บทเรียนจากเหตุการณ์ไฟไหม้ที่หว่องฝุกคอร์ท เขตไทโป เมื่อปลายปีที่แล้วจนกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ ฮ่องกงเตรียมแก้กฎหมายยกระดับความปลอดภัยอาคาร ป้องกันไฟไหม้ ผอ.กรมบริการดับเพลิงของฮ่องกงเปิดเผยว่า เตรียมเสนอร่างกฎหมายมาตรการต่างๆ ในการป้องกันไฟไหม้อาคาร เช่น สัญญาณเตือนไฟไหม้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา
10 มี.ค. 2569 แอนดี ยาง ผู้อำนวยการกรมบริการดับเพลิงฮ่องกง หรือ FSD เปิดเผยว่า กำลังมีการพิจารณาเสนอร่างกฎหมายด้านความปลอดภัยในการป้องกันเพลิงไหม้ต่อสภานิติบัญญัติฮ่องกงภายในสิ้นปีนี้ หลังจากที่มีเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่หว่องฝุกคอร์ด เขตไทโป คร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568
ร่างกฎหมายใหม่ที่หน่วยงานดับเพลิงของฮ่องกง FSD จะกำหนดให้มีมาตรการความปลอดภัยใหม่หลายด้าน หนึ่งในนั้นคือการกำหนดให้อาคารจะต้องขออนุญาตจากรัฐบาลก่อนถ้าหากต้องการปิดสัญญาณเตือนไฟไหม้ เทียบกับกฎหมายในปัจจุบันที่ทางอาคารสามารถปิดสัญญาณเตือนก่อนแล้วค่อยไปแจ้งกับ FSD ทีหลังได้

ประชาชนไปวางดอกไม้ไว้อาลัยใกล้กับจุดที่เกิดไฟไหม่ที่หว่องฝุกคอร์ต ภาพจากวิกิพีเดีย
นอกจากนี้ในร่างกฎหมายยังมีการกำหนดให้บริษัทจัดการอสังหาริมทรัพย์เป็นบริษัทกลุ่มที่ต้องรับผิดดอบในการตรวจสอบอุปกรณ์ป้องกันไฟไหม้อาคาร เทียบกับกฎหมายปัจจุบันที่เจ้าของอสังหาเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบกับมาตรการป้องกันไฟไหม้
อีกทั้ง ร่างกฎหมายของ FSD ยังระบุถึงแผนการเสนอให้มีค่าปรับที่ตายตัวสำหรับการทำให้เกิดอันตรายในเหตุเพลิงไหม้ เช่น การปิดกั้นทางหนีไฟ และหน้าต่างป้องกันควันที่ชำรุดเสียหาย
เหตุเพลิงไหม้หว่องฝุกคอร์ดนั้น เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่อาคารกำลังมีการปรับปรุงอาคารขนานใหญ่ ได้ทำให้เห็นปัญหาหลายด้านเรื่องความปลอดภัยจากเพลิงไหม้ เช่นเรื่องสัญญาณเตือนภัยเพลิงไหม้ไม่ทำงานในทั้ง 8 อาคารทำให้ผู้อาศัยในอาคารไม่สามารถรับรู้ได้ว่าเกิดเพลิงไหม้ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 168 ราย ในจำนวนนี้มีนักดับเพลิงเสียชีวิต 1 ราย นับเป็นเหตุเพลิงไหม้ในฮ่องกงครั้งร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1948
ยาง กล่าวว่า หลังจากเหตุเพลิงไหม้ที่ไท่โป ทาง FSD ก็ได้ใช้มาตรการเพิ่มความปลอดภัยป้องกันเหตุเพลิงไหม้ เช่น การจัดตั้งทีมพิเศษเพื่อตรวจสอบอาคารทุกส่วนที่อยู่ภายใต้การซ่อมแซมปรับปรุงอาคาร
ภาครัฐจัดทีม 100 คน อธิบายแผนการตั้งรกรากใหม่ให้ผู้สูญเสียที่พักจากไฟไหม้
สำหรับกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อเพลิงไหม้หว่องฝุกคอร์ดจนต้องสูญเสียที่พักอาศัยนั้น ทางรัฐบาลได้จัดทีม 100 คน จากภาคส่วนต่างๆ ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น กรมการเคหะ, กรมแรงงานและสวัสดิการ, กรมกิจการครัวเรือนและเยาวชน, สำนักงานความมั่นคง และกรมการพัฒนา เพื่อทำการอธิบายแผนการตั้งรกรากใหม่ในระยะยาวซึ่งจะสามารถเลือกได้หลายรูปแบบ
วินนี โห อธิบดีกรมการเคหะระบุว่าพวกเขาส่งทีมงานเหล่านี้ไปหาผู้ประสบภัย ไม่ใช่ไปเพื่อพยายามยัดเยียดขายอะไร แต่เป็นการไปอธิบายแผนการต่างๆ เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้รับข้อมูลที่เพียงพอ โดยที่ทีมเหล่านี้ได้รับการ "ฝึกอบรมอย่างเข้มข้น" เพื่อให้มีความเข้าใจอย่างชัดเจนถึงแผนการตั้งรกรากใหม่ที่จะอธิบายกับผู้ประสบภัยได้
เหตุเพลิงไหม้ที่ไท่โปนั้น ส่งผลให้มีผู้สูญเสียที่พักอาศัยมากกว่า 4,000 ราย ซึ่งในตอนนี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวเพื่อรอที่พักพิงใหม่ หรือไม่ก็ในโฮสเทลสำหรับเยาวชน
ทางรัฐบาลฮ่องกงยังเคยประกาศแผนการซื้อโฉนดที่ดินต่อจากผู้ถือกรรมสิทธิหว่องฝุกคอร์ดเป็นเงิน 6.8 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 27.5 พันล้านบาท) โดยที่จะมาจากเงินภาษีของประชาชน 4 พันล้าน (ราว 16 พันล้านบาท) และเป็นเงินที่มาจากเงินทุนช่วยเหลือเหตุหว่องฝุกคอร์ดในไท่โปอีก 2.8 พันล้าน (ราว 11 พันล้านบาท) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมาจากการบริจาคของภาคส่วนเอกชนและบุคคลทั่วไป
อย่างไรก็ตามรัฐบาลบอกว่าพวกเขาจะไม่ให้ผู้ประสบภัยมีทางเลือกในการสร้างที่พักของพวกเขาบนที่เดิม ซึ่งมีบางคนคาดหวังที่จะทำเช่นนี้
เรียบเรียงจาก
Hong Kong gov’t deploys 100-strong team to explain long-term resettlement policy to Tai Po fire victims, HKFP, 02-03-2026
https://hongkongfp.com/2026/03/02/hong-kong-govt-deploys-100-strong-team-to-explain-long-term-resettlement-policy-to-tai-po-fire-victims/
Hong Kong gov’t deploys 100-strong team to explain long-term resettlement policy to Tai Po fire victims, HKFP, 02-03-2026
https://hongkongfp.com/2026/03/02/hong-kong-govt-deploys-100-strong-team-to-explain-long-term-resettlement-policy-to-tai-po-fire-victims/