หากพูดถึงเด็กและเยาวชน หลายคนคงนึกถึงภาพเด็กและเยาวชนในระบบการศึกษาของรัฐ เอกชน การศึกษาทางเลือก หรือการศึกษานอกโรงเรียน แต่ยังมีเยาวชนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้ทำงานและไม่ได้อยู่ในระหว่างการศึกษาหรือรับการฝึกอบรม หรือที่เรียกว่า NEET (Not in Employment, Education, or Training)
บริบทหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 (ช่วงปี 2563-2564) ก่อให้เด็กและเยาวชนเกิดการเรียนรู้ที่ถดถอย การตกงาน หรือการหางานที่ยากขึ้น และใช้เวลานานขึ้น ตลอดจนโอกาสในการเรียนรู้และการเข้าถึงการฝึกอบรมทักษะที่ลดลง ทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกิดความท้อแท้ และขาดแรงจูงใจในการเรียนหนังสือ ฝึกทักษะ หรือหางาน และกลายเป็นกลุ่ม NEET มากขึ้น
เยาวชนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่าการศึกษาปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์การเตรียมความพร้อม เพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต รวมไปถึงปัญหาความเครียดของคนวัยเรียนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในเวลาเดียวกัน เด็กและเยาวชนก็ยังรู้สึกว่าไม่มีพื้นที่ปลอดภัยที่จะให้พวกเขาได้แสดงความคิดเห็นหรือมีส่วนร่วมกับการแก้ปัญหาต่างๆ อย่างเพียงพอ
ด้วยเหตุนี้นำมาสู่การพูดคุยกับฝ่ายการพัฒนาวัยรุ่นและการมีส่วนร่วม (Adolescent Development and Participation) องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย เพื่อหาทางสนับสนุนเด็กกลุ่มนี้กัน
จำนวน NEET ที่เพิ่มขึ้น สะท้อน NEED ที่ต้องแก้ไข
Need Prosperity
ปัจจัยที่ทำให้เป็นเด็ก NEET
'ฟ้า' วิลสา พงศธร เจ้าหน้าที่ฝ่ายการพัฒนาวัยรุ่นและการมีส่วนร่วม กล่าวว่า งานวิจัยเชิงลึกชิ้นแรกที่นำเสนอภาพรวมเกี่ยวกับเยาวชนกลุ่ม NEET ในประเทศไทย โดยศึกษาปัจจัยที่ทำให้เยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษาและตลาดแรงงาน จัดทำโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสนับสนุนโดยองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ระบุว่ามีเยาวชนอายุระหว่าง 15-24 ปีประมาณ 1.4 ล้านคน เป็นกลุ่ม NEET (หรือคิดเป็นร้อยละ 15 ของเยาวชนทั้งหมด) และยังพบว่า เยาวชนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 68) ขาดแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะ หรือหางานทำ
'ฟ้า' วิลสา พงศธร
วิสลา ระบุต่อว่า สิ่งที่เราเจอ คือ เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาเยอะขึ้นในช่วง 3 ปีของการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงเวลาในการทำงานลดลง เนื่องจากนายจ้างลดค่าใช้จ่ายในช่วงปี พ.ศ. 2564-2565 ยูนิเซฟได้มีการผลักดันเชิงนโยบาย ให้ NEET เป็นตัวชี้วัดหนึ่งในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 และอยู่ในแผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี ของกระทรวงแรงงาน ที่ระบุในตัวชี้วัดว่า จำนวนเยาวชน ที่เดิมไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา การจ้างงาน หรือการฝึกอบรม ได้รับการฝึกอบรมและมีงานทำ 100,000 คน ภายในปี พ.ศ. 2570
อ้างอิงจากรายงานที่ทำร่วมกันระหว่างยูนิเซฟ และจุฬาฯ พบด้วยว่า ประมาณร้อยละ 70 ของเยาวชนกลุ่ม NEET เป็นผู้หญิง ซึ่งส่วนใหญ่ออกจากโรงเรียนเมื่อตั้งครรภ์ หรือมีภาระต้องดูแลคนในครอบครัว
"สาเหตุที่ทำให้เยาวชนกลายเป็นกลุ่ม NEET นั้นซับซ้อน และมีหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเพศ เชื้อชาติ สุขภาพ ระดับการศึกษา การขาดโอกาสและแรงสนับสนุน สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อนฝูง และสภาพแวดล้อมรอบตัว ตลอดจนการทำงานที่ไม่ตรงกับความสามารถ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้เด็กและเยาวชนมีความเสี่ยงในการเป็น NEET" วิสลา กล่าว
วิสลา ระบุต่อว่า เธอทำงานร่วมกับหลายๆ หน่วยงานอย่างสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงแรงงาน และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่ตามหาน้องๆ ที่เป็น NEET เก็บข้อมูล และทำงานร่วมกับพวกเขาเพื่อที่จะดึงเขากลับมาสู่การศึกษาหรือการทำงาน และถอดบทเรียนว่าการทำงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมมีกลไกและโครงสร้างอะไรที่สำคัญบ้าง แล้วนำไปขยายผลในพื้นที่ต่าง ๆ ต่อไป
ในส่วนของการพัฒนาทักษะ ทักษะหลักๆ ที่นายจ้างมองหาคือ soft skills หรือทักษะในศตวรรษที่ 21 เช่น การจัดการอารมณ์ การจัดการเวลา การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม ทักษะดิจิทัล การแก้ปัญหา และความยืดหยุ่น เพื่อที่จะสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และเรายังมีความร่วมมือกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ หรือ TPQI ซึ่งได้พัฒนา E-Workforce Ecosystem Platform เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับกำลังคนในประเทศ โดยแพลตฟอร์มนี้ สามารถให้ข้อมูลสถานการณ์ตลาดแรงงานที่เป็นปัจจุบัน มีระบบ E-Portfolio เพื่อสะสมข้อมูลการเรียนรู้และประสบการณ์ มีระบบ E-Training ที่มอบหลักสูตรการฝึกอบรมออนไลน์ต่าง ๆ ที่หลากหลาย ระบบ Credit Bank และ E-Coupon เพื่อใช้ในการสนับสนุนการเรียนรู้ และมีใบประกาศนียบัตรให้หลังเรียนจบหลักสูตร โดยปีนี้ยูนิเซฟมีแผนที่จะไปทดสอบ EWE Platform กับเยาวชนเพื่อพัฒนาระบบการประเมินทักษะเบื้องต้นและการแนะแนวอาชีพให้เป็นที่น่าดึงดูดใจเยาวชนมากขึ้น
Need Health Promotion
ศิริรัฐ ชุณศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาวัยรุ่น ให้สัมภาษณ์จากมุมมองของการระดับด้านสุขภาพ และความต้องการของกลุ่ม NEET ระบุว่า ผลสำรวจปี 2565 ยูนิเซฟ สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย และ กรมกิจการเด็กและเยาวชนพบข้อมูลอีกส่วน คือ เด็กและเยาวชนกว่า 7 ใน 10 คน กล่าวว่าวิกฤตโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ โดยพวกเขามีความเครียด วิตกกังวลและเบื่อหน่าย นอกจากนี้ เด็กและเยาวชนเกินครึ่งรู้สึกกังวลด้านการเรียน การสอบ และโอกาสในการศึกษาต่อ เนื่องจากการปิดโรงเรียนเป็นระยะเวลานาน ในขณะที่ ร้อยละ 7 รู้สึกกังวลเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เช่น การทะเลาะกันของผู้ปกครองและการทำร้ายร่างกาย
ศิริรัฐ กล่าวต่อว่า ปัญหาสุขภาพจิตเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ส่งผลให้เด็กออกจากระบบการศึกษาหรือการเรียนรู้ต่างๆ การทำให้พื้นที่การเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นในบ้าน ในห้องเรียน หรือในชุมชนเป็นพื้นที่ปลอดภัย จึงเป็นการสร้างต้นทุนในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก
ศิริรัฐ กล่าวว่า จากการเชิญภาคส่วนต่างๆ มาร่วมหารือ ไม่ว่าจะเป็นความเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาระบบบริการสุขภาพจิตตั้งแต่ต้น และวางแผนขับเคลื่อนงานต่อ อย่างสุขภาพจิต หรือกรมสุขภาพจิต
ยูนิเซฟจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการส่งเสริมสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่น มีการเชิญผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆมาให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์และปัญหาในระบบบริการด้านสุขภาพจิตตั้งแต่ต้น และวางแผนขับเคลื่อนงานต่อ อย่างงานสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต ก็เห็นด้วยว่าควรมีคณะทำงานเฉพาะมาขับเคลื่อนโดยมีภาคส่วนอื่นนอกเหนือจากสายสุขภาพมาร่วมทำงานด้วยกันเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ซึ่งส่วนนี้ยูนิเซฟก็ได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง หารือและตกลงร่วมกัน โดยศึกษาและวิจัยระบบบริการว่าสามารถรองรับต่อสถานการณ์สุขภาพจิตเพียงพอหรือไม่
เด็กหนึ่งคนสามารถอยู่ได้ในหลายบริบท มีความเสี่ยงได้หลายรูปแบบเมื่อเราเข้าไปศึกษาเบื้องหลังชีวิตเขาดูอย่างละเอียด จะเจอว่าจำนวนมากอยู่ในครอบครัวที่ไม่มีความพร้อม และตัวเด็กเองหรือผู้ดูแลก็มีปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งเด็กและครอบครัวยังเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพจิตหรือบริการที่มียังไม่ได้มีการให้บริการอย่างต่อเนื่องและเชื่อมโยงกันมากพอ
ศิริรัฐ ระบุว่า แนวคิดของโครงการตอนนี้ยูนิเซฟ พยายามเข้าไปมีส่วนร่วมกับการสนับสนุนหน่วยงานหลักให้สามารถเพิ่มศักยภาพของผู้ให้บริการ ให้เกิดระบบการทำงานร่วมกัน และเป็นมาตรฐาน ซึ่งจะนำไปสู่การต่อยอดในอนาคต ยกตัวอย่าง แนวคิดของโครงการของยูนิเซฟตอนนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้ และการคลี่ปัญหาทางด้านสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน
การพัฒนาต้องการการมีส่วนร่วมจากเด็กและเยาวชน การสนับสนุนของผู้ปฏิบัติงาน และผู้กำหนดนโยบายระดับสูง
ศิริรัฐ กล่าวว่า การพัฒนาบริการ เราจะเชิญน้องๆที่เป็นกลุ่มเป้าหมายมาทดลองใช้บริการ หรือเมื่อใช้บริการแล้วจะมีระบบสอบถามความพึงพอใจ เราจะใช้กระบวนการการมีส่วนร่วมของเยาวชนตั้งแต่การออกแบบแผนงาน ทดสอบ เผื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานของเยาวชนได้มากขึ้น ให้เยาวชนเป็นส่วนหนึ่งในคณะทำงาน เพราะพวกเขาเป็น “เจ้าของปัญหา"
ตัวแทนของยูนิเซฟ กล่าวว่า โจทย์ที่ว่าเราจะทำอย่างไรกับความเครียดของเยาวชนในช่วงนั้น ทำให้เกิดการเกิดการออกแบบร่วมกันทั้งงานในด้านสุขภาพจิต การพัฒนาทักษะ และสร้างการมีส่วนร่วมของเยาวชน ความท้าทายต่าง ๆ ในการจัดการปัญหาเยาวชนกลุ่ม NEET เช่น การขาดนโยบายร่วม และการขาดการประสานงานหรือการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้บริการต่าง ๆ ทั้งในด้านการศึกษา การฝึกอบรม และการจัดหางาน แยกส่วน และไม่สอดคล้องกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยผู้นำและความมุ่งมั่นจากผู้กำหนดนโยบายในระดับสูงในการแก้ปัญหาดังกล่าว
Need Participation : ช่องทางการมีส่วนร่วมของเยาวชนในนโยบายระดับชาติมีจำกัด
จอมขวัญ ขวัญยืน เจ้าหน้าที่ฝ่ายการพัฒนาวัยรุ่นและการมีส่วนร่วม มองว่า คือการทำให้เสียงของเยาวชนซึ่งควรเป็นผู้กำหนดนโยบายดังขึ้นมา และมีส่วนร่วมกับกระบวนการตัดสินใจ เพื่อกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับพวกเขามากที่สุด
จอมขวัญ ระบุต่อว่า ปัญหาเรื่องการมีส่วนร่วมของวัยรุ่นเป็นปัญหาที่สะสมมายาวนาน และมาปะทุอย่างชัดเจนในช่วง 3-4 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางความคิดของคนต่างรุ่นในสังคม
ตัวแทนฝ่ายการพัฒนาวัยรุ่น มองด้วยว่า พื้นที่ในการแสดงออกของวัยรุ่นและเยาวชนมีค่อนข้างจำกัด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือสภาเด็กและเยาวชน คือกลไกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ได้กำหนดให้ขยายสภาเด็กฯ ลงไปถึงระดับตำบล
อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงจากแบบสำรวจเด็กและเยาวชนกว่า 30,000 คนทั่วประเทศที่เราทำร่วมกับสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย และกรมกิจการเด็กฯ เมื่อเดือน มิ.ย. 2566 พบว่า 29 เปอร์เซ็นต์ของเยาวชนผู้ตอบแบบสอบถามทั่วประเทศ ไม่รู้จักสภาเด็กฯ และใน กทม.ตัวเลขยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปกว่า 33 เปอร์เซ็นต์ และอีกกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ที่บอกว่าเคยได้ยินแต่ชื่อ แต่ไม่รู้จักว่าสภาเด็กฯ ทำอะไร
"ข้อมูลนี้สะท้อนว่าเด็กเยาวชนยังไม่รู้จักหรือเข้าไม่ถึงกลไกหลักที่จะทำให้พวกเขาเข้าไปมีเสียงสะท้อนให้กับผู้กำหนดนโยบายในระดับต่างๆไปจนถึงระดับชาติ" ตัวแทนยูนิเซฟ กล่าว
เมื่อผู้ใหญ่ขาดทักษะทำงานร่วมกับเด็ก
จอมขวัญ ระบุต่อมาว่า ผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่กำหนกนโยบายอาจยังไม่มีความรู้หรือทักษะเพียงพอในการทำงานร่วมกับเด็กและเยาวชน
"เราอาจเคยได้ยินว่าผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน หรือผู้ใหญ่มีความรู้มีประสบการณ์มากกว่าเด็ก แต่ในยุคนี้เราใช้คำนี้ไม่ได้ทั้งหมดแล้ว อย่างเรื่องเทคโนโลยีที่เด็กรู้มากกว่าผู้ใหญ่มาก หรือเรื่องปัญหาสุขภาพจิตวัยรุ่น ใครจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีไปกว่าตัววัยรุ่นเอง ดังนั้น การทำงานผู้ใหญ่ต้องดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นและทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นเพื่อออกแบบนโยบายได้ตรงกับปัญหาและความต้องการมากที่สุด" จอมขวัญ กล่าวย้ำ
จอมขวัญ กล่าวว่า คำถามหนึ่งจากการสำรวจร่วมกับสภาเด็กฯ ล่าสุด คะแนนจาก 1-10 คิดว่าผู้ใหญ่ในสังคมรับฟังมากแค่ไหน คะแนนเฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ 5.04 กว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามให้คะแนนอยู่ที่ 1-5 ซึ่ง “ถ้าเป็นคะแนนสอบก็เรียกได้ว่าผู้ใหญ่อย่างพวกเรายังสอบไม่ผ่าน ยังทำให้เด็กรู้สึกว่าผู้ใหญ่รับฟังอย่างแท้จริงไม่ได้”
สร้างช่องทางให้เด็กได้สื่อสาร
จอมขวัญ กล่าวว่า ประเด็นที่สาม เด็กและเยาวชนเองก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิในการมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นหนึ่งในสิทธิเด็กที่มีความสำคัญมาก และอีกด้านหนึ่งคือเขาไม่ทราบว่าจะสื่อสารกับผู้ใหญ่อย่างไร โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเปราะบาง เช่น เยาวชนผู้มีความพิการ เยาวชนในพื้นที่ห่างไกล เยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษา นอกจากนี้ยังมีปัญหาการขาดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน กลัวว่าพูดไปแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงจริงหรือไม่ หรือจะปลอดภัยหรือไม่ ในขณะที่ผู้ใหญ่บางส่วนก็ยังคิดว่าเด็กที่แสดงความคิดเห็นหรือตั้งคำถามต้องการท้าทาย มากกว่าจะมองว่าคนรุ่นใหม่เหล่านี้ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคม
ข้อมูลดังกล่าวอาจไม่เกินจริงนัก เพราะว่าในข้างต้น รายงานของยูนิเซฟ กับจุฬาฯ ระบุว่า มีประชาชนทราบว่ามีสภาเด็กและเยาวชน และบทบาทในหน้าที่ในสัดส่วนที่น้อยมาก
จอมขวัญ กล่าวว่า ปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนอยากที่จะมาทำงานสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกับผู้ใหญ่เยอะมาก โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงสถานการณ์โควิด สิ่งที่ยูนิเซฟ มองคือต้องมีการสร้างช่องทางให้คนรุ่นใหม่ได้สะท้อนปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาและตัวตน และเพื่อทำให้ผู้ใหญ่ได้เห็นและเข้าใจศักยภาพของเด็กมากขึ้น ยูนิเซฟ เชื่อว่าถ้ามีช่องทางให้เด็กได้แสดงออกจะทำให้เห็นประโยชน์ของการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ใหญ่และเด็กมากขึ้น จอมขวัญ ระบุในแง่ดีว่า ตอนนี้เริ่มเห็นหลายๆหน่วยงานที่เริ่มให้เยาวชนเข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้น และเชื่อว่าจะนำไปสู่เกิดการแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากยิ่งขึ้น
"สุดท้ายแล้ว สิทธิการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ใช่แค่การรับฟังเสียงเป็นครั้งคราว แต่ยังหมายถึงการนำเสียงนั้นไปพิจารณาอย่างจริงจังตลอดกระบวนการออกแบบนโยบายหรือแก้ไขปัญหา ต้องมีการให้เสียงสะท้อนกลับและอัพเดทความก้าวหน้าไปยังเด็กและเยาวชนอยู่เสมอ กระบวนการมีส่วนร่วมที่มีความหมายแบบนี้จะทำให้เกิดความร่วมมืออย่างแท้จริงระหว่างคนต่างรุ่น และช่วยแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่อง NEET หรือสุขภาพจิตวัยรุ่นที่ปัญหาใหญ่ของประเทศในปัจจุบัน" จอมขวัญ กล่าว
