Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เวทีนานาชาติถอดบทเรียน UHC 2025 ไทย–อินโดนีเซีย–ฟิลิปปินส์–ญี่ปุ่น ชี้เส้นทางความยั่งยืนต่างบริบท ต้องยึดปฐมภูมิและธรรมาภิบาลเป็นแกนหลัก

เวที 2025 Thai UHC Journey Workshop เปิดพื้นที่ ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติแลกเปลี่ยนบทเรียนการขับเคลื่อนระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า บนความท้าทาย “สังคมสูงวัย ต้นทุนสุขภาพ และเทคโนโลยี” ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น ร่วมสะท้อนว่าความสำเร็จ UHC ต้องอาศัยบริการปฐมภูมิที่เข้มแข็ง คุ้มครองทางการเงิน ควบคุมต้นทุน และเจตจำนงเชิงนโยบาย พร้อมย้ำไม่มีสูตรสำเร็จ ต้องออกแบบตามบริบท ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และปรับตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อความยั่งยืน

ผู้เชี่ยวชาญและผู้กำหนดนโยบายด้านสุขภาพนานาประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียนการขับเคลื่อนระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage: UHC) ในการอบรม 2025 Thai UHC Journey Workshop จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–28 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ณ กรุงเทพมหานคร โดยเวทีดังกล่าวเปิดพื้นที่เรียนรู้ระดับภูมิภาคให้ประเทศที่มีบริบทแตกต่างกัน ได้ถอดบทเรียนความสำเร็จและข้อจำกัดของระบบ UHC ท่ามกลางความท้าทายร่วม ทั้งสังคมสูงวัย ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ปัญหากำลังคน และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

จัดโดย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPF) พร้อมภาคีความร่วมมือระดับภูมิภาคและนานาชาติ อาทิ โครงการ EnLIGHT ภายใต้ WHO Country Cooperation Strategy และโครงการความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น GLO+UHC Phase 3

สำหรับการอบรมครั้งนี้ ภายใต้หัวข้อ “Sustainable UHC for Better Health: The S-A-F-E Path” มีผู้เข้าร่วม 23 คน จากบังกลาเทศ อินเดีย เนปาล สปป.ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และประเทศไทย ผ่านการบรรยาย กรณีศึกษา และกิจกรรมจำลองเชิงนโยบาย เพื่อร่วมกันวิเคราะห์โจทย์สำคัญว่าแต่ละประเทศจะพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างไร

ดร.วรณัน วิทยาพิภพสกุล นักวิจัยจาก IHPF นำเสนอประสบการณ์ของประเทศไทย กล่าวว่า โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UCS) ของไทยที่เริ่มในปี 2545 ไม่ได้เกิดจากการปฏิรูปเพียงครั้งเดียว แต่เป็นผลจากการพัฒนาระบบสุขภาพอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ โดยเฉพาะช่วงปี พ.ศ. 2530–2540 ที่ไทยลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขอย่างเป็นระบบ มีโรงพยาบาลครบทุกอำเภอ สถานีอนามัยครบทุกตำบล ระบบส่งต่อที่เชื่อมโยงจากชุมชนสู่โรงพยาบาลระดับสูง ควบคู่การพัฒนากำลังคนผ่านนโยบายผลิตแพทย์ชนบท การใช้ทุน และแรงจูงใจในการทำงานพื้นที่ห่างไกล ก่อนขยายการคุ้มครองทางการเงินจากกลุ่มผู้มีรายได้น้อยไปสู่ประชาชนเกือบทั้งประเทศ

Prof. Dr. Ali Ghufron Mukti ผู้อำนวยการสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติอินโดนีเซีย (BPJS Kesehatan) ระบุว่า โครงการ Jaminan Kesehatan Nasional (JKN) สามารถครอบคลุมประชากรได้ถึง 98% หรือกว่า 282 ล้านคนในปี 2567 โดยใช้ระบบกองทุนเดียว และมีบริการปฐมภูมิเป็นด่านหน้า ผู้มีรายได้น้อยได้รับการอุดหนุนเต็มจำนวน ส่งผลให้สัดส่วนการจ่ายเงินเองของประชาชนลดลงจากเกือบ 50% เหลือราว 25% ปัจจัยความสำเร็จสำคัญมาจากเจตจำนงทางการเมือง กฎหมายที่เข้มแข็ง และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเสริมการกำกับดูแล

เอ็ดวิน เมอร์คาโด ประธานและซีอีโอของ PhilHealth จากประเทศฟิลิปปินส์ ระบุว่า การปฏิรูประบบ UHC ภายใต้โครงสร้างสุขภาพที่มีการกระจายอำนาจสูง แม้ประชากรจะได้รับความคุ้มครองเกือบทั่วถึง แต่ยังต้องควักเงินจ่ายเองกว่า 40% สะท้อนความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการ โดยการปฏิรูปในระยะต่อไปมุ่งเพิ่มบทบาทบริการปฐมภูมิ ขยายสิทธิประโยชน์ และปรับระบบจ่ายเงินจาก case rate สู่ DRG ตั้งเป้าเพิ่มงบด้านปฐมภูมิเป็น 25% ภายในปี พ.ศ. 2571

ขณะที่ Dr. Taichi Ono จาก National Graduate Institute for Policy Studies กล่าวว่า ระบบ UHC ของญี่ปุ่นยังสามารถดำเนินต่อไปได้ แม้เข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุด ผ่านระบบประกันหลายกองทุนและการจ่ายตามตารางค่าบริการ (Fee Schedule) ที่ปรับทุก 2 ปี เพื่อควบคุมต้นทุนและสร้างความเป็นธรรม ควบคู่การออกแบบการร่วมจ่ายตามช่วงอายุ และการเน้นการป้องกันโรค เช่น การตรวจสุขภาพประจำปี

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมเวทียังเห็นตรงกันว่า ไม่มีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศใดเหมือนกัน ความยั่งยืนของ UHC ขึ้นกับบริบทและการตัดสินใจเชิงนโยบายของแต่ละประเทศ บทเรียนร่วมที่สำคัญคือบทบาทของบริการปฐมภูมิ การจัดซื้อเชิงกลยุทธ์ การควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ และการเรียนรู้ปรับตัวอย่างต่อเนื่อง โดยย้ำว่า UHC ไม่ใช่โมเดลสำเร็จรูป แต่เป็นระบบที่ต้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางและพัฒนาไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง