Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ในช่วง 2 สัปดาห์แรกของสงครามวันออกกลางระลอกล่าสุด พลเรือนที่เสียชีวิต 12 ราย ทั่วสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย คูเวต กาตาร์ โอมาน และบาห์เรน เกือบทั้งหมดเป็นแรงงานข้ามชาติ ในภูมิภาคที่ประชากร 80-90% ไม่ใช่พลเมือง แรงงานกว่า 24 ล้านคน จากเอเชียและแอฟริกาไม่มีทางเลือก อยู่ต่อแล้วเสี่ยงตาย หรือกลับบ้านแล้วไม่มีกิน


แรงงานข้ามชาติจากเอเชียรอรถโดยสารหน้าอาคารสำนักงานในย่านเวสต์เบย์ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ — หนึ่งในล้านชีวิตที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจอ่าวเปอร์เซีย แต่กลับเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบเมื่อสงครามมาถึง (ภาพเมื่อปี 2014) | ภาพจาก: Alex Sergeev/Wikimedia (CC BY-SA 3.0)

มาริโกลด์ ตัน (Marigold Tan) หญิงชาวฟิลิปปินส์วัย 38 ปี แพ็กกระเป๋าเตรียมหนีออกจากดูไบไว้แล้ว แต่จนถึงวันนี้ เธอยังไม่ได้ไปไหน

คืนแรกที่เสียงระเบิดดังขึ้น สมาชิกในครอบครัว 4 คนสะดุ้งตื่นกลางดึก แล้ววิ่งลงไปหลบในชั้นใต้ดิน กระเป๋าฉุกเฉินถูกแพ็กไว้ใกล้ประตู พาสปอร์ตทุกเล่มถูกพกติดตัวตลอดเวลา แต่เมื่อรุ่งสาง เธอก็ยังต้องเปิดคอมพิวเตอร์ทำงานต่อในฐานะโคออร์ดิเนเตอร์ของบริษัทอีคอมเมิร์ซแห่งหนึ่ง

"ในฐานะพ่อแม่ คุณต้องพยายามสงบสติให้ได้เพื่อลูก" ตันบอกกับ New York Times ขณะที่ญาติในกรุงมะนิลาโทรมาทุกวันเพื่อขอร้องให้เธอกลับบ้าน

แต่เธอยังลังเล เพราะแม้จะมีสงคราม ดูไบยังให้สิ่งที่มะนิลาให้ไม่ได้ "พูดง่ายๆ คือที่นี่ฉันรู้สึกปลอดภัยกว่า โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงและการดูแลสุขภาพ" เธอกล่าว

ตันไม่ได้อยู่ในสถานการณ์นี้คนเดียว

นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา และอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนใส่ประเทศพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย ทั้งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย คูเวต กาตาร์ และบาห์เรน แรงงานข้ามชาติหลายสิบล้านคนทั่วภูมิภาคต่างตกอยู่ในวังวนคำถามเดียวกัน "กลับบ้านหรืออยู่ต่อ?"

'ค่าจ้างงาม' คือสิ่งที่ทำอยู่ต่อ ไม่ใช่ 'ความกล้า'

คำตอบของคำถามนั้น ในหลายกรณี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความกลัว แต่ขึ้นอยู่กับตัวเลขในบัญชีธนาคาร

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ประเมินว่ามีแรงงานข้ามชาติมากกว่า 24 ล้านคนทั่วภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ส่วนใหญ่ทำงานในภาคก่อสร้าง งานบ้าน การขนส่ง และงานดูแลผู้สูงอายุ โดย 92% ของแรงงานทั้งหมดในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นแรงงานต่างชาติ ตามรายงานของ NPR

สำหรับแรงงานชาวอินเดียซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในภูมิภาคนี้ ตัวเลขพูดแทนทุกอย่าง กฤติก นารายัน (Kartik Narayan) ซีอีโอของ Apna.co บอกกับ Economic Times ว่าแรงงานอินเดียในอ่าวเปอร์เซียเกือบ 9 ล้านคน ส่วนใหญ่ 65-70% ทำงานในภาคแรงงานหนัก และได้รับค่าจ้างเดือนละ 30,000-100,000 รูปี ซึ่งสูงกว่าในประเทศเกือบ 2 เท่า

ตัวเลขต่างหากคือสิ่งที่ทำให้คนอยู่ ไม่ใช่ความกล้า

ดาฟโฟดิลส์ กูวาร์รา (Daffodils Guevarra) แพทย์ชาวฟิลิปปินส์วัย 53 ปีที่ทำงานในดูไบมาเกือบ 20 ปี เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เธอบอกกับ NPR ว่าปัจจุบันมีรายได้ราว 160,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี เทียบกับที่บ้านซึ่งจะได้เพียง 25,000 ดอลลาร์ "มันต่างกันมาก" เธอกล่าว

แม้แต่แรงงานระดับล่างก็ยังได้รับค่าจ้างที่ดีกว่าในฟิลิปปินส์อย่างมีนัยสำคัญ แรงงานบ้านชาวฟิลิปปินส์ในอ่าวเปอร์เซียได้รับค่าจ้างอย่างน้อย 6,000 ดอลลาร์ต่อปี ในขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำในกรุงมะนิลายังไม่ถึง 15 ดอลลาร์ต่อวัน ตามข้อมูลของ NPR

เงินเหล่านี้ไม่ได้หล่อเลี้ยงแค่ผู้ที่อยู่ในอ่าวเปอร์เซีย แต่หล่อเลี้ยงครอบครัวทั้งหมดที่บ้าน มานมีต ซิงห์ (Manmeet Singh) ซีอีโอของ FirstMeridian Global & InnovSource บอกกับ Economic Times ว่าแรงงานส่วนใหญ่ต้องเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัว 4-5 คน "พวกเขาจึงยังคงทำงานต่อไปและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด"

ในระดับมหภาค เงินส่งกลับบ้านของชาวฟิลิปปินส์ที่ทำงานต่างประเทศมีมูลค่า 38,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเกือบ 10% ของ GDP ฟิลิปปินส์ ขณะที่เนปาลพึ่งพาเงินส่งกลับบ้านสูงถึงกว่า 26% ของ GDP ตามข้อมูลของ World Bank ที่ NPR อ้างอิง

โจแอนนา คอนเซปซิออน (Joanna Concepcion) หัวหน้าองค์กร Migrante-International ในมะนิลา ซึ่งดูแลแรงงานฟิลิปปินส์โพ้นทะเลกว่า 20 ประเทศ กล่าวตรงๆ กับ NPR ว่า "รัฐบาลหลายประเทศใช้ประโยชน์จากแรงงานฟิลิปปินส์และปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนเป็นของที่ทิ้งได้" แต่ตราบใดที่บ้านเกิดยังไม่มีงานพอ การอยู่ต่อในพื้นที่สงครามก็ยังคงสมเหตุสมผลสำหรับหลายคน

ราคาที่ต้องจ่าย

แต่การอยู่ต่อมีต้นทุน และต้นทุนนั้นบางครั้งก็คือชีวิต

New York Times รายงานเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2026 ว่า นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น มีพลเรือนเสียชีวิตในการโจมตีทั่วสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย คูเวต กาตาร์ โอมาน และบาห์เรนอย่างน้อย 12 ราย และเกือบทั้งหมดเป็นแรงงานต่างชาติ

มูริบ ซามาน (Murib Zaman) คือหนึ่งในนั้น ชายชาวปากีสถานวัยกลางคนที่ทำงานเป็นคนขับรถในอาบูดาบีมานานกว่า 20 ปี ส่งเงิน 300 ดอลลาร์กลับบ้านทุกเดือน เพื่อเลี้ยงดูลูกห้าคนและครอบครัวขยายรวมถึงลูกของพี่ชายที่เสียชีวิตไปแล้ว เขาถูกเศษซากขีปนาวุธอิหร่านที่ถูกสกัดกั้นพุ่งใส่และเสียชีวิต

ฟาร์มาน ข่าน (Farman Khan) ลูกพี่ลูกน้องของซามานบอกกับ New York Times ว่า "ทุกครอบครัวอยากส่งลูกหลานไปตะวันออกกลางเพราะที่บ้านไม่มีงาน" แต่บัดนี้ แม้แต่ประเทศเหล่านั้นก็ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป "สงครามควรจบโดยเร็ว มิฉะนั้นครอบครัวยากจนในปากีสถานจะไม่รอด" เขากล่าว

โมชาร์ราฟ โฮสเซน (Mosharraf Hossain) ชาวบังกลาเทศที่ทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดในซาอุดีอาระเบีย พ่อของลูกสองคน เสียชีวิตพร้อมเพื่อนร่วมงานเมื่อ "วัตถุทางทหาร" ตกใส่บ้านพักของบริษัท ลูกพี่ลูกน้องของเขาบอกกับ New York Times ว่า "การเสียชีวิตของเขาทิ้งให้ครอบครัวต้องเผชิญกับอนาคตที่ไม่แน่นอน เขาเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัวเพียงคนเดียว"

ในคูเวต เด็กหญิงวัย 11 ขวบชื่อ เอลนา อับดุลลาห์ เนีย (Elna Abdullah Nea) ซึ่งเป็นชาวอิหร่าน เสียชีวิตหลังเศษซากขีปนาวุธตกใส่บ้าน ตามรายงานของสำนักข่าว AFP ที่ New York Times อ้างอิง

ความเสี่ยงของแรงงานข้ามชาติไม่ได้มีแค่เรื่องขีปนาวุธ New York Times รายงานว่าแรงงานค่าจ้างต่ำมักอาศัยอยู่ในที่พักแออัดที่ไม่มีทางออกฉุกเฉินที่ดีพอ และมักทำงานในตำแหน่งที่จำเป็นต้องออกนอกบ้าน เช่น แคชเชียร์ พนักงานขนส่ง และคนเก็บขยะ ในขณะที่ผู้มีฐานะสามารถหลบอยู่ในบ้านหรือเดินทางออกนอกประเทศได้

มาจิด อาลี (Majid Ali) แรงงานชาวปากีสถานวัย 34 ปีที่ทำงานในบริษัทนมแห่งหนึ่งในดูไบบอกกับ New York Times ว่า "มากกว่าหนึ่งสัปดาห์แล้ว ทุกครั้งที่มีเสียงระเบิดหรือการสกัดกั้นขีปนาวุธ พวกเราวิ่งออกจากค่ายแรงงานเพื่อพยายามรักษาชีวิต แต่ไม่รู้จะทำอะไรหรือจะหลบที่ไหน"

ระบบต่างหากที่กักขัง ไม่ใช่แค่สงคราม

กระนั้น สำหรับแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก ปัจจัยที่ทำให้พวกเขาอยู่ในพื้นที่อันตรายไม่ใช่แค่ความจำเป็นทางการเงิน แต่คือโครงสร้างทางกฎหมายและเศรษฐกิจที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกักขังพวกเขาไว้

ระบบที่เรียกว่า kafala คือหัวใจของปัญหา ระบบนี้ให้อำนาจนายจ้างในการควบคุมแรงงานข้ามชาติอย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่การถือครองพาสปอร์ต ไปจนถึงการกำหนดว่าแรงงานจะอยู่หรือจะออกนอกประเทศได้หรือไม่ NPR รายงานว่าทุกปีมีรายงานการละเมิดสิทธิแรงงานนับพันกรณีจากทั่วภูมิภาค ทั้งการยึดพาสปอร์ต การโกงค่าแรง และความรุนแรงทางร่างกาย

สงครามยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ฟาร์ฮาน อัซมี (Farhan Azmi) ผู้ก่อตั้ง Futurz Staffing Solutions บอกกับ Economic Times ว่าแรงงานส่วนใหญ่ถูกสั่งให้หยุดพักงานชั่วคราวโดยนายจ้าง แต่ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนให้เดินทางกลับบ้าน อดิตยา มิศรา (Aditya Mishra) ซีอีโอของ CIEL HR เตือนว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อโครงการก่อสร้างหรือการค้าพลังงาน "ภาคก่อสร้าง โลจิสติกส์ การขนส่ง และการบริการอาจต้องหยุดจ้างงานชั่วคราวหรือปรับลดแรงงาน"

ฝั่งรัฐบาลก็ไม่ได้เร่งรีบช่วยเหลือเท่าที่ควร ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เฟอร์ดินานด์ "บองบอง" มาร์กอส จูเนียร์ (Ferdinand "Bong Bong" Marcos Jr.) บอกกับ NPR เพียงว่า "สถานการณ์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา" และประเมินว่า "อันตรายเกินไปที่จะบิน แม้ว่าจะทำได้ก็ตาม เพราะสนามบินปิด" คอนเซปซิออนจาก Migrante-International วิจารณ์ว่านี่คือ "การขาดความเร่งด่วน" ที่เพิ่มความเปราะบางให้แก่แรงงาน

ในระดับโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้น ปราชานต์ ปาชิเซีย (Prashant Pachisia) ผู้ก่อตั้ง 2COMS Group บอกกับ Economic Times ว่าความต้องการแรงงานจากอ่าวเปอร์เซียลดลงนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ขณะที่ในฝั่งอินเดีย โรงงานที่เคยเดินสายการผลิตสามกะต่อวันเหลือเพียงหนึ่งหรือสองกะ เนื่องจากคำสั่งซื้อจากตะวันออกกลางหดตัวลง

กลับมาที่ดาฟโฟดิลส์ กูวาร์รา แพทย์ชาวฟิลิปปินส์ในดูไบ เธอบอกกับ NPR ว่าสงครามไม่ได้ทำให้เธอเสียใจที่ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านเกิด เธอเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ก็รู้สึกเช่นเดียวกัน

"ถ้าคุณถามคนที่จากบ้านมา ว่าถ้ามีโอกาสจะกลับไหม พวกเขาจะตอบว่าใช่ โดยไม่ต้องคิด" เธอกล่าว "แต่ในตอนนี้ ชีวิตที่ดีกว่ายังอยู่ที่นี่"

นั่นคือโศกนาฏกรรมที่แท้จริงของแรงงานข้ามชาติในอ่าวเปอร์เซีย ไม่ใช่แค่ว่าพวกเขาติดอยู่กลางสงคราม แต่เพราะแม้จะมีสงคราม พวกเขาก็ยังไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้


ที่มา:
Indian workers hold ground in Gulf despite risks as Mideast war wages (Prachi Verma, Economic Times, 18 March 2026)
Far from home, millions of migrant workers in the Gulf are trapped by war (Ashley Westerman, NPR, 17 March 2026)
Civilians Killed by Strikes in Gulf States Are Almost All Migrant Workers (Zia ur-RehmanVivian Nereim and Aie Balagtas See, The New York Times, 10 March 2026)
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง