'ปิยบุตร' มอง ปชน.แก้ปัญหาแพ้เลือกตั้งไม่ตรงจุด เสนออย่าเล่นเกมเดียวกับบ้านใหญ่ แต่ให้ทำตัวเองเป็นทางเลือกปฏิรูปประเทศไทย ดึงคนกาบัตร 2 ใบ ด้าน ‘ณัฐพงษ์’ มองนักวิชาการและทุกคนมีส่วนร่วมชี้นำสังคม พร้อมพัฒนาระบบคัดเลือกผู้สมัคร และให้เวลาทำงานเขตแต่เนิ่นๆ สะท้อนพรรคฟังเสียงวิจารณ์
สืบเนื่องจากวันนี้ (21 เม.ย.) ปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ และอดีต สส.พรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” มองว่า พรรคประชาชนถ้าอยากจะกลับมาชนะการเลือกตั้งครั้งหน้า ต้องทำงานทางความคิดให้ประชาชน และสังคม ให้เชื่อว่าทางเลือกของคุณสำคัญที่สุด ทำตัวเองให้เป็นตัวแทนของการปฏิรูปประเทศ ถ้ารัฐบาลพรรคสีน้ำเงินไปต่อไม่ไหว หรือมีเหตุการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้น ประชาชนต้องหันมามองที่เรา
"ผมคิดว่าต้องทำทางเลือกแบบนี้ เพราะฝั่งสีน้ำเงิน เขาจะเป็นสไตล์ปะผุทีละจุดทีละนิดทีละหน่อย เพราะว่าเขามีสไตล์ทางการเมืองแบบบ้านใหญ่ กับกลุ่มทุน ทำให้เขาไม่กล้าตัดสินใจกระทบกระเทือนกันเยอะ
"พรรคสีส้มไม่มีเรื่องนี้ แต่ต้องอธิบายให้ได้ว่ามันถึงเวลาจริงๆ ต้องทำ เวลาที่คุณเป็นฝ่ายค้าน ต้องทำให้คนเห็นว่าถ้าสีน้ำเงินไปไม่ได้ ทำไม่ได้ ต้องยอมกาคุณทั้ง 2 ใบแล้ว" ปิยบุตร ระบุ
ปิยบุตร มองว่า หลังแพ้การเลือกตั้ง พรรคประชาชนแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด คือไปมองว่าถูกโกงเลือกตั้ง เลยเปิดรับอาสาสมัครให้คนมาเฝ้าคูหาทั่วประเทศ หรือไม่ได้ สส.เขต ก็เลยไปเน้นทำเรื่องเขต ซึ่งไม่ได้มองว่าไม่ต้องทำงานเขตเลย แต่ไม่น่าจะต้องเน้นเป็นเรื่องหลัก เพราะว่าเราทำงานเขตแบบสไตล์พรรคสีน้ำเงิน เหมือนเราลงไปสู้กับเกมของเขา ซึ่งยิ่งแข่ง ยิ่งแพ้ ไม่มีทางชนะ เพราะฝั่งตรงข้ามมีกำลังมากกว่า
"เราตั้งพรรคอนาคตใหม่ตอนปี 2561 เรามองสนามการเมือง ถ้าสู้ในเกมของเขา เราไม่มีทางชนะ เกมบ้านใหญ่ หรือเกมใช้เงินใช้ทอง อิทธิพลกลไกอำนาจรัฐ ต่อให้เราเริ่มทำ ทำเป็น ทำได้ แต่เราทำสู้เขาไม่ได้ เขาก็จะไปไกลกว่า
"เราเลยมาเริ่มทำแบบใหม่ ชี้นำความคิด ใช้สื่อโซเชียลมีเดีย เข้าไปหากลุ่มคนต่างๆ กลุ่มความหลากหลายต่างๆ ในสังคมไทย แต่ ณ วันนี้ ฝั่งเขา เขาก็รู้แล้วว่าเขาต้องปรับตัว เขาก็เริ่มมาเดินเกมแบบที่พรรคส้มทำ ไม่ว่าจะเป็นคุณเริ่มดันคนอายุน้อยๆ ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี เอาเทคโนแครต มีเจตจำนง บริหารแบบคลัสเตอร์ เขาเริ่มปรับ แน่นอน เขาจะปรับมาคล้ายๆ กันบ้าง มันไม่เหมือนกันหรอก แต่เขาพยายามทำเรื่องนี้" อดีต สส.พรรคอนาคตใหม่ ให้ความเห็น
ต่อกรณีที่สรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรรายการ ถามกลับไปว่า แต่ว่าเรื่องนี้แก้ไขปัญหาที่ว่า สส.เขต มีจำนวนมากกว่า สส.บัญชีรายชื่อ หรือเปล่า ถ้าเราเน้นการทำงานเชิงความคิด เราอาจจะไม่ได้ สส.เขตมากอย่างที่หวัง
ปิยบุตร มองว่า เรื่องการทำ สส.เขต ต่อให้เราไม่ซื้อเสียงเลย เราก็ใช้งบประมาณเยอะอยู่ดี ไปงานไหนก็ต้องมีให้ ผู้สมัครเขตของพรรคประชาชน ก็ใช้บ้าง แต่ไม่ได้ใช้เยอะ ทำเท่าที่พอได้ แต่หลายคนเข้าเนื้อตัวเอง และคุณดูผู้สมัครของพรรคประชาชนมีเงินไม่เยอะ ไม่เหมือนบ้านใหญ่ สู้ไม่ได้อยู่ดี เลยมองว่าเราไปอยู่เกมที่เราสู้ยังไงก็แพ้
"เราไปแก้วันนี้ฉันต้องทำเขตให้เด่น เพื่อที่เขาจะได้มาเลือก 2 ใบ แต่ผมคิดกลับเลย คุณยิ่งต้องตีกระแสความคิดให้ทั่วประเทศว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ประชาชน ต้องกาผู้สมัครพรรคประชาชนทั้ง 2 ใบ เพื่อให้เขาเป็นรัฐบาลที่เสียงมากพอ" นักวิชาการนิติศาสตร์ ระบุ
ปิยบุตร มองว่า แทนที่พรรคประชาชนจะไปเล่นเกมพรรคสีน้ำเงิน แต่ต้องให้พรรคสีน้ำเงิน มาเล่นเกมของพรรคประชาชน เอานโยบายของพรรคประชาชนไปทำ แต่ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนกลับไปเล่นเกมของพรรคสีน้ำเงิน เล่นเกมทำงานเชิงพื้นที่ เราจะสู้พรรคสีน้ำเงินไม่ได้
นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ กล่าวว่า การชนะการเลือกตั้งแบบเบ็ดเสร็จได้นั้นมาจากการสร้างความเชื่อ อย่างสมัยที่ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย เพราะคนเชื่อจริงๆ ว่าต้องเป็นทักษิณเท่านั้นที่จะปฏิรูปประเทศไทยได้ เพราะคนเชื่อ เพราะฉะนั้น พรรคประชาชนต้องทำขึ้นมาให้ได้ อย่างไรก็ดี ภายในพรรคต้องคุยกันให้ชัดเจนตรงกันว่า ทิศทางต่อไปของพรรคจะเป็นอย่างไร หลอมรวมความคิดให้ได้
สส.ที่เข้ามา ไม่อยากเปลี่ยนแปลงประเทศ ?
อีกประเด็นหนึ่งที่ ปิยบุตร พูดขึ้นมาคือ เขาวิจารณ์ว่าอุดมการณ์ของพรรคประชาชนในปัจจุบันไม่เหมือนเดิม เมื่อเทียบกับตอนก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่
"ตอนผมตั้งพรรค เราใช้คำว่า เราอยากให้พรรคนี้เป็นยานพาหนะแห่งการเปลี่ยนแปลง หลังๆ ก็ไปแปลความคำว่า "ยานพาหนะแห่งความเปลี่ยนแปลง" เพี้ยนไปหมด ซึ่งยานพาหนะแห่งการเปลี่ยนแปลง หมายถึงปัจเจกกับบุคคลทั้งหลายเห็นว่าสังคมไทยไปต่อไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลง และใช้ไอ้พรรคนี้เป็นเครื่องมือในการเข้าไปมีอำนาจรัฐ เพื่อการเปลี่ยนแปลง
"แต่ตอนนี้มันกลายเป็น ปัจเจกกับบุคคลทั้งหลายมาใช้ยานพาหนะนี้ เพื่อให้ตัวเองได้เป็น สส. มันเป็นอย่างนี้เยอะขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นธรรมดา มนุษย์มันมีกิเลสเข้ามา แต่มันต้องตบให้มันเข้ารูปเข้ารอย" ปิยบุตร ระบุ
นอกจากนี้ ปิยบุตร วิจารณ์ด้วยว่า ระบบนิเวศการทำงาน (Eco-system) ของพรรคประชาชนบีบให้ สส.ต้องทำงานแข่งขันกัน การประเมิน KPI แบบเอกชน ก็ประเมินผลงานของ สส.ยาก เพราะทุกคนก็อ้างว่าตัวเองมีผลงานเหมือนกันหมด และกลายเป็นว่าสร้างผลงานเพราะกลัวว่าจะไม่ได้เป็น สส.ในสมัยหน้า แทนที่จะเป็นการนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ซึ่งเรื่องนี้ต้องถามตัวเองเรื่อยๆ ไม่งั้นจะกลายเป็นว่า สส.เขตต้องแข่งกัน สส.บัญชีรายชื่อต้องแข่งกันแสดงประเด็น ถ้าแสดงไม่ได้ เดี๋ยวอันดับบัญชีรายชื่อหล่นลง
อย่างไรก็ดี อดีต สส.พรรคอนาคตใหม่ ระบุด้วยว่า โจทย์นี้เป็นโจทย์ท้าทายของพรรคที่เติบโตใหญ่ขึ้นต้องเจอทุกพรรค และเมื่อมันเจอแล้วก็ต้องหาทางแก้ไข
คุยกันในพรรคให้ชัดเจน
ปิยบุตร เชื่อว่าคนยังต้องการการปฏิรูปประเทศ หากสังเกตจากจำนวนคะแนนบัญชีรายชื่อที่โหวตให้ ปชน. 11 ล้านเสียง และวันนี้เวลารัฐบาลไปไหน และคนวิจารณ์ เขาก็หันไปหาพรรค ปชน. ดังนั้น เราต้องชูให้เห็นว่า ประเทศไทยถึงคราวปฏิรูปประเทศ ไม่สามารถใช้ระบบทางการเมืองที่เคยทำกันมา บ้านใหญ่รวมพลังกันเข้ามา และจะเปลี่ยนประเทศได้
อดีต สส.อนาคตใหม่ ชี้ว่า ถ้าเราลองเทียบบัญญัติไตรยาง วันที่อนาคตใหม่ขึ้นมา ได้ สส. 81 คน และพอขยับมาเป็นก้าวไกล ได้ 151 คน ส่วนหนึ่งเพราะคนเอือมระอากับ 'ระบอบประยุทธ์' คนรู้สึกว่ามันต้องเปลี่ยน เพียงแต่พรรคประชาชนต้องชูขึ้นมาให้ได้ว่า ตัวเองเป็นตัวแทนของความเปลี่ยนแปลง ซึ่งเขาเชื่อว่า วิกฤติทางการเมืองจะเกิดขึ้นแน่นอนในรัฐบาลนี้ ทั้งในทางการเมืองภายในพรรค และภายในรัฐบาล ปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้า ดังนั้น สิ่งที่พรรคประชาชนต้องทำ ต้องทำให้ประชาชนเลือกเวลาเกิดวิกฤต
ปิยบุตร เสนอว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ต้องเริ่มจากการคุยกันภายในพรรคสำคัญที่สุด เพื่อหลอมรวมความคิดให้เป็นเอกภาพ และสร้างพลัง ไม่ใช่แข่งขันกันเป็น สส. และต้องคุยให้ชัดว่าจะเดินขั้วไหน จะเป็นรัฐบาล หรือเป็นทางเลือกในการปฏิรูปประเทศ ซึ่งในใจของเขายังคิดว่ายังไงก็ต้องมีพรรคที่เป็นตัวแทนอีกขั้วความคิดหนึ่ง
ประการต่อมา เขาเสนอว่า พรรคประชาชนอาจต้องกล้าพูดเรื่องแหลมคม ซึ่งแหลมคมในที่นี้ไม่ใช่เรื่องมาตรา 112 แต่เป็นเรื่องนามธรรม ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เราต้องอธิบายให้ได้ว่า "ปฏิรูปประเทศไทย" คือเรื่องอะไรบ้าง เราเข้าสังคมผู้สูงวัยแล้วจะทำอย่างไร หรือโครงสร้างสังคมเศรษฐกิจเป็นอย่างไร เราต้องกล้าพูดเรื่องพวกนี้ ประเด็นอาจจะดูไกลตัวคนทั่วไป แต่เชื่อว่าโหวตเตอร์เขาสนใจอยู่แล้ว ไม่งั้นเขาคงไม่เลือก แต่เราต้องเพิ่มเรื่องนี้มากขึ้น และเมื่อมันมีวิกฤตการณ์บางอย่าง คนจะยิ่งหันมาฟังเยอะขึ้นเรื่อยๆ
หัวหน้า ปชน. มองทุกคนมีส่วนร่วมชี้นำสังคม
หลังจากที่ปิยบุตร ให้สัมภาษณ์เมื่อช่วงเช้า ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ระบุว่า เขาเคารพในความคิดเห็นของอาจารย์ปิยบุตร เพราะว่าอาจารย์เขาเองก็ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค การที่จะออกไปวิจารณ์พรรคฯ ในพื้นที่สาธารณะในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ตนเองก็คิดว่าการชี้นำทางความคิด นอกจากหน้าที่หลักของพรรคประชาชน ที่เราเสนอมาเป็นพรรคทางเลือกในการทำให้อำนาจประชาชนมีอำนาจสูงสุดในประเทศนี้ บรรดานักคิดนักวิชาการต่างๆ ที่อยู่ในประเทศ คิดว่าเป็นหน้าที่ของทุกๆ คนที่ต้องช่วยชี้นำสังคมเช่นเดียวกัน
ณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า เขาเชื่อมั่นในสมาชิกสภาฯ ของพรรคทุกๆ ชุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุดปัจจุบัน เพราะทุกคนมาด้วยอุดมการณ์ความแน่วแน่ที่อยากจะมาทำการเมืองเพื่อประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง ในส่วนปัญหาที่เกิดขึ้น ก็ขอน้อมรับ และได้แถลงมาหลายรอบแล้ว และเชื่อว่าส่วนกระบวนการคัดคนของเราก็ดีมากขึ้นทุกๆ วัน และพร้อมจะทำให้ดีมากขึ้นในอนาคต
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ที่มา: ทีมสื่อพรรคประชาชน)
ปรับกลยุทธให้ผู้สมัคร สส.ทำงานพื้นที่แต่เนิ่นๆ
ณัฐพงษ์ เผยว่า อย่างในกรณีเรื่องของการที่จะตัดสินใจเคาะผู้สมัครลงชิงตำแหน่ง อย่างในกรณีของ สส.เขต เราก็ให้เวลาตัวผู้สมัครฯ ทำงานในพื้นที่อย่างเต็มที่หลายปีก่อนวันเลือกตั้ง เพื่อที่อย่างน้อยๆ ให้ประชาชนในพื้นที่เห็นแล้วว่า อย่างน้อยใครจะมาเป็นผู้แทนของพรรคฯ ในอนาคต และถ้าเห็นข้อบกพร่องใดๆ ก็จะได้รีบส่งคำร้องเข้ามาให้กับพรรคโดยเร็ว เราจะได้มีโอกาสแก้ไข ซึ่งแนวทางในการทำงานแบบนี้ก็เป็นหนึ่งตัวอย่างที่เราพัฒนาขึ้นมา อาจจะเห็นว่ามีความแตกต่างจากในอดีต พรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกลในอดีต ก็จะมีข้อวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้างว่าบางทีเคาะผู้สมัครช้า นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียวที่อยากจะยกให้ฟังว่า เรารับฟังคอมเมนต์ทุกอย่าง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ทุกอย่างและก็จะปรับปรุงกระบวนการของเราให้ดีขึ้น และก็เปิดเวทีให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นให้มากที่สุด และการตัดสินใจครั้งใหญ่ๆ ของพรรค เราผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากทุกองคาพยพของพรรค
“อย่างหนึ่งการแสดงออกของอาจารย์ปิยบุตร ทำให้ทุกคนเห็นว่าข้อกล่าวหาว่าพรรคประชาชนมีคณะนำภายนอกพรรครึเปล่า ไม่เป็นความจริง เพราะว่าความเห็นแตกต่างหลากหลายกันได้” หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าว
หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวต่อว่า ส่วนตัวได้คุยกับอาจารย์ปิยบุตร นอกรอบบ้าง ในฐานะเพื่อนร่วมอุดมการณ์กันมาก่อน แต่การตัดสินใจทั้งหมดก็จะเป็นไปตามการตัดสินใจของคณะบริหารชุดปัจจุบัน ดังนั้น ถ้าจะตอบคำถามนี้ว่า ตกลงแล้วได้เคยมีการพูดคุยไหม เคยแต่ว่าเป็นเรื่องปกติ แต่การตัดสินใจเป็นของผู้บริหารชุดปัจจุบัน
ส่วนข้อครหาที่บอกว่า พรรคประชาชนเปลี่ยนจุดยืนหรือไม่ ณัฐพงษ์ ยืนยันว่า พรรคประชาชนไม่ได้เปลี่ยนจุดยืน
"สำหรับเรื่องที่เราต้องการสร้างการเมืองของประชาชน พรรคมวลชนที่ทุกคนเป็นสมาชิกพรรคทุกคนเป็นเจ้าของ พรรคที่ใหญ่กว่าคน แต่ประชาชนใหญ่กว่าพรรค เรายังยึดมั่นในความพูดนี้อยู่ เพียงแต่ว่าโดยหลักการแนวคิดในอุดมคติ การชี้นำทางความคิดที่เกิดขึ้นเป็นการปักธงทางความคิดที่สำคัญที่ทำให้ผมเอง ก็เลือกเข้ามาเดินทางการเมืองในวันนี้
"ถ้ามีใครบอกว่าเลิกเชื่อในระบบอาสาสมัคร ผมเองก็ถ้าคิดแบบนั้น ผมเองก็คงต้องออกจากนักการเมือง เพราะผมเองเข้ามาทำการเมือง เพราะผมอาสาเข้ามาทำ เพราะงั้น ผมยังคงเชื่อว่า คนทำในนะบบอาสาสมัคร คนที่มีใจในการสร้างความเปลี่ยนแปลง ยังอยู่ในทุกๆ หน่วยเลือกตั้ง และการทำระบบจัดตั้งที่เข้มแข็ง ที่ไม่ได้เป็นระบบจัดตั้งที่ใช้เงินแบบที่เขาทำ ผมเชื่อว่าจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เรา ทำการเมืองเชิงอุดมคติ เป็นการเมืองที่เป็นจริงมากขึ้นได้" ณัฐพงษ์ กล่าว
