เครือข่ายแรงงาน นำโดยสมานฉันท์แรงงานไทย ชุมนุมหน้ากระทรวงพลังงาน ยื่นหนังสือถึงภาครัฐ แก้ไขปัญหาราคาพลังงาน-ค่าครองชีพ อาทิ ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาท ดึงกิจการโรงกลั่นน้ำมันกลับมาเป็นของรัฐ ควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ยกเลิกสัญญาทาสซื้อไฟฟ้าเอกชน เพราะทำให้ประชาชนจ่ายค่าไฟแพง
2 เม.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (2 เม.ย.) เวลา 9.00 น. ที่หน้ากระทรวงพลังงาน ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ มีนัดหมายการชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายแรงงาน นำโดย สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.), สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย (สปท.) เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพง และค่าครองชีพ
สามารถคลิกเลื่อนซ้าย-ขวา เพื่อดูรูปภาพ
การชุมนุมดังกล่าวเกิดขึ้น หลังจากปัญหาราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นสูง จากสหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ก่อนที่ทางกองทัพของเตหะรานจะตอบโต้ ทั้งยิงขีปนาวุธโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตน้ำมันดิบ และปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการขนส่งน้ำมัน
สำหรับบรรยากาศการชุมนุมในวันนี้ (2 เม.ย.) กลุ่มเครือข่ายแรงงานฯ และประชาชนมาชุมนุมเรียกร้องและปราศรัยถึงความเดือดร้อนและผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น
สาวิทย์ แก้วหวาน ประธานกลุ่มสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย เผยว่า ผลจากสถานการณ์น้ำมันแพงสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั้งประเทศ ก่อนหน้านี้รัฐบาลเคยออกมาแถลงว่ามีน้ำมันสำรองหนึ่งร้อยกว่าวัน แต่ปรากฏว่าผ่านไปไม่ถึง 1 เดือน น้ำมันขาดแคลน ประชาชนต้องเข้าแถวเติมน้ำมัน สิ่งที่ประชาชนเรียกร้องคือให้รัฐบาลควบคุมราคาน้ำมัน แต่รัฐบาลก็ไม่สามารถทำได้ หรือที่สังคมตั้งข้อสังเกตว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนหรือไม่ ก็ยังไม่มีคำตอบจากรัฐบาล และวันนี้น้ำมันก็ขึ้นราคาเพิ่มอีก
สาวิทย์ กล่าวต่อว่า การออกมาในวันนี้เพื่อส่งเสียงถึงรัฐบาลให้เข้าใจปัญหาและเร่งแก้ไขปัญหาน้ำมันแพงและราคาสินค้าแพง ซึ่งใกล้ถึงช่วงสงกรานต์แล้ว ขอให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่คำนึงถึงเพียงผลประโยชน์ของกลุ่มนายทุนเพียงอย่างเดียว สิ่งที่รัฐบาลต้องตอบประชาชนคือ สิ่งที่พูดและทำนั้นเป็นไปตามเจตจำนงทางการเมืองที่ให้ไว้ก่อนการเลือกตั้ง
ทางเครือข่ายฯ ได้มีการยื่นหนังสือข้อเสนอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขวิกฤตปัญหาน้ำมันขาดแคลน ราคาแพง ค่าไฟฟ้า และราคาสินค้าที่แพง ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยมี เพทาย หมุดธรรม หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน เป็นตัวแทนรับหนังสือ
สำหรับเนื้อหาข้อเสนอโดยสรุประบุว่า สถานการณ์วิกฤตทางพลังงานที่ราคาน้ำมันราคาสูงขึ้น ส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นทั่วกระดาน ขณะที่รายได้และค่าจ้างไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่าย ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนลดลง และสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าฝ่ายการเมืองยังคงมุ่งเน้นการแข่งขันทางอำนาจ มากกว่าการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน
จึงขอให้รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หลังจากมีการถวายสัตย์ปฏิญาณและเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างสมบูรณ์แล้ว ได้ตระหนักและคำนึงถึงการบริหารประเทศเพื่อความผาสุกของประชาชนทุกคน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างเป็นธรรมและเท่าเทียมในสังคมอย่างแท้จริง โดยมีข้อเสนอ ดังนี้
1. ขอให้รัฐบาลควบคุมราคาพลังงาน ลดค่าการกลั่นให้เหลือลิตรละ 2 บาท ยกเลิกการเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อน ในสถานการณ์เฉพาะหน้าต้องกำหนดราคาน้ำมันโดยเฉพาะดีเซลไม่เกินลิตรละ 30 บาท ต้องบริหารจัดการไม่ให้น้ำมันขาดแคลน ต้องหยุดการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศ เพื่อให้น้ำมันเพียงพอต่อการใช้ในประเทศ และต้องเรียกเงินชดเชยจากกลุ่มทุนที่กักตุนน้ำมันที่ประชาชนเรียกกันว่า ลาภกักตุน-ลาภลอย คืนแก่ประชาชน
2. หยุดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ดำเนินการเพื่อนำ ปตท. และกิจการโรงกลั่นน้ำมันกลับคืนมาเป็นของรัฐ เพื่อการบริหารจัดการน้ำมันและก๊าซอย่างเป็นธรรมเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
3. รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลการผลิตและการกลั่นน้ำมันในประเทศและการนำเข้าจากต่างประเทศให้แก่ประชาชนได้รับทราบว่ามีจำนวนและสัดส่วนเท่าใด
4. รัฐต้องตรวจสอบเอาผิดกับโรงกลั่น บุคคล นิติบุคคล ที่มีการกักตุนน้ำมัน รวมทั้งการปรับขึ้นราคาทั้งๆ ที่เป็นน้ำมันสต๊อกเก่าอย่างเร่งด่วน
5. ขอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจพิเศษในการบริหารกิจการพลังงานในสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อให้มีการควบคุมราคาน้ำมันอย่างจริงจังและการบริหารจัดการกิจการสาธารณะด้านพลังงาน (น้ำมัน) ของประเทศให้ประชาชนได้เข้าถึง อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
6. รัฐต้องมีมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อควบคุมไม่ให้ค่าครองชีพสูงขึ้นและป้องกันการซ้ำเติมประชาชนในช่วงวิกฤต
7. ในกิจการไฟฟ้ารัฐต้องยกเลิกสัญญาทาสการซื้อไฟฟ้าที่แพงจากกลุ่มทุนเอกชน เพราะเป็นภาระให้ประชาชนจ่ายค่าไฟฟ้าในราคาที่แพง และให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกลับมาเป็นองค์กรหลักในการผลิตไฟฟ้าให้แก่ประเทศชาติและประชาชน
แถลงการณ์ระบุว่า หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชนในทุกสาขาอาชีพที่เดือดร้อนอย่างแสนสาหัสในเวลานี้ ทั้งจากท้องไร่ท้องนา ท้องที่ห่างไกล จนถึงเมืองเล็กเมืองใหญ่ จะได้รับการตอบสนองและแก้ไขปัญหาอย่างจริงใจจากรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี และขอให้ประชาชนและสื่อมวลชนที่รักความเป็นธรรมจงร่วมกันแสดงพลัง จุดยืนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง ของครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ อย่าปล่อยให้ นายทุนชั่ว นักการเมืองเลว กดขี่ขูดรีดประชาชนอีกต่อไป
หลังจากนี้ เวลา 11.00 น. เครือข่ายฯ จะมีการไปชุมนุมเรียกร้องต่อที่ทำเนียบรัฐบาล ประตู 5 ถนนราชดำเนิน
ต่อมา เมื่อเวลา 11.23 น. กลุ่มผู้ชุมนุมเครือข่ายแรงงาน ได้เดินทางถึงหน้าทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับยื่นหนังสือ 7 ข้อเรียกร้องแก้ไขปัญหา ค่าพลังงาน และค่าครองชีพ ถึงรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล โดยมี สมพาศ นิลพันธ์ ตัวแทนจากสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับหนังสือจากเครือข่ายแรงงาน
สมพาศ ได้กล่าวว่า ทางรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชน ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณาออกมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยแกด้ไขปัญหา และหลังจากนั้นจะนำหนังสือดังกล่าวนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อไป
หลังจากนั้น ทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้ทำกิจกรรมจนถึงเวลา 12.53 น. ก่อนยุติการชุมนุม
สาวิทย์ ประธาน สสรท. ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อเช้าไปที่กระทรวงพลังงานมาก่อน ตามสถานการณ์ที่ทุกคนได้ทราบดีว่ามีการประกาศขึ้นราคาน้ำมัน รวมถึงวันนี้ก็ขึ้นราคาด้วย ที่เรามาในวันนี้เพื่อรอรัฐบาลว่าจะมีท่าทีต่อสถานการณ์นี้อย่างไร เพราะเพิ่งผ่านการเลือกตั้งมา และมีการสัญญากับประชาชนถึงการอยู่ดีมีสุข ความร่ำรวยที่จะเกิดขึ้น แต่ทุกวันนี้ประชาชนหลายคนส่งเสียงว่า "ไม่ไหวแล้วโว้ย"
ประธาน สสรท. ระบุต่อว่า การมาชุมนุมในวันนี้จึงเป็นไปเพื่อส่งเสียงว่ารัฐบาลจะจัดการปัญหาความเดือดร้อนทุกข์ยากของประชาชนอย่างไร หรือจะเป็นไปตามที่มีการกล่าวอ้างว่าไปอุ้มนายทุนมากกว่าประชาชน จึงมายื่นหนังสือถึงรัฐบาล เพื่อให้รับทราบความทุกข์ยากของประชาชน

