Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

มีคำถามพื้นๆ ที่เราอาจมองข้ามไป หรือไม่ได้ตั้งคำถามอย่างจริงจัง คือ ทำไมรัฐบาลจากเลือกตั้งมักอยู่ไม่ครบเทอม ขณะที่รัฐบาลจากรัฐประหาร เช่น รัฐบาล คสช.บอกขอเวลาเพียง 1 ปี แต่อยู่จน 5 ปี รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นรัฐบาลสืบทอดอำนาจ คสช. ก็อยู่ครบเทอม 4 ปี แต่เมื่อเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2566 มีรัฐบาลเพื่อไทย ในช่วง 2 ปีเศษๆ นายกรัฐมนตรีถูกศาลรัฐธรรมนูญ “สอย” ไปสองคน และในที่สุดรัฐพันลึกก็เปลี่ยนรัฐบาลจากเพื่อไทยเป็นรัฐบาลภูมิใจไทยผ่าน “เกมการเมือง MOA” ของพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย

หากย้อนไปในช่วงรัฐธรรมนูญ 2540 ที่เชื่อกันว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ “เป็นประชาธิปไตยมาก” ฉบับหนึ่ง เราจะเห็นภาพรัฐบาลจากเลือกตั้งที่เราโหยหากันในปัจจุบัน กล่าวคือ ปัจจุบันเราบ่นกันมากว่ารัฐบาลจากเลือกตั้ง “คุมทหารไม่ได้” นี่คือเหตุผลสำคัญหนึ่งที่ “ฝ่ายประชาธิปไตย” เรียกร้องให้รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตรยุบสภา นอกเหนือจากการปั่นกระแส “คลิปอังเคิล” แต่ในสมัย “รัฐบาลไทยรักไทย 1” อยู่ครบเทอม 4 ปี สามารถแก้วิกฤษเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในเวลานั้นได้สำเร็จ พร้อมกับทำนโยบาย “30 บาท รักษาทุกโรค” สำเร็จ จนสร้างคะแนนนิยมจากประชาชนอย่างท่วมท้น ทำให้เลือกตั้งครั้งต่อมาไทยรักไทยชนะเลือกตั้งเป็นรัฐบาลพรรคเดียวครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

จะเห็นได้ว่ารัฐบาลที่มีเสถียรภาพสามารถทำนโยบายที่เกิดประโยชน์กับประชาชนสำเร็จได้จริง แต่อีกด้านหนึ่งที่รัฐบาลไทยรักไทย 1 ทำได้ในยุคนั้นคือ เป็นรัฐบาลจากเลือกตั้งที่ “คุมกองทัพ” ได้มากกว่ารัฐบาลที่ผ่านๆ มา นอกจากนั้นยังคุมตำรวจได้ และคุม “รัฐราชการ” โดยรวมได้มากที่สุดด้วย จึงสามารถคุมกลไกอำนาจรัฐทุกส่วนให้ทำงานตอบสนองนโยบายของรัฐบาลได้สำเร็จ

แต่แล้วการที่รัฐบาลมีอำนาจคุมกองทัพหรือรัฐราชการได้เช่นนั้น กลับถูกปัญญาชนสาธารณะ นักวิชาการ สื่อมวลชน และพรรคการเมืองคู่แข่งในเวลานั้น (ซึ่งบางส่วนก็คือพวกที่ด่ารัฐบาลว่าคุมกองทัพไม่ได้ในช่วงกว่าสองปีที่ผ่านมานั่นเอง) มองว่ารัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้เกิด “รัฐบาลเข้มแข็ง” มากเกินไป ปัญญาชนสาธารณะถึงกับประดิษฐ์วาทกรรมการเมือง “ระบอบทักษิณ” ขึ้นมาโจมตีว่าเป็นระบอบรวมศูนย์อำนาจอาญาสิทธิ์กินรวบประเทศ แทรกแซงศาล ข้าราชการ วุฒิสภา องค์กรอิสระ และสื่อมลวชน จึงเกิดการล้มรัฐบาลด้วยม็อบเสื้อเหลืองที่สอดประสานกับการทำรัฐประหารโดยรัฐพันลึก

โฆษณา - Advertising

ดังนั้น การด่ารัฐบาลแพทองธารคุมกองทัพไม่ได้ และการโหยหารัฐบาลจากเลือกตั้งที่คุมกองทัพได้ในวันนี้ เมื่อย้อนมองอย่างเปรียบเทียบกับยุครัฐธรรมนูญ 2540 ที่รัฐบาลคุมกองทัพ หรือคุมองคาพยพโดยรวมของรัฐราชการได้ จึงทำให้น่าสงสัยว่าปัญญาชน นักวิชาการ สื่อมวลชน และพรรคการเมืองคู่แข่งของเพื่อไทยต้องการรัฐบาลแบบนั้นจริงๆ หรือ

เพราะรัฐประหาร 2549 ก็เกิดจากการต่อต้านและทุบทำลายรัฐบาลที่คุมกองทัพหรือรัฐราชการได้ จากนั้นมาแม้พรรคเพื่อไทยจะยังชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาลอีก แต่ก็ไม่สามารถคุมกองทัพหรือรัฐราชการได้จริง แม้แต่ย้ายข้าราชการ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรก็ถูกถอดจากตำแหน่ง ขณะเดียวกันปัญญาชน นักวิชาการ สื่อ และม็อบที่ต่อต้านทักษิณและพรรคเพื่อไทยที่เคยโจมตีว่าระบอบทักษิณเป็นระบอบรวมศูนย์อำนาจอาญาสิทธิ์กินรวบประเทศ แทรกแซงศาล ข้าราชการ วุฒิสภา องค์กรอิสระ สื่อมลวชน และ ฯลฯ ก็กลับยอมรับและสนับสนุนรัฐบาลจากรัฐประหารที่แทรกแซงทุกอย่างเหล่านั้นมากกว่ายุคทักษิณหลายเท่า

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? หากย้อนเวลาไปจะพบว่ามีการสร้างวาทกรรม “การเมืองใหม่” โดยสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำฝ่ายเสื้อเหลือง ความหมายของการเมืองใหม่คือ การเมืองสุจริตโปร่งใสตรวจสอบได้ เป็นการเมืองปกป้องสถาบันกษัตริย์ และได้คนดีมีคุณธรรมเป็นผู้ปกครอง ซึ่งตรงกันข้ามกับ “การเมืองเก่า” ของระบอบทักษิณ แต่เมื่อตั้ง “พรรคการเมืองใหม่” ลงเลือกตั้งกลับไม่ได้ ส.ส. แม้แต่คนเดียว การเมืองใหม่ที่เริ่มด้วยการโจมตีการเมืองเก่า และกล่าวหาทักษิณ “ล้มเจ้า” จึงกลายเป็นการเมืองที่เป็นเครือข่ายรัฐพันลึก และเป็นมิตรกับรัฐประหาร ดังนั้น “การเมืองสุจริตโปร่งใสตรวจสอบได้” ที่ขั้วการเมืองใหม่เรียกร้องจึงไม่เคยเกิดขึ้นจริง

ที่น่าสนใจคือ ขณะที่ “การเมืองใหม่สีเหลือง” ในยุคก่อนก่อตัวและแข็งแรงขึ้นได้ด้วยข้อกล่าวหา “ทักษิณล้มเจ้า” แต่ยุคนี้กลับมี “การเมืองใหม่สีส้ม” ที่ก่อตัวและแข็งแรงขึ้นจากข้อกล่าวหาว่า “ทักษิณรับใช้เจ้า” จะเห็นได้จากเหตุผลที่เจ้าของทฤษฎีการเมืองใหม่อย่างปิยบุตร แสงกนกกุล ยืนยันว่ามีการเมือง 2 ขั้วเท่านั้นคือ “ขั้วใหม่=ส้ม” กับ “ขั้วเก่า=แดง, น้ำเงิน และพรรคอื่นๆ ในฝ่ายรัฐพันลึก” ก็คือเหตุผลที่ว่า “ทักษิณดีลลับกลับมารับใช้เจ้า” เพื่อทำลายพรรคส้ม หรือพรรคประชาชนที่เป็นพรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่ ดังนั้น พรรคแดงหรือเพื่อไทยที่มีทักษิณเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณจึงถูกจัดอยู่ใน “ขั้วการเมืองเก่า” คือพรรคน้ำเงินอย่างภูมิใจไทย และพรรคอนุรักษ์นิยมอื่นๆ

โฆษณา - Advertising

ขณะที่ฝ่ายแดงอย่างณัฐวุฒิ ใสยเกื้อแย้งว่า “ไม่ใช่การเมือง 2 ขั้ว” แต่เป็น “การเมือง 3 ก๊ก” ได้แก่ ก๊กส้ม, ก๊กแดง และก๊กอนุรักษ์นิยมคือพรรคน้ำเงินและพรรคอื่นๆ ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน การต่อสู้หลังจากเพื่อไทยตั้งรัฐบาลครั้งที่แล้วและลากยาวมาจนถึงการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ คือการต่อสู้ระหว่างการเมือง 3 ก๊กนี้

แรกๆ ที่ถกเถียงกันว่าการเมืองไทยเป็นการเมือง 2 ขั้ว หรือ 3 ก๊กกันแน่ สารภาพว่าผมค่อนข้างคล้อยไปทางปิยบุตร แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่พรรคประชาชนโหวตอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกฯ ในเกมการเมือง MOA ทำให้ผมต้องทบทวนความเข้าใจของตนเองใหม่ แล้วได้ข้อสรุปเบื้องตนว่า “เกณฑ์” ที่เราควรใช้แยกว่าเป็นการเมือง 2 ขั้วหรือ 3 ก๊ก คืออุดมการณ์ทางการเมือง และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างพรรคต่างๆ

เมื่อพิจารณาอุดมการณ์ทางการเมืองใน “บริบท” สังคมไทยจะพบว่าพรรคส้มหรือพรรคประชาชนคือ “พรรคซ้ายกลาง” เมื่อเทียบกับพรรคอื่นๆ ที่เหลือ (ตามนิยามของธงชัย วินิจจะกูล) เพราะพรรคส้มมีนโยบายทางการเมืองค่อนไปทางเสรีนิยมประชาธิปไตย และนโยบายเศรษฐกิจค่อนไปทางรัฐสวัสดิการ แต่ไม่ใช่ “ซ้ายสุดโต่ง” ที่มุ่งปฏิวัติแตกหักกับระบบอำนาจเก่า เพียงแต่ต้องการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจเหล่านั้นให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

ส่วนพรรคแดงหรือพรรคเพื่อไทยตามนิยามของ “อ.เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยที่ว่าในเป็นประเด็นความมั่นคง เพื่อไทยจะเป็น “ขวาอ่อนๆ” คือยึดการรักษาความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ ส่วนในแง่ความเป็นประชาธิปไตย เพื่อไทยจะออกไปทางซ้าย คือมุ่งยกระดับสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนให้สูง ควบคู่กับนโยบายเศรษฐกิจที่เรีกยว่า “ประชาธิปไตยกินได้” ที่เน้นการยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนระดับล่างให้พ้นจากความยากจนและมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขณะเดียวกันก็มุ่งพัฒนาเศรษกิจภาพรวมให้ไทยเปลี่ยนเป็นประเทศรายได้สูงด้วย

โฆษณา - Advertising

จะเห็นว่าคำอธิบายของ อ.เชน สะท้อน “ตัวตน” ของเพื่อไทยที่มีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างจากพรรคอื่นๆ มาตั้งแต่แนวคิดในการก่อตั้งพรรค “ไทยรักไทย” เราจึงอาจจัดเพื่อไทยเป็น “พรรคขวากลาง” โดยเทียบกับ “พรรคซ้ายลาง” อย่างพรรคประชาชน และเทียบกับ “ขวาอนุรักษ์นิยม” อย่างภูมิใจไทยและพรรคอนุรักษ์นิยมอื่นๆ ที่เป็น “คู่แข่ง” ของเพือไทย ที่มักต่อสู้กับเพื่อไทยด้วยจุดยืนที่สอดรับกับเสื้อเหลืองและกองทัพที่ทำรัฐประหารรัฐบาลเพื่อไทยด้วยจุดยืนปกป้องสถาบันกษัตริย์

น่าสังเกตว่าทั้งพรรคขวากลางและพรรคซ้ายกลางต่างก็ “ประณีประนอม” กับฝ่ายอนุรักษ์นิยมตาม “เป้าหมายทางการเมือง”ของตนเอง เช่น หลังจากโหวตให้ก้าวไกลตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ เพราะ “สว.ลากตั้ง” ขวาง พรรคเพื่อไทยก็จับมือตั้งรัฐบาลกับพรรคขวาอนุรักษ์นิยมคือพรรคน้ำเงิน ต่อมาขัดแย้งกัน พรรคน้ำเงินจึงแยกตัวออกมาเป็นฝ่ายค้าน และเพื่อไทยดำเนินคดีเขากระโดง และคดีทุจริตเลือก สว. ส่วนซ้ายกลางอย่างพรรคส้มก็จับมือกับพรรคน้ำเงินทำ MOA โหวตอนุทินเป็นนายกฯ แลกเสียง สว.สีน้ำเงินสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ และยุบสภาใน 4 เดือน แต่ MOA ล่ม แก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ และยุบสภาก่อนกำหนดดังที่เห็น

หากพิจารณาลงลึกในรายละเอียดของเกมการเมืองประนีประนอมดังกล่าว จะเห็นว่าการประนีประนอมระหว่างเพื่อไทยคือการประนีประนอมให้ได้เป็นรัฐบาล เพื่อทำนโยบายปากท้องตามที่หาเสียงไว้ และเพื่อให้ทักษิณกลับบ้าน จึงต้องลดนโยบายการเมืองที่หาเสียงไว้ เพราะต้องทำตามเงื่อนไขของฝ่ายรัฐพันลึกในเรื่องไม่แตะหมวดสถาบันในการแก้รัฐธรรมนูญ, ไม่แตะ 112 และไม่นิรโทษกรรม 112

ขณะที่ซ้ายกลางอย่างพรรคส้มได้ผุดไอเดีย “การเมือง 2 ขั้ว” เพื่อต่อสู้กับเพื่อไทย ด้วยการประกาศว่าพรรคส้มคือ “ขั้วการเมืองใหม่” ที่ยังคงเป็นตัวแทนการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ขณะที่เพื่อไทยที่ร่วมรัฐบาลกับฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้หมดความเป็นฝ่ายประชาธิปไตย กลายเป็นพรรคการเมืองที่อยู่ขั้วการเมืองเก่าที่ “รับใช้รัฐพันลึก” หรือ “รับใช้เจ้า” เรียบร้อยแล้ว

โฆษณา - Advertising

ความซับซ้อนอยู่ตรงที่ว่าการต่อสู้ทางการเมืองภายใต้นิยาม “ขั้วเก่า-ขั้วใหม่” ที่เริ่มจากเพื่อไทยจับมือตั้งรัฐบาลกับขั้วขวาอนุรักษ์นิยม กลับเป็นจุดเริ่มให้เกิดการต่อสู้ระหว่าง “แดงกับส้ม” แล้วพัฒนามาเป็น “ส้ม-น้ำเงิน-เหลือง” กลายเป็นแนวร่วมทั้งโดยตรงและโดยปริยยายในการต่อสู้กับ “แดง” และจบลงด้วยการพ่ายแพ้ของพรรคแดงในที่สุด

กล่าวคือ ส้มต่อสู้กับแดงโดยมี “เป้าหมายใหญ่” คือการตรวจสอบ “ชั้น 14” เพื่อเอาทักษิณเข้าคุก ขณะที่เหลืองเป็นแนวร่วมตรวจสอบโดยปริยายด้วยเป้าหมายเดียวกัน โดยมีน้ำเงินลุ้นอยู่เงียบๆ และจบลงด้วยทักษิณติดคุกจากคดีรัฐประหาร เท่ากับส้มกับเหลืองบรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตน

เมื่อน้ำเงินแตกกับแดง แยกออกมาเป็นฝ่ายค้านพร้อมๆ กับถูกดำเนินคดีเขากระโดงและฮั้ว สว. ประจวบกับเกิดสถานการณ์การเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศผ่านความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ส้มและม็อบฝ่ายเหลืองเดิมกดดันให้เพื่อไทยยุบสภา ควบคู่กับฝ่ายเหลืองร้องศาลรัฐธรรมนูญให้ “สอย” นายกฯ แพทองธาร ในที่สุดแพทองธารถูกสอยหลุดตำแหน่งนายกฯ ทักษิณติดคุก รักษาการนายกฯ ถูกเบรกยุบสภา ส้มจับมือทำ MOA โหวตอนุทินเป็นนายกฯ เพื่อไทยตกเป็นฝ่ายค้าน เกมนี้คือเกมที่รัฐพันลึกใช้อำนาจนอกระบบสอยนายกและเบรกยุบสภาเพื่อเอาอนุทินขึ้นเป็นนายกฯ โดยใช้กลไกสภาคือพรรคส้มโหวตให้

ดังนั้น ข้อเท็จจริงของการต่อสู้ระหว่างการเมือง 2 ขั้วในสภาชุดที่แล้วจบลงด้วย “ขั้วแดงแพ้” ขณะที่ “ขั้วส้ม-น้ำเงิน-เหลืองชนะ” ผ่านเกมการเมืองที่รัฐพันลึกใช้อำนาจนอกระบบและในระบบเปลี่ยนรัฐบาล นี่คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงอันเป็นผลผลิตของ “ประวัติศาสตร์การเมืองใหม่ที่เพิ่งสร้าง” และสิ่งที่การเมืองใหม่มอบให้แก่เราก็คือ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ “คนไทยมีสองทางเลือกเท่านั้น” คือ พรรคส้ม (ที่โหวตให้พรรคน้ำเงินโตขึ้น) กับ พรรคน้ำเงิน (ที่พรรคส้มโหวตให้โตขึ้น)

โฆษณา - Advertising

ที่น่าสังเกตคือ การต่อสู้ระหว่างแดงกับส้ม ฝ่ายแดงถูกตัดสินว่า “ตระบัดสัตย์-ข้ามขั้ว” ขณะที่ส้มถูกถือว่าเป็นพรรคที่ “รักษาสัจจะ” แต่ข้อเท็จจริงที่ทุกคนต่างเห็นคือ พรรคแดงเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลโดยเอาพรรคน้ำเงินและพรรคลุงตู่มาร่วมรัฐบาล แล้วที่เรียกว่า “ตระบัดสัตย์ ข้ามขั้ว” นั้น ผลลัพธ์คืออะไร คือการทำให้พรรคน้ำเงิน พรรคลุงตู่โตขึ้น ก็ไม่ใช่ สุดท้ายก็แตกกับน้ำเงิน และดำเนินคดีฮั้ว สว.กับน้ำเงิน และพรรคแดงก็ถูกรัฐพันลึกจัดการ (ถ้าข้ามไปเป็นขั้วนั้นแล้ว ทำไมยังถูกจัดการ?)

ส่วนพรรคส้มโหวตอนุทินเป็นนายกฯ ผลลัพธ์คือพรรคน้ำเงินไปตั้งรัฐบาลกับพรรคสองลุง ได้ดูแลคดีตัวเอง เป็นพรรคโตขึ้นมาเป็นพรรคอันดับสอง แต่ก็เรียกว่าพรรคส้มโหวตอย่างรักษาสัจจะ

ส่วนที่เพื่อไทยไม่ดำเนินการคืนสิทธิประกันตัวและไม่นิรโทษกรรม 112 ก็เพราะยอมรับเงื่อนไขของรัฐพันลึกที่มีพรรคน้ำเงินและพรรคลุงเป็นตัวแทนในการร่วมรัฐบาล แต่ในวันที่พรรคส้มยืนยันว่า “มีอำนาจต่อรองมากที่สุด” พรรคส้มก็ไม่ได้นำเงื่อนไขคืนสิทธิประกันตัวและนิรโทษกรรม 112 มาใส่ใน MOA เลยเช่นกัน แปลว่าพรรคส้มก็ต้องยอมรับเงื่อนไข “ไม่แตะเรื่อง 112” ของพรรคตัวแทนรัฐพันลึกเช่นกันใช่หรือไม่

ดังนั้น การโจมตีพรรคแดงตระบัดสัตย์ ส่วนพรรคส้มรักษาสัจจะ ออกจะเป็น “วาทกรรมการเมืองเชิงศีลธรรม” คล้ายๆ กับการเมืองใหม่ในยุคเสื้อเหลืองหรือไม่ นอกจากนี้ยังชวนให้เกิดคำถามสำคัญว่า ทำไมทุกพรรคการเมืองที่ยึดวาทกรรมการเมืองแนวสุจริต สะอาด โปร่งใส ไม่เทา สุดท้ายต่างก็เลือกเป็น “แนวร่วม” ของฝ่ายรัฐพันลึกทั้งโดยตรงและโดยอ้อมในการขจัดทักษิณและพรรคแดง ปัญญาชนก็เป็นแบบนั้นด้วยเช่นกัน

ผมไม่รู้ว่าหลังเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 หน้าตาของรัฐบาลจะเป็นแบบไหน แต่นึกถึงคำพูดของณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคดิเดตนายกฯ พรรคประชาชนที่ว่า “ขอโอกาสครั้งนี้ครั้งเดียว...ถ้าเราทำล้มเหลว 4 ปีต่อไป คุณก็ไม่ต้องมาเลือกเราอีก” คีย์เวิร์ดอยู่ที่ “ตัวหนา” ที่หมายความว่าต่อให้ทำล้มเหลวก็ควรอยู่ครบเทอม 4 ปี แล้วจึงให้ประชาชนตัดสินด้วยการเลือกใหม่ ไม่ใช่พรรคไหนเป็นรัฐบาลแล้วถูกจ้องจะล้มให้ได้ ไม่ได้ด้วย “วิธีปกติ” ก็ใช้ “วิธีพิศดาร” ด้วยการร่วมมือกับรัฐพันลึกเปลี่ยนรัฐบาลเหมือนที่ผ่านๆ มา

ที่พูดเช่นนั้นไม่ได้หมายความว่าภายใน 4 ปี ไม่ต้องมีการตรวจสอบ ก็ต้องตรวจสอบอยู่แล้ว ด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจและวิธีอื่นๆ แต่ถ้าผลโหวตออกมาอย่างไร เราก็ต้องเคารพผลโหวต พรรคการเมืองคู่แข่งต้องไม่ไปร่วมมือกับรัฐพันลึกผ่านการใช้อำนาจนอกระบบและในระบบเปลี่ยนรัฐบาล ถ้าแก้รัฐธรรมนูญได้ในสมัยรัฐบาลหน้า สเถียรภาพของรัฐบาลอาจดีขึ้นก็ได้ แต่วัฒนธรรมการเมืองในและนอกสภาก็จำเป็นต้องเปลี่ยนจากการเมืองเชิงศีลธรรมสู่การเมืองที่เคารพกระบวนการตามระบบรัฐสภาให้ได้จริงๆ

ขั้วการเมืองภายใต้การเลือกตั้งที่ยังมี “รัฐบาลผสม” ก็ไม่น่าจะแยกเป็น 2 ขั้ว คือ “ขั้วใหม่สู้กับขั้วเก่า” ขนาดนั้น เพราะตามข้อเท็จจริงน่าจะเป็นขวาอนุรักษ์ตัวแทนรัฐพันลึก-ขวากลางแบบเพื่อไทย -ซ้ายกลางแบบพรรคประชาชน ที่ยังจำเป็นต้องอยู่ในช่วงเวลาแห่งการแสวงหา “การประนีประนอม” หรือการพยายามสร้างประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ เพื่อคลี่คลายปัญหาเฉพาะหน้าที่สำคัญๆ เช่น การคืนสิทธิประกันตัว, การนิรโทษกรรม 112 การแก้รัฐธรรมนูญ และอื่นๆ ให้สำเร็จ 

การยอมรับความจริงว่ามีการเมือง 3 ฝ่ายดังกล่าวที่สามารถประนีประนอมกันได้ตามกระบวนการประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ เพื่อแก้ปัญหาสำคัญๆ ร่วมกันให้สำเร็จ น่าจะลดความตึงเครียดได้มากกว่าการเมืองแบบ 2 ขั้ว “ใหม่-เก่า, เทา-ไม่เทา” หรือไม่ ผมอยากฝากเป็นคำถามนี้ให้ช่วยกันคิดต่อ

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising