องค์กรเพื่ออิสรภาพสตรีในอิรักหรือ OWFI ประณามการสังหารประธานของพวกเขาคือ 'ยานาร์ โมฮัมเหม็ด' นักสิทธิสตรีคนสำคัญของอิรัก บอกว่าเป็น 'อาชญากรรมก่อการร้ายอันแสนขี้ขลาด' ทางด้านแอมเนสตี ขอให้อิรักนำตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี และมองว่าเป็น 'การจงใจวางแผนโจมตีเพื่อปิดปากผู้คุ้มครองสิทธิมนุษยชน'

'ยานาร์ โมฮัมเหม็ด' นักสิทธิสตรีคนสำคัญของอิรัก | ภาพจาก: Alhurra
กรณีการสังหาร ยานาร์ โมฮัมเหม็ด นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรีคนสำคัญของอิรัก ส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดและการเรียกร้องความยุติธรรม และมีนักกิจกรรมจากทั่วโลกจดจำเธอในฐานะที่เป็นเสียงของ "ความกล้าหาญ"
กรณีสังหารโมฮัมเหม็ดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยมีมือปินไม่ทราบฝ่ายขี่รถจักรยานยนต์มายิงเธอเสียชีวิตที่หน้าบ้านพักในกรุงแบกแดด มีการพยายามนำตัวเธอส่งโรงพยาบาลและพยายามช่วยชีวิตเธอ แต่เธอก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา
โมฮัมเหม็ด เป็นประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง "องค์กรเพื่ออิสรภาพสตรีในอิรัก" หรือ OWFI ทางองค์กรได้ออกแถลงการหลังจากเกิดเหตุสังหารเธอระบุว่า พวกเขาขอประณามอย่างถึงที่สุดต่อ "อาชญากรรมการก่อการร้ายอันแสนขี้ขลาด" เช่นนี้ และมองว่าเหตุสังหารครั้งนี้นับเป็น "การโจมตีโดยตรงต่อการต่อสู้เพื่อสตรีนิยม เสรีภาพ และความเท่าเทียม"
กลุ่มด้านสิทธิฯ หลายกลุ่มก็ประณามการสังหารโมฮัมเหม็ดด้วยเช่นกัน องค์กรแอมเนสตี อินเตอเนชันแนล กล่าวประณามว่า การสังหารที่เกิดขึ้นนี้เป็น "ความโหดเหี้ยมทารุณ" และนับเป็นการโจมตีแบบที่มีการวางแผนไว้ก่อน เพื่อจงใจปิดปากผู้คุ้มครองสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่คุ้มครองสิทธิสตรีอย่างโมฮัมเหม็ด
ราซอว์ ซาลีฮี นักวิจัยอิรักขององค์กรแอมเนสตีระบุว่า "ทางการอิรักจะต้องหยุดยั้งแบบแผนการตั้งเป้าโจมตีเช่นนี้ และมีความจริงจังต่อปัญหาการร่วมกันวางแผนใส่ร้ายป้ายสีที่มีเป้าประสงค์เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของนักกิจกรรมและทำให้นักกิจกรรมตกอยู่ในอันตราย"
ซาลีฮี กล่าวอีกว่าการสังหารโมฮัมเหม็ดนั้นเป็นแบบแผนที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในอิรัก คือการสังหารนักกิจกรรมและพยายามสังหารนักกิจกรรม ซึ่งแอมเนสตีเคยทำการติดตามบันทึกเหตุการณ์เหล่านี้มาก่อน
ซาลีฮีวิจารณ์ทางการอิรักว่า เรื่องนี้ยังได้สะท้อนความล้มเหลวของรัฐบาลอิรักในการที่จะนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี กลายเป็นการตอกย้ำวัฒนธรรมลอยนวลไม่ต้องรับผิด ทำให้นักกิจกรรมตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยง
ซาลีฮี จึงได้เรียกร้องให้ทางการอิรักทำการสิบสวนสอบสวนในเรื่องนี้อย่างละเอียด อย่างทันท่วงที อย่างปราศจากอคติ และเป็นไปตามมาตรฐานของนานาชาติ "นักคุ้มครองสิทธิมนุษยชนรวมถึงผู้คุ้มครองสิทธิสตรีในอิรักจะต้องได้รับการปกป้อง ไม่ใช่ถูกปิดปากหรือถูกสังหาร" ซาลีฮีกล่าว
มีข้อสังเกตจากแอมเนสตีอีกว่า หลังจากที่ในอิรักมีการประท้วงต่อต้านการแก้กฎหมายที่เอื้อต่อการแต่งงานเด็กและลดการคุ้มครองผู้หญิงในเรื่องการหย่ากับการรับมรดก ก็ทำให้มีการวางแผนปลุกกระแสใส่ร้ายป้ายสีผู้เรียกร้องสิทธิสตรีในอิรัก หลังจากนั้นก็มีการพยายามสังหารนักกิจกรรมหลายคน แต่การสืบสวนและการดำเนินคดีในอิรักก็ยังคงไม่มีความคืบหน้าในเรื่องเหล่านี้
ชีวิตของสถาปนิกผู้ออกแบบการคุ้มครองผู้หญิง
องค์กรสิทธิ "ฟรอนต์ไลน์ดีเฟนเดอร์" แถลงต่อสิ่งที่เกิดขึ้นว่า โมฮัมเหม็ดตกเป็นเป้าหมายการคุกคามเอาชีวิตมาหลายสิบปีแล้ว ทั้งจากกลุ่มก่อการร้ายไอซิสและกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ที่ต้องการให้เธอเลิกคุ้มครองสิทธิสตรี
โมฮัมเหม็ด เคยได้รับรางวัง ราฟโคไพรซ์ ในปี 2016 จากการที่เธอ "ทำงานเพื่อสิทธิสตรีในอิรักภายใต้สภาพการณ์ที่ท้าทายมาโดยตลอด"
ทางมูลนิธิราฟโตที่ให้รางวัลแก่โมฮัมเหม็ด ได้แถลงเกี่ยวกับกรณีการสังหารโมฮัมเหม็ดว่าเป็นเรื่องที่ "น่าสะพรึงเป็นอย่างยิ่ง" และระบุว่า "การสังหารเธอไม่เพียงแค่เป็นการโจมตีต่อ ยานาร์ โมฮัมเหม็ด ในฐานะที่เป็นตัวบุคคลแต่อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังนับเป็นการโจมตีค่านิยมพื้นฐานที่เธออุทิศชีวิตของเธอทั้งชีวิตเพื่อคุ้มครอง คือเสรีภาพของผู้หญิง ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนขันพื้นฐาน"
ยานาร์ โมฮัมเหม็ด เกิดที่แบกแดดเมื่อปี 1960 เธอเรียนจบสถาปัตย์เมื่อปี 1993 และทำการออกแบบสร้าง "เซฟเฮาส์" เพื่อคุ้มครองผู้หญิงจากความรุนแรงระดับถึงแก่ชีวิต ทั้งจาการค้ามนุษย์ และจากวัฒนธรรม "การสังหารเพื่อปกป้องเกียรติยศ" โดยที่ตลอดชีวิตของโมฮัมเหม็ดนั้น เธอได้ทำการคุ้มครองผู้หญิงหลายร้อยหลายพันคนที่หนีจากความรุนแรงในครอบครัว และได้ช่วยเหลือให้ผู้หญิงจำนวนมากสร้างเนื้อสร้างตัวได้
เรียบเรียงจาก
Iraqi women’s rights activist Yanar Mohammed killing spurs call for justice, Aljazeera, 04-03-2026
Iraq: Ensure accountability for killing of women’s rights activist Yanar Mohammed, Amnesty, 04-03-2026
The Bullets That Killed More Than Just Yanar, MBN, 04-03-2026
