Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

'โจนาธาน วิตตอล' ผู้เชี่ยวชาญด้านความขัดแย้ง ประเมินว่า การที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลผนึกกำลังโจมตีอิหร่าน ได้ส่งผลให้รัฐบาลเตหะรานเลิกใช้วิธีการ 'ความอดทนเชิงยุทธศาสตร์' หรือที่เดิมที่มีการโต้ตอบแบบระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ลุกลามกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ แต่ตอนนี้กลายเป็นการใช้กำลังทหารโดยตรงเพิ่มขึ้น มีการโจมตีด้วยโดรน และขีปนาวุธ เสี่ยงทำให้ความรุนแรงตะวันออกกลางขยายวงกว้างและทวีความรุนแรงมากขึ้น

 

โจนาธาน วิตตอล ผู้เชี่ยวชาญด้านกิจการมนุษยธรรมและนักวิเคราะห์การเมืองที่มีประสบการณ์ทำงานในพื้นที่ความขัดแย้งมาเป็นเวลามากกว่า 20 ปี ชี้ว่าหลังจากที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลทำการกดดันอิหร่านมาเป็นเวลาหลายปีเรื่อยมาจนถึงการโจมตีปลิดชีพผู้นำอิหร่าน ก็ส่งผลให้อิหร่านเปลี่ยนวิธีการโต้ตอบกลายมาเป็นการเผชิญหน้าที่หนักข้อขึ้น จากเดิมที่ก่อนหน้านี้พวกเขาใช้วิธีการแบบ “ความอดทนเชิงยุทธศาสตร์” (strategic patience) มาโดยตลอด 

"ความอดทนเชิงยุทธศาสตร์" ที่ว่านี้เป็นวิธีการที่อิหร่าน ใช้มาเป็นเวลาหลายปี เวลาที่พวกเขาต้องการโต้ตอบต่อทางการสหรัฐฯ หรืออิสราเอล พวกเขาก็จะตั้งใจโต้ตอบในแบบที่มีการคำนวณอย่างระมัดระวังและจำกัดวงความขัดแย้ง

ในยุคก่อนหน้านี้ แทนที่อิหร่าน โต้ตอบแบบเน้นการเผชิญหน้า พวกเขามักจะใช้วิธีการสร้างเครือข่ายในเชิงป้องปรามไม่ให้เกิดการโจมตีพวกเขา โดยมีการหาพวกอย่างกลุ่มติดอาวุธฮิชบอลเลาะห์ ในเลบานอน กลุ่มฮูตี ในเยเมน และฮามาส ในฉนวนกาซา รวมถึงกลุ่มกองกำลังติดอาวุธนิกายชีอะฮ์ “Popular Mobilisation Forces” (PMF) ในประเทศอิรัก ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ล้อมรอบอิสราเอล ทำให้เกิดการป้องปรามไม่ให้อิสราเอลรุกรานอิหร่าน

แต่อย่างไรก็ตาม รอยร้าวแรกที่เกิดขึ้นกับนโยบายความอดทนของอิหร่าน เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือน เม.ย. 2567 ในตอนนั้นอิสราเอล ได้โจมตีสถานกงสุลอิหร่าน ในกรุงดามัสกัส จนทำให้ผู้นำทหารระดับสูงของอิหร่านเสียชีวิต ทางการอิหร่านได้ทำการโต้ตอบด้วย "ปฏิบัติการทรูพรอมิส" คือการใช้โดรนและขีปนาวุธกระหน่ำโจมตีใส่พื้นที่ของอิสราเอล

แต่ตลอดปี 2567-2568 อิหร่าน ก็ยังคงพยายามยับยั้งชั่งใจในการโจมตี และใช้วิธีการเน้นป้องปรามอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดสงครามเต็มรูปแบบ แต่เมื่ออิสราเอล เริ่มโจมตีใส่เครือข่ายกลุ่มติดอาวุธพันธมิตรของพวกเขาอย่างฮามาสและฮิชบอลเลาะห์ ก็กลายเป็นขัดขวางจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการใช้ป้องปรามของอิหร่าน การที่รัฐบาลบาชาร์ อัล-อัสซาด ของซีเรีย ล่มสลาย ก็กลายเป็นการเสี่ยงต่อการสูญเสียเส้นทางสำคัญในการขนส่งลำเลียงระหว่างอิหร่าน กับกลุ่มฮิชบอลเลาะห์

เมื่อเกิดสงคราม 12 วัน กับอิสราเอล เมื่อปี 2568 ‘อิหร่าน’ ก็เริ่มประกาศแนวทางยุทธศาสตร์ใหม่ในเดือน ม.ค. 2569 คือการ "ป้องปรามเชิงรุกในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน"

และหลังจากที่สหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอลโจมตีอิหร่านรอบล่าสุด เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา มันก็กลายเป็นการตอกย้ำให้อิหร่าน ได้เข้าใจว่า การอดกลั้นของพวกเขานั้นไม่ได้ทำให้พวกเขาได้รับการคุ้มครองแต่อย่างใด และอาจจะไม่ได้การันตีให้พวกเขาได้รับการคุ้มครองอีกต่อไปในอนาคต พวกเขาจึงได้ละทิ้งแนวทางการอดทนในเชิงยุทธศาสตร์ไปโดยสิ้นเชิง

นอกเหนือจากอิหร่านแล้ว อิสราเอลยังทำการโจมตี เลบานอน, อิรัก, เยเมน และซีเรีย เพื่อจัดการกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านสนับสนุน ขณะเดียวกัน อิหร่านโจมตีประเทศใกล้เคียงอย่าง กาตาร์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), ซาอุดีอาระเบีย เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงแนวทางยุทธศาสตร์แบบใหม่โดยวิธีการการโจมตีประเทศใกล้เคียงกัน

ประเทศใกล้เคียงเหล่านี้มีบทบาทในเชิงยุทธศาสตร์ต่อความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน กับสหรัฐฯ และอิสราเอล เช่น กาตาร์ เป็นที่ตั้งของทั้งฐานทัพสหรัฐฯ และสำนักงานของฮามาส ซึ่งแสดงให้เห็นความที่กาตาร์ พยายามสร้างสมดุลทางการเมืองระหว่าง 2 ฝ่ายที่เป้นคู่ขัดแย้งในภูมิภาค แต่การที่กลุ่มประเทศใกล้เคียงเหล่านี้ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยนั้น ก็แสดงให้เห็นว่าประเทศที่มีอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ล้มเหลวในการที่จะแก้ไขปัญหาวิกฤตกาซาได้อย่างแท้จริงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

มีสิ่งที่น่าสังเกตคือ อิหร่านเน้นโจมตี UAE อย่างหนัก โดยมีการยิงจรวดใส่ดูไบ และอาบูดาบี ซึ่งวิตตอล มองว่าน่าจะเป็นเพราะ UAE ร่วมมือกับอิสราเอลและพันธมิตรอื่นๆ ในการทำให้เกิดความกระจัดกระจายของกลุ่มที่เป็นปฏิปักษ์ในภูมิภาค ทั้งนี้ก็เพื่อให้ฝ่ายอิสราเอลสามารถจำกัดวงกลุ่มเหล่านี้ได้ง่าย ที่ UAE ทำเช่นนี้ก็เพราะคิดว่าการกระทำของพวกเขาจะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพ แต่ในความขัดแย้งล่าสุดก็แสดงให้เห็นแล้วว่ามันไม่เป็นความจริง

พอกลุ่มคู่ขัดแย้งหลักๆ ในพื้นที่ถูกดึงให้เข้าสู่วังวนของการเผชิญหน้าทางการทหารอย่างหนักหน่วง ก็ทำให้วิกฤติในตะวันออกกลางปะทุขึ้น มีรายงานเรื่องที่สหรัฐฯ ส่งเสริมให้กองกำลังชาวเคิร์ดปฏิบัติการภาคพื้นดินต่อสู้กับอิหร่าน ในบาห์เรนก็มีการประท้วงต่อต้านระบอบกษัตริย์ โดยที่ซาอุดีอาระเบียได้วางกำลังปราบปรามผู้ต่อต้านในบาห์เรน ในอิรักก็มีการประท้วงบุกรัฐสภาที่กรุงแบกแดด

วิตตอล มองว่า อิสราเอลกับสหรัฐฯ อยากให้ระเบียบของภูมิภาคนี้เป็นเหมือนกับปาเลสไตน์ คือเป็นพื้นที่ปิดล้อมที่ถูกโดดเดี่ยว ในขณะที่เขตเวสต์แบงก์ ถูกกดดันทางการทหารอย่างถาวร กาซาก็ถูกทำลายราบเป็นหน้ากลอง ทำให้ปาเลสไตน์แทบจะไม่สามารถปกครองตนเองได้อีกต่อไป ขณะเดียวกันอิสราเอลก็ขยายอาณาเขตมากขึ้นเรื่อยๆ นี่คือแบบอย่างที่อิสราเอลกับสหรัฐฯ อยากให้เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง

ผู้เชี่ยวชาญด้านความขัดแย้ง วิเคราะห์ว่า การกดทับไม่ให้ปาเลสไตน์ปกครองตนเอง และการโจมตีอิหร่านที่เกิดขึ้นนั้น แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันของสหรัฐฯ กับอิสราเอล มีความเชื่อว่าความมั่นคงจะเกิดขึ้นได้จะต้องเกิดจากการใช้กำลังผสมผสานไปกับการทำให้อีกฝ่ายกระจัดกระจาย และเมื่อพิจารณาจากสิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ แถลงไว้ในที่ประชุมด้านความมั่นคงที่มิวนิคแล้ว ก็แสดงให้เห็นอย่างขัดเจนว่าสหรัฐฯ มีความโหยหาอดีตถึงตอนที่ชาติตะวันตกยังมีออำนาจแบบที่ไม่มีคู่แข่ง

วิตตอล มองว่า ความโหยหาอำนาจในอดีตกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความขัดแย้งปะทุหนักในภูมิภาคตะวันออกกลางตอนนี้ ลักษณะของการนำที่แตกกระจายในตะวันออกกลางก็ขยายไปสู่เลบานอน ซีเรีย และแม้กระทั่งแถบแอฟริกาตะวันออกเฉียงเหนือที่ติดกับทะเลอาหรับ อีกทั้งการใช้อำนาจบังคับให้เกิดการเปลี่ยนระบอบในอิหร่านนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการกุมอำนาจแบบในอดีต การต่อต้านที่เกิดตามมาไม่ว่าจะมาจากภาครัฐหรือที่ไม่ใช่ภาครัฐ ก็จะไม่ได้มีความอดกลั้นแบบที่สามารถจัดการได้อีกต่อไป

ต่อให้สหรัฐฯ กับอิสราเอลกุมอำนาจได้จริง แต่วิตตอล ก็มองว่าเสถียรภาพที่แท้จริงในภูมิภาคก็จะเกิดได้ยาก เพราะความเป็นระเบียบเรียบร้อยจากการปกครองนั้นไม่สามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้กับการขยายเขตแดนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด การลงโทษหมู่ และการดำเนินการต่อผู้กระทำผิดแบบเลือกปฏิบัติ

 

เรียบเรียงจาก

The end of Iran’s strategic patience, Aljazeera, 06-03-2026

https://www.aljazeera.com/opinions/2026/3/6/the-end-of-irans-strategic-patience

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง