ยุทธศาสตร์ของพรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม” คือการเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดอย่างแท้จริง ยุทธวิธีที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ คือการทำงานสร้างความเปลี่ยนแปลทางความคิดของคนส่วนใหญ่ตาม “วรรคทอง” ของ พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชนที่ว่า “ชัยชนะทางการเมืองที่แท้จริง คือการเปลี่ยนคนที่เคยเห็นต่าง ให้มาเดินร่วมทางกับเรา” (ดูแถลงการณ์ที่นี่ https://www.facebook.com/photo/?fbid=1735630278199601&set=a.451058819990093)
แน่นอน การทำงานเปลี่ยนแปลงทางความคิดตามวรรคทองนั้นได้สำเร็จ ก็เพื่อให้พรรคส้มได้เป็นรัฐบาล จึงจะเปลี่ยนแปลงประเทศได้จริง แต่ “ยุทธวิธี” ของพรรคส้มแบบที่ใช้กันมาตั้งแต่หลังเลือกตั้งปี 2566 จนปัจจุบันมีปัญหาสำคัญหลายประการที่ควรยอมรับอย่างตรงไปตรงมา และจำเป็นต้อง “ถอดบทเรียน” ได้แก่
1. ติดเงื่อนไขเล็กกว่าจนเสียโอกาสทำเรื่องใหญ่กว่า คือยุทธวิธีที่พรรคส้มใช้ในฐานะที่เป็นพรรคชนะเลือกตั้งอันดับ 1 ที่มีโอกาส “ฟอร์มรัฐบาล” ก่อน ซึ่งตามเงื่อนไขการตั้งรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ 2560 ขณะนั้น สว.250 คนที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. มีอำนาจพิเศษร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ทำให้แคนดิเดตนายกฯ ต้องได้ได้คะแนนเสียงมากกว่า 375 เสียงขึ้นไป
ถ้าตอนนั้นพรรคส้มยอมลดเงื่อนไขเรื่อง “แก้ 112” เพื่อดึงภูมิใจไทย, ชาติไทยพัฒนา, ไทยสร้างไทย, ประชาชาติ เป็นต้นมาร่วมรัฐบาลบวกกับจำนวน ส.ส.พรรคส้มและเพื่อไทยก็เกิน 375 เสียง ตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งแรกๆ พรรคส้มก็เหมือนจะเลือกหนทางนี้ แต่พอมีข่าวว่าจะติดต่อพรรคชาติไทยพัฒนาร่วมรัฐบาล ก็เกิดการติดแฮชแท็ก “#มีกรณ์ไม่มีกู” ของด้อมส้ม จนเป็นกระแสในโลกโซเชียล ทำให้พรรคส้มต้องประกาศยุติทางเลือกนั้นไป
นี่คือการติด “เงื่อนไขเล็กกว่า” อย่าง “#มีกรณ์ไม่มีกู” ซึ่งเป็นเรื่องของการรักษาภาพลักษณ์ที่ “ไม่แปดเปื้อน” กับพรรคการเมืองใดๆ ในฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ยอมรับและสนับสนุนรัฐประหาร เพื่อเอาใจด้อมส้ม จนทำให้เสียโอกาสเป็นรัฐบาลไป “ทำเรื่องใหญ่กว่า” เช่น การแก้รัฐธรรมนูญ, การคืนสิทธิ์ประกันตัวนักโทษทางความคิด การนิรโทษกรรม 112 เป็นต้น
2. เลือกทำถูกในเรื่องเล็กเพื่อทำผิดในเรื่องใหญ่ คือยุทธวิธีที่พรรคส้มใช้ตอนโหวตอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรี นั่นคือ พรรคส้มอ้างว่าที่ไม่ร่วมรัฐบาล เพราะ “ต้องรักษาสัจจะ” ที่แกนนำพรรคเคยให้สัมภาษณ์สื่อไว้ว่า “จะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคใดในสภาชุดนี้” และเพราะพรรคไม่มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่นี่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ถึงขนาดเป็น “ทางตัน” เพราะในสถานการณ์ขณะนั้น พรรคส้มมีอำนาจต่อรองทางการเมืองมากที่สุด จะโหวตหรือไม่โหวตให้พรรคใดก็ได้ จะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลโดยให้คนอื่นเป็นนายกฯ ก็ได้ แต่ในฐานะพรรคที่มีเสียงอันดับ 1 ก็ย่อมมีสิทธิ์ได้คุมกระทรวงเกรดเอ ได้ผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญ การคืนสิทธิประกันตัว และนิรโทษกรรม 112 เป็นต้นได้ดีกว่าการโหวตให้พรรคน้ำเงินตั้งรัฐบาลอย่างที่ทำไปแล้ว
แต่การโหวตอนุทินเป็นการ “ทำผิดในเรื่องใหญ่กว่า” การเสียสัจจะที่เคยให้สัมภาษณ์สื่อไว้ เพราะพรรคส้มรู้อยู่แล้วว่ารัฐพันลึกทำ “รัฐประหารเงียบ” เอาพรรคแดงลงเพื่อเอาพรรคน้ำเงินขึ้นเป็นรัฐบาล แต่พรรคส้มก็เลือก “ร่วมมือกับรัฐประหารเงียบ” ด้วยการโหวตพรรคน้ำเงินให้ได้เป็นรัฐบาลตามเจตนารมณ์ของรัฐพันลึก ผลของยุทธวิธีที่ “ผิดหลักการ” อย่างชัดแจ้งนี้ ก็คือการช่วยให้พรรคน้ำเงินเป็นรัฐบาลติดต่อกัน 2 สมัยอย่างที่ทุกคนเห็น
บางคนอาจโต้แย้งสองประเด็นนี้ว่าถ้าพรรคส้ม “ยอมลดเงื่อนไขเล็กกว่า” ตามที่ว่ามาเพื่อทำ “เรื่องใหญ่กว่า” ให้สำเร็จ ก็อาจตั้งรัฐบาลไม่ได้ก็ได้ เพราะอาจถูกขัดขวางจากรัฐพันลึกทุกวิถีทาง แต่ข้อโต้แย้งเช่นนี้ก็เป็นเพียง “จินตนาการ” ที่อาจเป็นหรือไม่เป็นจริงก็ได้ ส่วน “ข้อเท็จจริง” ที่พรรคส้มกระทำไปแล้วที่มีผลทำให้พรรคส้มพลาดโอกาสเป็นรัฐบาลถึง 2 ครั้ง ก็คือข้อเท็จจริงตามที่พูดถึงในสองเรื่องดังกล่าวแล้ว
3. เอาคนที่เคยมีจุดยืนตรงกันข้ามมาเป็นแนวร่วมแต่ผลักแนวร่วมเดิมออกไป คือยุทธวิธีล่าสุดที่พรรคส้มใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพฯ ซึ่งพรรคส้มประเมินอยู่แล้วว่าคง “ไม่ชนะ” ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แต่แทนที่จะเน้นการนำเสนอนโยบายที่ดีกว่าเพื่อทำคณะแนนให้มากที่สุด กลับ “เปิดตัว” สุรพล นิติไกรพจน์ ในฐานะประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ผู้ว่าประชาชน
สุรพลคืออดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมชาติและสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่แต่งตั้งโดยขบวนการรัฐประหาร 2549 และยังเป็นผู้นำทางความคิดในด้านกฎหมายมหาชนให้กับ กปปส. บทบาทสำคัญคือการออกมาเรียกร้องหลังรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร “ยุบสภา” ไปแล้วว่าให้รัฐบาลรักษาการ “แสดงเจตนาที่จะไม่เป็นรัฐบาลรักษาการ” หรือให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่รัฐบาลรักษาการ เพื่อเปิดทางให้มี “คณะกรรมการประชาชนปฏิรูปประเทศ” เข้ามาทำหน้าที่แทนเพื่อแก้วิกฤตการเมืองตามข้อเรียกร้องของ กปปส. ที่ชุมนุมยืดเยื้อไม่ยอมให้กระบวนการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญดำเนินไปได้ตามปกติ ก่อนที่จะนำไปสู่การรัฐประหาร 2557
ขณะที่ช่วงก่อนรัฐประหาร 2549 สุรพลก็ออกมาเสนอให้รักษาการนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรยุติการปฏิบัติหน้าที่รักษาการนายกฯ โดยให้รักษาการนายกฯ นำความกราบบังคมทูลฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ร.9) ขอให้มี “คนกลาง” มาทำหน้าที่รักษาการนายกฯ แทน เพื่อจัดการเลือกตั้งให้ทุกฝ่าย คือ พธม., ประชาธิปัตย์, ไทยรักไทย และประชาชนทั่วไปยอมรับได้
สรุปคือ ในช่วงก่อนเกิดรัฐประหารทั้งสองครั้ง สุรพลมีบทบาทสำคัญในการเสนอให้มี “คนกลาง” มาทำหน้าที่รักษาการนายกฯ และ “คณะกรรมการกลาง” มาทำหน้าที่รัฐบาลรักษาการ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตทางการเมือง ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ถูกตั้งคำถามสำคัญว่า “ขัดรัฐธรรมนูญ” หรือไม่ คนกลางและคณะกรรมการกลางที่ว่า “เป็นกลางจริงๆ” หรือเป็นคนของฝ่ายไหนกันแน่
ในแถลงการณ์ของเลขาธิการพรรคประชาชน (ตามที่อ้างในย่อหน้าแรก) ระบุตอนหนึ่งว่า
"การเปลี่ยนคนที่เห็นต่างมาเห็นตรงกับเรา การเปลี่ยนคนที่เคยอยู่ตรงข้ามกับเรา และตรงข้ามกับระบอบฝ่ายประชาธิปไตยที่พวกเรายึดถือ คือหนทางเดียวที่จะนำไปสู่ชัยชนะทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้อย่างแท้จริง...เราปฏิเสธไม่ได้ครับว่า อ.สุรพล เคยดำรงตำแหน่ง สนช. หลังการรัฐประหาร แต่วันนี้กาลเวลาและสถานการณ์ได้พิสูจน์แล้ว อาจารย์ได้ตระหนักถึงผลพวงอันเลวร้ายของการรัฐประหารและกลุ่มขั้วอำนาจที่ อ. มีส่วนร่วมสนับสนุนที่ทำลายประเทศ และได้เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนจุดยืนเดิม หันมาสนับสนุนการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ และขบวนการประชาธิปไตยมานานหลายปี ร่วมกับผู้อาวุโสทางการเมืองอีกหลายท่านและขอมีส่วนร่วมเข้ามาแก้ไขผลพวงที่เกิดขึ้น”
แต่สุรพลให้สัมภาษณ์ใน “รายการเรื่องเล่าเช้านี้” ว่า “ตลอดชีวิตผมไม่เคยเปลี่ยนจุดยืน” และเขายังบอกอีกว่าเดิมที “พรรคประชาชนทาบทามให้เขาเป็นหนึ่งในแคนดิเดตผู้ว่ากรุงเทพฯ” (ดู https://www.facebook.com/reel/1701002540929674) เลยไม่รู้ว่าเรื่อง “เปลี่ยนจุดยืน” เราจะเชื่อคำพูดใครดีระหว่างเลขาธิการพรรคส้มกับตัวสุรพลเอง
แต่ถ้าเราสังเกตดีๆ จะเห็น “จุดร่วมสำคัญ” ใน “ทางปฏิบัติ” ที่ผ่านมาแล้วของพรรคส้มกับสุรพล คือ
- สุรพลร่วมมือกับ “รัฐประหารโดยทหาร” ล้มรัฐบาลพรรคแดงสองครั้ง ผลที่ตามมาคือประเทศได้รัฐธรรมนูญ 2560 แต่พรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมยังไม่ชนะในสนามเลือกตั้ง
- พรรคส้มร่วมมือกับ “รัฐประหารเงียบ” โดยรัฐพันลึกใช้กลไกอำนาจนอกระบบล้มรัฐบาลพรรคแดง แล้วพรรคส้มรับช่วงต่อด้วยการโหวตพรรคน้ำเงินเป็นรัฐบาลตามความต้องการของรัฐพันลึกผู้ออกใบอนุญาตที่ 2 ผลที่ตามมาคือ พรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมชนะเลือกตั้งมีจำนวน ส.ส. มากที่สุดเป็น “ครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี” ระบอบสีน้ำเงินที่มีอภิสิทธิ์เชิงโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญ 2560 มากที่สุดอยู่แล้วเข้มแข็งขึ้น
วันนี้พรรคส้มขอเวลาให้สุรพลได้พิสูจน์ตัวเอง ขณะที่พรรคส้มเองก็ยังสะเปะสะปะและเข้ารกเข้าพงในเรื่องของ "การกระทำ" ซึ่งไม่ต่างจากสุรพล แม้ในแง่ "คำพูด" จะบอกว่ายังยึดจุดยืนเดิมอยู่ก็ตาม
เรื่องนี้ทำให้ปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าที่สนับสนุนพรรคส้ม “เสียงแดก” ฝ่ายหนึ่งวิจารณ์การตั้งสุรพลเป็นเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ผู้ว่าประชาชนทำนองว่า “เอาคนที่เคยมีจุดยืนตรงกันข้ามมาเป็นแนวร่วมใหม่ แต่ผลักแนวร่วมเดิมออกไป” อีกฝ่ายเห็นด้วยกับเลขาธิการพรรคที่ว่า “ชัยชนะทางการเมืองที่แท้จริง คือการเปลี่ยนคนที่เคยเห็นต่าง ให้มาเดินร่วมทางกับเรา”
อย่างไรก็ตาม ผมมีข้อสังเกตว่าถ้าปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าที่เชียร์พรรคส้ม ออกมาโวยพรรคส้มเรื่องเอาสุรพลมาร่วมทีม ด้วยเหตุผลว่าเขาเคยมีส่วนร่วมกับ “รัฐประหารโดยทหาร” ที่ทำกับรัฐบาลเพื่อไทย และสนับสนุน กปปส. ที่ส่งผลให้เกิดรัฐธรรมนูญ 2560 แล้วทำไมพวกเขาไม่ออกมาโวยพรรคส้มที่ร่วมมือกับ “รัฐประหารเงียบ” ที่รัฐพันลึกทำกับรัฐบาลเพื่อไทย ซึ่งส่งผลให้พรรคน้ำเงินที่มีอภิสิทธิ์เชิงโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญ 2560 มากที่สุดอยู่แล้วได้โอกาสเติบโตขึ้น
ทั้งๆ ที่เมื่อว่าโดยหลักการประชาธิปไตยแล้ว ไม่ควรมีพรรคการเมืองและปัญญาชนเออออไปกับรัฐประหารโดยทหาร หรือรัฐประหารเงียบเพื่อเปลี่ยนรัฐบาล ฝ่ายก้าวหน้าต่อต้านพรรคส้มเปิดตัวสุรพลนั้นถูก แต่อายตัวเองไหมที่ ‘หุบปาก’ กับกรณีรัฐพันลึกทำรัฐประหารเงียบพรรคแดง แล้วยังยอมรับ กระทั่งสนับสนุนพรรคส้มร่วมมือกับรัฐประหารเงียบ
อีกประเด็นหนึ่ง มีบางคนยกกรณีสุรพลไปเปรียบเทียบกับสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบแบบ “ตรรกะวิบัติ” (logical fallacy) เพราะถึงแม้สุลักษณ์จะเคยสนับสนุนทักษิณ ชินวัตร (เช่นเดียวกับปัญญาชนอาวุโสยุคนั้น) ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรก แต่กลับแก้ต่างให้กับรัฐประหาร 2549 และเสนอ “รัฐบาลคนกลาง/รัฐบาลเฉพาะกิจ” มาแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองในช่วงที่ กปปส. ชุมนุมขวางการเลือกตั้งกุมภาพันธ์ 2557
แต่ต่อมาสุลักษณ์ได้แสดงออกทางสาธารณะต่อเนื่องในการวิจารณ์รัฐบาล คสช. สนับสนุนคนรุ่นใหม่กลุ่มไผ่ ดาวดินและกลุ่มอื่นๆ ที่ออกมาต่อต้านรัฐประหาร และรัฐบาล คสช. สนับสนุนการต่อสู้ทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ เป็นปากเป็นเสียงให้นักกิจกรรมทางการเมืองที่ติดคุกอย่างไผ่ ดาวดิน, อานนท์ นำภา กลุ่มทะลุวัง และกลุ่มอื่นๆ อย่างสม่ำเสมอ และสนับสนุนนโยบายแก้ 112 ของพรรคประชาชนอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกันแม้สุลักษณ์จะ “ไม่คงเส้นคงวา” ในเรื่องของการ “เลือกฝ่ายทางการเมือง” แต่เขาก็ “คงเส้นคงวา” ในจุดยืนเรียกร้อง “เสรีภาพวิจารณ์สถาบันกษัตริย์” แน่นอนในบางครั้งการไม่คงเส้นคงวาในการเลือกฝ่ายทางการเมือง อาจกระทบต่อจุดยืนเรียกร้องเสรีภาพวิจารณ์สถาบันได้ แต่ “ฝ่ายทางการเมือง” หรือพรรคการเมืองต่างๆ ก็มักเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์เสมอ ฝ่ายทางการเมืองหรือพรรคการเมือง จึงไม่ใช่สิ่งเดียวกับ “จุดยืนในเรื่องหลักการประชาธิปไตย” เสมอไป ดังนั้น การเปลี่ยนขั้วทางการเมืองจึงเป็นเรื่องที่เปลี่ยนกันได้ แต่จุดยืนในหลักเสรีภาพและประชาธิปไตยต้องคงเส้นคงวาเสมอ
ยิ่งกว่านั้น ไม่ว่าสุลักษณ์จะเลือกฝ่ายทางการเมืองแบบไหน แต่เขาไม่เคย “รับตำแหน่ง” ใดๆ ที่ฝ่ายการเมือง หรือพรรคการเมืองนั้นๆ หยิบยื่นให้ ขณะที่สุรพลเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับฝ่ายทางการเมืองและมีตำแหน่งตามที่ฝ่ายการเมืองหรือพรรคการเมืองยิบยื่นให้บ่อยครั้ง
ดังนั้น จากที่สุรพลเคยร่วมงานกับรัฐบาลบรรหาร ศิปลอาชา, เป็น สนช., เป็นแนวร่วม กปปส. จนมาถึงเป็นแนวร่วมของพรรคส้ม จะบอกว่าตลอดชีวิตตนเองไม่เคยเปลี่ยนจุดยืนเลย ก็ออกจะ “แปลก” อยู่ไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม ข้อเปรียบเทียบนี้ไม่ได้ต้องการสรุปว่าสุลักษณ์เปลี่ยนจุดยืนในการเลือกฝ่ายทางการเมืองได้และควรยอมรับ ยกเว้นเฉพาะสุรพล แต่ต้องการจะบอกว่าทุกคนเปลี่ยนได้ เพียงแต่กรณีสุลักษณ์เขาแสดงออกในทางสาธารณะให้เห็นชัดเจนมากกว่าว่าเขาสนับสนุนการต่อสู้เพื่อเสรีภาพวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ของคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่สุรพลไม่ปรากฏว่ามีบทบาทเช่นนั้น นอกจากการเป็นพยานในคดียุบพรรคก้าวไกลและการร่วมงานกับพรรคประชาชนตามที่เป็นข่าว ซึ่งทำให้เกิดคำถามตามมาว่าพรรคส้มจะ “ฟอกขาว” ให้เขาหรือไม่
กล่าวโดยสรุป เมื่อเราพิจารณาสามยุทธวิธีเด่นๆ ใน “ช่วงเวลาที่ต้องตัดสินครั้งสำคัญมาก” คือ ยุทธวิธีแบบยึดติดเงื่อนไขเล็กกว่าจนเสียโอกาสทำเรื่องใหญ่กว่า, เลือกทำถูกในเรื่องเล็กเพื่อทำผิดในเรื่องใหญ่ และเอาคนที่เคยมีจุดยืนตรงกันข้ามมาเป็นแนวร่วมใหม่ แต่ผลักแนวร่วมเดิมออกไป ตามที่อภิปรายมา เห็นได้ชัดว่าเป็นยุทธวิธีแบบ “ทำลายโอกาสและความน่าเชื่อถือของตนเอง” ถ้าพรรคส้มและบรรดาผู้สนับสนุนไม่ยอมรับความจริงของปัญหานี้ตรงไปตรงมา เอาแต่โทษพรรคอื่น ฝ่ายอื่น หรือพรรคอื่นๆ ว่าจ้องทำลายหรือขัดขวางการเป็นรัฐบาลของฝ่ายตน ก็ยากที่จะมองเห็น “อนาคตที่ดีขึ้น” ได้
ผมอยากเสนอว่าหากพรรคส้มยึดถือยุทธศาสตร์ “ชัยชนะทางการเมืองที่แท้จริง คือการเปลี่ยนคนที่เคยเห็นต่าง ให้มาเดินร่วมทางกับเรา” พรรคส้มควรถอดบทเรียนจากยุทธวิธีที่ผิดพลาดดังกล่าวนั้น และทำการเมืองที่เน้นการสร้าง “ข้อเสนอเชิงบวก” ให้ประชาชนเห็น “ภาพรูปธรรม” ชัดเจนร่วมกันกันมากขึ้นว่าหน้าตาของประเทศที่เปลี่ยนแปลงตามยุทธศาสตร์ของพรรคส้มนั้นเป็นอย่างไร
ตัวอย่างเช่น ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจให้สัมภาษณ์หลังศาลยกฟ้องคดี 112 ว่าไม่มีใครควรโดนกฎหมายนี้ปิดปาก และเป็นห่วงนักโทษคดี 112 คนอื่นๆ ที่ยังอยู่ในคุก ควรมีการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของพวกเขาให้มากขึ้น ผมคิดว่าปัญหานี้คือ “สัญลักษณ์ของการต่อสู้ทางความคิด” ของพรรคส้มที่แหลมคมมากที่สุด
แต่ทำอย่างไรพรรคส้มจะมี “ทีมงาน” ที่เข้มแข็งกว่าเดิมในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ เพื่อสร้าง “ข้อเสนอเชิงบวก” ทั้งในสภาและพื้นที่สาธารณะอื่นๆ ทุกช่องทางให้ประชาชนเห็นร่วมกันว่าการนิรโทษกรรม 112 จะดีต่อ “ทุกฝ่าย” ที่เกี่ยวข้องอย่างไร ดีต่อการสร้างประชาธิปไตยของประเทศอย่างไร ดีต่อภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ สถาบันรัฐสภา สถาบันตุลาการในสายตาของประชาชนผู้รักความยุติธรรมอย่างไร และดีต่อสายตาของนานาชาติอย่างไร เพื่อ “เปลี่ยนคนที่เคยเห็นต่าง ให้มาเดินร่วมทางกับเรา” ในเรื่องนี้และเรื่องอื่นๆ ให้มากขึ้น
หากพรรคส้มทำการเมืองที่เน้นสร้างข้อเสนอเชิงบวกในเรื่อง “ปล่อยเพื่อนเรา” ออกจากคุก และประเด็นสำคัญอื่นๆ ให้ประชาชนส่วนใหญ่ “เห็นภาพ” ตามได้ว่าถ้าทำตามแนวทางของพรรคส้มแล้ว จะเกิดผลดีแก่ทุกฝ่ายอย่างไรบ้าง อนาคตที่ดีกว่าของพรรคส้ม ก็ย่อมมีทางจะเป็นไปได้จริง
