Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

รมว.พลังงาน แถลงมาตรการรับมือด้านพลังงานจากผลกระทบการสู้รบตะวันออกกลาง เตรียมประกาศมาตรการระงับการส่งออก เว้น ลาว และเมียนมา พร้อมเพิ่มสำรองน้ำมันในประเทศ โดยสถานการณ์ล่าสุดน้ำมันสำรองอยู่ได้ถึง 95 วัน ยืนยันกองทุนพลังงานมีศักยภาพสามารถตรึงราคาน้ำมันได้ 

 

5 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก The Reporters ถ่ายทอดสดออนไลน์วันนี้ (5 มี.ค. 69) เมื่อเวลา 16.40 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล อรรถพล​ ฤกษ์​พิบูลย์​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และคณะ แถลงต่อสื่อมวลชน ภายหลังการประชุมหารือเกี่ยวกับมาตรการพลังงาน ซึ่งได้รับผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลางว่า การประชุมในวันนี้เป็นการประเมินตัวเลขสำรองน้ำมัน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยพูดไว้ว่าสามารถใช้ภายในประเทศได้ 65 วัน ซึ่งตัวเลขนี้หมายถึงสถานการณ์ที่ไม่มีการนำเข้าน้ำมันเข้ามาในประเทศเลย ประเทศเราจะอยู่ได้แค่ 65 วัน แต่ทางรัฐบาลได้รับการยืนยันว่าจะมีน้ำมันทยอยเข้ามาที่ประเทศไทยอีกอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะอยู่ได้อีก 95 วัน และตัวเลขการนำเข้าน้ำมันจะมีเพิ่มเติมอีกเรื่อยๆ ในอนาคต ดังนั้น อยากทำความเข้าใจกับสาธารณชนก่อนว่า ไม่ใช่ว่า 65 วันแล้ว ประเทศเราจะไม่มีน้ำมันใช้ 

อรรถพล กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 2 คือรัฐบาลจะมีการประกาศระงับการส่งออกน้ำมัน ยกเว้น สปป.ลาว และประเทศเมียนมา เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีการพึ่งพาด้านพลังงานซึ่งกันและกันกับประเทศไทย โดยประเทศลาว เราก็มีการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ และประเทศเมียนมามีแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติที่ส่งมาป้อนประเทศไทยเพื่อนำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า ฉะนั้น จะมีการงดเว้นแค่ 2 ประเทศนี้เท่านั้น และเพื่อเป็นการช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย 

ต่อมา อรรถพล กล่าวด้วยว่า หลังจากนั้นจะมีการประกาศให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มน้ำมันสำรองจากเดิม 1% เพิ่มขึ้นเป็น 3% เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการเก็บน้ำมันสำรองเพิ่มขึ้นในบ้านของเรา 

รมว.พลังงาน กล่าวต่อว่า ในเรื่องราคาน้ำมัน จะมีการตรึงราคาน้ำมันไว้ 15 วันโดยใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเข้ามาช่วยโดยเฉพาะในส่วนของน้ำมันดีเซล ส่วนน้ำมันเบนซิน รัฐบาลจะช่วยเพียงบางส่วน 

ขณะที่ในกรณีของสถานการณ์ของก๊าซธรรมชาติ ซึ่งส่วนใหญ่นำมาผลิตกระแสไฟฟ้า โดยสัดส่วน 50-60% มาจากแหล่งก๊าซฯ ในประเทศเมียนมา และอีกส่วนหนึ่งมาจากประเทศกาตาร์ ผ่านช่องแคบฮอร์มุส ซึ่งเราประเมินแล้วว่าน่าจะมีปัญหา แต่อย่างไรก็ดี มีบางส่วนหลุดจากช่องแคบมาแล้ว แต่ยังมีอีก 3 ลำที่ยังออกมาไม่ได้ ซึ่งเราก็ไม่ได้รอ โดยทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อนุมัติให้มีการจัดหาจากแหล่งอื่นๆ เข้ามาทดแทน โดยทาง ปตท. ยืนยันว่าสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เบื้องต้น มีการคุยกับผู้ค้า และทางฝั่งผู้ค้าได้ยื่นข้อเสนอมาให้แล้ว เพราะฉะนั้น เรื่องปริมาณที่ขาดจึงไม่น่าเป็นห่วง 

อรรถพล ระบุต่อว่า เรื่องการผลิตไฟฟ้ายังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเจรจาเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศลาวแล้ว เพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติทั้งจากอ่าวไทย และพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจร่วม (JDA) ก็ได้รับการตอบรับดี และคาดว่าะมีความคืบหน้าออกมา นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเพิ่มขึ้น โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ทั้งหมดนี้เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าพลังงานทั้งจากก๊าซ น้ำมัน และอื่นๆ จะไม่ขาดแคลนอย่างแน่นอน 

จากกรณีที่ประชาชนออกมาตุนน้ำมันจะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันในประเทศหรือไม่ อรรถพล มองว่า เบื้องต้นก็เป็นพฤติกรรมชั่วคราวของประชาชน อย่างแรก ถ้าประชาชนมีความมั่นใจมากขึ้น ซึ่งเท่าที่ติดตามดูกิจการน้ำมันต่างๆ พอเราพูดไปชัดเจนว่ามีการตรึงราคา หรือการใช้อย่างเพียงพอ สถานการณ์สถานีบริการน้ำมันหน้างานตอนนี้ดีขึ้นเยอะแล้ว ประชาชนไม่ได้แตกตื่นเอาแกลลอน และถังไปเติม ซึ่งเราคาดว่าไม่ได้มีผล และเมื่อเขาซื้อไปแล้ว เขาก็ต้องใช้ เพราะฉะนั้น เขาซื้อไปเยอะแล้ว ในอนาคตเขาก็จะซื้อน้อยลง 

“ถ้าความมั่นใจได้ ภายในวันสองวันปริมาณการขายก็จะลดลง ก็จะไม่มีผล” อรรถพล กล่าว 

รมว.พลังงาน ระบุต่อว่า มีการกำชับสั่งการไปที่จังหวัดทุกจังหวัด กำชับสถานีบริการน้ำมันทุกที่ห้ามมีการกักตุนหรือเก็บเอาไว้ และเราประสานงานกับผู้ค้าน้ำมันให้มีการจัดส่งให้อย่างเพียงพอ แม้ว่าจะพบปัญหาเป็นคอขวดอยู่บางช่วง แต่ระบบลอจิสติกส์บ้านเรา ปัญหาตรงนี้ 1-2 วันก็คลี่คลายลงไป

กองทุนพลังงานจะได้รับผลกระทบจากนโยบายตรึงราคาน้ำมันหรือไม่ 

รมว.พลังงาน กล่าวว่า ในเรื่องราคา เราใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มาเป็น “Buffer” (กันชน) ลดเรื่องการกระชากของราคาอะไรก็ว่าไป ขาขึ้นเราใช้ช่วยพยุง และขาลงเราก็มีการเก็บคืน และอยากให้เห็นภาพมากขึ้น ช่วงวิกฤตพลังงานเชื้อเพลิง กองทุนฯ เคยติดลบไปถึง 120,000 ล้านบาท ตอนรัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหาร ติดลบอยู่ประมาณ 20,000 กว่าล้านบาท แต่ว่าในช่วงที่ผ่านมาก่อนเกิดเหตุการณ์ เนื่องจากสภาวะมันดีขึ้น กองทุนฯ มีสภาพคล่องเป็นบวก กำลังจะโยงว่า เวลาเกิดวิกฤตตัวกองทุนน้ำมัน ก็สามารถเข้าไปทำหน้าที่เหมือนที่ผ่านมาได้ คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร

อรรถพล ระบุต่อว่า พอครบ 15 วันแล้ว เราจะประเมินสถานการณ์อีกครั้งว่าการสู้รบยังยืดเยื้ออยู่ไหม เราจะใช้ตัวกลไกกองทุนฯ เข้าไปช่วยเหลืออย่างไร แต่ว่าศักยภาพของกองทุนมีหรือไม่ คำตอบคือมี 

อรรถพล กล่าวต่อว่า แหล่งน้ำมันนอกตะวันออกกลางที่ได้พูดคุยมีทั้งมาจากอเมริกาใต้ และทางใต้แอฟริกา มาจากบ้านเราทางมาเลเซีย ข้อดีคือ ปตท. เวลาปกติมีการค้าขายซื้อน้ำมันไปมาด้วยอยู่แล้ว และพอเกิดวิกฤต ปตท. ก็สามารถขอเปลี่ยนปริมาณซื้อ และเอาเข้ามาในประเทศไทยได้ 

อรรถพล กล่าวด้วยว่า ตอนนี้เรามีมาตรการระงับส่งออก และเพิ่มปริมาณสำรอง ดังนั้น เมื่อระงับการส่งออก ผู้ผลิตอาจจะต้องไปลดกำลังการผลิตลงบางส่วน เขาต้องผลิตเพื่อรองรับน้ำมันสำรองมากขึ้น น้ำมันก็จะอยู่ในประเทศไทย 

ขั้นต่อไป หากมีการขาดแคลนมากขึ้นในวันข้างหน้า เราจะมีการพิจารณาพลังงานที่อยู่ในบ้านเราเข้ามาช่วย ด้วยการนำน้ำมันปาล์มมาผ่านกระบวนการทางเคมีกลายเป็น "ไบโอดีเซล" แล้วผสมกับดีเซลในสัดส่วนต่างๆ เช่น B7, B10 โดยพิจารณาใน 2 ส่วน คือ 1. ถ้าหากขาดแคลนก็ทำได้เลย 2. ถ้าราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกสูงกว่าไบโอดีเซล ไม่ต้องรอให้ของขาด ก็เพิ่มสัดส่วนน้ำมันปาล์มได้เพื่อลดต้นทุน และหากไปอีกขั้น ไม่จำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันดิบอย่างเดียว สามารถนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปก็ได้ ด้วยการลดสเปกของน้ำมันของไทย เพื่อให้เราสามารถนำเข้าน้ำมันจากหลายแหล่งมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม อรรถพล กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงพลังงานจะนำเสนอมาตรการประหยัดพลังงานเข้าที่ประชุม ครม.ในวันอังคารที่ 10 มี.ค.ต่อไป

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง