กอ.รมน.แถลงผลสอบเจ้าหน้าที่ให้ยืมรถหลวง เหตุถูกนำไปใช้ก่อเหตุลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ย้ำผิดชัดทั้งวินัย-อาญา พร้อมดำเนินคดี ม.151 และ ม.157
13 เมษายน 2569 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) แถลงกรณีเหตุลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2569 ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า มีการนำรถยนต์ของทางราชการไปใช้ในการก่อเหตุดังกล่าว
ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า รถยนต์คันที่เกี่ยวข้องเป็นรถกระบะของทางราชการ สังกัด กอ.รมน.จว.นราธิวาส ส่วนหน้า ซึ่งกำหนดให้ใช้ในภารกิจธุรการภายในหน่วย และอยู่ภายใต้การควบคุมตามระเบียบ กอ.รมน. ว่าด้วยรถราชการ พ.ศ.2553 อย่างเคร่งครัด โดยระเบียบดังกล่าวกำหนดให้การใช้รถราชการ ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเท่านั้น ต้องได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจตามลำดับชั้น และต้องมีการบันทึกการใช้รถอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้
อย่างไรก็ตาม จากการสอบสวนพบว่า น.อ.มนตรี ผู้รับผิดชอบดูแลยานพาหนะของหน่วย ได้อนุญาตให้ ร.อ.วิโรจน์ ยืมรถยนต์ราชการไปใช้ในลักษณะส่วนตัว โดยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำเอกสารขออนุญาต การระบุภารกิจ เวลา และสถานที่ใช้งาน ตลอดจนไม่ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามสายการบังคับบัญชา อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งของทางราชการอย่างร้ายแรง โดยยืมรถรวม 3 ครั้ง ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว
คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง จึงมีมติว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดในหลายมิติ โดยในส่วนของความผิดทางแพ่ง เป็นการกระทำโดยจงใจฝ่าฝืนระเบียบของทางราชการ อันก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของรัฐ ผู้กระทำต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ในส่วนของความผิดทางวินัย การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดวินัยร้ายแรง ฐานละเลยต่อหน้าที่ราชการ และกระทำการโดยมิชอบจนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทางราชการ ขณะนี้หน่วยดำเนินการส่งตัวกลับต้นสังกัด และเสนอให้ดำเนินการสอบสวนทางวินัยตาม พ.รบ.ว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ.2457 โดยมีโทษสูงสุดถึงขั้นปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ
สำหรับความผิดทางอาญา แบ่งออกเป็น 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประเด็นแรก คือ การมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุลอบยิง ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน และประเด็นที่ 2 คือ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่ง กอ.รมน.จว.นราธิวาส จะดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษตามกฎหมาย โดยเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ในกรณีเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ และมาตรา 157 ในกรณีปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต
ทั้งนี้ การดำเนินการในทุกมิติเป็นไปตามหลักความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ และหลักนิติธรรมที่ กอ.รมน.ยึดถืออย่างเคร่งครัด โดย กอ.รมน.ภาค 4 สน. ให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนอย่างเต็มที่ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้
ด้าน พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 (มทภ.4) ในฐานะ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 สน. ยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำในลักษณะส่วนบุคคล ของเจ้าหน้าที่ที่ฝ่าฝืนระเบียบและกฎหมายอย่างชัดเจน มิได้เป็นนโยบาย คำสั่ง หรือการดำเนินการใด ๆ ของหน่วยงาน และไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจของ กอ.รมน.แต่อย่างใด พร้อมทั้งกำชับให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลทรัพย์สินของทางราชการ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ขึ้นอีก
กอ.รมน.ยืนยันว่า จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด ไม่ละเว้นต่อผู้กระทำความผิดทุกกรณี เพื่อรักษาวินัย มาตรฐานของหน่วยงาน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
แม่ทัพภาค 4 ยันไม่สองมาตรฐาน - ไม่สนนักการเมืองหรือ สส. จะชี้นำอะไร
ผู้สื่อข่าวประชาไทรายงานเพิ่มเติมว่า ระหว่างการแถลงข่าว พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ตั้งคำถามกลางสภาผู้แทนราษฎรว่า เหตุใด น.อ.มนตรี จึงไม่ถูกนำตัวเข้าศูนย์ซักถามภายใต้กฎอัยการศึกเหมือนกรณีบุคคลทั่วไป โดยแม่ทัพภาคที่ 4 ชี้แจงว่า มีการซักถามโดยใช้กฎอัยการศึกตั้งแต่วันแรกแล้ว เพียงแต่ผู้ชี้แจงไม่ได้พูดถึงในตอนนั้น พร้อมระบุว่า "ผมไม่สนใจหรอกว่านักการเมืองหรือ สส. จะไปชี้นำอะไร การตัดสินว่าเขาผิดหรือถูกเป็นหน้าที่ของตำรวจ"
เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงความเป็นสองมาตรฐาน แม่ทัพภาคที่ 4 ยืนยันว่าไม่มี ด้าน พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ยืนยันว่า น.อ.มนตรี มาแสดงตัวกับเจ้าหน้าที่และมีการแจ้งความดำเนินคดีกับ ร.อ.วิโรจน์ ตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. และเข้าสู่กระบวนการซักถามตามกฎอัยการศึกแล้ว
สำหรับคำถามที่ว่าเหตุใดจึงยังไม่มีการลงโทษ น.อ.มนตรี แม่ทัพภาคที่ 4 ชี้แจงว่า น.อ.มนตรี อยู่ในสายการบังคับบัญชาของ ผอ.กอ.รมน.จังหวัดนราธิวาส ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสเป็นผู้รับผิดชอบ โดยได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนและรับรายงานผลในเบื้องต้นแล้ว
ในช่วงหนึ่งของการแถลงข่าว เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ายืนยันได้หรือไม่ว่ากองทัพไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว แม่ทัพภาคที่ 4 ปิดไมโครโฟนก่อนกล่าวว่า "ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ" พร้อมยืนยันว่ากองทัพไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเรื่องที่ว่า น.อ.มนตรี รับงานมาจากใครนั้นเป็นหน้าที่ของพนักงานสืบสวนสอบสวนต่อไป
