Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ครม.เห็นชอบลดเงินสมทบประกันสังคม เยียวยานายจ้าง–ผู้ประกันตนประสบอุทกภัย 9 จังหวัดภาคใต้

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการร่างประกาศกระทรวงแรงงาน ว่าด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การลดหย่อนการออกเงินสมทบกองทุนประกันสังคม เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่นายจ้างและผู้ประกันตนในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยอย่างร้ายแรงในภาคใต้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยแล้ว โดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ลดอัตราเงินสมทบเป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่งวดเดือนธันวาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. นายจ้างและผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ลดอัตราเงินสมทบจากเดิมฝ่ายละ ร้อยละ 5 เหลือฝ่ายละ ร้อยละ 3 ของค่าจ้าง

2. ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ลดเงินสมทบจากเดิม เดือนละ 432 บาท เหลือเดือนละ 283 บาท เพื่อช่วยลดภาระ ฟื้นฟูเศรษฐกิจพื้นที่

โฆษณา - Advertising

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 30/12/2568

บริษัทแคล-คอมพ์ อิเล็กทรอนิกส์ เผยปรับโครงสร้างลดกำลังคนในโรงงานเขาย้อย จ.เพชรบุรี ยืนยันดูแลพนักงานครบตามกฎหมายแรงงาน

บริษัท แคล-คอมพ์ อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างกำลังคนภายในสถานประกอบการ ส่งผลกระทบต่อพนักงานประมาณ 1,600 คน โดยบริษัทได้แจ้งให้พนักงานทราบอย่างเป็นทางการในวันเดียวกัน และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

บริษัทแคล-คอมพ์ฯ ระบุว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการแรงงานให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานในสายการผลิต ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานรวม 27,041 คน และภายหลังการปรับโครงสร้างจะมีพนักงานคงเหลือประมาณ 25,441 คน โดยยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามกฎหมายแรงงานของประเทศไทยอย่างครบถ้วน และคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อพนักงานในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นสำคัญ

โฆษณา - Advertising

สำหรับพนักงานที่ได้รับผลกระทบ บริษัทจะจ่ายสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายแรงงานกำหนดครบถ้วน ประกอบด้วย ค่าจ้างงวดสุดท้ายของการทำงานระหว่างวันที่ 20–29 ธันวาคม 2568 ค่าชดเชยตามกฎหมาย ค่าแทนวันลาพักร้อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้ และค่าแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 16 มกราคม 2569 รวม 16 วัน (ไม่รวมวันอาทิตย์)

นอกจากนี้ บริษัทได้จัดสวัสดิการช่วยเหลือเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ โบนัสประจำปีตามเงื่อนไขของบริษัท เงินช่วยเหลือค่าเช่าบ้านและค่าอาหาร จำนวน 1,000 บาท เงินช่วยเหลือค่าเดินทาง 300 บาท รวมถึงการจัดบริการรถรับส่งสำหรับพนักงานที่ต้องเดินทางกลับประเทศเมียนมา ไปยังอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

บริษัทจะดำเนินการโอนจ่ายเงินสิทธิประโยชน์ทั้งหมดเข้าบัญชีธนาคารของพนักงานในวันที่ 30 ธันวาคม 2568

ขณะเดียวกัน บริษัทได้จัดตั้งศูนย์บริการดูแลพนักงาน (Employee Service Center) ณ ตลาดพูนทรัพย์ ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 29 มกราคม 2569 โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) และฝ่ายกิจการเพื่อสังคม (CSR) ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ การหางาน และการสนับสนุนด้านเอกสาร ในวันทำการจันทร์–ศุกร์ เวลา 08.00–16.00 น. พร้อมประสานความร่วมมือกับกรมการจัดหางานและสำนักงานประกันสังคมอย่างใกล้ชิด

โฆษณา - Advertising

บริษัท แคล-คอมพ์ อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ยืนยันความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ เคารพสิทธิของพนักงานทุกคน และปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด พร้อมเดินหน้าดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 29/12/2568

กมธ.แรงงาน วุฒิสภา ชี้งบพัฒนาแรงงานผู้สูงอายุ ไม่สอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบัน

การประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การแรงงาน วุฒิสภา ซึ่งมีนายวิรัตน์ รักษ์พันธ์ ประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณารายงานความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการด้านต่าง ๆ

โฆษณา - Advertising

โดยในการพิจารณารายงานของคณะอนุกรรมาธิการด้านการจัดหางานและพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้หารือประเด็นการพัฒนาแรงงานในสังคมผู้สูงอายุ โดยเชิญผู้แทนกรมการจัดหางานมาให้ข้อมูล ซึ่งระบุว่าปัจจุบันมีโครงการจัดหาตำแหน่งงานจำนวน 1,000 ตำแหน่ง และกิจกรรมส่งเสริมอาชีพใช้งบประมาณ 3.2 ล้านบาท กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จไว้ที่ร้อยละ 60

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการฯ เห็นว่างบประมาณและเป้าหมายดังกล่าวยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จึงเสนอให้บูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชนและกรมกิจการผู้สูงอายุ รวมถึงผลักดันให้มีการปรับเพิ่มตัวชี้วัดความสำเร็จจากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 80 เพื่อรองรับการของบประมาณเพิ่มเติมอย่างเหมาะสม

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้พิจารณารายงานของคณะอนุกรรมาธิการด้านการประกันสังคม ซึ่งได้ศึกษาแนวทางการจัดตั้ง ธนาคารแรงงาน โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบโมเดลที่เสนอโดยรองศาสตราจารย์ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถดำเนินการได้จริงโดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายหรือจัดตั้งสถาบันการเงินใหม่ แนวคิดดังกล่าวเสนอให้สำนักงานประกันสังคม นำเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคมไปฝากไว้กับธนาคารของรัฐ ผ่านการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อกำหนดเงื่อนไขให้ธนาคารของรัฐปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ประกันตนในอัตราดอกเบี้ยต่ำ พร้อมนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อบริหารจัดการสินเชื่อในลักษณะวงเงินเครดิต ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความสะดวก และไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งผู้แทนจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) แสดงความเห็นสอดคล้องกับแนวคิดดังกล่าว และเห็นว่ามีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาแนวทางจัดทำสรุปผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยสรุปประเด็นสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ หลักเกณฑ์การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม การปรับโครงสร้างสำนักงานประกันสังคม การจัดตั้งธนาคารแรงงาน และการพัฒนาโรงพยาบาลประกันสังคม เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการขับเคลื่อนนโยบายด้านแรงงานในระยะต่อไป

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 28/12/2568

โฆษณา - Advertising

รมว.แรงงาน ชี้ไทยอาจต้องนำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่ม 50% ในอีก 10 ปีข้างหน้า

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดวิสัยทัศน์แรงงานไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า ว่า สถานการณ์แรงงานไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป โดยแรงงานของทั้งประเทศไทยและทั่วโลก จะถูกขับเคลื่อนด้วย 3 ปัจจัยหลักคือ การเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ หรือ Completed Aging Society การแทนที่การทำงานของ AI และ Automation และ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว

จากข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ย้ำชัดว่า ประเทศไทยจะเผชิญกับภาวะ "คนทำงานน้อยลงแต่ต้องแบกรับมากขึ้น" เนื่องจากประชากรวัยแรงงานจะลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2578 ประชากรกว่า 30% จะมีอายุเกิน 60 ปี หมายถึง แรงงานในตลาดจะเป็น กลุ่มสูงวัยมากขึ้น เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแรงงานแบบ 360 องศา ที่แรงงานกลุ่มหลักของประเทศ คือ ผู้สูงวัย

"ปัญหาการขาดแคลนแรงงานระดับล่างงานที่ใช้แรงงานหนักจะขาดแคลนคนไทยทำ ทำให้ไทยต้องพึ่งพา แรงงานต่างด้าวมากขึ้น ซึ่งคาดว่าในอนาคตนโยบายในการนำเข้าแรงงานต่างชาติต้องมีความชัดเจน เพราะอาจมีความต้องการแรงงานเหล่านี้มาทดแทนมากกว่าปัจจุบันถึง 50%" นางสาวตรีนุช กล่าว

รมว. แรงงาน กล่าวอีกว่า คนรุ่นใหม่จะเลือกทำงานอิสระหรือหลายงานพร้อมกัน เป็นภาพของเศรษฐกิจใหม่หรือ Gig Economy มากขึ้น ตลาดแรงงานจะเปลี่ยนจากภาคการผลิตและเกษตรแบบดั้งเดิม ไปสู่ภาคบริการและเทคโนโลยีสูง โดยงานในภาคบริการ (Growth Sector) จะเป็นภาคส่วนที่มีการจ้างงานสูงที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุ

นางสาวตรีนุช กล่าวด้วยว่า งานในภาคอุตสาหกรรม จะเป็นการเปลี่ยนผ่าน (Transformation) จากโรงงานที่ใช้แรงงานคนจะเปลี่ยนเป็นระบบอัตโนมัติเกือบทั้งหมด แรงงานที่เหลืออยู่จะต้องเป็นช่างเทคนิคหรือมีทักษะขั้นสูง ในการคุมเครื่องจักร ไม่ใช่คนงานในสายพานผลิตอีกต่อไป ส่วนแรงงานในภาคเกษตร จำนวนแรงงานจะลดลงราว 1% ต่อปี และการเกษตรของประเทศจะเปลี่ยนเป็น "เกษตรอัจฉริยะ" หรือ Smart Farming ที่ใช้โดรนและระบบ AI ในการจัดการ

รมว.แรงงาน กล่าวว่า งานที่เสี่ยงจะถูกลดหรือเลิกจ้างมากที่สุด คือ งานธุรการ, งานคีย์ข้อมูล, งานตรวจสอบบัญชีพื้นฐาน และงานบริการลูกค้าแบบซ้ำๆ เช่น Call Center  มีโอกาสถูก AI ทดแทนสูงถึง 20-25% ดังนั้น มนุษย์ในระบบแรงงานจะมีทักษะหรือ Skill เพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีทักษะที่หลากหลาย Multi Skills และทักษะที่สูงขึ้น จึงจะอยู่รอดได้

ที่มา: โพสต์ทูเดย์, 27/12/2568

เห็นชอบปรับบัญชีเงินเดือนพนักงานส่วนท้องถิ่น จาก 'รูปแบบขั้น' เป็นแบบ 'ร้อยละ'

ที่ประชุมคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นเห็นชอบปรับบัญชีเงินเดือนพนักงานส่วนท้องถิ่น จาก 'รูปแบบขั้น' เป็นแบบ 'ร้อยละ'

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.) ครั้งที่ 9/2568 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบการปรับรูปแบบการเลื่อนขั้นเงินเดือนของข้าราชการหรือพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต. เทศบาล และ อบจ.) จากเดิมที่ใช้ “รูปแบบขั้น” เป็นบัญชีขั้นต่ำ ขั้นสูง และเปลี่ยนรูปแบบการเลื่อนเงินเดือนมาเป็น “แบบร้อยละ”

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ที่มาของการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเลื่อนเงินเดือนในครั้งนี้ มีที่มาตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.) ได้รับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหารและพนักงานส่วนท้องถิ่นผ่านแบบสอบถาม ที่มีการสำรวจข้อมูลการเลื่อนเงินของพนักงานส่วนท้องถิ่นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 76 จังหวัดครอบคลุมทั่วประเทศ

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทั่งเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 67 ที่ประชุม ก.ถ. ได้เห็นชอบในหลักการปรับรูปแบบการเลื่อนขั้นเงินเดือนจาก “แบบขั้น” เป็น “แบบร้อยละ” และต่อมาในปี 2568 สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้จัดสรรงบประมาณจัดจ้างที่ปรึกษาโครงการจัดทำโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนของพนักงานส่วนท้องถิ่น และนำเสนอต่อที่ประชุมในครั้งนี้

ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการปรับรูปแบบการเลื่อนขั้นเงินเดือนของข้าราชการหรือพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต. เทศบาล และ อบจ.) จากเดิมที่ใช้ “รูปแบบขั้น” เป็นบัญชีขั้นต่ำ ขั้นสูง และเปลี่ยนรูปแบบการเลื่อนเงินเดือนมาเป็น “แบบร้อยละ” และมอบหมายให้สำนักงาน ก.ถ. สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จัดทำประกาศเสนอประธาน ก.ถ. ลงนาม เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

“นอกจากนี้ ที่ประชุม ก.ถ. ได้ขอให้ผู้แทนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการกลางข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่นเร่งจัดทำประกาศมาตรฐานทั่วไปที่เกี่ยวข้องให้คณะกรรมกลางฯ พิจารณาโดยเร็ว” ปลัด มท. กล่าว

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า การปรับปรุงรูปแบบการเลื่อนเงินเดือนแบบร้อยละไม่มีข้อจำกัดเฉกเช่นแบบเดิมที่โควตาการเลื่อน 2 ขั้น จะมีได้ไม่เกินร้อยละ 15 ของพนักงานส่วนท้องถิ่นเท่านั้น และยังเป็นวิธีการเลื่อนเงินเดือนที่สอดคล้องและเหมาะสมกับระบบจำแนกตำแหน่งแบบแท่ง ส่งผลทำให้พนักงานส่วนท้องถิ่นมีขวัญกำลังใจและมุ่งมั่นทุ่มเทสรรพกำลังสร้างผลงานให้กับองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการจัดการบริการสาธารณะที่มีคุณภาพสำหรับประชาชนอย่างเต็มกำลังมากยิ่งขึ้น

ที่มา: NBT Connext, 27/12/2568

กสม. ชี้ดีเอสไอดำเนินคดีค้ามนุษย์กรณีแรงงานไทยเก็บเบอร์รี่ในฟินแลนด์ล่าช้า ถือเป็นการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

26 ธ.ค. 2568 นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนผ่านสำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อเดือนกันยายน 2566 ระบุว่า กระทรวงแรงงานโดยกรมการจัดหางาน (ผู้ถูกร้องที่ 1) และกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (ผู้ถูกร้องที่ 2) รวมทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ (ผู้ถูกร้องที่ 3) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากแรงงานไทยที่ไปเก็บเบอร์รี่ (ผลไม้ป่า) ในสวีเดนและฟินแลนด์ แต่แก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนล่าช้า

กรณีบริษัทผู้ประสานงานของไทยที่นำแรงงานไปทำงานไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายแรงงานที่เกี่ยวข้อง ค่าจ้างและผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ แรงงานต้องรับภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ สูงเกินจริง หักเงินค่าจ้างใช้หนี้โดยไม่เป็นธรรม ยึดหนังสือเดินทาง ข่มขืนใจให้ทำงานไม่ต่ำกว่าวันละ 14 - 18 ชั่วโมง ทำให้ต้องอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำยอมต้องทำงาน เป็นการบังคับใช้แรงงาน อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ จึงขอให้ตรวจสอบ

กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วปรากฏว่า ตั้งแต่ปี 2540–2567 แรงงานไทยเดินทางไปเก็บผลไม้ป่าในสวีเดนและฟินแลนด์ทุกปีในระหว่างเดือนกรกฎาคม–ตุลาคม โดยกรณีของสวีเดน บริษัทผู้ประสานงานในไทยในฐานะนายจ้างจะขออนุญาตพาลูกจ้างไปทำงาน โดยทำสัญญาจ้างแรงงานและขออนุญาตจากกรมการจัดหางานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ส่วนกรณีของฟินแลนด์ แรงงานส่วนใหญ่แจ้งการเดินทางไปทำงานด้วยตนเอง หรือผ่านบริษัทผู้ประสานงาน โดยใช้วีซ่า Schengen และไปทำสัญญาจ้างแรงงานกับนายจ้างซึ่งจดทะเบียนมีสำนักงานใหญ่และสถานที่ทำการในฟินแลนด์ ถือเป็นการจ้างงานนอกราชอาณาจักร ไม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

ตั้งแต่ปี 2565 มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิแรงงานและการค้ามนุษย์ในฟินแลนด์ และเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 กฎหมายคุ้มครองแรงงานตามฤดูกาลของฟินแลนด์มีผลบังคับใช้ โดยกำหนดให้แรงงานที่ไปเก็บผลไม้ป่า รวมถึงแรงงานที่ทำกิจกรรมในพื้นที่ป่าเป็นแรงงานตามฤดูกาล ต้องมีใบอนุญาตทำงานตามฤดูกาล ทดแทนการใช้วีซ่า Schengen ส่วนการเดินทางไปเก็บผลไม้ป่าที่สวีเดนเมื่อปี 2568 กรมการจัดหางานได้เปลี่ยนวิธีจากนายจ้างในไทยขออนุญาตพาลูกจ้างไปทำงานในต่างประเทศโดยทำสัญญาจ้างแรงงานในไทย เป็นการแจ้งการเดินทางไปทำงานด้วยตนเองและทำสัญญากับนายจ้างในสวีเดนโดยตรง และมีสถานะเป็นแรงงานตามฤดูกาลเช่นเดียวกับฟินแลนด์

เมื่อพิจารณาถึงปัญหาที่แรงงานร้องเรียน ส่วนใหญ่เกิดมาจากการกระทำของบริษัทผู้ประสานงานที่ดำเนินการในลักษณะเดียวกับบริษัทจัดหางานและยังเป็นตัวแทนของนายจ้างในสวีเดนและฟินแลนด์ เช่น การเรียกเก็บและการหักค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นธรรม สภาพที่พักอาศัยและอาหารที่ไม่เหมาะสม ถูกกดราคารับซื้อ และถูกบังคับใช้แรงงาน แม้สวีเดนและฟินแลนด์ได้ปรับเปลี่ยนสถานะของแรงงานเก็บผลไม้ป่าเป็นแรงงานตามฤดูกาลและมีใบอนุญาตทำงานตามฤดูกาล เพื่อคุ้มครองแรงงานตามกฎหมายของประเทศทั้งสองแล้ว แต่ไม่ได้กำหนดรูปแบบการเดินทางไปทำงานในแต่ละประเทศไว้เป็นการเฉพาะ

นอกจากนี้ ยังพบว่า การดำเนินการของบริษัทผู้ประสานงานมีลักษณะเช่นเดียวกับบริษัทจัดหางาน แต่สามารถตั้งขึ้นได้ง่ายโดยไม่ต้องขออนุญาตจากกรมการจัดหางาน ต่างจากการจัดตั้งบริษัทจัดหางานที่ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528

กสม. เห็นว่าการที่กรมการจัดหางานทราบถึงปัญหาที่เกิดจากการกระทำของบริษัทผู้ประสานงาน และสามารถป้องกันปัญหาโดยใช้หน้าที่และอำนาจกำหนดวิธีการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศและมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองแรงงานได้ แต่กลับยังคงให้แรงงานแจ้งการเดินทางไปทำงานด้วยตนเองเช่นเดิม ส่งผลให้แรงงานที่มีข้อจำกัดด้านภาษาและกฎระเบียบต่าง ๆ ยังคงต้องพึ่งพาบริษัทผู้ประสานงาน จึงเสี่ยงที่จะถูกหลอกลวง ละเมิดสิทธิแรงงาน และถูกบังคับใช้แรงงานได้ต่อไป อันเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ที่ได้รับรองสิทธิแรงงานและกำหนดให้รัฐคุ้มครองแรงงานให้ได้รับความปลอดภัยและมีสุขอนามัยที่ดีในการทำงาน มีสภาพการทำงานที่ยุติธรรม และได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม ในชั้นนี้ จึงรับฟังได้ว่า กรมการจัดหางาน (ผู้ถูกร้องที่ 1) มีการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อแรงงานผู้ร้อง

ในส่วนของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (ผู้ถูกร้องที่ 2) เห็นว่า ในช่วงเดือนตุลาคม 2562-มกราคม 2566 เมื่อแรงงานที่กลับมาจากสวีเดนได้ยื่นคำร้องรวม 12 คำร้อง ขอให้ตรวจสอบกรณีบริษัทค้างจ่ายค่าจ้าง และพนักงานตรวจแรงงานได้ออกคำสั่งให้บริษัททั้งสองจ่ายค่าจ้างให้แก่แรงงานให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกร้องที่ 2 ได้ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจในเวลาอันควร จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่ามีการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

สำหรับการดำเนินงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ (ผู้ถูกร้องที่ 3) เห็นว่า ตั้งแต่ปี 2559 - 2566 ดีเอสไอได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีแรงงานไทยเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในฟินแลนด์เป็นคดีพิเศษ 2 คดี โดยคดีหนึ่งพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูงเข้าไปเกี่ยวข้องในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ดีเอสไอจึงได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ ขณะที่อีกคดีอยู่ระหว่างการสอบสวน โดยดีเอสไอแจ้งว่าจะดำเนินการภายในอายุความคดีอาญา

อย่างไรก็ดี กสม. เห็นว่า เมื่อปี 2564 ศาลฎีกาของฟินแลนด์ได้มีคำพิพากษาให้กรรมการบริษัทในคดีดังกล่าวกระทำผิดฐานค้ามนุษย์ ดีเอสไอจึงย่อมสามารถใช้ประโยชน์จากคำพิพากษาดังกล่าวเพื่อประกอบการดำเนินการได้ แต่การดำเนินคดีที่ล่าช้าของดีเอสไอในขณะนี้อาจส่งผลให้บริษัทผู้ประสานงานใช้เป็นช่องว่างไปตั้งบริษัทใหม่ เพื่อหลอกลวงแรงงานไปทำงานในสวีเดนและฟินแลนด์และเกิดการค้ามนุษย์ขึ้นอีกดังเช่นที่เคยเกิดขึ้น

นอกจากนี้ การที่ดีเอสไอ ยังไม่ได้ยืนยันว่า นายจ้างและบริษัทผู้ประสานงานกระทำความผิดในข้อหาค้ามนุษย์ ส่งผลให้แรงงานที่ไปยื่นขอรับความช่วยเหลือและเยียวยาความเสียหายจากกองทุนเพื่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยังคงต้องรอการเยียวยาต่อไป ในชั้นนี้ จึงรับฟังได้ว่า ดีเอสไอ (ผู้ถูกร้องที่ 3) มีการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปยังกรมการจัดหางาน (ผู้ถูกร้องที่ 1) ให้รวบรวมปัญหาที่เกิดขึ้นกับแรงงานไทยที่ไปเก็บผลไม้ป่าในสวีเดนและฟินแลนด์และเสนอให้กระทรวงแรงงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศเจรจากับทั้งสองประเทศเพื่อจัดทำข้อตกลงจัดส่งแรงงานไปเก็บผลไม้ป่าในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) หรือรูปแบบอื่นใดที่สามารถคุ้มครองสิทธิแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันไม่ให้แรงงานถูกเอารัดเอาเปรียบและตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์เช่น การกำหนดให้แรงงานต้องทำสัญญาจ้างแรงงานทั้งกับนายจ้างในไทยและนายจ้างในสวีเดนและฟินแลนด์เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไทยและกฎหมายของทั้งสองประเทศ

พร้อมทั้งให้จัดหาเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยเหลือแรงงานที่จะเดินทางไปเก็บผลไม้ป่าในแต่ละฤดูกาลในการดำเนินการที่จำเป็น เช่น การขอใบอนุญาตทำงาน การช่วยประสานกับนายจ้างหรือตัวแทนของนายจ้างในสวีเดนและฟินแลนด์โดยตรง เพื่อลดการพึ่งพิงบริษัทผู้ประสานงาน ทั้งนี้ หากแรงงานต้องทำสัญญาจ้างแรงงานในสวีเดนและฟินแลนด์ สัญญาจ้างแรงงานจะต้องมีเงื่อนไขตามมาตรฐานที่กรมการจัดหางานกำหนด และให้แก้ไขกฎหมายเพื่อกำกับดูแลบริษัทผู้ประสานงาน โดยกำหนดให้บริษัทผู้ประสานงานที่นำแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศเป็นบริษัทจัดหางานที่ต้องขออนุญาตจัดหางานจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ให้ ดีเอสไอ (ผู้ถูกร้องที่ 3) เร่งรัดสอบสวนคดีค้ามนุษย์ที่อยู่ในความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องกับแรงงานที่ไปเก็บผลไม้ป่าในสวีเดนและฟินแลนด์ให้แล้วเสร็จ เพื่อปราบปรามการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และป้องปรามความผิดที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

ส่วนข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ให้กรมการจัดหางานจัดตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแรงงานที่ไปเก็บผลไม้ป่าในสวีเดนและฟินแลนด์ โดยมีตัวแทนของแรงงานที่ได้รับความเสียหายร่วมเป็นคณะกรรมการ และประสานกระทรวงการต่างประเทศเพื่อให้ความช่วยเหลือแรงงานที่ฟ้องคดีค้ามนุษย์และคดีพิพาทแรงงานต่าง ๆ ต่อหน่วยงานของสวีเดนและฟินแลนด์จนกว่าคดีจะถึงที่สุด พร้อมทั้งให้จัดเวทีสาธารณะในจังหวัดเป้าหมายที่จะมีแรงงานไทยไปเก็บผลไม้ป่า เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเดินทาง สัญญาจ้าง สิทธิของแรงงาน ข้อควรปฏิบัติในการทำงาน รวมถึงช่องทางขอความช่วยเหลือในกรณีที่เกิดปัญหาจากการจ้างงานด้วย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 26/12/2568

เกาหลีใต้หั่นวีซ่าแรงงานต่างชาติเหลือ 80,000 คน ไทยกระทบด้วย

กระทรวงแรงงานและการจ้างงานเกาหลีใต้ประกาศจะออกวีซ่า E-9 สำหรับปี 2026 ให้แรงงานต่างชาติจำนวน 80,000 คน ซึ่งจะเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่เกาหลีใต้ปรับลดจำนวนแรงงานต่างชาติไร้ทักษะ

วีซ่า E-9 คลอบคลุมแรงงานต่างชาติจาก 17 ประเทศ เช่น ไทย บังกลาเทศ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และจีน ซึ่งทำงานในภาคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก เช่น ภาคการผลิต อุตสาหกรรม ก่อสร้าง ประมง และบริการ

ผู้ที่ได้รับวีซ่าประเภทนี้สามารถอยู่ในเกาหลีใต้ไม่เกิน 3 ปี แต่นายจ้างสามารถยื่นขอต่อรัฐบาลให้ขยายเวลาการทำงานของลูกจ้างต่างชาติเหล่านี้ต่อไปอีก 2 ปี

โควตาแรงงานต่างชาติสำหรับวีซ่า  E-9 จะลดลงเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยในปี 2025 แรงงานต่างชาติที่ถือวีซาประเภทดังกล่าวมีจำนวน 130,000 คน ลดลงจากปี 2024 ที่มีจำนวน 165,000 คน ก่อนจะลดลงเหลือ 80,000 คนในปี 2026 ที่จะถึงนี้

รัฐบาลเกาหลีใต้ให้เหตุผลว่า ความต้องการแรงงานต่างชาติได้ลดลงจนกลับสู่ระดับปกติ หลังจากความต้องการแรงงานต่างชาติเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก หลังสิ้นสุดการระบาดของไวรัสโควิด-19 อีกทั้งตำแหน่งงานว่างในภาคการผลิต และการก่อสร้างได้ลดน้อยลงไปเช่นกัน

แต่เพื่อไม่ให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับปัญหาขาดแคลนแรงงานในพื้นที่นอกเมืองใหญ่ กระทรวงแรงงาน และการจ้างงานของเกาหลีใต้ จึงได้ผ่อนคลายกฎเกณฑ์บางส่วน โดยจะอนุญาตให้บริษัทที่ตั้งอยู่นอกกรุงโซล เมืองอินชอน และจังหวัดคย็องกี สามารถจ้างงานแรงงานต่างชาติที่ถือวีซ่า E-9 ได้ในสัดส่วน 30% ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่กำหนดไว้ไม่เกิน 20%

ขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กระทรวงข้อมูลและสถิติของเกาหลีใต้ได้เปิดเผยผลสำรวจที่เก็บข้อมูลจนถึงเดือน พ.ค. ที่พบว่าปี 2025 นี้ เกาหลีใต้มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่เกือบ 1,700,000 คน มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2012 ที่มีการบันทึกสถิติในด้านนี้เป็นครั้งแรก โดยจำนวนนี้เป็นแรงงาน 1,100,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนที่มีเชื้อสายเกาหลี 345,000 คน ตามมาด้วยชาวเวียดนาม 149,000 คน และชาวจีนแผ่นดินใหญ่ 54,000 คน

ที่มา: PPTV, 25/12/2568

กรมประมงขานรับรัฐเปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว ลาว เมียนมา เวียดนาม

นายประเทศ ซอรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ด้วยรัฐบาลได้รับข้อเรียกร้องจากผู้ประกอบการภาคเอกชนให้ผ่อนผันการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งลักลอบทำงานอยู่ในประเทศไทย สามารถอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวและทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย ประกอบกับ มีแรงงานต่างด้าวบางส่วนซึ่งเคยได้รับอนุญาตให้ทำงานอย่างถูกต้อง แต่ใบอนุญาตหมดอายุลง ส่งผลให้กลายเป็นแรงงานต่างด้าวที่มีสถานะไม่ถูกต้อง

ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน กระทรวงแรงงานจึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา เรื่อง การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับคนต่างด้าว 3 สัญชาติ (ลาว เมียนมา และเวียดนาม) เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางดังกล่าวและอนุมติให้ออกประกาศกระทรวงมหาดไทยและประกาศกระทรวงแรงงาน จำนวน 2 ฉบับ พร้อมประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับแล้ว โดยในส่วนของกระทรวงแรงงานได้เปิดให้ยื่นขอ “ใบรับคำขออนุญาตทำงาน” ได้ตั้งแต่วันที่ 12 – 26 ธันวาคม 2568 มาตรการผ่อนผันนี้ครอบคลุมใน 3 กลุ่มหลัก ดังนี้

1. กลุ่มลักลอบทำงาน : คนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรและทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต (รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในเมียนมา)

2. กลุ่มใบอนุญาตเดิมสิ้นสุด : คนต่างด้าวที่เคยได้รับอนุญาตทำงาน แต่ใบอนุญาตหมดอายุและไม่สามารถดำเนินการต่ออายุได้ทันตามกำหนด ทำให้สถานะกลายเป็นผู้ไม่อยู่ในเงื่อนไขการอนุญาตเดิม

3. กลุ่มที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ : ผู้ประกอบการที่มีความจำเป็นต้องใช้แรงงานกลุ่มนี้เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคประมงอย่างเร่งด่วน

ดังนั้น เพื่อให้สอดรับกับประกาศดังกล่าวข้างต้น และเป็นไปตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการยกระดับอุตสาหกรรมการประมงของไทยให้มีความเข้มแข็ง สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและถูกต้อง ตลอดห่วงโซ่การผลิต ควบคู่การส่งเสริมฟื้นฟูอาชีพให้พี่น้องชาวประมง โดยมุ่งเน้นในการแก้ไขปัญหาภาคแรงงาน ในการทำประมงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ภายใต้การขับเคลื่อนของ นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง กรมประมงจึงขอประชาสัมพันธ์ให้เจ้าของเรือหรือผู้ประกอบการภาคประมงที่ประสงค์จะใช้แรงงานกลุ่มดังกล่าว ต้องนำแรงงานไปยื่นขออนุญาตทำงานต่อกระทรวงแรงงาน และนำเอกสาร “ใบรับคำขออนุญาตทำงาน” มาออกหนังสือคนประจำเรือ Seabook ซึ่งกรมประมงได้กำหนดขั้นตอนการออกหนังสือคนประจำเรือ Seabook สำหรับแรงงานกลุ่มนี้เป็น 2 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1. การขออนุญาตเบื้องต้น (ยืดหยุ่นเอกสาร) ต้องใช้ “ใบรับคำขออนุญาตทำงาน” และ “ใบเสร็จรับเงิน” มายื่นขอ Seabook เล่มสีเขียว ณ สำนักงานประมงในพื้นที่ เมื่อผ่านการพิจารณาแล้วจะได้รับ Seabook ที่มีอายุการใช้งานถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาผ่อนผันการทำงาน

ระยะที่ 2. การปรับปรุงข้อมูลสู่การทำงานระยะยาว เมื่อได้ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ฉบับจริงให้นำมาปรับปรุงข้อมูล Seabook ณ สำนักงานประมงในพื้นที่ ซึ่งเมื่อผ่านการพิจารณาแล้ว แรงงานจะได้รับสิทธิทำงานในเรือประมงได้ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2569

ท้ายนี้ กรมประมง จึงขอประชาสัมพันธ์ให้เจ้าของเรือและผู้ประกอบการเร่งดำเนินการยื่นคำขออนุญาตทำงานตามขั้นตอนของประกาศกระทรวงมหาดไทยและประกาศกระทรวงแรงงาน ภายในวันที่ 26 ธันวาคม 2568 และนำหลักฐาน มายื่นคำขอหนังสือคนประจำเรือกับกรมประมงต่อไป เพื่อนำแรงงานเข้าสู่ระบบให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาแรงงานขาดแคลน ป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ และใช้เป็นฟันเฟืองในการยกระดับมาตรฐานประมงไทยสู่สากล ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประมงจังหวัด สำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร หรือกองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตร กลุ่มกิจการแรงงานในภาคประมง โทรศัพท์ 06-6114-5077 หรือที่ Facebook Page : กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 24/12/2568

ทีมประกันสังคมก้าวหน้าแจงกรณีสิทธิ "ผ่าฟันคุด" ต้องไม่ผลักภาระ ร่วมจ่าย ให้ผู้ประกันตน

เฟซบุ๊ก ประกันสังคมก้าวหน้า - Progressive Social Security ออกมาแถลงชี้แจงเรื่องสิทธิการผ่าฟันคุด โดยมีรายละเอียดว่า การพัฒนาสิทธิทันตกรรม การผ่าฟันคุดของประกันสังคมในครั้งนี้ เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานประกันสังคม อนุกรรมการตัวแทนจากทุกฝ่ายและทันตแพทยสภา

โดยนอกจากจะเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ที่มีการปรับปรุงสิทธิการทำฟันของผู้ประกันตนแล้ว ยังเป็นครั้งแรกที่การออกแบบนโยบายมาจากการมีส่วนร่วมของ ‘ทันตแพทย์’

จุดยืนของทีมประกันสังคมก้าวหน้าต่อประเด็นสิทธิทันตกรรม และสิทธิการรักษาพยาบาลด้านอื่น ๆ คือไม่ต้องการเพิ่มภาระให้ผู้ประกันตนต้องร่วมจ่าย (Co-pay) ในการเข้ารับบริการจากภาคเอกชนเพื่อทำให้ผู้ประกันตนสามารถเข้าถึงการรักษาได้มากที่สุด

บริการด้านทันตกรรมในปัจจุบันยังขาดราคากลางที่มาจากการกำหนดร่วมกัน หากเปิดให้มีการร่วมจ่ายได้ (Co-pay) ค่าบริการด้านทันตกรรมจะยิ่งไม่คงที่ และมีความเป็นไปได้สูงที่ผู้ประกันตนจะโดนเรียกเก็บค่าทำฟันที่ไม่ได้สัดส่วนจนผู้ประกันตนที่มีรายได้น้อยไม่สามารถเข้าถึงการให้บริการด้านทันตกรรม

ด้วยเหตุนี้ ทีมประกันสังคมก้าวหน้าจึงได้หารือร่วมกับทันตแพทย์สภาผ่านอนุกรรมการ และได้รับการเสนอตัวเลขที่เหมาะสมในที่ประชุมเป็นจำนวน 2,500 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่มาจากการทำสำรวจคลินิกเอกชน และได้รับการอนุมัติภายในบอร์ดแพทย์ของสำนักงานประกันสังคมแล้ว

ทีมประกันสังคมก้าวหน้าขอยืนยันอีกครั้งว่า เราไม่ได้มีปัญหากับการที่สำนักงานประกันสังคมจะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น เพื่อครอบคลุมสิทธิทันตกรรมที่หลากหลายขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับแจ้งว่าข้อเสนอราคาจากตัวแทนทันตแพทยสภาที่ปรากฎนั้น ไม่ได้มาจากการเห็นด้วยร่วมกันของทุกภาคส่วนในแวดวงทันตกรรม เช่น ภาครัฐ คลินิก โรงพยาบาลเอกชน ทีมประกันสังคมก้าวหน้าเห็นด้วยว่าจะต้องผลักดันให้มีเวทีกลางรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องครบทุกภาคส่วนต่อไป

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การยกระดับสิทธิทันตกรรมของประกันสังคมถูกหยุดนิ่ง อย่างการผ่าฟันคุด ที่เป็นปัญหาสุขภาพช่องปากที่ไม่ควรมีใครต้องทนรอ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกันตน ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งนั้น มีรายได้น้อยกว่า 11,000 บาท ส่งผลให้การผ่าตัดฝันคุดเป็นไปได้ยากลำบาก หากนโยบายการเบิกสิทธิยังเป็นแบบร่วมจ่าย (Co-pay) ย่อมเป็นการปิดกั้นที่ทำให้ผู้ประกันตนเข้าถึงการรักษาได้

จากการสื่อสารบนช่องทางของทีมประกันสังคมก้าวหน้า ขออภัยหากการสื่อสารที่ผ่านมาของเราอาจจะทำให้วิชาชีพทันตกรรมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่สบายใจ และได้ดำเนินการลบโพสต์ดังกล่าว พร้อมทั้งจะปรับปรุงการสื่อสารของทีมให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น

เราขอยันยันจุดยืนว่า ผู้ประกันตนคือหลักของระบบประกันสังคม และการพัฒนาสิทธิประโยชน์ ต้องมุ่งตอบโจทย์การเข้าถึงบริการที่จำเป็น มีคุณภาพ และเป็นธรรมต่อผู้ประกันตนเป็นสำคัญ

ขณะเดียวกัน เราเห็นด้วยว่าการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดขึ้นได้จริง จำเป็นต้องอาศัยการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้บริการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดเงื่อนไข กลไก และอัตราค่าตอบแทนที่เหมาะสมและยั่งยืน

ทีมประกันสังคมก้าวหน้าพร้อมเปิดรับฟัง และทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อออกแบบระบบที่คุ้มครองสิทธิของผู้ประกันตนเป็นหลัก และสามารถดำเนินการได้จริงในทางปฏิบัติ

เรายืนยันจะเดินหน้าทำงานเชิงนโยบายอย่างรอบคอบ โปร่งใส และยึดประโยชน์ของผู้ประกันตนเป็นศูนย์กลางต่อไป

ที่มา: Hfocus, 24/12/2568

เครือข่ายไรเดอร์-สหภาพคนทำงาน ลุยพรรคประชาชน ค้านว่าที่ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ

วันที่ 23​ ธันวาคม 2568 ที่พรรคประชาชน กลุ่มพี่น้องแรงงานไรเดอร์จากแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ และสหภาพคนทำงาน และ Rider Center เดินทางมาเยือนพรรคประชาชน เพื่อแสดงออกคัดค้านไม่ให้อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ อดีตผู้บริหารจากบริษัท LINE MAN เป็นว่าที่ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ

เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward Center (ศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต) กล่าวขอบคุณพี่น้องแรงงานไรเดอร์ทุกคนที่มาเยี่ยมพรรคประชาชนและมาสะท้อนเสียง และได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายด้วย โดยพรรคประชาชนขอยืนยันว่าสวัสดิการและการคุ้มครองแรงงานไรเดอร์ จะต้องไม่น้อยไปกว่าแรงงานลูกจ้างทั่วไป และต้องได้รับการคุ้มครองในข้อตกลงธุรกิจ เช่นค่ารอบ ค่าใช้จ่าย จะต้องมีการกำกับดูแลโดยรัฐบาล ไม่ปล่อยให้มีการเปลี่ยนแปลงฝ่ายด้วย รวมถึงการผลักดันให้มีประกันอุบัติเหตุและการเข้าสู่ระบบประกันสังคมด้วย

นอกจากนี้ พรรคประชาชนเตรียมตัวการแก้ไขกฎหมายแรงงานเดิมให้ครอบคลุมเพิ่มเติม และการผลักดันกฎหมายใหม่ที่เกี่ยวกับแรงงานแพลตฟอร์มโดยเฉพาะ เพราะมีรายละเอียดที่มากกว่าการจ้างงานโดยทั่วไปอีกด้วย

ส่วนทางด้าน อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ กล่าวว่า ทุกวันนี้ได้ลาออกจาก บริษัท LINE MAN Wongnai อย่างเป็นทางการแล้ว โดยที่ผ่านมาได้เคยทำงานกับบริษัท ในส่วนของ Government Affairs และ Public Relations ตนเป็นคนมารับหนังสือจากพี่น้องไรเดอร์อยู่เสมอจึงคุ้นหน้ากับพี่น้องไรเดอร์เพราะได้เจอกันอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ตนได้เข้าร่วมทำงานกับพรรคประชาชนมาสักระยะแล้วด้วยช่วยงานด้านเศรษฐกิจ ทั้งงานการค้า การลงทุน การต่างประเทศ ทั้งนี้ ตนขอยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสายนโยบายที่ทางเดชรัต สุขกำเนิด หรือเซีย จำปาทอง ดูแลอยู่ ไม่เคยมีการแทรกแซงทางนโยบาย และยินดีใช้ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์จากงานแพลตฟอร์มออนไลน์ดังกล่าวมาช่วยแก้ปัญหาให้พี่น้องแรงงานแพลตฟอร์ม

อิสริยะกล่าวต่อว่า สาเหตุที่เข้ามาทำงานกับพรรค หลังจากที่เคยทำงานภายใต้บริษัทเอกชนดังกล่าว ก็ถือเป็นพนักงานคนหนึ่งเช่นกัน ตนเห็นข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถผลักดันนโยบายตามที่ต้องการได้ทั้งหมด ดังนั้น ตนยืนยันว่าได้ทิ้งทุกอย่างเพื่อมาขับเคลื่อนนโยบาย หากได้เป็นรัฐบาลก็จะสามารถขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ให้สำเร็จได้

เซีย จำปาทอง อดีต สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานเครือข่ายใช้แรงงานพรรคประชาชน กล่าวว่า ยืนยันว่าจะเคียงข้างประชาชนคนทำงาน ยึดมั่นในอุดมการณ์ดังเช่นที่ผ่านมาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล ถึงพรรคประชาชนในปัจจุบัน ยืนยันว่าที่ผ่านมาได้ร่วมผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง มีโอกาสทำงานร่วมกันกับแรงงานที่ทำงานบนแพลตฟอร์มหลายครั้ง ก่อนหน้านี้มีการประชุม พูดคุยกับพี่น้องแรงงานไรเดอร์ แรงงานนอกระบบหลายครั้ง ได้เชิญมาร่วมประชุมที่ตึกแห่งนี้ มีหลายกลุ่มมาร่วมนำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์อย่างมาก เราเห็นด้วยกับข้อเสนอที่แรงงานควรได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม มีสวัสดิการที่ดี และฝ่ายกฎหมายของพรรคยินดีที่จะช่วยดำเนินการเพื่อให้แรงงานได้รับสิทธิตามกฎหมาย ประเด็นเกี่ยวกับข้องกับกฎหมาย และได้หารือร่วมกับสมยศ พฤกษาเกษมสุขและอีกหลายคนแล้วก่อนหน้านี้

เซียกล่าวทิ้งท้ายว่าพรรคประชาชนยังยืนยันหลักการเดิม ไม่ว่าพี่น้องคนทำงานจะประกอบอาชีพอะไร ยินดี พบปะ พูดคุยปัญหานั้น เพื่อผลักดันนโยบายแรงงาน ทางพรรคประชาชนให้ความสำคัญกับพี่น้องทุกกลุ่มทุกอาชีพตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล จนถึงพรรคประชาชน พรรคยืนยันตามหลักการนี้ คนเท่ากัน ที่ผ่านมา เราได้พยายามทำงานตามหลักการนี้มาตลอด ตามข้อเรียกร้องที่พี่น้องเสนอมา ตนในฐานะดูแลพี่น้องแรงงาน ยินดีจัดทำนโยบายและนำเสนอทันที หลังจากนี้ ถ้าได้รับความไว้วางใจเป็นรัฐบาล พรรคยินดีทำหน้าที่ดูแลคุณภาพชีวิตพี่น้องแรงงานเต็มที่

ที่มา: มติชนออนไลน์, 23/12/2568

รมว.แรงงาน ยืนยันไม่จริงปมแรงงานกัมพูชาต้องกลับประเทศ 13 ก.พ. 2569 ระบุอยู่ได้ถึงปี 2570

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่าแรงงานสัญชาติกัมพูชาที่ทำงานในประเทศไทยต้องเดินทางกลับประเทศในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากไม่มีการต่ออายุใบอนุญาตทำงานนั้น

“ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 และวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 จะสามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2570 และสามารถต่ออายุได้อีกครั้งเดียวไม่เกิน 2 ปี ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2572 ดังนั้น จึงไม่มีแรงงานสัญชาติกัมพูชากลุ่มใดที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ด้าน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการจัดหางาน อยู่ระหว่างหามาตรการที่เหมาะสมร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงเพื่อกำหนดแนวทางสำหรับแรงงานกัมพูชาอย่างรอบคอบรัดกุม เกิดความสมดุลทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของชาติ

ทั้งนี้ ขอให้นายจ้าง สถานประกอบการ ติดตามข่าวสารจากกรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์ doe.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

ที่มา: ข่าวสด, 23/12/2568

สำนักงานประกันสังคมเผยอัปเกรดระบบใหม่สู่ SSO Core ยกระดับการให้บริการสู่ความทันสมัยและมีประสิทธิภาพ

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า สำนักงานประกันสังคมเดินหน้าพัฒนาระบบการให้บริการรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความรวดเร็ว และความถูกต้องในการดูแลนายจ้างและผู้ประกันตนทุกมาตรา โดยยกระดับระบบงานสู่ SSO Core ซึ่งเป็นระบบกลางที่ทันสมัย รองรับการให้บริการอย่างครบวงจร ทั้งนี้ ในช่วงเปลี่ยนผ่านการพัฒนาระบบ ระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึง 4 มกราคม 2569 ย้ำ สำนักงานประกันสังคมยังคงเปิดให้บริการนายจ้าง ผู้ประกันตน และประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยได้จัดเตรียมช่องทางการให้บริการที่เหมาะสม เพื่อรองรับการติดต่อและการใช้สิทธิของผู้ประกันตนให้เป็นไปอย่างราบรื่น และไม่กระทบต่อสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการ สปส. กล่าวเน้นย้ำว่า “ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และ 39 รวมถึงนายจ้าง สามารถใช้บริการด้านงานทะเบียน การแจ้งข้อมูล และการยื่นแบบต่าง ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก อาทิ e-Service, e-Self Service และแอปพลิเคชัน SSO Plus กรณีจำเป็นต้องติดต่อสำนักงานประกันสังคม เจ้าหน้าที่พร้อมจะรับคำขอและออกหลักฐานการรับเรื่องไว้ เพื่อดำเนินการให้แล้วเสร็จเมื่อระบบพร้อมใช้งานอย่างแน่นอน”

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวในส่วนของการชำระเงินสมทบ ผู้ประกันตนและนายจ้างยังสามารถดำเนินการชำระเงินสมทบได้ตามปกติ ผ่านช่องทางที่สำนักงานฯ กำหนด เช่น ธนาคาร เคาน์เตอร์บริการ และแอปพลิเคชันต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและลดระยะเวลาในการติดต่อราชการ

สำหรับการรับบริการด้านการรักษาพยาบาลและการขอรับสิทธิประโยชน์ ผู้ประกันตนทุกมาตรายังคงได้รับสิทธิตามปกติ โดยสามารถยื่นคำขอผ่านช่องทางออนไลน์ ทางไปรษณีย์ หรือยื่นด้วยตนเอง ณ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ จังหวัด และสาขาทั่วประเทศ ทั้งนี้ สำนักงานฯ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิด

ความเดือดร้อนหรือเสียสิทธิ

สำนักงานประกันสังคมขอขอบคุณนายจ้างและผู้ประกันตนทุกท่านที่ให้ความร่วมมือและความเข้าใจในช่วงเปลี่ยนผ่านดังกล่าว พร้อมยืนยันความมุ่งมั่น และเชื่อมั่นในการพัฒนาระบบงานสู่ SSO Core ซึ่งเป็นการวางรากฐานการให้บริการประกันสังคมยุคใหม่ที่เน้นความสะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์การใช้งานของนายจ้าง ผู้ประกันตน และประชาชนได้รับบริการที่ทันสมัย และมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นอย่างแน่นอน นางสาวกาญจนา กล่าวในตอนท้าย

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 22/12/2568

บอร์ดค่าจ้างเห็นชอบเพิ่มมาตรฐานฝีมือแรงงาน 4 สาขา อัตรา 550–650 บาท/วัน หนุนทักษะแรงงานรองรับอุตสาหกรรมอนาคต

ณ ห้องประชุมประสงค์ รณะนันทน์ ชั้น 5 กระทรวงแรงงาน พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง ชุดที่ 22 ครั้งที่ 8/2568 โดยมีกรรมการค่าจ้างผู้แทนฝ่ายรัฐบาล ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง รวม 12 คน เข้าร่วมประชุม

ที่ประชุมได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบการกำหนด อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานเพิ่มเติมอีก 4 สาขา จากเดิมที่ได้กำหนดไว้แล้ว 141 สาขา เพื่อให้ลูกจ้างที่มีฝีมือหรือกึ่งฝีมือได้รับอัตราค่าจ้างที่เหมาะสม เป็นธรรม และสอดคล้องกับทักษะ ความรู้ ความสามารถ และทัศนคติในการทำงานสาขาที่ได้อนุมัติในครั้งนี้ ได้แก่ สาขาช่างเชื่อมฟลักซ์คอร์ สาขาช่างเชื่อมมิก สาขาช่างติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์แบบไม่เชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Off Grid System) สาขาช่างบำรุงรักษาหุ่นยนต์อุตสาหกรรม

โดยกำหนด อัตราค่าจ้างสำหรับผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานอยู่ที่ 550–650 บาทต่อวัน ตามระดับทักษะและลักษณะงานเฉพาะของแต่ละสาขาที่ประชุมกำหนดให้ ประกาศอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือดังกล่าวมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อเปิดโอกาสให้นายจ้าง ลูกจ้าง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง

ทั้งนี้ เมื่อปลัดกระทรวงแรงงานลงนามในประกาศคณะกรรมการค่าจ้างแล้ว จะนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ซึ่งจะทำให้ อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานเพิ่มขึ้นจาก 141 สาขา เป็น 145 สาขา

ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 22/12/2568

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising