การประชุม World Urban Forum ครั้งที่ 13 ที่เมืองบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ผู้นำระดับโลกถกเรื่องวิกฤตที่อยู่อาศัย UN ระบุว่าปัจจุบันมีผู้อาศัยในสลัมและชุมชนแออัดกว่า 1.1 พันล้านคน แม้กว่า 2 ใน 3 ของประเทศทั่วโลกจะมีนโยบายที่อยู่อาศัยราคาประหยัดแล้วก็ตาม การประชุมครั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเมืองหลังสงคราม การรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และปัญหาคนไร้บ้านที่แม้แต่ประเทศร่ำรวยอย่างสหรัฐฯ ก็ยังแก้ไม่ได้
เว็บไซต์ UN News รายงานเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2026 ว่า บรรดารัฐมนตรี นายกเทศมนตรี องค์กรระหว่างประเทศ นักผังเมือง และผู้เชี่ยวชาญ ได้มารวมตัวกันที่เมืองบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เติบโตเร็วที่สุดประการหนึ่งของโลก นั่นคือวิกฤตการณ์ที่อยู่อาศัยระดับโลก ซึ่งตามรายงานของ สหประชาชาติ (UN) ระบุว่ากำลังส่งผลกระทบต่อประชากรเกือบ 2.8 พันล้านคนทั่วโลก
เราจะทำให้เมืองต่าง ๆ ปลอดภัยและมีความยืดหยุ่นพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นได้อย่างไร และจะทำให้ที่อยู่อาศัยมีราคาที่สามารถเอื้อมถึงได้อย่างไร? เหล่านี้คือคำถามหลักที่อยู่ในการอภิปราย ณ การประชุมโครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (World Urban Forum - WUF13) เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หลายประเทศมีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด โดยมีประชากรในประเทศต่างๆ ราว 160 ประเทศที่ได้นำนโยบายเมืองแห่งชาติมาใช้หรือกำลังพัฒนาขึ้นมา ขณะที่มากกว่า 2 ใน 3 ของประเทศทั่วโลกได้เริ่มดำเนินโครงการนโยบายที่อยู่อาศัยราคาประหยัดแล้ว
อย่างไรก็ตาม ตามรายงานของ โครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (UN-Habitat) ระบุว่า ความพยายามเหล่านี้ยังคงไม่เพียงพอ ปัจจุบันมีประชากรมากกว่า 1.1 พันล้านคนอาศัยอยู่ในสลัมหรือชุมชนแออัดทั่วโลก และในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีประชากรมากกว่า 120 ล้านคนที่เกิดในสลัมหรือต้องย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในสลัมและชุมชนแออัด
การฟื้นฟูจากสงคราม
แนวทางการแก้ไขปัญหา เช่น การขยายโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อสังคม การปรับปรุงชุมชนแออัด และการคุ้มครองประชากรกลุ่มเปราะบาง ได้ถูกนำมาหารือกันในช่วงเปิดเซสชันของกิจกรรมที่จัดขึ้นยาวนานตลอดสัปดาห์นี้
นอกจากนี้ ยังมีการให้ความสำคัญเป็นพิเศษแก่ประเทศที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูจากสงครามและการถูกทำลาย โดย บาชาร์ อัล เซบาอี (Bashar Al Sebaai) นายกเทศมนตรีเมืองฮอมส์ ประเทศซีเรีย ซึ่งเป็นเมืองที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักหน่วงจากความขัดแย้งยาวนานหลายปี กล่าวว่า เมืองแห่งนี้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่เพียงแต่ต้องการแนวคิดและพนักงานผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ยังต้องการเงินทุนเพื่อนำมาฟื้นฟูบริการขั้นพื้นฐานและโครงสร้างพื้นฐานอีกด้วย
"มีประชาชน 400,000 คนเดินทางกลับมายังเมืองหลังสิ้นสุดสงคราม" บาชาร์ กล่าวกับ UN News "พวกเขากลับมาสู่ย่านที่พักอาศัยที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ทั้งปัญหาขยะมูลฝอย โครงสร้างพื้นฐาน ไฟฟ้า... มันเป็นเรื่องยากมากที่จะหาทางออกให้กับปัญหาทั้งหมดนี้"
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ประชากรหลายล้านคนที่อาศัยอยู่ในที่อยู่อาศัยที่ไม่ปลอดภัย ถือเป็นกลุ่มคนด่านแรกๆ ที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากปัญหาน้ำท่วม คลื่นความร้อน และภัยพิบัติรุนแรงอื่นๆ ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอันเป็นผลมาจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์
ภาคส่วนการก่อสร้างยังคงเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดังนั้น การก่อสร้างที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ การวางผังเมืองที่ยืดหยุ่นพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และการยกระดับชุมชนแออัดโดยคำนึงถึงสภาพภูมิอากาศ จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในวาระการประชุม
'ปัญหาคนไร้บ้าน' วิกฤตการณ์ของทั้งประเทศร่ำรวยและยากจน
"เมื่อเรามีประชากรไร้บ้านหลายแสนคนอยู่ตามท้องถนนใน สหรัฐอเมริกา ทั้งที่ประเทศของเราถูกมองว่าเป็นประเทศที่ร่ำรวย... ในนิวยอร์ก ตอนนี้มันดูเหมือนเป็นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่เลยทีเดียว" แลนซ์ เจย์ บราวน์ (Lance Jay Brown) ผู้ก่อตั้ง Consortium for Sustainable Urbanization กล่าวกับ UN News
แลนซ์ ตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงชีวิตของเขา ประชากรโลกเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าตัว ในขณะที่ที่อยู่อาศัยราคาประหยัดสำหรับชุมชนที่มีรายได้น้อยกลับกลายเป็นสิ่งที่ครอบครองได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
สถาปนิกใน สหรัฐอเมริกา รายนี้ได้แสดงความหวังว่า การหารือและการตัดสินใจที่จะเกิดขึ้นจากเมืองบากูในครั้งนี้ จะช่วยให้เกิดแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมและนำไปปฏิบัติได้จริงเพื่อตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ที่อยู่อาศัยระดับโลก
