สปสช. ชวนองค์กรภาคประชาชน เครือข่ายชุมชนที่ทำงานด้านผู้ใช้สารเสพติด เข้าร่วมเป็นหน่วยบริการตาม มาตรา 3 ในระบบบัตรทอง จัดบริการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด (Harm Reduction) พร้อมรับสนับสนุนงบประมาณผ่าน กปท. มุ่งขยายการเข้าถึงบริการเพื่อการเข้าถึงของผู้ใช้สารเสพติดในชุมชน
นางสาวนงลักษณ์ ยอดมงคล ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ปัจจุบันการดูแลผู้ใช้สารเสพติดจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะเครือข่ายภาคประชาชนที่ทำงานใกล้ชิดกับชุมชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและช่วยให้ผู้ใช้สารเสพติดได้รับบริการด้านสุขภาพอย่างเหมาะสม ดังนั้น สปสช. จึงเปิดให้หน่วยงานภาคประชาชน สามารถขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการเฉพาะด้านตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 เพื่อร่วมจัด “บริการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด” (Harm Reduction)
ทั้งนี้ วัตถุประสงค์สำคัญเพื่อมุ่งลดผลกระทบจากการใช้สารเสพติด ในกรณีที่ผู้ใช้สารเสพติดยังไม่สามารถหยุดใช้ได้ทันที โดยให้บริการที่ครอบคลุมตั้งแต่บริการให้คำปรึกษา การคัดกรองสุขภาพ การดูแลด้านจิตเวช การส่งต่อเข้าสู่การบำบัดรักษาและฟื้นฟู ตลอดจนการติดตามดูแลต่อเนื่องในชุมชน

นงลักษณ์ ยอดมงคล ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
“สปสช. ขอเชิญชวนองค์กรภาคประชาชนที่ทำงานด้านผู้ใช้สารเสพติด หรือทำงานด้านสุขภาพในชุมชนในพื้นที่ต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมจัดบริการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติดในชุมชนร่วมกับ สปสช. ซึ่งจะช่วยขยายการเข้าถึงบริการให้กับกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดได้มากขึ้น อันนำไปสู่การลดปัญหาที่เกิดจากสารเสพติด และช่วยสร้างความเข้มแข็งในชุมชน” ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช. กล่าว
นางสาวนงลักษณ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ดีการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการตามมาตรา 3 ดังกล่าว จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานที่กำหนด โดยอ้างอิงแนวทางจากสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) เพื่อให้มั่นใจว่าการให้บริการดำเนินไปอย่างมีมาตรฐานและคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความปลอดภัยต่อผู้รับบริการ
สำหรับในส่วนของการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อให้บริการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติดในชุมชนนั้น ในปีงบประมาณ 2569 สปสช. ได้กำหนดรูปแบบการสนับสนุนผ่านการจัดทำโครงการ (Project-based) ภายใต้กองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.) ซึ่งหน่วยงานที่ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการมาตรา 3 แล้ว จะต้องจัดทำโครงการเพื่อขอรับงบประมาณก่อน และเมื่อโครงการได้รับการอนุมัติแล้ว ก็จะสามารถดำเนินการให้บริการและเบิกจ่ายงบประมาณโครงการได้ ซึ่งในส่วนนี้สามารถประสานกับ สปสช. เขตพื้นที่ได้ เพื่อชี้แจงแนวทางการเขียนโครงการและนำเสนอ
นางสาวนงลักษณ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ดี ขอฝากย้ำว่าการดำเนินงานด้านการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติดนี้ ไม่ได้เป็นการสนับสนุนให้มีการใช้สารเสพติดเพิ่มขึ้น แต่เป็นการจัดบริการเพื่อลดผลกระทบด้านสุขภาพและสังคมจากการใช้สารเสพติด พร้อมทั้งช่วยให้ผู้ใช้สารเสพติดได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม และมีโอกาสเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูในระยะยาว
โดย สปสช. ต้องการให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดบริการมากขึ้น เพราะเครือข่ายภาคประชาชนมีบทบาทสำคัญในการเข้าถึงผู้ใช้สารเสพติดในชุมชน และเชื่อมต่อผู้รับบริการเข้าสู่ระบบสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยพัฒนาระบบบริการให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และลดผลกระทบต่อชุมชนและสังคมในระยะยาว ทั้งนี้ภาคประชาชนที่สนใจร่วมจัดบริการสามารถติดต่อผ่าน สปสช. เขตได้ทั้ง 13 เขตพื้นที่
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
1.สายด่วน สปสช. 1330
2.ช่องทางออนไลน์
• ไลน์ สปสช. พิมพ์ไลน์ไอดี @nhso หรือคลิก https://lin.ee/zzn3pU6
• Facebook : สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่
https://www.facebook.com/NHSO.
