Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

รายงานพิเศษจากสื่อ Rest of World เมื่อจีนเดินหน้าสร้าง "ศูนย์ฝึกอบรมหุ่นยนต์" กว่า 40 แห่งทั่วประเทศ ให้แรงงานคนสวม VR แสดงท่าทางซ้ำนับร้อยครั้งต่อวันเพื่อสะสมข้อมูลให้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เรียนรู้ แม้รัฐบาลจะทุ่มสนับสนุนเต็มที่ แต่นักวิจัยและหน่วยงานวางแผนเศรษฐกิจเตือนความเสี่ยงฟองสบู่ที่กำลังก่อตัว

"แรงงานไซเบอร์" อาชีพใหม่แห่งยุคหุ่นยนต์


ภาพจาก: 中国名牌网

ภายในสำนักงานที่มีแสงไฟสว่างจ้าในเซี่ยงไฮ้ พนักงานรายหนึ่งต้องสวมแว่น VR (Virtual Reality - VR) และอุปกรณ์ช่วยพยุงแขน  เพื่อสวมบทบาทสมมติในการเปิดประตูไมโครเวฟ เขาต้องทำท่าทางเดิมซ้ำ ๆ หลายร้อยครั้งต่อวันเพื่อให้ 'หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์' (Humanoid robot) ที่อยู่ข้าง ๆ เรียนรู้และจดจำการเคลื่อนไหว ในวันอื่น ๆ เขายังต้องทำท่าทางเลียนแบบการพับผ้าหรือการวางบล็อกไม้ซ้อนกัน เพื่อสะสมข้อมูลให้เครื่องจักรทำงานเหล่านี้ได้เอง

คิม (Kim) นักศึกษาคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ วัย 20 ปี ทำงานเป็นผู้ฝึกสอนหุ่นยนต์ในบริษัทสตาร์ทอัพด้านโรโบติกส์ชั้นนำ เขาเป็นหนึ่งในผู้ฝึกสอนจำนวนหลายร้อยคนทั่วประเทศจีนที่มีหน้าที่สร้างข้อมูลการเคลื่อนไหวให้กับหุ่นยนต์ ซึ่งรัฐบาลจีนมองว่าเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มผลผลิต แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และตอกย้ำความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีในปี 2026 นี้

“พวกเราเรียกตัวเองว่า 'แรงงานไซเบอร์' (Cyber-laborers)” คิมกล่าวกับ Rest of World โดยใช้ชื่อสมมติเนื่องจากเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ข้อมมูลแก่สื่อมวลชน “มันเป็นงานที่ดีนะ แม้จะน่าเบื่อไปสักหน่อยก็ตาม”

คนทำงานเช่น คิม เป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ของจีนในการก้าวสู่การเป็นมหาอำนาจด้านหุ่นยนต์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นสมรภูมิลำดับถัดไปในการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน ในช่วงต้นปี 2025 รัฐบาลจีนได้กำหนดให้ 'ปัญญาประดิษฐ์ในร่างกายภาพ' (Embodied Intelligence) หรือ AI ในรูปแบบของหุ่นยนต์ เป็นภารกิจสำคัญเร่งด่วนของประเทศ ส่งผลให้เกิดกระแสการลงทุนอย่างบ้าคลั่งในการพัฒนาหุ่นยนต์ รวมถึงหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ที่หวังว่าจะสามารถคิดและปฏิบัติงานได้เหมือนมนุษย์ในอนาคต

ความสำเร็จในระดับโลกของการฝึกฝนแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models - LLM) ด้วยชุดข้อมูลมหาศาล ได้กระตุ้นความเชื่อที่ว่าวิธีการขยายขนาดข้อมูลแบบเดียวกันนี้อาจใช้ได้ผลกับหุ่นยนต์เช่นกัน อย่างไรก็ตาม วิทยาการหุ่นยนต์ ต้องการชุดข้อมูลที่ซับซ้อนกว่ามาก ทั้งข้อมูลการมองเห็น การเคลื่อนไหวของข้อต่อ และการหมุน ซึ่งไม่สามารถดึงข้อมูล ได้ง่าย ๆ จากอินเทอร์เน็ต หรือสร้างขึ้นมาด้วยระบบจำลองเพียงอย่างเดียว

จีนทุ่มสร้างโรงงานข้อมูล ตั้งเป้าแก้ปัญหาขาดแคลนข้อมูล


ภาพจาก: hubeidaily.net

ณ ต้นปี 2026 มีบริษัทหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ 150 แห่งในประเทศจีน

รัฐบาลท้องถิ่นในประเทศจีนกำลังเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนข้อมูลเหล่านี้ผ่าน "ศูนย์ฝึกอบรมหุ่นยนต์" ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ โดยฐานปฏิบัติการเหล่านี้มักถูกสร้างขึ้นโดยรัฐบาลท้องถิ่นและบริหารจัดการโดยบริษัทด้านวิทยาการหุ่นยนต์ รายงานจากสื่อของรัฐระบุว่า ศูนย์เหล่านี้มักใช้พื้นที่สำนักงานขนาดหลายพันตารางเมตร และติดตั้งหุ่นยนต์จำนวนหลายสิบตัว ซึ่งมีผู้ฝึกสอนเช่น คิม ทำหน้าที่แสดงท่าทางในชีวิตประจำวันซ้ำไปซ้ำมาเพื่อสร้างข้อมูลการเคลื่อนไหวที่สำคัญ

ข้อมูลจาก Interact Analysis บริษัทด้านการวิเคราะห์ข้อมูลระบุว่า ณ เดือนธันวาคม 2026 มีการประกาศจัดตั้งศูนย์เก็บข้อมูลหุ่นยนต์ของรัฐไปแล้วมากกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ โดยในจำนวนนี้มีประมาณ 24 แห่งที่เริ่มเปิดใช้งานจริงแล้ว

หนึ่งในศูนย์ฝึกอบรมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือยู่ในเขตชานเมืองปักกิ่ง ซึ่งก่อตั้งโดยรัฐบาลท้องถิ่นซื่อจิ่งซาน ร่วมกับบริษัทหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ อย่าง Leju โดยครอบคลุมพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร (108,000 ตารางฟุต) ตามแถลงการณ์ของรัฐบาลระบุว่า ศูนย์แห่งนี้จัดเตรียมสถานการณ์จำลองเฉพาะทางไว้ถึง 16 รูปแบบสำหรับการฝึกฝนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ รวมถึงสภาพแวดล้อมที่เลียนแบบสายการผลิตรถยนต์ บ้านอัจฉริยะ (Smart home) และสถานดูแลผู้สูงอายุ

โฆษกของโครงการได้ระบุในแถลงการณ์ว่า “มันเหมือนกับการสอนเด็กให้หัดเดินที่ต้องผ่านการฝึกซ้อมอย่างหนัก ค่ายฝึกอบรมนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนข้อมูล” โดยข้อมูลมาตรฐานขนาดใหญ่ที่ถูกผลิตขึ้นนี้สามารถแบ่งปันให้ใช้ร่วมกันได้ทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพของข้อมูลที่แต่ละบริษัทผลิตขึ้นเอง

ในขณะเดียวกัน ศูนย์เก็บข้อมูลของรัฐบาลอีกแห่งหนึ่งในมณฑลหูเป่ย์ มีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เกือบ 100 ตัวที่ถูกควบคุมโดยมนุษย์ เพื่อฝึกซ้อมการเคลื่อนไหวต่าง ๆ เช่น การพับผ้า การรีดผ้า และการเช็ดโต๊ะซ้ำ ๆ หลายร้อยครั้งต่อวัน

อย่างไรก็ตาม แม้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนบริษัทสตาร์ทอัพ ขนาดเล็กที่ไม่มีงบประมาณสร้างพื้นที่ฝึกฝนของตนเองได้ แต่การเร่งสร้างมากเกินไปก็อาจเสี่ยงต่อสภาวะล้นตลาด มาร์โก หวาง (Marco Wang) นักวิเคราะห์จาก Interact Analysis กล่าวกับ Rest of World ว่า “มันมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะฟองสบู่ในอุตสาหกรรมนี้ได้”

ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ทั่วโลกอาจมีมูลค่าสูงถึง 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2035 โดยคาดว่ายอดการจัดส่งจะสูงถึง 250,000 ตัวเร็วที่สุดในปี 2030 ตามการประมาณการของ Goldman Sachs ซึ่งในขณะนี้บริษัทจากจีนและสหรัฐฯ กำลังขึ้นแท่นเป็นผู้นำในการแข่งขันพัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะที่สามารถใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์ ตลอดจนทำงานที่ต้องใช้แรงงานหรืองานบ้านต่าง ๆ ได้

ผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้ประกอบด้วยบริษัทจากสหรัฐฯ อย่าง Figure ซึ่งเพิ่งถูกประเมินมูลค่าไว้ที่ 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์ รวมถึง 1X และ Tesla ขณะที่ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ชั้นนำของจีนอย่าง Unitree Technology, Galbot และ AgiBot ต่างก็มีมูลค่าบริษัทพุ่งสูงเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะ Unitree ที่มีแผนจะจดทะเบียนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ในปี 2026 นี้

แม้แต่บริษัทในสหรัฐฯ เองก็ได้มีการว่าจ้างมนุษย์เพื่อผลิตข้อมูลสำหรับการฝึกฝนหุ่นยนต์เช่นกัน แต่อยู่ในขนาดที่เล็กกว่ามาก โดย Tesla มีพนักงานจำนวนหลายสิบคนคอยแสดงท่าทางการเคลื่อนไหวเพื่อฝึกสอนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ รุ่น Optimus ของตน

ขณะที่การเติบโตของหุ่นยนต์ในซิลิคอนวัลเลย์ ถูกขับเคลื่อนโดยเงินลงทุนจากกลุ่มทุนร่วมเสี่ยง (Venture Capital) แต่อุตสาหกรรมในจีนกลับได้รับการกระตุ้นอย่างรุนแรงจากการสนับสนุนของรัฐบาล ซึ่งจีนมักใช้นโยบายอุตสาหกรรมเพื่อผลักดันสาขาที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ แม้ว่าที่ผ่านมาจะเคยนำไปสู่การสิ้นเปลืองทรัพยากร การผลิตที่มากเกินความต้องการ และสงครามราคาก็ตาม เช่นเดียวกับในช่วงปี 2000 ที่รัฐบาลกลางสั่งให้ผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle - EV) จนทำให้หลายมณฑลและหลายเมืองต่างแข่งขันกันอัดฉีดเงินอุดหนุน ลดหย่อนภาษี และให้เงินกู้ โดยหน่วยงานรัฐและบริษัทรถบัสของรัฐได้เป็นผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้ากลุ่มแรกก่อนที่เทคโนโลยีจะพัฒนาจนดีพอสำหรับผู้บริโภคทั่วไป

ในปัจจุบัน จีนกำลังใช้แนวทางที่คล้ายกันนี้เพื่อสร้างการเติบโตให้อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ นอกเหนือจากการสร้างศูนย์เก็บข้อมูลแล้ว รัฐบาลท้องถิ่นยังได้จัดตั้งกองทุนปัญญาประดิษฐ์ในร่างกายภาพ (Embodied AI Funds) พร้อมทั้งให้เงินอุดหนุนแก่บริษัทต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงทรัพยากรด้านการประมวลผล และเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนด้านนี้ในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ

“รัฐบาลกลางกำลังส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังรัฐบาลท้องถิ่น โดยคาดหวังให้มีการสนับสนุนที่จับต้องได้แก่บริษัทในพื้นที่” พาฟโล ซเวนีโฮรอดสกี (Pavlo Zvenyhorodskyi) นักวิเคราะห์จากสถาบันคลังสมอง Carnegie Endowment for International Peace กล่าวกับ Rest of World “รัฐบาลท้องถิ่นแต่ละแห่งต่างกำลังใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออกมาตรการสนับสนุนต่าง ๆ”

เนื่องจากการนำหุ่นยนต์มาใช้ในเชิงพาณิชย์ในวงกว้างอาจยังต้องใช้เวลาอีกนาน คำสั่งซื้อหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ รายใหญ่ที่สุดในจีนบางส่วนจึงมาจากภาคส่วนสาธารณะ รวมถึงศูนย์ฝึกอบรมเหล่านี้ด้วย ล่าสุดบริษัท UBTech Robotics จากเซินเจิ้น ได้ตกลงขายหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ มูลค่ารวมกว่า 566 ล้านหยวน (ประมาณ 80 ล้านดอลลาร์) ให้กับศูนย์เก็บข้อมูล 3 แห่งในมณฑลเจียงซี, กว่างซี และเสฉวน

China Mobile ผู้ให้บริการโทรคมนาคมของรัฐบาลจีน ได้สั่งซื้อหุ่นยนต์จากผู้ผลิตชั้นนำอย่าง Unitree และ AgiBot คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 124 ล้านหยวน (ประมาณ 17.6 ล้านดอลลาร์) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 โดยหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในงานวิจัย การบริการลูกค้า และการตรวจตราความปลอดภัย

ความหวังและความเสี่ยง ฟองสบู่กำลังก่อตัวในวงการหุ่นยนต์จีน


ภาพจาก: 中国名牌网

อย่างไรก็ตาม ความกังวลเรื่องสภาวะล้นตลาดเริ่มรุนแรงขึ้น โดยในเดือนพฤศจิกายน 2025 คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) ซึ่งเป็นหน่วยงานวางแผนเศรษฐกิจของจีน ได้ออกคำเตือนที่หาได้ยากเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะฟองสบู่ในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ โดยโฆษกของหน่วยงานระบุว่า ปัจจุบันมีบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านนี้ในจีนมากกว่า 150 แห่งแล้ว

การแพร่ขยายของศูนย์เก็บข้อมูลเกิดขึ้นในขณะที่เหล่านักวิจัยด้านวิทยาการหุ่นยนต์ยังคงถกเถียงกันว่า การบันทึกข้อมูลการเคลื่อนไหวของมนุษย์ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้แรงงานและเวลาจำนวนมหาศาลนั้น เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างหุ่นยนต์อัจฉริยะจริงหรือไม่ โดยนักวิจัยบางส่วนกำลังแสวงหาแนวทางเลือกอื่น เช่น การใช้ระบบจำลองแบบดิจิทัล (Digital simulation) หรือการเก็บข้อมูลจากหุ่นยนต์ที่กำลังปฏิบัติงานจริงในหน้างานต่าง ๆ

เคน โกลด์เบิร์ก (Ken Goldberg) นักวิจัยด้านวิทยาการหุ่นยนต์จาก มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ กล่าวกับ Rest of World ว่า ความคุ้มค่าของโรงงานข้อมูลในจีนนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด

“มันเป็นความพยายามที่น่ายกย่อง และตอนนี้ก็มีความหวังอย่างมากว่าวิธีการนี้จะประสบความสำเร็จ” โกลด์เบิร์กกล่าว “ แต่มันล่าช้า ต่อให้คุณมีคนทำงานเป็นร้อยเป็นพันคน แต่มันก็ยังต้องใช้เวลานานมากกกว่าจะได้ข้อมูลที่เพียงพอ”


ที่มา:
In Chinese data factories, workers teach humanoid robots boring tasks (Viola Zhou and Kinling Lo, Rest of World, 7 January 2026)

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง