เครือข่ายแรงงาน องค์กรสิทธิ พรรคการเมือง จัดกิจกรรม–ออกแถลงการณ์ เนื่องในวันสตรีสากล 8 มี.ค. ย้ำความสำคัญของความเสมอภาคทางเพศ พร้อมเสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ตั้งแต่สิทธิแรงงานหญิง สวัสดิการครอบครัว การคุ้มครองจากความรุนแรง ไปจนถึงการปฏิรูปกฎหมายและนโยบายเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ขณะที่นายกรัฐมนตรีร่วมแสดงจุดยืนสนับสนุนการส่งเสริมบทบาทสตรีและความเสมอภาคทางเพศในสังคมไทย
8 มีนาคม 2569 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลุ่มสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ร่วมกับ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) พร้อมเครือข่ายแรงงานประมาณ 300 คน จัดกิจกรรมเนื่องในวันสตรีสากล โดยเตรียมรวมตัวเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล
ทั้งนี้ผู้จัด เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการผลักดันนโยบายอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านสิทธิขั้นพื้นฐาน และการบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิสตรีและเด็กอย่างเคร่งครัด อาทิ การขยายสิทธิลาคลอด 180 วัน การป้องกันการเลิกจ้างสตรีมีครรภ์ และการแก้ไขปัญหาการจ้างงานที่ไม่มั่นคง และในสภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจ และการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การลดกำลังแรงงานภาครัฐ และการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ทดแทนแรงงานมนุษย์ ได้ส่งผลให้แรงงานจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะว่างงาน ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาสังคมในวงกว้างและเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียม
ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับนโยบายเพื่อสนับสนุนการมีบุตรอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่มีค่าใช้จ่ายสูง การลดภาระค่าครองชีพและภาษีสินค้าสำหรับแม่และเด็ก รวมถึงการสร้างความสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตด้วยระบบสามแปดอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ยังต้องดำเนินการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยและเอื้อต่อสุขภาวะของหญิงตั้งครรภ์ ทั้งในระดับครอบครัว และสถานประกอบการ พร้อมทั้งพัฒนาระบบสวัสดิการและทักษะแรงงานให้มีคุณภาพสูงควบคู่ไปกับการส่งเสริมบทบาทผู้สูงอายุ ในการช่วยดูแลบุตรหลานให้เป็นงานที่มีคุณค่า เพื่อให้ประชากรทุกวัยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน
เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล ประจำปี 2569 สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ได้กำหนดคำขวัญในการรณรงค์ภายใต้แนวคิด 'รวมพลังหญิง เสริมสิทธิแรงงาน หยุดอคติ สร้างสังคมเท่าเทียมสากล' (Empowering Women, Securing Labour Rights, Fighting Prejudice, and Building an Equal Society) เพื่อสะท้อนถึงสภาพปัญหาเชิงโครงสร้าง และเป็นการขับเคลื่อนนโยบายที่เกื้อกูลต่อสวัสดิภาพของสตรี และสร้างความมั่นคงให้แก่ระบบแรงงานของประเทศอย่างยั่งยืน สสรท. และ สรส. จึงขอเสนอข้อเรียกร้องเนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี 2569 ต่อรัฐบาล ดังต่อไปนี้
1. รัฐต้องกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และมาตรการที่ชัดเจนเพื่อแก้ไขปัญหาโครงสร้างประชากรอย่างยั่งยืน โดยประกาศเป็นวาระแห่งชาติเพื่อกระตุ้นการมีบุตรที่มีคุณภาพและยับยั้งวิกฤตเด็กเกิดน้อย มาตรการดังกล่าวต้องครอบคลุมทั้งการสนับสนุน ส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิสตรีตลอดวงจรการสร้างครอบครัว ตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์ การฝากครรภ์ การตรวจสุขภาพเชิงรุก ตลอดจนการขยายสิทธิลาคลอดเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 180 วัน โดยได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน นอกจากนี้ รัฐต้องจัดให้มีระบบสวัสดิการรองรับหลังการคลอดที่ครอบคลุม อาทิ การจัดตั้งสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีคุณภาพและทั่วถึง การสนับสนุนพื้นที่และเวลาสำหรับการให้นมบุตรในสถานประกอบการ การจ่ายเงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้าเพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของบิดามารดา และการจัดหาหลักประกันด้านการศึกษาฟรีจนถึงระดับสูงสุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแรงจูงใจให้แก่ประชาชนในการสร้างครอบครัวภายใต้การดูแลและคุ้มครองอย่างทั่วถึงจากรัฐ
2. รัฐต้องรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 170 ว่าด้วยความปลอดภัยในการใช้สารเคมีในที่ทำงาน (Convention on Safety in the Use of Chemicals at Work, 1990) เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการใช้สารเคมีในที่ทำงาน โดยกำหนดให้มีการฝึกอบรมทักษะและความปลอดภัยแก่แรงงานอย่างครบถ้วนก่อนปฏิบัติงาน เพื่อคุ้มครองสุขอนามัยและชีวิตของคนทำงานในระยะยาวอย่างยั่งยืน
3. ขอให้รัฐบาลยกเลิกระบบใบอนุญาตทำงานอิเล็กทรอนิกส์หรือใบอนุญาตทำงานออนไลน์ (E-work Permit) ของแรงงานข้ามชาติ ให้กลับไปใช้ระบบเดิมกับกรมการจัดหางาน เหตุผลทำให้แรงงาน ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเอกสารในระบบทำได้สำเร็จหรือไม่ กรมการจัดหางานก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ถ้าหากใช้ระบบแบบใหม่ ตามที่กระทรวงแรงงานประกาศออกมาบังคับใช้ หากเข้าระบบไม่สำเร็จทำให้แรงงานไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้ เช่น การแจ้งเกิดลูก ใช้สิทธิประกันสังคมกรณีสงเคราะห์บุตร ใช้สิทธิ์บำเหน็จชราภาพ ทำธุรกรรมทางธนาคาร ไม่ได้ จึงขอให้มีการยกเลิกระบบใหม่ปัจจุบันออกไป
องค์กรสังคมนิยมแรงงานเสนอข้อเรียกร้องเพื่อปลดแอกสตรี
องค์กรสังคมนิยมแรงงาน ออกแถลงการณ์ระบุว่า ปัจจุบันปัญหาการกดขี่สตรียังคงพบเห็นในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้ความรุนแรงต่อเด็กและสตรี (เฉลี่ยวันละ 42 รายในปี 67) และผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว (จำนวน 4,833 รายในปี 67) ไม่ว่าจะด้วยการพูดจาล่วงเกิน ล่อลวง ทำอนาจาร กระทำชำเรา หรือลดคุณค่าของแรงงานสตรีเพื่อกดค่าจ้างและสวัสดิการอย่างเป็นระบบ จ้างงานไม่มั่นคง ผลักภาระงานดูแลครอบครัวให้กับปัจเจกโดยไม่จ่ายค่าจ้างและให้สวัสดิการเพียงพอ เลือกปฏิบัติต่อแรงงานหญิงที่ตั้งครรภ์ แรงงานข้ามชาติ ไรเดอร์ที่ถูกกำหนดว่าไม่ใช่แรงงาน ไปจนถึงการลอยแพแรงงานโดยไม่จ่ายค่าชดเชย นั่นสะท้อนว่ามีการกดขี่ในระบบทุนนิยม-ชนชั้น ที่เกิดขึ้นเป็นประจำท่ามกลางวิกฤติทับซ้อน คือ วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ระบบการเมืองเผด็จการ สงครามระหว่างประเทศและจักรวรรดินิยมอันเป็นความต้องการของผู้มีอำนาจรัฐและทุนและสะท้อนถึงการเบี่ยงเบนความล้มเหลวของผู้นำในการแก้ปัญหาวิกฤติของระบบทุนนิยม ที่แลกมาด้วยชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนคนธรรมดา
นักสังคมนิยมเห็นว่า การปลดแอกสตรีคือการทำให้หลุดพ้นจากการกดขี่ของระบบชนชั้น ดังเจตนารมณ์การก่อกำเนิดวันสตรีสากลซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1911 ในหลายประเทศในยุโรป โดยได้รับมติเห็นชอบจากการประชุมสมัชชาสตรีสังคมนิยมเมื่อปี 1910 ซึ่งนำโดย คลาร่า เซทคิน เพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศของแรงงานหญิง เสรีภาพในร่างกาย สิทธิเลือกตั้ง การมีส่วนร่วมทางการเมืองประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการทุนนิยม เราชาวกรรมาชีพควรพัฒนาสิทธิเสรีภาพให้ก้าวหน้าและสอดคล้องกับสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อรอดพ้นวิกฤตต่างๆ โดยไม่หวังพึ่งกรอบศีลธรรมและผลประโยชน์ของชนชั้นปกครอง
เนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี 2569 พวกเราจากองค์กรสังคมนิยมแรงงานขอเสนอข้อเรียกร้องเพื่อปลดแอกสตรี ดังนี้
1. ยุติความรุนแรงต่อสตรีทุกรูปแบบ หยุดละเมิดทางเพศและเคารพสิทธิในร่างกายของผู้หญิง
2. ตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กในสถานที่ทำงาน เพิ่มสวัสดิการเด็กและครอบครัว
3. เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 600 บาท และปริญญาตรีเดือนละ 25,000 บาท
4. เพิ่มอัตราจัดเก็บภาษีรายได้ ภาษีทรัพย์สินและภาษีมั่งคั่งจากคนรวย เพื่อสร้างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าตั้งแต่เกิดจนตาย
5. ยุติการดำเนินคดี 112 และปล่อยนักโทษการเมืองทุกคน, ยกเลิกมาตรา 112 ซึ่งถูกนำมาใช้เกินขอบเขตรังแกคนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
6. หยุดสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา ใช้การเจรจาสันติภาพ และการพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกัน ไม่ติดหล่มแนวคิดล่าอาณานิคมของผู้ปกครองในยุคทาสและไพร่ ซึ่งนำไปสู่ความเกลียดชังระหว่างประชาชนด้วยกัน การเติบโตของลัทธิทหารนิยม เผด็จการและความรุนแรง
สารประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เนื่องใน “วันสตรีสากล” 8 มีนาคม ประจำปี 2569
ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เผยแพร่ 'สารประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เนื่องใน “วันสตรีสากล” 8 มีนาคม ประจำปี 2569' ระบุว่า องค์การสหประชาชาติ กำหนดให้วันที่ 8 มีนาคมของทุกปี เป็นวันสตรีสากล (International Women’s Day) เพื่อรำลึกถึงการต่อสู้ของสตรีในการได้มาซึ่งความเสมอภาค ยุติธรรม และสันติภาพ รวมถึงการตระหนักถึงบทบาทของสตรีที่เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ โดยมีอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) ที่กำหนดให้รัฐภาคีดำเนินการแก้ไขกฎหมายและมาตรการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างชายและหญิง รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายของรัฐบาลและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจหรือบริหารองค์กรในทุกระดับ
ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคี CEDAW ตั้งแต่ปี 2528 แต่ผู้หญิงยังมีข้อจำกัดในการดำเนินชีวิตหลายประการ ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวและพื้นที่สาธารณะ ถูกคุกคามทางเพศ ถูกเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน ถูกกีดกันจากอำนาจทางการบริหาร นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองของผู้หญิงยังมีข้อจำกัดจากวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ ระบบการเลือกตั้งที่ยังไม่ได้กำหนดสัดส่วนผู้สมัครหญิงในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่ชัดเจน และยังมีกรณีนักการเมืองหญิงถูกเหยียดหยามและลดทอนคุณค่าด้วยเหตุแห่งเพศ ฐานะ ภูมิหลังของครอบครัว หรืออัตลักษณ์ส่วนบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับศักยภาพและความสามารถ และการสร้างข่าวปลอมในพื้นที่สื่อออนไลน์ เพื่อสร้างความเกลียดชัง ลดทอนความน่าเชื่อถือและเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ส่งผลต่อความรู้สึกไม่ปลอดภัยและกระทบต่อความเชื่อมั่นในตนเองของผู้หญิงในสังคมด้วย
เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล 8 มีนาคม ประจำปี 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ขอเป็นกำลังใจให้ผู้หญิงรวมทั้งกลุ่มบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศทุกคนเชื่อมั่นในศักยภาพ ความสามารถของตนเอง และฝ่าฟันอุปสรรคที่ท้าทายต่าง ๆ เพื่อเป็นพลังสำคัญในการสร้างสรรค์สังคมที่เป็นธรรมและร่วมกันพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าในทุกมิติอย่างยั่งยืนต่อไป และขอยืนยันว่าผู้หญิงทุกคนมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี มีสิทธิที่เท่าเทียมเช่นเดียวกับทุกคน และต้องไม่มีใครถูกลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ด้วยเหตุใดทั้งสิ้น
ทั้งนี้ ขอให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการเพื่อป้องกันและยุติความรุนแรงทุกรูปแบบต่อผู้หญิง คุ้มครองผู้หญิงจากการถูกคุกคามทางเพศ ส่งเสริมการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ สุขภาพ การศึกษา และการเมืองอย่างเท่าเทียม รวมทั้งขอให้ทุกคนในสังคมเคารพสิทธิมนุษยชนและร่วมกันสร้างสังคมไทยให้มีความเสมอภาค ยุติธรรม และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน ออกแถลงการณ์ เรียกร้องปลดล็อกการทำแท้งปลอดภัย ให้เป็นบริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน
ด้าน สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ออกแถลงการณ์ระบุว่า 8 มีนาคมของทุกปี คือ วันสตรีสากล (International Women’s Day) ที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ในปี ค.ศ. 1975 จากสหประชาชาติ เพื่อเป็นการย้ำเตือนสังคมโลกว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้หญิงต้องได้รับการเคารพ คุ้มครอง และส่งเสริมอย่างเสมอภาค ไม่ใช่เพียงในถ้อยคำ แต่ในกฎหมาย นโยบาย และการปฏิบัติจริง วันสตรีสากลจึงเป็นเวทีระดับโลกของการผลักดันความเสมอภาคทางเพศ ที่มิใช่เป็นการมอบสิทธิพิเศษให้แก่สตรี แต่เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชนที่ทุกคนพึงมีโดยกำเนิด รัฐภาคีทั้งหลายจึงมีพันธกรณีต้องคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเหล่านี้ตาม อนุสัญญา CEDAW ซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย ประกันความเสมอภาคในการจ้างงาน ค่าจ้าง และสวัสดิการ ป้องกันการคุกคามต่อชีวิตร่างกาย ศักดิ์ศรี เกียรติ ชื่อเสียงและเยียวยาความรุนแรงทางเพศ ส่งเสริมการ มีส่วนร่วมทางการเมืองและการตัดสินใจอนาคตตนเองชองผู้หญิง
สำหรับความท้าทายของสังคมไทย แม้ประเทศไทยมีพัฒนาการด้านสิทธิสตรีในหลายมิติ แต่ความเหลื่อมล้ำยังปรากฏชัด ทั้งในหลายรูปแบบของ ช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศ มีการกระทำที่เป็นการคุกคามและความรุนแรงทางเพศ การเหมารวมบทบาททางเพศในที่ทำงานและสื่อ และข้อจำกัดการเข้าถึงความยุติธรรมที่ยังมีอุปสรรค หากมีการผลักดันความเสมอภาคทางเพศจึงต้องดำเนินควบคู่กับการปฏิรูปกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และทัศนคติทางสังคม เชื่อว่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้จริง
ดังนั้นวันสตรีสากลจึงไม่สมควรถูกจำกัดไว้เพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการทบทวนว่า นโยบายของรัฐมีมิติทางเพศหรือไม่ กระบวนการยุติธรรมคำนึงถึงความเปราะบางของผู้หญิงเพียงใดสังคมเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงมีเสียงในการกำหนดอนาคตหรือไม่ ความเสมอภาคทางเพศมิใช่เพียงเรื่องของผู้หญิง แต่เป็นรากฐานของสังคมประชาธิปไตยที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน สสส. จึงขอเรียกร้องต่อสาธารณชน ให้ตระหนักว่าวันสตรีสากลมิใช่เพียงวันเดียวชองการเคารพความเป็นมนุษย์ของผู้หญิง หรือ “วันของผู้หญิง” แต่คือวันที่สังคมต้องตอบคำถามว่า เราได้ทำให้ความเสมอภาคเป็นความจริงแล้วหรือยัง “เพราะสิทธิผู้หญิง คือ สิทธิมนุษยชน” สสส. ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1. รับรองและบังคับใช้กฎหมายที่ป้องกันความรุนแรงทางเพศอย่างมีประสิทธิภาพ
2. ปิดช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศ
3. ส่งเสริมให้ผู้หญิงเข้าสู่ตำแหน่งผู้นำและตำแหน่งผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจทุกระดับ
4. สร้างระบบสนับสนุนผู้หญิงที่เป็นผู้เสียหายให้เข้าถึงความยุติธรรมได้จริง โดยง่าย
5. ส่งเสริมสวัสดิการมารดาและการดูแลบุตรแบบถ้วนหน้า บนหลัก GRB เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและความยากลำบากในการดูแลบุตร โดยเฉพาะมารดาที่เป็นแรงงานทั้งในและนอกระบบ
6. ปลดล็อกการทำแท้งปลอดภัย ให้เป็นบริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน ที่ผู้หญิงยืนยันสิทธิขอรับบริการได้โดยไม่มีเงื่อนไข และรัฐต้องจัดให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตลอดจนและมีการทำประเมินผลกระทบทางเพศสภาวะที่รอบด้าน
พรรคประชาชนออกแถลงการณ์ ความเสมอภาคทางเพศไม่ใช่เพียงประเด็นเฉพาะของผู้หญิง แต่เป็นรากฐานของประชาธิปไตยที่เคารพความเท่าเทียมของทุกคน
พรรคประชาชน ออกแถลงการณ์ระบุว่า เนื่องในวันสตรีสากล 8 มีนาคมของทุกปี เป็นวันสำคัญของการย้ำเตือนถึงการต่อสู้ของผู้หญิงทั่วโลกเพื่อสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคในทุกมิติของสังคม พรรคประชาชนขอร่วมยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยไม่ถูกจำกัดด้วยเพศสภาพ อัตลักษณ์ทางเพศ หรือบทบาททางสังคมที่สืบทอดมาอย่างไม่เป็นธรรม
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการผลักดันนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความเสมอภาคทางเพศอย่างต่อเนื่อง โดยในสภาชุดที่ 26 ที่ผ่านมา เราได้ร่วมผลักดันกฎหมายหลายฉบับจนเป็นผลสำเร็จ ทั้ง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม คืนสิทธิ์และศักดิ์ศรีให้ทุกคู่รักจดทะเบียนสมรสกันได้อย่างเท่าเทียม, พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เพิ่มสิทธิลาคลอดในรอบ 30 ปี จาก 98 วันเป็น 120 วัน, แก้ไขกฎหมายอาญา เขียนนิยามความผิดเกี่ยวกับเพศให้ครอบคลุมมากขึ้น เพิ่มความคุ้มครองผู้เสียหายในคดีคุกคามทางเพศ เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี
ก้าวต่อไปของเรา พรรคประชาชนยืนยันที่จะผลักดันและสนับสนุนร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความเสมอภาคทางเพศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่พรรคนำเสนอต่อประชาชนในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติ เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีประชาชนคนใดถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม การปรับปรุง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน เพื่อส่งเสริมการมีตัวแทนของผู้หญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศในทางการเมืองอย่างแท้จริง พรรคประชาชน ซึ่งรวมถึงกลไกของคณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศในพรรคประชาชน (คสพป.) จะเดินหน้าพัฒนาให้พรรคให้เป็นพื้นที่ทางการเมืองที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ผ่านการปรับปรุงกระบวนการภายใน ทั้งการพัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศที่เป็นมิตรและคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ร้องเรียน และการทบทวนกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครเพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการมีส่วนร่วมโดยผู้เชี่ยวชาญในการตัดสินใจเกี่ยวกับข้อร้องเรียนเรื่องการคุกคามทางเพศมากยิ่งขึ้น
พรรคประชาชนเชื่อว่า ความเสมอภาคทางเพศไม่ใช่เพียงประเด็นเฉพาะของผู้หญิง แต่เป็นรากฐานของประชาธิปไตยที่เคารพความเท่าเทียมของทุกคน วันสตรีสากลจึงไม่ควรเป็นเพียงวันแห่งการเฉลิมฉลอง แต่ควรเป็นหมุดหมายสำคัญที่เตือนให้เราทุกคนร่วมกันเดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
พรรคประชาชนขอยืนยันว่าการผลักดันความเสมอภาคทางเพศจะยังคงเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของพรรค ทั้งในเชิงนโยบาย การทำงานผ่านระบบรัฐสภา และการพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองที่เคารพศักดิ์ศรีและสิทธิของทุกคนอย่างแท้จริง
เพื่อไทยจัดงานวันสตรีสากล 2569 ดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ย้ำ “บ้านต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย”
เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 พรรคเพื่อไทยจัดกิจกรรมเนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี 2569 ภายใต้ชื่องาน “Blossom & Blemish: แด่ทุกเส้นทางแห่งการต่อสู้ มีร่วงโรย มีเติบโต เพื่อรอวันผลิบานอย่างสง่างาม” พร้อมประกาศเจตนารมณ์ผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ให้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา เพื่อสร้างระบบคุ้มครองที่เป็นรูปธรรมแก่ผู้หญิงและสมาชิกทุกคนในครอบครัว
นางมนพร เจริญศรี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวเปิดงานว่า วันสตรีสากลปีนี้ UN Women กำหนดหัวข้อสำคัญคือ “Rights. Justice. Action. For ALL Women and Girls” ซึ่งสะท้อนว่า สิทธิของผู้หญิงต้องเข้าถึงได้จริง ความยุติธรรมต้องไม่เลือกปฏิบัติ และรัฐต้องลงมือทำให้เกิดผลในเชิงกฎหมาย งบประมาณ และระบบคุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรม
นางมนพรกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยืนหยัดสนับสนุนบทบาทผู้หญิงในทางการเมืองมาโดยตลอด โดยจากผลการรับรองการเลือกตั้งปี 2569 ปัจจุบันพรรคมี สส.หญิง 18 คน จาก 74 คน หรือ 24.32% สูงกว่าค่าเฉลี่ยการเมืองไทยที่ผู้หญิงมีสัดส่วนประมาณ 19% ซึ่งสะท้อนว่าพื้นที่ของผู้หญิงในทางการเมืองกำลังขยายตัว และเสียงของผู้หญิงสามารถสะท้อนปัญหาและความต้องการของผู้หญิงในสังคมได้อย่างตรงจุด
ในด้านนโยบาย พรรคเพื่อไทยได้ผลักดันมาตรการสนับสนุนผู้หญิงอย่างต่อเนื่อง ทั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้าถึงแหล่งทุนหมุนเวียนดอกเบี้ยต่ำ และ ศูนย์ช่วยเหลือสังคมแบบเบ็ดเสร็จ (OSCC) ที่ช่วยเหลือเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และคนพิการที่ประสบความรุนแรงให้เข้าถึงการดูแลได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง
ในส่วนของการเสวนาขับเคลื่อน ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว นางสาวณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเพิ่มจำนวนผู้แทนหญิงไม่ใช่เพียงเรื่องสัดส่วนทางการเมือง แต่คือการนำ “มุมมองของผู้หญิง” เข้าไปมีบทบาทในการออกแบบนโยบายและกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่ฝังรากลึกในสังคมไทย โดยเฉพาะความรุนแรงที่ซับซ้อนกว่าการทำร้ายร่างกาย เช่น ความรุนแรงทางเศรษฐกิจ การควบคุมรายได้ การบังคับให้ลาออกจากงาน หรือการสร้างหนี้ในชื่อผู้หญิง ซึ่งทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถหลุดออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษได้
นางสาวณัฐธิดาเปิดเผยข้อมูลจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ว่า ในปี 2567 มีผู้ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเข้าสู่ระบบรายงาน 4,712 ราย แบ่งเป็นผู้หญิง 3,448 ราย และผู้ชาย 1,264 ราย เพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 14% และหากเทียบย้อนหลัง 5 ปี เพิ่มขึ้นมากกว่า 150% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” เพราะยังมีผู้หญิงจำนวนมากไม่กล้าแจ้งเหตุ เนื่องจากความไม่ปลอดภัย การพึ่งพาทางเศรษฐกิจ และทัศนคติที่มองว่าปัญหาครอบครัวเป็นเรื่องภายใน
ด้าน นางสาวจิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า เมื่อใดก็ตามที่ผู้หญิงมีพื้นที่และบทบาทเป็นผู้กำหนดนโยบายมากขึ้น นโยบายที่สนับสนุน และปกป้องสิทธิสตรีก็จะถูกผลักดันอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น พร้อมย้ำว่า ปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงไม่ใช่เรื่องเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับบริบทระดับภูมิภาค ทั้งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความรุนแรงข้ามชาติ และการค้ามนุษย์
นางสาวจิราพรกล่าวด้วยว่า พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับสิทธิสตรีและความเท่าเทียมในทุกมิติ ทั้งนโยบายฉีดวัคซีน HPV ฟรี การยกระดับกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี การพัฒนา OSCC และการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งล้วนสะท้อนแนวคิดเดียวกันคือการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิเหนือเนื้อตัวร่างกายของทุกคน
ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะเร่งผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับใหม่ โดยเปลี่ยนหลักการจากการรักษาสถาบันครอบครัวมาเป็น “ผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง” ขยายนิยามความรุนแรงให้ครอบคลุมทั้งความรุนแรงทางเศรษฐกิจและความรุนแรงทางเพศบนหลัก ความยินยอม และมุ่งช่วยให้ผู้เสียหายออกจากวงจรความรุนแรงได้จริง ไม่ใช่เพียงการบังคับไกล่เกลี่ยเช่นในอดีต
พรรคเพื่อไทยระบุว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเปิดพื้นที่สนทนาในสังคมเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่สังคมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน โดยย้ำว่า “ความปลอดภัยไม่ใช่รางวัลของคนโชคดี แต่เป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับ”
ทั้งนี้นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ได้รับหนังสือจาก เครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ เพื่อให้ร่วมพลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว (ร่างภาคประชาชน) ด้วย
นายกรัฐมนตรี กล่าวเนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี พ.ศ. 2569 “สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี” คือรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตย และการพัฒนาที่ยั่งยืน
สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ รายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวคำปราศรัยสารเนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี พ.ศ. 2569 ใจความว่า
เนื่องในวันที่ 8 มีนาคม เป็น “วันสตรีสากล” ขอส่งความปรารถนาดีไปยังสตรีไทยทั่วประเทศ รวมถึงผู้ที่ทำงานด้านการพัฒนาสตรีที่ได้ร่วมกันเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวหน้าอย่างมีคุณภาพ วันสตรีสากล ไม่ได้เป็นเพียงวันแห่งการแสดงความยินดีเท่านั้น แต่เป็นวันที่ประชาคมโลกกำหนดขึ้น เพื่อช่วยกันย้ำเตือนว่า “สิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของสตรี” คือรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตย และการพัฒนาที่ยั่งยืน
ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้หญิงทั่วโลกได้ร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียม ทั้งในครอบครัว สถานที่ทำงาน และในเวทีสาธารณะ วันนี้จึงไม่ได้เพียงรำลึกถึงการต่อสู้เหล่านั้น แต่ต้องเดินหน้าสานต่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะสังคมที่เข้มแข็ง คือสังคมที่ทุกคนมองเห็นคุณค่าของกันและกัน และสนับสนุนการนำคุณค่าเหล่านั้น มามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม
สำหรับปีนี้ รัฐบาลกำหนดแนวคิดหลักสำหรับวันสตรีสากลว่า “สิทธิ ความยุติธรรม และเสียงของผู้หญิง : สู่สังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งแสดงถึงการให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้ผู้หญิงมีที่ยืนอย่างทัดเทียม และมีโอกาสในการใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ มีโอกาสในการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย และทิศทางของการพัฒนาประเทศ
นายกรัฐมนตรี เชื่อมั่นว่า สตรีไทยมีศักยภาพอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะในบทบาทผู้นำ นักธุรกิจ นักวิชาการ เกษตรกร แรงงานในทุกสาขาอาชีพ หรือในฐานะแม่และผู้ดูแลครอบครัว ทุกบทบาทล้วนมีคุณค่า และเป็นส่วนเติมเต็มสังคมของเราให้มีความสมบูรณ์
