สมัชชาคนจนกรณีปัญหาเขื่อนปากมูลจัดกิจกรรมและออกแถลงการณ์เนื่องในวันหยุดเขื่อนโลก 14 มีนาคม 2569 ระบุว่าตลอด 36 ปีที่ผ่านมา ผลกระทบต่อชุมชนลุ่มน้ำมูลยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรม พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเขื่อนเดิมอย่างโปร่งใส ทบทวนการสร้างเขื่อนใหม่ และยุติการผลักดันโครงการเขื่อนพูงอยที่อาจก่อผลกระทบต่อชุมชนและระบบนิเวศในภูมิภาค

ภาพจาก: สมัชชาคนจน
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 สมัชชาคนจนกรณีปัญหาเขื่อนปากมูล อ.โขงเจียม และอ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี กว่า 60 คน ร่วมกิจกรรมเนื่องในวันหยุดเขื่อนโลก โดยในช่วงเช้ามีขบวนรณรงค์จากแก่งสะพือ อ.พิบูลมังสาหาร ไปยังบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำมูล บ้านท่าแพ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี เพื่อทำพิธีสืบชะตาแม่น้ำมูนและอ่านแถลงการณ์
โดยแถลงการณ์ระบุว่าตลอดระยะเวลา 36 ปีที่ผ่านมา กรณีเขื่อนปากมูลยังคงเป็นบทเรียนสำคัญของการพัฒนาที่รัฐไทยไม่เคยรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง นอกจากนี้นับตั้งแต่มีการสร้างเขื่อนปากมูลประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำรัฐบาลมาแล้วถึง 17 คน ผ่านรัฐบาลหลายชุด แต่อำนาจรัฐที่หมุนเวียนกลับไม่สามารถยุติความเดือดร้อนของชาวบ้านได้ ชีวิตของผู้คนริมแม่น้ำมูนยังคงผูกติดอยู่กับโครงการพัฒนาที่ไม่เคยรับผิดชอบต่อความเดือดร้อนของชาวบ้าน
ผลกระทบจากเขื่อนปากมูลยังคงส่งผลต่อวิถีชีวิตของชุมชนลุ่มน้ำมูล โดยเฉพาะการทำลายระบบนิเวศ การประมงพื้นบ้าน และอธิปไตยทางอาหาร ขณะที่มติคณะรัฐมนตรีปี 2540 ที่ให้จัดสรรที่ดินทำกินครอบครัวละ 15 ไร่ แต่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง ส่วนแนวทางบริหารจัดการเขื่อนแบบ “เปิด 4 ปิด 8” ก็ไม่เคยกลายเป็นสิทธิถาวรของชุมชน หากต้องแลกมาด้วยการต่อสู้อย่างยาวนานของชาวบ้านในพื้นที่
แถลงการณ์ยังชี้ว่า กระบวนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบรอบล่าสุดสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบรัฐอย่างชัดเจน โดยรัฐเปิดให้ผู้ได้รับผลกระทบยื่นคำร้องเพื่อตรวจสอบรายชื่อ ซึ่งมีผู้ลงทะเบียนเพียงประมาณหนึ่งพันกว่าคน ทั้งที่ในอดีตรัฐเคยจ่ายค่าชดเชยให้ผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 6,000 คน แล้ว “ที่เหลือหายไปไหน” แถลงการณ์ตั้งคำถาม พร้อมระบุว่า บางส่วนเสียชีวิตไปแล้ว บางคนมีอายุมากเกินกว่าจะเดินเรื่องกับระบบราชการ ขณะที่บางคนหมดแรงต่อสู้กับกระบวนการที่ยืดเยื้อ
ชาวบ้านระบุด้วยว่า ความล่าช้าดังกล่าวไม่ใช่เพียงปัญหาทางเทคนิค แต่เป็น “ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง” ที่เกิดจากระบบการจัดการของรัฐ โดยชี้ว่า “เขื่อนไม่ได้ฆ่าคนทันที แต่มันฆ่าคนด้วยการปล่อยให้รอ จนไม่มีแรงจะรออีกแล้ว”
ขณะเดียวกันชาวบ้านยังแสดงความกังวลต่อการเดินหน้าผลักดันโครงการเขื่อนใหม่ โดยเฉพาะ เขื่อนพูงอย บนลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง โดยตั้งคำถามว่า เหตุใดบทเรียนจากเขื่อนปากมูลจึงยังไม่ถูกแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม และใครจะรับผิดชอบหากความเสียหายเกิดขึ้นซ้ำอีก
ทั้งนี้สมัชชาคนจนกรณีปัญหาเขื่อนปากมูลได้เรียกร้องต่อรัฐบาล 4 ข้อ ได้แก่
1.แก้ไขปัญหาเขื่อนเก่าอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส
2.หยุดการสร้างเขื่อนใหม่ที่อาจซ้ำเติมความขัดแย้ง
3.ยุติการผลักดันโครงการเขื่อนพูงอยและเขื่อนบนแม่น้ำโขง
4.จัดการทรัพยากรน้ำบนฐานสิทธิของชุมชนอย่างแท้จริง
แถลงการณ์ทิ้งท้ายว่า การพัฒนาที่แท้จริงต้องไม่ทำให้ประชาชนยากจนลง ไม่ทำลายฐานทรัพยากรที่หล่อเลี้ยงชีวิต และไม่ผลักภาระต้นทุนไปให้คนตัวเล็กที่สุดในสังคม พร้อมย้ำข้อเรียกร้องว่า “แก้เขื่อนเก่า หยุดเขื่อนใหม่ หยุดเขื่อนพูงอย เพราะการพัฒนาที่ปราศจากความยุติธรรม ไม่ใช่ความก้าวหน้า หากคือการทิ้งใครบางคนไว้ข้างหลัง”
