอ (ความคงเส้นคงวาทางหลักการตามนิยามแบบ Kantian)  

ตัวอย่างการสร้างความสอดคล้องทางการเมือง เช่น ปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าที่สนับสนุนพรรคประชาชนแยก “ขั้วการเมืองเก่า” กับ “ขั้วการเมืองใหม่” อย่างชัดเจน เพื่อเน้นให้เด่นชัดว่าพรรคประชาชนเท่านั้นคือขั้วการเมืองใหม่ที่สู้เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยที่สถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ประชาชนมีเสรีภาพวิจารณ์ตรวจสอบได้ ส่วนพรรคเพื่อไทย และพรรคอื่นๆ ที่เหลือ คือขั้วการเมืองเก่าที่สวามิภักดิ์ต่อเจ้า ไม่แตะโครงสร้างอำนาจสถาบัน และไม่แก้ 112 เป็นต้น 

ความคงเส้นคงวาทางการเมืองของปัญญาชนเหล่านี้ คือการยืนยันว่าต่อให้พรรคประชาชน “ทำผิดพลาด” เรื่องโหวตพรรคน้ำเงิน (เป็นต้น) พวกเขาก็ยังถือว่าพรรคประชาชนยังสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงมากกว่าพรรคอื่นๆ ที่เหลือ จึงเป็นพรรคเดียวที่ยังเป็นความหวังได้ ดังนั้น อย่างไรเสียพวกเขาก็ยังคงสนับสนุนพรรคประชาชนต่อไป ตราบที่พรรคนี้ยังยืนยันจะสู้ต่อ จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายการสร้างประชาธิปไตยให้เป็นจริง

แต่ถ้าปัญญาชนที่สนับสนุนพรรคประชาชนยืนยันว่าความผิดในการโหวตพรรคน้ำเงินเป็นรัฐบาล เป็นเพียง “ความผิดพลาดทางเทคนิค” หรือความผิดพลาดทางยุทธวิธีเท่านั้น “ไม่ใช่ความผิดทางหลักการใดๆ เลย” ปรัชญาสายคานท์จะวิจารณ์ว่าการยึดความคงเส้นคงวาทางการเมืองของปัญญาชนเหล่านั้นอาจ “ขัดแย้ง” กับความคงเส้นคงวาทางหลักการหรือไม่ 

กล่าวคือ ใน “บริบท” ที่พรรคประชาชนโหวตอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรี คือบริบทที่รัฐพันลึกทำรัฐประหารเงียบ เพื่อเอาพรรคแดงลงและเอาพรรคน้ำเงินขึ้นเป็นรัฐบาลแทน แล้วพรรคประชาชนก็โหวตให้พรรคน้ำเงินได้เป็นรัฐบาลตามเจตนารมณ์ของรัฐพันลึก จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าพรรคประชาชนไม่ได้ร่วมมือกับรัฐประหารเงียบ การร่วมมือกับรัฐประหารเงียบเปลี่ยนรัฐบาลได้สำเร็จ จึงเป็นการ “ทำผิดหลักการ” เมื่อมองจากปรัชญาสายคานท์

รัฐประหารเงียบ (silent coup) ในกรณีนี้ คือ “การใช้สถาบันที่ต้องเป็นกลางทางการเมืองเป็นเครื่องมือในการล้มรัฐบาลจากเลือกตั้ง” ได้แก่ การใช้ศาลรัฐธรรมนูญ “สอย” แพทองธาร ชินวัตรหลุดจากตำแหน่งนายกฯ และใช้องคมนตรีเบรกพรรคเพื่อไทยยุบสภา ซึ่งการใช้สถาบันที่ต้องเป็นกลางทางการเมืองเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการล้มรัฐบาล เปลี่ยนรัฐบาล ยุบพรรค ตัดสิทธิทางการเมืองทำนองเดียวกันนี้ เกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงกว่า 20 ปี และฝ่ายประชาธิปไตยต่างก็ยืนยันว่า “ไม่ยอมรับ” วิธีการเช่นนี้อย่างเป็นที่ประจักษ์  

แต่เมื่อยืนยันกันตลอดมาว่า “ไม่ยอมรับวิธีการผิดๆ” เช่นนั้น แทนที่พรรคประชาชนและปัญญาชนที่สนับสนุนจะ “ยืนหยัดต่อต้านรัฐประหารเงียบ” ที่เกิดขึ้นตรงหน้า กลับ “ดีลโหวตพรรคน้ำเงิน” เป็นรัฐบาล แม้พรรคประชาชนและกองเชียร์จะอ้างว่านี่คือ “ยุทธวิธี” ที่ช่วยให้จะบรรลุเป้าหมายทางการเมืองเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น คือการแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จ ซึ่งเป็น “เป้าหมายที่ดี” หรือเป็นเป้าหมายเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวม

แต่ปรัชญาสายคานท์ปฏิเสธการยึด “ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ใดๆ เป็นเกณฑ์สูงสุดในการตัดสินความถูกต้องของการกระทำแบบไม่เลือกวิธีการ” สมมติว่าการร่วมมือกับรัฐประหารเงียบนำไปสู่ความสำเร็จทุกอย่างตาม MOA ของพรรคประชาชนกับภูมิใจไทย ปรัชญาสายคานท์ ก็ยังยืนยันว่า “รัฐประหารเงียบและการร่วมมือกับรัฐประหารเงียบเป็นสิ่งที่ผิดในตัวมันเอง” เหตุผลเพราะเราไม่สามารถใช้วิธีรัฐประหารเงียบและการร่วมมือกับรัฐประหารเงียบเป็น “กฎสากล” ได้ เพราะถ้าใช้เป็นกฎสากลได้ ก็แปลว่าเรามีความชอบธรรมที่จะใช้วิธีการเช่นนี้เพื่อล้มหรือเปลี่ยน “ทุกรัฐบาล” ที่เราไม่ชอบก็ได้ จึงเท่ากับว่า “กระบวนการประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ” ไม่มีความหมายในทางปฏิบัติ เราแค่อ้างกระบวนการประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐในบางสถานการณ์ที่จะเกิดประโยชน์ทางการเมืองแก่ฝ่ายตัวเองเท่านั้น แต่ “ยกเว้น” ในกรณีที่เกิดผลเสียหายต่อฝ่ายอื่น  

ตัวอย่างของการอ้างและการยกเว้น ก็เช่นกรณีที่พรรคประชาชนปฏิเสธที่จะร่วมลงชื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเอาผิด “จริยธรรม” อนุทิน และกรณีที่พรรคประชาชนและปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าวิจารณ์องคมนตรีร่วมประชุมกับอนุทินว่า “อาจเป็นการแทรกแซงการเมือง” ดังที่เราทราบกันนั้น มองจากจุดยืนปรัชญาสายคานท์ ย่อมถือว่าเป็นการอ้างหลักกการที่ชอบธรรมและเป็นการยึดความคงเส้นคงวาทางหลักการ เพราะเป็นการปกป้องหลักอำนาจอธิปไตยของประชาชน และปกป้องหลักการที่สถาบันศาลรัฐธรรมนูญและองคมนตรี “ต้องเป็นกลางทางการเมือง” ไม่ให้สถาบันเช่นนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

แต่เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีที่พรรคประชาชนและปัญญาชนที่เชียร์พรรคนี้เห็นศาลรัฐธรรมนูญเอาผิดจริยธรรมแพทองธาร และเห็นองคมนตรีเบรกยุบสภาต่อหน้าต่อตา (ซึ่งเป็นกรณีที่เกิด “ผลเสีย” ต่อพรรคคู่แข่ง) แล้วยังร่วมมือกับรัฐประหารเงียบโหวตพรรคน้ำเงินเป็นรัฐบาล หากมองจากจุดยืนปรัชญาสายคานท์ ย่อมเห็นได้ว่าพรรคประชาชนและกองเชียร์ “ยกเว้น” การอ้างหลักการที่ถูกต้องเพื่อต่อต้านรัฐประหารเงียบ ซึ่งเป็นการกระทำที่ “ขาดความคงเส้นคงวาทางหลักการ” อย่างชัดเจน

ในมุมมองปรัชญาสายคานท์ เราไม่อาจสร้างประชาธิปไตยให้สำเร็จได้จากการทำลายหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ ด้วยรัฐประหารโดยกองกำลังทหาร และด้วยการยอมรับหรือสนับสนุนรัฐประหารเช่นนั้น แบบยุค พธม.-กปปส.ได้ และไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยได้ ด้วยการร่วมมือ หรือยอมรับและสนับสนุนการร่วมมือกับรัฐประหารเงียบแบบยุคพรรคประชาชนได้ เพราะเราไม่สามารถใช้วิธีการพวกนี้เป็น “กฎสากล” กับทุกฝ่ายได้ มีแต่หลักการประชาธิปไตยและนิติรัฐเท่านั้นที่ใช้เป็น “กฎสากล” กับทุกพรรคการเมือง หรือทุกฝ่ายทางการเมืองได้ ถ้ายังไม่มีหลักการประชาธิปไตยและนิติรัฐตามอุดมคติ ก็ต้องต่อสู้เพื่อสร้างให้มี แต่ก็ต้องสร้างด้วยวิธีการใดๆ ที่ไม่ขัดแย้ง หรือเป็นการทำลายหลักการนี้เสียเอง

คำถามคือ สศจ. ยืนอยู่ตรงไหนในบริบทการยึดความสอดคล้องทางการเมืองและบริบทรัฐประหารเงียบ? 

ในแง่การยึดความสอดคล้องทางการเมือง สศจ. แสดงออกชัดเจนว่าเขาปฏิเสธยุทธศาสตร์และยุทธวิธีทางการเมืองแบบใดๆ ที่เป็นการเพิ่มอำนาจแก่ฝ่ายเจ้า และปฏิเสธรัฐประหาร หรือ “วิธีการนอกกระบวนการประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ” ในการล้มรัฐบาลจากเลือกตั้ง ซึ่งเหมือนกับเขากำลังยืนยันว่า “ความคงเส้นคงวาทางการเมืองต้องสอดคล้องกับความคงเส้นคงวาทางหลักการเสมอ” แต่คำถามคือ สศจ. ต่อต้านรัฐประหารย่างคงเส้นคงวาจริงหรือไม่ 

ในบริบทรัฐประหาร 2549 เหมือนจะเป็นเช่นนั้น เพราะ สศจ. ต่อด้านการกระทำใดๆ ที่เป็นการเพิ่มอำนาจแก่ฝ่ายเจ้า ควบคู่กับการต่อต้านรัฐประหาร หรือการใช้ “วิธีการนอกกระบวนการประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ” ล้มรัฐบาล และดำเนินคดีทักษิณ 

แต่ใน “บริบททักษิณดีลกลับบ้าน” และถูกพรรคประชาชนตรวจสอบ “กรณีชั้น 14” เอาผิดทักษิณในคดีจากรัฐประหาร นอกจาก สศจ. จะไม่ตั้งคำถามว่าการตรวจสอบเอาผิดเช่นนั้น เป็นไปตาม “กระบวนการที่ชอบธรรมทางกฎหมาย” (due process) ตามหลักนิติรัฐ (rule of law) หรือไม่ แต่กลับให้เหตุผลว่า “ไม่มีใครบังคับให้ทักษิณดีลกลับมารับโทษ เขาเลือกเอง” ข้ออ้างเช่นนี้ถูกกองเชียร์พรรคประชาชนนำมาอ้างตามๆ กัน โดยชี้ “นัยสำคัญ” ว่า “เมื่อเลือกดีลกลับมารับโทษเองก็สมควรแล้วที่ถูกลงโทษ” จะ “เล่นบทเหยื่อ” ไม่ได้ 

แต่ในมุมมองปรัชญาสายคานท์ ใครก็ตามที่ถูกรัฐใช้ “วิธีการนอกกระบวนการประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ” เอาผิด เขาคือผู้ถูกปฏิบัติในฐานะเป็น “เครื่องมือ” ไม่ใช่ถูกปฏิบัติอย่างเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขาอยู่แล้ว ดังนั้น เขาคือ “เหยื่อ” ของการใช้วิธีการผิดๆ เช่นนั้นอยู่แล้ว ไม่ว่าเขาจะเล่นบทเหยื่อหรือไม่ แต่เขาก็คือเหยื่ออยู่ดี

ในกรณีนี้ “ประเด็นหลัก” ที่ปรัชญาสายคานท์ตั้งคำถาม คือ “รัฐใช้วิธีการอย่างไรกับทักษิณ” ไม่ใช่ประเด็นว่า “ทักษิณเลือกอย่างไร” พูดอีกอย่างคือ ปรัชญาสายคานท์จะตั้งคำถามว่า รัฐใช้วิธีการที่ชอบธรรมทางกฎหมายตามหลักนิติรัฐต่อทักษิณ (และทุกคน) หรือไม่? ดังนั้น ต่อให้สิ่งที่ทักษิณเลือกทำมันผิดตามข้อกล่าวหาจริง รัฐก็ต้องใช้วิธีการที่ถูกต้องชอบธรรมเท่านั้นในการเอาผิดกับทักษิณ

มีนักวิชาการเพียงคนเดียว คือ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ที่ตั้งคำถามเพื่อปกป้อง “ความคงเส้นคงวาทางหลักการ” สอดคล้องกับปรัชญาสายคานท์ คือ เขาตั้งคำถามว่า “ศาลฎีกามีอำนาจยกคดีชั้น 14 ขึ้นไต่สวนเองหรือไม่?” ซึ่งเป็นการตั้งคำถามว่ากระบวนการเอาผิดกรณีนี้เป็นกระบวนการที่ชอบธรรมทางกฎหมายตามหลักนิติรัฐจริงหรือไม่ พูดอีกอย่าง มันเป็นกระบวนการที่เป็นอิสระและเป็นกลางแก่ทุกฝ่าย หรือเป็นการนำเอากระบวนการยุติธรรมและสถาบันศาลที่ควรเป็นอิสระและเป็นกลางมาใช้เป็น “เครื่องมือ” ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถ้าเป็นอย่างหลัง ปรัชญาสายคานท์ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด

แต่น่าเศร้าที่ รังสิมันต์ โรม ส.ส. พรรคประชาชนผู้ทุ่มเทอย่างสุดกำลังในการตรวจสอบกรณีชั้น 14 ออกมายืนยันว่าศาลมีอำนาจทำได้ ประชาชนต้องพึ่งศาล ทักษิณควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ผิดว่าไปตามผิด ซึ่งสะท้อน “วาระซ่อนเร้นทางการเมือง” ของพรรคประชาชนในการเล่นงานทักษิณอย่างไม่เลือกวิธีการ ซึ่งสอดรับกับการที่รัฐพันลึกใช้ “วิธีการที่ผิด” ทั้งกับฝ่ายเพื่อไทยและฝ่ายพรรคประชาชนเองอย่างต่อเนื่องมากกว่าที่จะยืนยันความคงเส้นคงวาทางหลักการ

อีกกรณีคือ ใน “บริบท” รัฐประหารเงียบและการร่วมมือกับรัฐประหารเงียบ สศจ. ยืนอยู่ตรงไหน

ดังที่เราเห็น สศจ. ไม่พลาดแน่นอนที่จะร่วมผสมโรงกับพรรคประชาชน และ ปิยบุตร แสงกนกกุล วิจารณ์กรณีองคมนตรีร่วมประชุมกับอนุทิน ซึ่งการวิจารณ์เช่นนั้นถูกต้องแล้ว แต่ในสถานการณ์ที่แพทองธารถูกศาลรัฐธรรมนูญสอยหลุดจากตำแหน่งนายกฯ ตามด้วยองคมนตรีเบรกเพื่อไทยยุบสภา (และเดาได้ว่าทักษิณก็คงติดคุกกรณีชั้น 14) สศจ. น่าจะรู้ดีที่สุดว่าเกิด “รัฐประหารเงียบ” เพื่อเอาพรรคแดงลง และเอาพรรคน้ำเงินขึ้นเป็นรัฐบาลแทน  แต่แทนที่ สศจ. จะวิจารณ์องคมนตรีแทรกแซงการเมือง และต่อต้านรัฐประหารเงียบ กลับ “เหมือนยอมรับ” การโหวตอนุทิน ซึ่งทำให้การรัฐประหารเงียบเพื่อเปลี่ยนรัฐบาลของรัฐพันลึกประสบความสำเร็จ

ตอนหลัง สศจ. โพสต์ว่า “แล้วพรรคเพื่อไทยทำพังจนรัฐประหารนี่ไม่พูดบ้างหรือ” จากคำถามนี้ ผมไม่ได้สรุปว่า สศจ. เห็นว่าเพื่อไทย “ควร” ถูกทำรัฐประหาร แต่พรรคประชาชนก็เคย “แถลง” หลังแพทองธารถูกสอยทำนองว่า ไม่เห็นด้วยที่ศาลรัฐธรรมนูญสอย แต่ “รัฐบาลแพทองธารก็หมดความชอบธรรมแล้ว” และคำตัดสินของศาลก็มีผลแล้ว จึงจำเป็นต้องยอมรับ พูดง่ายๆ คือ ข้ออ้างเรื่องเพื่อไทยทำพัง เพื่อไทยหมดความชอบธรรม ก็ยังคงถูกใช้เป็นข้ออ้างให้พรรคประชาชนร่วมมือกับรัฐประหารเงียบอยู่ดี และเป็นเหตุผลให้ สศจ. “เพิกเฉย” ต่อรัฐประหารเงียบ และการร่วมมือกับรัฐประหารเงียบของพรรคประชาชนอยู่ดี

แต่ในจุดยืนปรัชญาสายคานท์ ต่อให้เพื่อไทยทำพัง ต่อให้รัฐบาลเพื่อไทยหมดความชอบธรรม (ตามที่กล่าวหากัน) จริงๆ การใช้วิธีรัฐประหารเงียบและการร่วมมือกับรัฐประหารเงียบก็ “ผิดหลักการ” เพราะเป็นวิธีการนอกกระบวนการประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ จึงเป็น “หน้าที่ทางจริยธรรมสาธารณะ” ที่ทุกคนต้องต่อต้านการใช้วิธีรัฐประหารเงียบ และการร่วมมือกับรัฐประหารเงียบเช่นนั้น

เหตุผลสำคัญหนึ่งของ สศจ. คือ “เพราะประวัติศาสตร์ของทักษิณและเพื่อไทยเปลี่ยนไปแล้ว” ยุคก่อนทักษิณและเพื่อไทยถูกกระทำจากรัฐพันลึกจริง และพยายามต่อสู้กับรัฐพันลึกอย่างน้อยใน “ระดับหนึ่ง” ตามที่เห็นได้ในปรากฏการณ์คนเสื้อแดง 

แต่นับจากทักษิณ “ดีลกลับบ้าน” และตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว ทักษิณและเพื่อไทยก็ “ยอมสวามิภักดิ์” ต่อเจ้าแล้ว ไม่สู้เรื่องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจสถาบันกษัตริย์ ไม่แก้ 112 และไม่นิรโทษกรรม 112 แล้ว เท่ากับ “ทักษิณและเพื่อไทยไม่สู้เพื่อประชาธิปไตย” แล้ว หรือเมื่อสวามิภักดิ์ต่อเจ้าแล้ว ก็มีแต่ทักษิณและเพื่อไทยจะ “ขัดขวาง” ขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น นี่เป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นในแง่ที่วิจารณ์ว่าทักษิณ “ขาดความคงเส้นคงวาทางการเมือง” เพราะครั้งหนึ่งเหมือนจะสู้กับฝ่ายนั้น แต่กลับเปลี่ยนมายอมสวามิภักด์รับใช้

ดังนั้น ข้อเสนอล่าสุดของ สศจ. คือ ใครก็ตามที่ยังยืนยันว่าตนเองยังต่อสู้เรื่องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ยังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ควร “ถอนตัว” ออกจากการสนับสนุนทักษิณและเพื่อไทยเสีย ไม่งั้นจะเป็น “พวกหน้าไหว้หลังหลอก” เท่านั้นเอง เพราะขาดความคงเส้นคงวา (ในแนวทางการต่อสู้ทางการเมือง)

จะเห็นว่าข้อเสนอนี้ของ สศจ. เป็นข้อเสนอที่เน้น “ความคงเส้นคงวาทางการเมือง” ที่จำเป็นต้อง “เลือกฝ่าย” ให้ชัดเจนว่าฝ่ายไหนคือฝ่ายที่สู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริง กับฝ่ายที่ไม่สู้หรือขัดขวางขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย สำหรับ สศจ. พรรคประชาชนดูจะสู้มากกว่า แต่ก็ยังหวังไม่ได้ตามที่ควรจะเป็น ต่อให้ไม่มีพรรคประชาชน คนที่ยืนยันว่ายังสู้เพื่อประชาธิปไตย ก็ต้องถอนตัวออกจากการสนับสนุนทักษิณและเพื่อไทยที่ใม่สู้แล้ว และควรเลือกสู้อย่างอิสระตามแนวทางที่ถูกต้อง หรือแนวทางที่มีคววามคงเส้นคงวาในการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม แม้ข้อเสนอของ สศจ. จะ “ดูสมเหตุผล” ในแง่การยืนยันความคงเส้นคงวาในการต่อสู้ทางการเมือง ถ้า “ข้อกล่าวหาทางการเมือง” ที่ว่าทักษิณและเพื่อไทยสวามิภักดิ์เจ้าแล้ว ไม่สู้เพื่อประชาธิปไตยใดๆ แล้ว เป็นข้อเท็จจริงที่ “โต้แย้งหักล้างใดๆ ไม่ได้” เลย

แต่ก็ยังมีฝ่ายเห็นต่างกับ สศจ. ที่เขายังสนับสนุนการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้เป็นประชาธิปไตย และสนับสนุนการนิรโทษกรรม 112 พร้อมๆ กับยังสนับสนุนเพื่อไทยอยู่ เพราะพวกเขาเห็นว่าเพื่อไทยยังทำ “นโยบายประชาธิปไตยกินได้” ที่เชื่อมโยงกับคนในชนบทต่างจังหวัดและคนหาเช้ากินค่ำส่วนใหญ่ และเห็นว่าเพื่อไทยก็ยังพยายามต่อสู้ภายใต้ “ข้อจำกัดต่างๆ” อยู่ เช่น พยายามสู้เพื่อแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นอยู่ เป็นต้น ข้อเสนอให้ถอนตัวจากเพื่อไทยก็ย่อมไม่มีเหตุผลที่หนักแน่นพอสำหรับกลุ่มคนที่ยังคิดเช่นนี้

โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่อภิปรายมาแล้วว่าตามมุมมองปรัชญาสายคานท์ การยึดถือความคงเส้นคงวาทางการเมือง อาจไม่สอดคล้องกับการยึดถือความคงเส้นคงวาทางหลักการเสมอไป ถ้าคุณยืนยันความคงเส้นคงวาทางการเมืองแบบ สศจ. แต่ “เพิกเฉย” ต่อรัฐประหารเงียบ หรือยอมรับ, ร่วมมือกับรัฐกับรัฐประหารเงียบ, สนับสนุนการร่วมมือกับรัฐประหารเงียบ คุณย่อมถูกตั้งคำถามได้ว่าอาจ “ไม่คงส้นคงวาในการยึดถือและปฏิบัติตามหลักการที่ถูกต้อง” ของประชาธิปไตยและนิติรัฐ 

เพราะสำหรับจุดยืนปรัชญาสายคานท์ ต่อให้ทักษิณและเพื่อไทยยอมสวามิภักดิ์รับใช้เจ้าตามข้อกล่าวหาจริง ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะให้ “ความชอบธรรม” กับรัฐประหารเงียบ, การร่วมมือกับรัฐประหารเงียบ หรือการยอมรับ สนับสนุน และเพิกเฉยต่อรัฐประหารเงียบและการร่วมมือเช่นนั้นได้เลย เนื่องจากรัฐประหารเงียบ (หรือรัฐประหารโดยทหาร) “ผิดในตัวมันเอง” เพราะเป็นการใช้วิธีการนอกกระบวนการประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ จึงเป็น “หน้าที่ทางจริยธรรมสาธารณะ” ที่เราต้องปฏิเสธและต่อต้านรัฐประหารแลการร่วมมือกับรัฐประหารแบบใดๆ 

ฝ่ายที่เชียร์พรรคประชาชน (บางคน) โต้แย้งว่าแล้วทักษิณและเพื่อไทยจะอ้างว่าเพราะฝ่ายตนถูกทำรัฐประหาร เพื่อจะ “ทำอะไรเลวๆ ก็ได้” งั้นหรือ และเราต้องยอมรับ “การทำพัง” ของพวกเขาที่ตะบัดสัตย์ ตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว ฯลฯ งั้นหรือ ปรัชญาสายคานท์จะตอบว่าหากทักษิณและเพื่อไทยทำเช่นที่กล่าวหาจริง เรา “ต้องไม่ยอมรับ” แต่เราก็ต้องตรวจสอบเอาผิดทางการเมือง ผ่านกระบวนการรัฐสภา สื่อ นักวิชาการ ประชาชนทั่วไป และเอาผิดทางกฎหมาย ผ่านกระบวนการที่ชอบธรรมตามหลักนิติรัฐ จะใช้หรือยอมรับ ร่วมมือ และสนับสนุนการใช้ “วิธีการใดๆ นอกกระบวนการประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ” ไม่ได้เด็ดขาด 

จริงหรือไม่ว่าที่ผ่านๆ มากว่า 20 ปี ฝ่ายตรงข้ามและคู่แข่งทางการเมือง ต่างก็ใช้ทั้งวิธีการตรวจสอบตามกระบวนการัฐสภา สื่อ นักวิชาการ ภาคประชาชน (ม็อบ) ควบคู่กับการยอมรับและสนับสนุนรัฐประหารโดยทหารและรัฐประหารเงียบมาตลอด ซึ่งเมื่อมองจากจุดยืนปรัชญาสายคานท์ นั่นคือ “การขัดขวาง” การสร้างประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐให้สำเร็จโดยแท้ ไม่ใช่ทักษิณและเพื่อไทยเป็นตัวการขัดขวาง เพราะอย่างไรเสียทักษิณและเพื่อไทย ก็ยังถูกตรวจสอบเอาผิดได้ตามกระบวนการประชาธิปไตยอยู่แล้ว แต่คือฝ่ายที่อ้างว่าจะปฏิรูปประชาธิปไตยด้วยการทำรัฐประหาร และร่วมมือกับรัฐประหารโดยตรงและโดยอ้อมนั่นแหละเป็นตัวการขัดขวางการสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง

เมื่อการต่อต้านรัฐประหารเป็น “หน้าทางจริยธรรมสาธารณะ” ตามปรัชญาคานท์ การต่อต้านรัฐประหารโดยทหารและรัฐประหารเงียบ จึง “ไม่เท่ากับ” สนับสนุนทักษิณและเพื่อไทย หรือปกป้องทักษิณและเพื่อจากข้อกล่าวหาต่างๆ เพราะปรัชญาสายคานท์ปฏิเสธ “การใช้วิธีการที่ผิด” ที่เป็นการทำลายกระบวนการประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ ไม่ว่าจะใช้วิธีการที่ผิดต่อเพื่อไทย, พรรคประชาชน, พรรคภูมิใจไทย หรือพรรคไหนๆ ก็ผิด 

จึงเป็นหน้าที่ของผู้มี “สามัญสำนึก” ของการเป็นพลเมืองเสรีและเสมอภาคต้องต่อต้านการใช้วิธีการที่ผิดนั้นๆ หากเห็นว่าทักษิณ เพื่อไทยหรือพรรคไหนๆ ทำผิดในกรณีใดๆ ก็ต้องใช้วิธีการตามกระบวนการประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐจัดการกันไป  

ข้อเสนอบนจุดยืนปรัชญาสายคานท์ต่อกรณีทักษิณ เพื่อไทย และรัฐประหาร

จากที่อภิปรายมาเราสามารถสร้างข้อเสนอจากจุดยืนปรัชญาสายคานท์ ต่อกรณีทักษิณ เพื่อไทย และรัฐประหารโดยทหารหรือรัฐประหารเงียบได้ว่า “เราควรวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบทักษิณ เพื่อไทย (และทุกพรรค) บนจุดยืนเชิงอุดมคติที่อ้างอิงกระบวนการประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐไปพร้อมๆ กับการถือเป็นหน้าที่ทางจริยธรรมสาธารณะที่ต้องปฏิเสธและต่อต้านรัฐประหารแบบใดๆ อย่างคงเส้นคงวา” 

การเพิกเฉยต่อรัฐประการเงียบที่ทำกับเพื่อไทย (หรือพรรคใดๆ), การร่วมมือกับรัฐประหารเงียบ และการสนับสนุนการร่วมมือกับรัฐประหารเงียบ ย่อมเป็นการกระทำที่ “น่าละอาย” เพราะรัฐประหารเงียบ คือวิธีการที่ขัดต่อกระบวนการประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐโดยตรง 

จึงเป็นเรื่องที่ใครก็ตามที่นิยามตนเองว่าเป็น “ฝ่ายประชาธิปไตย” หรือสู้เพื่อประชาธิปไตย ต้องไม่ทำเช่นนั้นอย่างเด็ดขาด!

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising