Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ผลการเลือกตั้ง (อย่างไม่เป็นทางการ) พรรคภูมิใจไทยชนะอันดับ 1 ได้ ส.ส.เกือบ 200 ที่นั่ง (193) ทำให้เกิดคำถามว่าเป็นรัฐบาลแค่ 2 เดือน มีผลงานแค่สานต่อนโยบายคนละครึ่ง แถมมีภาพติดลบเรื่องคดีเขากระโดงและทุจริตฮั้ว สว., ความล้มเหลวแก้วิกฤตอุทกภัย และนโยบายหาเสียงก็ “ไม่ติดหู” ประชาชนเลย แค่กระแสชาตินิยมจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชาจะทำให้ความนิยมในพรรคภูมิใจไทยก้าวกระโดดขึ้นสูงลิบขนาดนั้นเลยหรือ

ความไม่สมเหตุผลของชัยชนะเลือกตั้งอย่างท่วมท้นของภูมิใจไทย ทำให้คำถามต่อ “การโกงเลือกตั้ง” กลายเป็นคำถามใหญ่อีกครั้ง ประกอบกับการพบพิรุธ หรือ “ความไม่โปร่งใส” ในกระบวนการนับคะแนนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงเกิดการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่บางหน่วยเลือกตั้ง จนกระทั่งเกิดกระแสรณรงค์ให้ “นับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ” ดังที่เป็นข่าว

ขณะที่ “ฝ่ายก้าวหน้า” ก็ท้วงติงอีกฝ่ายว่าในเมื่อการโกงเลือกตั้งมีอยู่จริง และเป็นเรื่องที่ “ผิดกฎหมายจริง” ก็ไม่ควร romanticize หรือทำให้การขายสิทธิ์ขายเสียงของคนระดับชาวบ้านเป็นเรื่องโรแมนติก โดยอ้างว่าชาวบ้านไม่โง่ รับเงินหมาแต่กาเบอร์ที่ชอบ หรือใครแจกเงิน ชาวบ้านก็รับหมด แต่จะเลือกพรรคที่มีนโยบายแก้ปัญหาให้พวกเขาได้จริงเท่านั้น เป็นต้น ควรยอมรับความจริงว่าการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นปัญหาใหญ่ของการเมืองไทยที่ต้องแก้ไขอย่างจริงจังกันเสียที

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ฝ่ายก้าวหน้าวิจารณ์ว่าอีกฝ่าย romanticize การขายสิทธิ์ขายเสียงของคนระดับชาวบ้าน แต่เหมือนพวกเขาจะลืมไปหรือไม่ว่าปัญญาชนสาธารณะ นักวิชาการ สื่อมวลชน คนชั้นกลางที่ตื่นตัวทางการเมืองที่ยืนยันว่าพวกตนเป็น “ฝ่ายประชาธิปไตย” และสนับสนุนพรรคประชาชนที่เป็นตัวแทนฝ่ายประชาธิปไตยในการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตยนั้น ก็ romanticize การที่พรรคประชาชนโหวตอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรีมากยิ่งกว่าอีกฝ่าย romanticize คนระดับชาวบ้านเสียอีก

โฆษณา - Advertising

เพราะความจริงตรงไปตรงมา ก็เป็นอย่างที่อนุทินพูดว่า “ถ้าไม่มีพรรคส้มโหวตให้ในวันนั้น ก็ไม่มีชัยชนะของพรรคน้ำเงินในวันนี้” และความจริงในวันนั้นอีกส่วนสำคัญหนึ่ง ก็คือฝ่ายก้าวหน้า romanticize การโหวตอนุทินเสีย “เลิศลอย” ว่าเป็นการเสียสละของพรรคส้ม ยอมเอาตัวเข้าไปเจ็บ เป็นการทำการเมืองแบบใหม่ที่เปิดเผย ตรงไปตรงมา รักษาสัจจะ มาตรฐานสูง การโหวตอนุทินคือ “ทางเลือกเดียวที่จำเป็น” เพื่อให้แก้รัฐธรรมนูญได้ ถ้าโหวตเพื่อไทยก็เสี่ยงถูกหลอกอีก เพราะเป็นพรรคตระบัดสัตย์ เคยหักหลังพรรคส้มมาแล้ว เจ็บแล้วต้องจำ พรรคน้ำเงินแม้ไม่ดีกว่าเพื่อไทย แต่ก็ไม่เคยหลอกพรรคส้มมาก่อน และ “คุมง่ายกว่า” เพื่อไทย ฯลฯ

แต่ความเป็นจริงคือ ฝ่ายก้าวหน้าแสร้ง “หลับตาข้างหนึ่ง” คือ แสร้งมองไม่เห็นว่าพรรคส้ม “ทำผิดหลักการ” แถมปัญญาชนสาธารณะชื่อใหญ่ๆ ก็ออกมา “แก้ต่าง” หน้าตาเฉยว่า “พรรคส้มไม่ได้ทำผิดหลักการ ไม่ได้ทิ้งหลักการ” หากแต่ทำไปด้วยเจตนาบริสุทธิ์คือ ต้องการแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จ เพื่อประโยชน์แก่ประชาชน โดยไม่หวังร่วมรัฐบาล เพื่อมีตำแหน่งอำนาจทางการเมืองใดๆ เลยด้วยซ้ำ

ผมพยายามอธิบายมาตลอดว่า “พรรคส้มทำผิดหลักการ” แน่นอน เพราะพรรคส้มและเราทุกคนต่างก็รู้ๆ กันอยู่แล้วว่าการที่พรรคน้ำเงินคุม สว.ข้างมากได้จริง และใช้ สว.ข้างมากขวางการแก้รัฐธรรมนูญได้จริง ใช้ต่อรองตำแหน่งและอำนาจทางการเมืองได้เหนือพรรคอันดับ 1 และอันดับ 2 ได้จริง มันชัดเจนว่า “ขัดหลักความยุติธรรมทางการเมือง” ดังนั้น การที่พรรคส้มไปดีลโหวตอนุทินป็นนายกฯ แลกเสียง สว.ฮั้วให้โหวตแก้รัฐธรรมนูญ จึงเท่ากับพรรคส้ม “ยอมรับ” การมีอำนาจต่อรองทางการเมืองของพรรคน้ำเงินที่ขัดหลักความยุติธรรมทางการเมืองเช่นนั้น และให้การสนับสนุนโดยการเข้าไป “มีส่วนร่วม” ในการกระทำที่ขัดหลักความยุติธรรมทางการเมืองเช่นนั้นโดยตรง

ยิ่งกว่านั้น ทั้งๆ ที่พรรคส้มแสดงออกว่าต่อต้าน “การเมืองทุจริต-การเมืองเทา” แต่พรรคส้มรู้อยู่แล้วว่าพรรคน้ำเงินโดนคดีทุจริตฮั้ว สว. และคดีเขากระโดงอยู่แล้ว ก็ยังไปโหวตให้เขาเป็นรัฐบาลมีอำนาจดูแลคดีของตนเองได้

โฆษณา - Advertising

ข้ออ้างแบบใช้ “เจตนาหลอกตัวเอง” (bad faith) ของพรรคส้มและฝ่ายก้าวหน้าที่ romanticize พรรคส้ม คือข้ออ้างที่ว่า “ทำไมอยู่มาตั้งนานเพื่อไทยไม่ดำเนินคดีเขากระโดงและฮั้ว สว. เพิ่งมาดำเนินคดีตอนแย่งเก้าอี้กระทรวงมหาดไทย และพรรคน้ำเงินถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลมาเป็นฝ่ายค้านแล้ว แบบนี้มองจากดาวอังคารก็รู้ว่าขัดผลประโยชน์กัน และเป็นการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง” ดังที่เราทราบกัน

แต่ความเป็นจริงคือ “การเมืองเป็นเรื่องของการต่อสู้ต่อรองอำนาจและผลประโยชน์” การลงตัวเรื่องอำนาจและผลประโยชน์ หรือการขัดกันในเรื่องดังกล่าว จึงเป็นเรื่องปกติของการเมือง ขึ้นอยู่กับว่าการลงตัวหรือการขัดกันในเรื่องอำนาจและผลประโยชน์นั้นๆ ยังเป็นไปตามกติกาที่ยอมรับกันอยู่หรือไม่

แต่ประเด็นหลักในเคสนี้อยู่ที่ว่าคดีทุจริตสองเรื่องดังกล่าว “มีมูล” หรือไม่ โดยเฉพาะคดีทุจริตฮั้ว สว. ซึ่งสะท้อนความเป็นจริงที่ทุกคนเห็นโต้งๆ อยู่แล้วว่าพรรคน้ำเงินคุม สว.น้ำเงินที่เป็นเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ สว.ข้างมากก็มีอำนาจเลือก กกต.ได้ และคดีฮั้ว สว.ก็ “ถูกดอง” อยู่ที่ กกต. นี่ไม่ใช่ “การมีมูล” ของปัญหาการทุจริตหรือการโกงที่พรรคส้มและฝ่ายก้าวหน้าที่เชียร์พรรคส้มต้อง “ซีเรียส” เลยหรือ

หากเทียบกับ “เคสชั้น 14” เหมือนพรรคส้มและฝ่ายก้าวหน้าที่เชียร์พรรคส้มจะ “ซีเรียสอย่างยิ่ง” หรือซีเรียสพอๆ กับ “ฝ่ายเสื้อเหลือง” ในการตรวจสอบเอาคนที่ต้องคดีจากรัฐประหารเข้าคุกให้ได้ พูดอีกอย่าง ความรังเกียจคนที่ถูกทำรัฐประหารและถูกยึดทรัพย์ ปรับภาษี ลี้ภัยการเมืองกว่า 17 ปี แล้วดีลกลับบ้านมาสู้กับพรรคส้มตามกระบวนการรัฐสภาและสนามเลือกตั้ง ดูเหมือนจะเป็น “ความรังเกียจที่รุนแรง” ยิ่งกว่าความรังเกียจต่อการที่พรรคน้ำเงินของรัฐพันลึกคุม สว.ข้างมากได้, ใช้ สว.ข้างมากขวางการแก้รัฐธรรมนูญได้ และใช้ต่อรองอำนาจทางการเมืองได้อย่างขัดหลักความยุติธรรมทางการเมืองเสียอีก

โฆษณา - Advertising

เพราะรู้ทั้งรู้ว่าพรรคส้มโหวตอนุทิน มันคือ “การโหวตตามหวยล็อกของรัฐพันลึก” ฝ่ายก้าวหน้าก็ยังกล้ายืนยันว่า “ไม่ผิดหลักการ ไม่ทิ้งหลักการ”  ทั้งๆ ที่พรรคส้มประกาศ “หลักการต่อต้านใบอนุญาตที่ 2” ของรัฐพันลึกมาตลอด แต่กลับโหวตอนุทินตามใบอนุญาตที่ 2 ของรัฐพันลึก แบบนี้จะไม่เรียกว่า “เขียนหลักการด้วยมือ แต่ลบด้วยเท้า” ได้อย่างไร

ยิ่งกว่านั้น การโหวตตามหวยล็อกของรัฐพันลึก ก็คือการเลือกให้ความร่วมมือกับรัฐพันลึกโดยตรง ในเกมการเมืองเปลี่ยนรัฐบาลที่รัฐพันลึกใช้ “อำนาจนอกระบบรัฐสภา” ถอดถอนแพทองธาร ชินวัตรจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเบรกรักษาการนายกฯ พรรคเพื่อไทยยุบสภา แล้วใช้ “อำนาจในระบบรัฐสภา” ล็อกให้พรรคน้ำเงินขึ้นเป็นรัฐบาลโดยพรรคส้มโหวตให้ “ครบทุกเสียง” ผ่าน “เกมต่อรองอำนาจทางการเมือง MOA” อย่างที่ทุกคนเห็น

ดังนั้น ในทางการเมือง พรรคส้มกับพรรคน้ำเงินจึง “สมประโยชน์กัน” ที่ได้เขี่ยพรรคคู่แข่งอย่างเพื่อไทยตกไปเป็นฝ่ายค้าน และกลายเป็นพรรคอันดับ 3 แต่พรรคส้มถูกพรรคน้ำเงินหลอกเรื่องจะให้เสียง สว.ฮั้ว สนับสนุนแก้รัฐธรรมนูญ และพรรคน้ำเงินโตขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยการดูด ส.ส. จากพรรคอื่นๆ รีบย้ายข้าราชการจำนวนมากรองรับการเลือกตั้งใหม่ ประกอบกับมี กกต. ที่มาจากการเลือกของ สว.ฮั้วคุมเลือกตั้ง จึงทำให้พรรคน้ำเงินชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย

น่าเศร้าที่ผู้นำจิตวิญญาณพรรคส้ม อย่าง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” มองข้ามทั้งปัญหาคดีทุจริตฮั้ว สว., การดูด ส.ส., การย้ายข้าราชการรองรับการเลือกตั้ง และการที่พรรคน้ำเงินคุม กกต.ได้ว่าจะไม่ส่งผลต่อการ “แพ้-ชนะเลือกตั้ง” ได้จริง เพราะเลือกตั้งปี 2566 รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชาก็คุมได้หมด แต่พรรคก้าวไกลก็ชนะ

โฆษณา - Advertising

มุมมองเช่นนั้นสะท้อนปัญหาสำคัญหนึ่งของฝ่ายก้าวหน้า คือ การมองข้ามความจริงที่ว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยมมีการเรียนรู้ ปรับยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการรุก การดักทาง และการเอาชนะฝ่ายก้าวหน้า “ด้วยวิธีพิศดาร” ได้อยู่เสมอมา แม้กระทั่ง “ใช้ฝ่ายก่าวหน้าเป็นเครื่องมือทำลายตัวเอง” เช่น หลอกให้พรรคส้มโหวตอนุทินเพื่อมาฆ่าพรรคส้มเสียเอง เป็นต้น

สรุปการปรับกลยุทธ์ของฝ่ายอนุรักษ์นิยมให้เห็นภาพชัดขึ้น คือ รัฐประหาร 2549 ฝ่ายอนุรักษ์นิยมรู้สึกว่า “เสียของ” จึงทำรัฐประหาร 2557 เพื่อไม่ให้เสียของ เลือกตั้งปี 2566 พรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมแพ้ แต่ก็ใช้กลยุทธ์ทำให้พรรคแดงกับพรรคส้มแตกกันและเกลียดชังกันได้สำเร็จ จนกระทั่งหลอกใช้พรรคส้มเป็นเครื่องมือโหวตอนุทินตามหวยล็อกของรัฐพันลึก เพื่อให้พรรคน้ำเงินมีอำนาจเคลียร์คดีตนเอง และเอาชนะพรรคส้มได้สำเร็จ แล้วรัฐพันลึกก็จัดการกับ 44 อดีต ส.ส.ก้าวไกลที่เซ็นต์ชื่อเสนอแก้ 112 ทันที หลังทราบผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ

กับความพ่ายแพ้ในวันนี้ แทนที่ฝ่ายก้าวหน้าจะกล่าวโทษฝ่ายอื่นว่า romanticize การขายสิทธิ์ขายเสียงของคนระดับชาวบ้านว่าพวกเขามองข้ามความเป็นจริงว่าการโกงเลือกตั้งเป็นปัญหาใหญ่ทางการเมืองจริงๆ แต่ควรจะทำความเข้าใจอีกฝ่ายด้วยว่าไม่ใช่พวกเขามองว่าการซื้อสิทธิ์ขายเสียงไม่เป็นปัญหา เพราะทุกคนต่างรู้ว่ามัน “ผิดกฎหมาย” อยู่แล้ว แต่แทนที่จะ “ชี้” ไปที่คนระดับชาวบ้าน เหมือนที่ทำกันมาตลอด ควรเรียกร้องไปที่ กกต. รัฐบาล หรือเจ้าหน้าที่รัฐให้จัดการเลือกตั้งอย่างสุจริตยุติธรรมให้ได้จริงๆ หรือเอาคนซื้อเสียงมาลงโทษตามกฎหมายได้จริงๆ เสียที

ถึงที่สุดแล้วฝ่ายก้าวหน้าก็ควรจะทบทวนตนเองว่าตั้งแต่หลังเลือกตั้งปี 2566 เป็นต้นมา ทำไมพวกตนจึง romanticize “การเมืองแบบไม่ยอมแปดเปื้อน” ของพรรคส้มกันมากขนาดนั้น จากกระแส #มีกรณ์ไม่มีกู ที่ทำให้พรรคส้มไม่ยอมจับมือพรรคอื่นๆ ที่มีอุดมการณ์ตรงข้ามเลย จึงทำให้ตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ มาถึงการโหวตอนุทินก็ romanticize การเมืองแบบไม่แปดเปื้อนว่าที่พรรคส้มไม่ร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทย ก็เพราะต้อง “รักษาสัจจะ” ที่ประกาศไปแล้วว่า “จะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคใดในสภาชุดนี้” และถ้าร่วมรัฐบาลกับพรรคน้ำเงิน ก็จะทำให้พรรคส้มมีมลทินมัวหมอง เพราะไปร่วมรัฐบาลกับพรรคของรัฐพันลึก แทนที่จะคิดอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงว่า ด้วยอำนาจต่อรองของพรรคอันดับ 1 พรรคส้มก็น่าจะได้กระทรวงเกรดเอ หรือได้ส่ง “มือดี” ไปเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม เพื่อทำเรื่องคืนสิทธิประกันตัวนักโทษ 112 เป็นต้น

โฆษณา - Advertising

แต่จริงๆ แล้ว ฝ่ายก้าวหน้าที่ romanticize การรักษาคำพูดของพรรคส้ม ก็กลับไม่ได้ตระหนักเลยว่าระหว่าง “การผิดคำพูด” (ว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคใดในสภาชุดนี้) กับ “การผิดหลัการ” ด้วยการโหวตอนุทินตามหวยล็อกของรัฐพันลึก อะไรเป็นความผิดทางการเมืองที่ร้ายแรงมากกว่า พวกเขาจึงหลับหูหลับตา romanticize การโหวตอนุทินจนส่งผลเสียหายที่คาดไม่ถึงในวันนี้

ยิ่งกว่านั้น ฝ่ายก้าวหน้าที่ romanticize การโหวตอนุทิน ก็ไม่เคยตั้งคำถามเลยด้วยซ้ำว่าทำไมใน “ช่วงเวลาที่พรรคส้มมีอำนาจต่อรองทางการเมืองมากที่สุด” จึงไม่ได้ใส่แม้แต่ “เงื่อนไขการคืนสิทธิประกันตัวใน MOA” ทั้งๆ พรรคส้มและฝ่ายก้าวหน้าด่าเพื่อไทยที่ไม่โหวตรับร่างกฎหมายนิรโทษกรรม 112 ของภาคประชาชนมาตลอดว่า “เมื่อมีอำนาจจะช่วยได้ก็ไม่ยอมช่วย” แต่พอถึงเวลาที่พรรคส้มมีอำนาจต่อรองมากที่สุด ก็กลับไม่คิดถึงเรื่องช่วยมิตรร่วมสู้ออกจากคุกเลยเช่นกัน

กลายเป็นว่าเพราะฝ่ายก้าวหน้า romanticize การเมืองแบบไม่แปดเปื้อนของพรรคส้มให้ “ดีเกินจริง” ในด้านกลับก็ “ตีตราประทับ” ให้กับการเมืองที่เดินตามกติกาที่มีอยู่จริงแบบเพื่อไทยให้ดู “เลวร้ายเกินจริง” ด้วย และจึงยิ่ง “เข้าทาง” ฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ต้องการให้แดง-ส้มแตกคอไม่เผาผีกัน จนกระทั่งพวกเขาหลอกใช้พรรคส้มเป็นเครื่องมือทำลายพรรคส้มเองได้ในที่สุด!

 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising