7-11 เปิดรับสมัครพนักงานสูงวัย (60-75 ปี) จำนวน 1,000 อัตรา รายได้ 400 บาท/วัน
บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดตัวโครงการ "ผู้ใหญ่ใจดี ซีพี ออลล์" ภายใต้แนวคิด "ใส่ใจทุกช่วงวัย ก้าวไปพร้อมๆ กัน" เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยเปิดรับสมัครผู้สูงอายุอายุ 60-75 ปี จำนวน 1,000 อัตราทั่วประเทศ
ตำแหน่งที่เปิดรับมี 2 ประเภท ได้แก่ พนักงานดูแลพื้นที่ขาย รับสมัครเพศหญิง และพนักงานดูแลลานจอดรถ รับสมัครเพศชาย โดยคุณสมบัติทั้งสองตำแหน่งกำหนดให้มีอายุ 60-75 ปี ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ วันละ 8 ชั่วโมง และต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว รายได้อยู่ที่ 400 บาทต่อวัน
ผู้สนใจสามารถสมัครผ่านลิงก์ที่บริษัทเปิดให้บริการ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน พม. 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท ซีพี ออลล์ ในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-18.00 น. รวมถึงเฟซบุ๊กเพจ JobCPALL.New
ประเทศไทยและองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ยืนยันความเป็นหุ้นส่วนเพื่อส่งเสริมการสร้างงานที่มีคุณค่าและความยุติธรรมทางสังคม
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เยือนสำนักงานองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ประจำประเทศไทย กัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อยืนยันความเป็นหุ้นส่วนอันยาวนานระหว่างประเทศไทยและไอแอลโอ (ILO) และหารือร่วมกันเพื่อส่งเสริมการสร้างงานที่มีคุณค่า การคุ้มครองทางสังคม และการพัฒนาตลาดแรงงานที่ครอบคลุมสำหรับทุกคน
นางเสี่ยวเยี่ยน เฉียน ผู้อำนวยการ คณะผู้เชี่ยวชาญเพื่อการทำงานที่มีคุณค่าประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออก ตะวันออกเฉียงใต้ และแปซิฟิก และ สำนักงานแรงงานระหว่างประเทศประจำประเทศไทย กัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กล่าวถึงบทบาทที่สำคัญของประเทศไทยในการส่งเสริมการสร้างงานที่มีคุณค่าและการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาค “ความร่วมมืออันยาวนานระหว่าง ILO และประเทศไทยได้ช่วยเสริมสร้างสิทธิแรงงาน ปรับปรุงสภาพการทำงาน และขยายโอกาสให้แก่ทั้งแรงงานและนายจ้างทั่วประเทศและทั่วภูมิภาคอาเซียน” นางเฉียนกล่าวว่า “ในขณะที่ประเทศไทยยังคงมุ่งสู่การเป็นผู้นำระดับภูมิภาคและเศรษฐกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก ILO ยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนนโยบายด้านแรงงานและสังคมที่ส่งเสริมการเติบโตอย่างทั่วถึง ความสามารถในการรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และความยุติธรรมทางสังคม”
การหารือในวันนี้มุ่งเน้นถึงการดำเนินงานร่วมกันระหว่าง ILO และประเทศไทย ตลอดจนความพยายามอย่างต่อเนื่องในการเตรียมความพร้อมให้กับแรงงานและสถานประกอบการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม
นายจุลพันธ์ย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการทำให้แรงงานทุกคนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาและการเปลี่ยนผ่านของประเทศ“ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะสร้างตลาดแรงงานที่มีความยืดหยุ่น ครอบคลุม และพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เราต้องการให้แรงงานทุกคนมีสภาพการทำงานที่ปลอดภัยและมีสุขภาพอนามัยที่ดี เข้าถึงการคุ้มครองทางสังคม และมีโอกาสในการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลง” นายจุลพันธ์กล่าว “ความเป็นหุ้นส่วนของเรากับ ILO ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้ประเทศไทยสามารถกำหนดนโยบายด้านแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมทั้งทำให้มั่นใจว่าไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”
การหารือยังครอบคลุมถึงความก้าวหน้าของประเทศไทยในการดำเนินการตามมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ ตลอดจนแนวโน้มในการให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO เพิ่มเติมในอนาคต นายจุลพันธ์และคณะยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโอกาสในการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านแรงงาน การเจรจาทางสังคม และการคุ้มครองแรงงานกลุ่มเปราะบาง รวมถึงแรงงานข้ามชาติ ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนความริเริ่มสำคัญในระดับนานาชาติ อาทิ กระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) การเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและประเทศไทย (EU–Thailand Free Trade Agreement) และบทบาทการเป็นผู้นำของประเทศไทยภายในอาเซียน
ที่มา: ILO, 20/6/2569
สหภาพแรงงาน ขสมก. เรียกร้องคุ้มครองพนักงาน หลังถูกผู้โดยสารคุกคาม-ทำร้ายระหว่างปฏิบัติงาน
สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ขสมก. โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) นายประมิต เมฆฉาย ประธาน สร.ขสมก.กรรมการบริหารฯ เขต 1-8 และ สนญ. มีมติยื่นหนังสื่อถึง ดร.กิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพแสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์ความรุนแรงในสังคมออนไลน์และการทำร้ายร่างกาย ผู้ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะกรณีที่ส่งผลกระทบต่อพนักงานหญิงและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่
สหภาพฯ ระบุว่า การกระทำดังกล่าวสร้างความเสียหายทั้งทางร่างกาย จิตใจ และภาพลักษณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการประชาชน จึงขอให้ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พิจารณา สั่งการ และมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายขององค์การ เข้ามาดำเนินการช่วยเหลือพนักงานในกรณีดังกล่าว
ทั้งนี้ สหภาพฯ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหาแนวทางป้องกันเหตุซ้ำ เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
ที่มา: สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ขสมก., 19/6/2569
ขอ ก.ทรวงแรงงาน เร่งประชาสัมพันธ์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม หลังยอดลงทะเบียนต่ำกว่า 3%
นายเซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ตามที่สำนักงานประกันสังคม ได้ประกาศกำหนดวันลงคะแนนเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เพื่อดำรงตำแหน่งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ในวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569 โดยมีเงื่อนไขว่า ผู้ที่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนจะต้องเป็นผู้ประกันตนที่ดำเนินการลงทะเบียนใช้สิทธิล่วงหน้าเท่านั้น จึงจะมีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งนี้ ได้กำหนดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง (สำหรับนายจ้างและผู้ประกันตน) แอปพลิเคชัน SSO Plus ของสำนักงานประกันสังคม ตลอด 24 ชั่วโมง (เฉพาะผู้ประกันตน) ณ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ (สำหรับนายจ้างและผู้ประกันตน) นับตั้งแต่วันที่เปิดให้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งจนถึงปัจจุบัน (19 มิ.ย.69) มียอดรวมผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งในส่วนของผู้ประกันตนจำนวน 563,704 คน จากผู้ประกันตนทั้งหมดกว่า 24.5 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 3 และยอดลงทะเบียนจากฝ่ายนายจ้างจำนวน 2,887 คน จากนายจ้างทั้งหมดกว่า 5 แสนราย หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 1 โดยสถานการณ์ที่น่ากังวลในขณะนี้ คือ กระทรวงแรงงานและสำนักงานประกันสังคม มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารในวงแคบ ส่งผลให้ผู้ประกันตนและฝ่ายนายจ้างจำนวนมากขาดการรับรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ตลอดจนความสำคัญและประโยชน์ที่จะได้รับจากการเลือกตั้งดังกล่าว ซึ่งมีความแตกต่างจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หรือการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จึงตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดต้องมีการลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อรักษาสิทธิ ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากต้องสูญเสียสิทธิในการออกเสียง แม้จะส่งเงินสมทบเข้ากองทุนมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานก็ตาม
นายเซีย จึงขอเรียกร้องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม ในฐานะหน่วยงานเจ้าภาพหลักในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ ให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์การลงทะเบียนใช้สิทธิอย่างจริงจังและเร่งด่วน เนื่องจากในปัจจุบันเหลือระยะเวลาสำหรับการลงทะเบียนล่วงหน้าไม่ถึง 1 เดือน จึงขอเชิญชวนผู้ประกันตนทุกราย ร่วมลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าตามช่องทางที่สะดวก เพื่อเตรียมความพร้อมในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569 ทั้งนี้ เพื่อคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารจัดการกองทุนประกันสังคม ให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ บริหารงานอย่างมืออาชีพ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจต่อวาระการบริหารที่สำคัญ และร่วมกันปกป้องเงินกองทุนที่มีมูลค่ามากกว่า 2.9 ล้านล้านบาท ให้เกิดความมั่นคงยั่งยืน
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 19/6/2569
รมว.แรงงานรับฟังข้อเสนอผู้แทนสหภาพคนทำงานไปต่างประเทศ ช่วยแรงงานถูกหลอกเก็บเบอร์รี่ในต่างแดน
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับคณะผู้แทนสหภาพคนทำงานไปต่างประเทศ เข้าพบหารือเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและนำเสนอมาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และการหลอกลวงแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีแรงงานเก็บผลไม้ป่าในประเทศสวีเดนและฟินแลนด์ โดยมี นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายกฤดิกร วงศ์สว่างพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ร่วมหารือด้วย ณ ห้องประชุมรัฐมนตรี ชั้น 6 อาคารกระทรวงแรงงาน
ในการหารือครั้งนี้ คณะผู้แทนสหภาพฯ ได้สะท้อนปัญหาและผลกระทบที่แรงงานไทยประสบจากการเดินทางไปทำงานเก็บผลไม้ป่าในประเทศสวีเดนและฟินแลนด์ รวมถึงปัญหาการหลอกลวงจัดหางานไปต่างประเทศโดยมิชอบ ซึ่งส่งผลให้แรงงานไทยจำนวนหนึ่งได้รับความเสียหายทั้งด้านรายได้ สภาพการจ้างงาน และคุณภาพชีวิต
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานได้ให้ความสำคัญกับแรงงานที่ได้รับผลกระทบ และพร้อมรับฟังข้อมูลและข้อเท็จจริงจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปสู่การกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และคุ้มครองสิทธิแรงงานไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะต้องบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อป้องกันการค้ามนุษย์ การแสวงหาประโยชน์จากแรงงาน และการหลอกลวงแรงงานไทยให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ
ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานยืนยันเจตนารมณ์ในการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของแรงงานไทย พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบการจัดส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศให้มีความปลอดภัย โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่แรงงานไทย
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 19/6/2569
พรรคเศรษฐกิจเรียกร้อง ก.แรงงาน เร่งจัดการต่างด้าวแย่งอาชีพ “ขายของหน้าร้าน-แคชเชียร์” ผิดกฎหมายชัดเจน แฉซ้ำเทศกิจรับส่วยรายเดือน
นายคริส โปตระนันทน์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ยื่นหนังสือถึงนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เรียกร้องให้เร่งแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว ที่ลักลอบเข้ามาประกอบอาชีพแย่งงานคนไทย ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พร้อมตีแผ่ปัญหาเจ้าหน้าที่รัฐปล่อยปละละเลย และเรียกรับผลประโยชน์
นายคริส ให้ข้อมูลว่า มีแรงงานต่างด้าวจำนวนมากรุกล้ำเข้ามาทำ "อาชีพสงวน" เช่น งานขายของหน้าร้านและแคชเชียร์ ซึ่งผิดกฎหมายอย่างชัดเจน อีกทั้ง พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่เทศกิจบางคนที่มีอำนาจจับกุม แต่กลับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และหันมาเรียกรับ "ส่วย" จากแรงงานต่างด้าวรายละ 500 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ผู้บริหาร กทม. ต้องเร่งจัดการ
พร้อมประกาศจุดยืนชัดเจนว่า หากกลุ่มของตนเองได้รับโอกาสให้เข้าไปบริหาร กทม. จะดำเนินการกวาดล้างปัญหานี้ขั้นเด็ดขาด และ ฝากถึงผู้ว่าฯ กทม. คนต่อไปให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ด้านนายจุลพันธ์ ระบุว่า จะรับเรื่องนี้ไปดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน พร้อมสั่งการให้กรมการจัดหางานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่กวาดล้างและบังคับใช้กฎหมายกับแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบทำอาชีพสงวนอย่างเข้มงวด รวมถึง จะนำข้อมูลเรื่องการเรียกรับส่วยไปประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตรวจสอบ และเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตต่อไป
นอกจากนี้ นายคริส ยังได้เสนอให้มีการตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ (Task Force) ร่วมกับกระทรวงแรงงาน เพื่อปราบปรามปัญหานี้อย่างเป็นระบบ เนื่องจากปัญหาไม่ได้กระจุกตัวแค่ใน กทม. แต่ได้ลุกลามไปยังหัวเมืองเศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ ทั่วประเทศแล้ว โดยย้ำว่า การออกมาเรียกร้องครั้งนี้ เพื่อปกป้องสิทธิของคนไทย ไม่ใช่เพื่อหวังผลทางการเมือง
พม. ร่วมกับ บริษัท ซีพี ออลล์ เปิดงานรองรับผู้สูงอายุ 1,000 อัตรา เพื่อส่งเสริม รายได้และ พึ่งพาตนเองได้
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมรองรับสังคมสูงวัย โดยมุ่งสร้างโอกาสให้ผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพได้มีงานทำและมีรายได้ที่เหมาะสม ภายใต้แนวคิด “สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน” พร้อมสนับสนุนให้ผู้สูงอายุยังคงมีบทบาทในสังคมและสามารถใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมาต่อยอดในการทำงานได้
ล่าสุด นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ และ นางสาวณัฐฐานิตา พิพัฒน์ธำรงกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งเสริมการมีรายได้และการมีงานทำของผู้สูงอายุ ภายใต้ “โครงการผู้ใหญ่ใจดีซีพี ออลล์” เพื่อขยายโอกาสการจ้างงานให้แก่ผู้สูงอายุทั่วประเทศ
ทั้งนี้ บันทึกความร่วมมือดังกล่าวมีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี ตั้งแต่ปี 2569-2572 โดยซีพี ออลล์ เปิดรับผู้สูงอายุอายุ 60-75 ปี จำนวน 1,000 อัตรา ในตำแหน่ง “พนักงานดูแลพื้นที่ขาย” และ “พนักงานดูแลลานจอดรถ” ซึ่งเป็นงานที่คำนึงถึงความเหมาะสมด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และประสบการณ์ของผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมการมีรายได้และการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนต่อไป
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย, 19/6/2569
กอช.จับมือทรูมันนี่ ชวนแรงงานนอกระบบออมบำนาญผ่านแอป รับ 50 คอยน์ทันที รัฐสมทบสูงสุด 1,800 บาทต่อปี
กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ร่วมกับทรูมันนี่เปิดตัวแคมเปญ "ออมง่ายๆ ได้คืนทันที" ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 พฤศจิกายน 2569 มุ่งขยายฐานสมาชิกกลุ่มแรงงานนอกระบบที่ยังขาดหลักประกันยามเกษียณ โดยผู้ที่มีบัญชีทรูมันนี่และออมเงิน กอช. ผ่านแอปพลิเคชันเป็นครั้งแรก ขั้นต่ำ 50 บาท จะได้รับ 50 True Money Coins ทันที
เพ็ชร ชินบุตร เลขาธิการคณะกรรมการ กอช. ระบุว่าเป้าหมายหลักคือการสร้างหลักประกันเงินบำนาญให้แก่ผู้ที่ไม่มีสวัสดิการจากรัฐ โดยความร่วมมือกับทรูมันนี่จะทำให้การออมเข้าถึงได้ง่ายขึ้นผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล
สิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากการออมกับ กอช. มี 4 ต่อ ได้แก่ เงินสมทบจากรัฐสูงสุดร้อยละ 100 ตามช่วงอายุ ไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี โอกาสรับเงินบำนาญสูงสุด 12,000 บาทต่อเดือน ลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวนสูงสุด 30,000 บาทต่อปี และโปรโมชันรับ 50 True Money Coins สำหรับการออมครั้งแรก
การสมัครและออมเงินผ่านแอปทรูมันนี่ใช้เวลาประมาณ 3 นาที สมาชิกปัจจุบันเชื่อมบัญชีได้ในคลิกเดียวโดยไม่ต้องเดินทางไปสาขา สามารถออมได้ทุกเวลาโดยไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อเดือน และตรวจสอบยอดเงินออมและเงินสมทบได้ตลอด 24 ชั่วโมง
กลุ่มแรงงานยื่น 3 ข้อร้องเรียนต่อ กมธ.แรงงานฯ สภาผู้แทนราษฎร วอนรัฐรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98
นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร รับการยื่นหนังสือร้องเรียนจากเครือข่ายแรงงานและภาคประชาสังคม จำนวน 3 กรณี ประกอบด้วย ปัญหาผู้ใช้แรงงานไทยที่เดินทางไปเก็บผลเบอร์รี่ในประเทศฟินแลนด์และสวีเดน การไม่ได้รับค่าจ้างจากบริษัทเอกชน และข้อเรียกร้องให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 รวมถึงอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานและสมาชิกในครอบครัว
นางมลิวรรณ อาธนู เลขานุการสหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย และตัวแทนผู้ใช้แรงงานเก็บผลเบอร์รี่ กล่าวว่าได้ติดตามความคืบหน้ากองทุนประกันรายได้ที่กระทรวงแรงงานเคยประกาศใช้คุ้มครองแรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีแรงงานเก็บผลเบอร์รี่ในฟินแลนด์ ซึ่งเคยมีการระบุว่าจะได้รับการช่วยเหลือรายละ 30,000 บาท จึงขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากปัจจุบันยังมีผู้ใช้แรงงานจำนวนมากที่ประสบความเดือดร้อนและรอการเยียวยา
ขณะที่ นางชนาภา พาณิชย์ ตัวแทนกลุ่มลูกจ้าง กล่าวว่าตนและลูกจ้างอีกหลายรายไม่ได้รับค่าจ้างจากบริษัท เพาเวอร์ไลน์ มาเป็นเวลานานกว่า 1 ปี ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตอย่างรุนแรง ทั้งค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว ค่าเล่าเรียนบุตร และภาระหนี้สิน จึงขอให้คณะกรรมาธิการช่วยติดตามและเร่งรัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ด้าน นางสาวคอรีเยาะ มานุแช ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) กล่าวว่า ภาคประชาสังคมและหน่วยงานด้านแรงงานได้เรียกร้องให้ประเทศไทยรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคม และฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรองร่วม มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน แม้หลายรัฐบาลที่ผ่านมาได้แสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองที่จะดำเนินการ แต่ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ในขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในกระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) รวมทั้งมีพันธกรณีด้านการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งล้วนให้ความสำคัญกับมาตรฐานแรงงานสากล จึงขอให้รัฐบาลกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนในการรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 รวมถึงอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานและสมาชิกในครอบครัว โดยไม่ประวิงเวลาอีกต่อไป
นายวีระพล ประธานกรรมาธิการการแรงงาน กล่าวว่า ทั้ง 3 เรื่องสะท้อนปัญหาและความเดือดร้อนของผู้ใช้แรงงานในหลายมิติ ทั้งด้านการคุ้มครองแรงงานไทยในต่างประเทศ ปัญหาการไม่ได้รับค่าจ้าง และการยกระดับสิทธิแรงงานตามมาตรฐานสากล ซึ่งคณะกรรมาธิการการแรงงานจะรับเรื่องทั้งหมดไว้พิจารณา พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาและคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้แรงงานต่อไป
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 18/6/2569
สปส. เปิดรับสมัคร "บอร์ดประกันสังคม 2569" วันที่ 1-15 ก.ค.นี้
สำนักงานประกันสังคม เปิดเผยรายละเอียดการรับสมัครผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เพื่อเข้ารับตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม ประจำปี 2569 โดยกำหนดเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 1-15 ก.ค.2569 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ณ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่และสำนักงานประกันสังคมจังหวัดทั่วประเทศ
สำหรับวัตถุประสงค์ ของการจัดการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เพื่อส่งเสริมกลไกการมีส่วนร่วมของสมาชิกกองทุน ทั้งในส่วนของนายจ้างและลูกจ้าง ให้เข้ามามีบทบาทโดยตรงในการกำหนดนโยบาย วางรากฐานการบริหารจัดการ และตรวจสอบการดำเนินงานของกองทุนประกันสังคม ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อสมาชิกทั่วประเทศ
ผู้ประสงค์สมัครรับเลือกตั้ง จะต้องมีสถานะเป็นนายจ้างหรือผู้ประกันตนในขณะที่ยื่นใบสมัคร, มีการส่งเงินสมทบในสถานะเดียวกับประเภทที่สมัครรับเลือกตั้งติดต่อกันไม่น้อยกว่า 36 เดือน นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง (ก.ค.2566 - มิ.ย.2569), ได้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว, มีสัญชาติไทย และมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีบริบูรณ์ ณ วันปิดรับสมัคร
ทั้งนี้ ผู้สมัครจะต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด อาทิ ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ไม่เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยล้มละลายทุจริต ไม่เคยได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด เว้นแต่ความผิดโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือเลิกจ้างเนื่องจากทุจริตต่อหน้าที่
รวมทั้งไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานประกันสังคม และไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมืองภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องยื่นใบสมัครด้วยตนเอง พร้อมจัดเตรียมเอกสารประกอบการสมัคร ดังนี้
1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
2. รูปถ่ายหน้าตรง ไม่สวมหมวกและไม่สวมแว่นตาดำ ขนาดประมาณ 8.5 x 13.5 เซนติเมตร จำนวน 5 รูป
3. เอกสารหรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่าผู้สมัครมีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้าม
4. กรณีผู้สมัครฝ่ายนายจ้างที่เป็นนิติบุคคลหรือคณะบุคคล ต้องแนบหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลหรือเอกสารแสดงความเป็นคณะบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
5. หนังสือมอบหมาย (กรณีนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน หรือคณะบุคคลที่มีผู้มีอำนาจกระทำการแทนมากกว่า 1 คน) พร้อมจัดทำสำเนา จำนวน 2 ชุด และรับรองสำเนาถูกต้อง
สำนักงานประกันสังคม กำหนดให้มีการลงคะแนนเลือกตั้งด้วยบัตรเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 27 ก.ย. 2569 โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถลงคะแนนเลือกผู้สมัครได้ไม่เกินฝ่ายละ 7 คน และใช้วิธีลงคะแนนโดยตรงและลับผ่านบัตรเลือกตั้ง
เพื่อให้ได้ผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เข้าไปทำหน้าที่เป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม อันเป็นกลไกสำคัญในการสะท้อนเสียงของสมาชิกกองทุนสู่การกำหนดนโยบายและการบริหารงานประกันสังคมของประเทศ
วุฒิสภา เห็นชอบรายงานแก้ปัญหาแรงงานเถื่อน-แย่งอาชีพคนไทย
ที่ประชุมวุฒิสภา พิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่องแนวทางในการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและปัญหาคนต่างด้าวประกอบอาชีพสงวนสำหรับคนไทย: กรณีศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งคณะกรรมาธิการการแรงงาน พิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว
คณะกรรมาธิการฯ ระบุถึงสาเหตุของปัญหาว่า ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ประกอบกับผลกระทบจากภาวะโรคระบาดที่ผ่านมา ทำให้ภาคธุรกิจยังต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวจากเมียนมา กัมพูชา และ สปป.ลาว อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการในปัจจุบันยังพบปัญหาสำคัญ ทั้งการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และการแย่งอาชีพสงวนของคนไทย ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อความมั่นคง สังคม การศึกษา การสาธารณสุข และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่เป้าหมายอย่างจังหวัดสมุทรสาคร
จากนั้นเป็นการอภิปรายของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยว่าที่ พ.ต.กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ อภิปรายสนับสนุนรายงาน แต่ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่จำนวนแรงงาน แต่คือการที่ภาครัฐปล่อยให้มีช่องทางทำผิดกฎหมายและขาดความชัดเจนด้านยุทธศาสตร์ ซึ่งหากปล่อยให้แรงงานจำนวนมากอยู่นอกระบบ ประเทศไทยจะต้องเผชิญความเสี่ยง 5 ด้าน คือ ด้านความมั่นคงชายแดน ที่เกิดขบวนการลักลอบขนแรงงานที่เชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์และผลประโยชน์มืด ด้านแรงงานไทย เกิดการแย่งอาชีพสงวนและปัญหาการกดค่าจ้างในบางพื้นที่ ด้านงบประมาณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องแบกรับภาระหนัก เพราะประชากรแฝงจริงสูงกว่าทะเบียนราษฎร์หลายเท่าตัว ด้านสาธารณสุข ที่มีเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดต่ออุบัติใหม่ และภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลแรงงานนอกระบบ ด้านเศรษฐกิจ หากไทยยังพึ่งพาแรงงานราคาถูก จะทำให้ติดกับดักการผลิตมูลค่าต่ำ ไม่พัฒนาเทคโนโลยี และสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน
นอกจากนี้ ยังได้เสนอแนวทางเพิ่มเติม 6 ประการ ได้แก่ กำหนดให้การบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติเป็น “วาระแห่งชาติ” โดยมีหน่วยงานหลักเพียงแห่งเดียวดูแล ควรพัฒนาระบบทะเบียนแรงงานให้เป็นระบบ "แรงงาน 1 คน มีประวัติชุดเดียว" (One ID) กำหนดโควตาแรงงานตามความต้องการจริงของแต่ละอุตสาหกรรมและทบทวนทุกปี จัดเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ประกอบการเพื่อนำมาเยียวยาท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบ ยกระดับทักษะแรงงานไทย และนำเทคโนโลยีมาทดแทนแรงงานไร้ฝีมือ/ปราบปรามขบวนการนำเข้าแรงงานเถื่อน กลุ่มทุนนอมินี และเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตอย่างเด็ดขาด
ด้าน นายชวพล วัฒนพรมงคล อภิปรายเห็นด้วยกับรายงาน โดยเน้นย้ำว่านโยบายรัฐต้องชัดเจนว่าไทยต้องการแรงงานเข้ามาทำงาน แต่ไม่ต้องการเพิ่มประชากรแฝง หากเกินความเหมาะสมต้องสั่งระงับทันที นอกจากนี้ยังเห็นด้วยกับการหยุดเปิดขึ้นทะเบียนแบบผ่อนผันไปเรื่อย ๆ เพื่อบังคับให้ผู้ประกอบการวางแผนการใช้แรงงานอย่างถูกต้อง ส่วนการคัดกรองต้องตรวจเข้มงวดตามความจำเป็น ไม่ปล่อยให้มีผู้ติดตามหรือครอบครัวเข้ามาสวมสิทธิ์ รวมถึงแสดงความไม่เห็นด้วยที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาสวมบทบาทบริหารจัดการแรงงาน โดยเชื่อว่าหากใช้ "สมุทรสาครโมเดล" แก้ไขได้สำเร็จ ก็จะสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั่วประเทศ
ขณะที่ นางอังคณา นีละไพจิตร อภิปรายแสดงข้อห่วงใย โดยระบุว่าการกำหนดนโยบายต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงรอบด้าน ปัจจุบันแรงงานเมียนมาในสมุทรสาครส่วนใหญ่หนีภัยความขัดแย้งทางการเมือง การเกณฑ์ทหาร และวิกฤตเศรษฐกิจเข้ามา ซึ่งแรงงานเหล่านี้เข้ามาเติมเต็มในภาคประมง เกษตรกรรม และก่อสร้าง ซึ่งเป็นงานหนักและเสี่ยงอันตรายที่แรงงานไทยไม่ทำ จึงไม่ใช่การเข้ามาแย่งงานโดยตรง โดยเสนอว่ารัฐต้องแยกแยะระหว่างแรงงานเถื่อนกับ "เหยื่อการค้ามนุษย์" ให้ชัดเจน เพราะที่ผ่านมาไทยเคยถูกวิจารณ์อย่างหนักในอุตสาหกรรมประมง ซึ่งกระทบต่อภาพลักษณ์และการเข้าเป็นสมาชิก OECD ที่ไทยต้องยึดหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชน นโยบายแรงงานจึงต้องสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคง การปราบปรามคอร์รัปชัน และการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะสวัสดิภาพของกลุ่มเปราะบาง เช่น แรงงานหญิงตั้งครรภ์และเด็กติดตาม
ทั้งนี้ ที่ประชุมวุฒิสภ มีมติเห็นชอบกับรายงานและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ โดยจะจัดส่งรายงานฉบับนี้ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 16/6/2569
กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเปิดฝึกทักษะอาชีพฟรี ยกระดับเยาวชนไม่ได้ศึกษาต่อ-จบแล้วมีโอกาสได้งานทันที
นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ขับเคลื่อน “โครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามนโยบายของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ส่งเสริมการ Upskill และ Reskill ให้แก่เยาวชนอายุระหว่าง 15-25 ปี ให้มีทักษะตรงกับตลาดแรงงานแก้ปัญหาขาดแคลนกำลังคนในบางสาขาอาชีพ โดยรูปแบบการอบรมฝึกจะอบรมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย มีที่พัก มีอาหารให้ตลอดหลักสูตร มีชุดฝึกได้รับเงินสนับสนุนระหว่างการฝึกอบรม (ทุนการฝึกอบรม) อีกด้วย
“การฝึกอบรมจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน (420 ชั่วโมง) ประกอบด้วยภาคทฤษฎี 2 เดือน และภาคปฏิบัติในสถานประกอบกิจการจริง 1 เดือน เยาวชนที่ผ่านการฝึกอบรมจะได้โอกาสทำงานในสถานประกอบกิจการ ซึ่งขณะนี้หน่วยงานในพื้นที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ มีเยาวชนเข้ารับการฝึกอบรมจำนวน 1,053 คน จากเป้าหมาย 1,300 คน เมื่อสิ้นสุดโครงการคาดว่าจะมีเยาวชนเข้ารับการฝึกอบรมพัฒนาทักษะเกินเป้าหมายอย่างแน่นอน” นายสมาสภ์ กล่าว
นายสมาสภ์ กล่าวว่า สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 7 อุบลราชธานี เปิดรับสมัครเยาวชนอายุระหว่าง 15-25 ปี เข้าฝึกอบรม “หลักสูตรเตรียมเข้าทำงาน รุ่นที่ 47 (3/2569) หลักสูตรที่เปิดฝึกอบรมมีดังนี้ จบวุฒิม.3 อายุ 15-25 ปี ช่างซ่อมเครื่องยนต์ ช่างซ่อมและบำรุงรักษารถจักรยานยนต์ ช่างกลึง ช่างควบคุมเครื่องกัดและเครื่องกลึง CNC ช่างสีรถยนต์ จบวุฒิม.3 อายุ 18-25 ปี ช่างเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือ ช่างเครื่องทำความเย็นในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร จบวุฒิม.6 อายุ 18-25 ช่างไฟฟ้าอุตสาหกรรม และจบวุฒิม.3 อายุ 15-25 ปี ช่างแต่งผมบุรุษ (ระดับต้น) ผู้ประกอบอาหารไทย พนักงานขายสินค้าออนไลน์ (ต้องมีผู้เข้ารับการฝึกอย่างน้อย 15 คน จึงเปิดฝึกอบรมได้)
“ปัจจุบันสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 7 อุบลราชธานี มีเยาวชนที่เข้ารับการฝึกอบรมแล้วจำนวน 88 คน ยิ่งเปิดรับเพิ่มยิ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนคนเก่งมีมากขึ้นในตลาดแรงงาน กลายเป็นแรงงานฝีมือในการพัฒนาประเทศ ส่วนเยาวชนสามารถนำทักษะในการประกอบอาชีพ มีรายได้ ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว สร้างความภาคภูมิใจในตนเอง อีกหนึ่งโครงการดีจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน” นายสมาสภ์ กล่าว
ทั้งนี้ เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2569 สอบถามรายละเอียดได้ที่เบอร์โทร 045-317242 ต่อ 7525 เพจสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 7 อุบลราชธานี www.facebook.com/ubisd.dsd และเพจกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน www.facebook.com/dsdgothai
ที่มา: มติชนออนไลน์, 16/6/2569
คมนาคม เตรียมแก้วิกฤตนักบินว่างงานกว่า 1,700 คน
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสมาคมนักบินไทย (THAIPA) เพื่อรับฟังสถานการณ์การจ้างงานนักบินไทยและปัญหาการจ่ายเงินเพื่อให้ได้งานบิน (Pay to Fly) โดยมีนายธีรวัจน์ อังคสกุลเกียรติ นายกสมาคมนักบินไทย พร้อมคณะทำงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมที่กระทรวงคมนาคม
สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมการบินในปัจจุบัน พบว่า ภายหลังวิกฤตโควิด - 19 อุตสาหกรรมการบินได้รับผลกระทบอย่างหนัก ส่งผลให้มีนักบินไทยว่างงานสะสม 1,736 คน และมีผู้ถือใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ตรี (CPL) ที่รอการจ้างงานอีก 1,219 คน คิดเป็นมูลค่าการลงทุนด้านการศึกษาที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์กว่า 4,300 ล้านบาท โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากการผลิตนักบินเกินความต้องการของตลาด การจ้างนักบินต่างชาติเข้ามาทำการบินในบางกรณี ช่องว่างของกฎหมายคุ้มครองแรงงานเฉพาะทาง รวมถึงการเกิดขึ้นของระบบ Pay to Fly ซึ่งเป็นรูปแบบการจ้างงานที่ผู้สมัครต้องรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากเพื่อแลกกับโอกาสในการเข้าทำงาน ส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมและโอกาสในการประกอบวิชาชีพนักบิน
ในการประชุมครั้งนี้ สมาคมนักบินไทยได้เสนอแนวทางแก้ไขทั้งระยะสั้นและระยะยาว อาทิ การกำหนดหลักเกณฑ์กำกับดูแลระบบ Pay to Fly ให้ชัดเจน การยกระดับมาตรฐานการจ้างงานและสวัสดิการ การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการใช้นักบินไทย การจัดตั้งช่องทางรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้แจ้งข้อมูล ตลอดจนการพัฒนาระบบควบคุมปริมาณการผลิตนักบินให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมการบิน ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง สร้างโอกาสการจ้างงานที่เป็นธรรม และสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของประเทศอย่างยั่งยืน
นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรด้านการบินควบคู่กับการรักษามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด โดยพร้อมรับข้อเสนอจากทุกภาคส่วนเพื่อนำไปพิจารณากำหนดมาตรการที่เหมาะสม อันจะช่วยสร้างความเป็นธรรมในการประกอบวิชาชีพนักบิน ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอาชีพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบินไทยในระยะยาว
ที่มา: สำนักข่าวไทย, 15/6/2026
สว.ตั้งกระทู้ถาม รมว.ศธ. ปมเลิกจ้างครูคลังสมองวิทย์ - คณิต กะทันหันก่อนครบสัญญา กระทบครูกว่า 200 ราย
นายวิวัฒน์ รุ้งแก้ว สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตั้งกระทู้ถามด้วยวาจาถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเลิกจ้างครูโครงการครูยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาครูคลังสมอง (ครูวิทย์ - คณิต) และครูโครงการครูขาดแคลนขั้นวิกฤตก่อนครบสัญญา ซึ่งเป็นการเลิกจ้างก่อนครบกำหนดสัญญาจ้างอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยครูในโครงการได้ปฏิบัติหน้าที่มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 โดยมีการต่อสัญญามาโดยตลอด เดิมมีสถานะเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่มีสวัสดิการประกันสังคมตามกฎหมายแรงงาน แต่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ได้ถูกปรับเปลี่ยนสัญญาเป็น "ลูกจ้างเหมาบริการ" ซึ่งทำให้ขาดสวัสดิการ จนกระทั่งรัฐบาลปัจจุบันมีนโยบายยกระดับลูกจ้างกว่า 7,000 คนให้กลับมาเป็นลูกจ้างชั่วคราวในตำแหน่งครูผู้ช่วย โดยปรับเพิ่มเงินเดือนจาก 15,000 บาท เป็น 18,000 - 19,000 บาท ตามวุฒิการศึกษา ซึ่งถือเป็นการสร้างขวัญกำลังใจอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ปัญหาเกิดขึ้นในขั้นตอนการปฏิบัติ เนื่องจากมีการสั่งการให้คัดเลือกใหม่ด้วยกระบวนการที่กระชั้นชิดมาก โดยประกาศรับสมัครเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 และสอบคัดเลือกในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เพื่อให้ทำสัญญาจ้างใหม่ในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ทั้งที่สัญญาเดิมจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2569 อีกทั้ง ผลจากการคัดเลือกที่ใช้เพียงการสัมภาษณ์ ทำให้มีครูอย่างน้อย 233 คน ต้องตกงานทันทีเพราะไม่ผ่านการคัดเลือก ทั้งนี้ครูเหล่านี้ผ่านการประเมินการทำงานมาโดยตลอด แต่กลับถูกคัดออกและมีการรับบุคคลอื่น อาทิ ครูพี่เลี้ยง หรือลูกจ้างอื่นเข้ามาแทนที่ ทั้งที่ผู้อำนวยการโรงเรียนยืนยันว่าต้องการครูคนเดิม จึงเกิดข้อสงสัยถึงแรงจูงใจในการดำเนินการดังกล่าวของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ด้าน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามชี้แจงว่า สาเหตุที่ต้องมีการคัดเลือกใหม่ในช่วงเวลานี้ เนื่องจากงบประมาณจ้างเหมาเดิมสิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคม 2569 และจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตามมติคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ เพื่อเพิ่มรายได้และสวัสดิการประกันสังคมมาตรา 33 ให้แก่ครู โดยจากการตรวจสอบพบว่ามีบุคลากรได้รับผลกระทบจากการไม่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 202 ราย จาก 75 เขตพื้นที่การศึกษา อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการ ได้วางแนวทางช่วยเหลือ 4 ด้าน ยึดหลักไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ได้แก่ การหมุนเวียนผู้ที่ขึ้นบัญชีไว้ไปแทนตำแหน่งว่างจากการเคลื่อนย้ายบุคลากร การเปิดสอบคัดเลือกกรณีพิเศษ (ว.16) สำหรับลูกจ้างภายในเพื่อบรรจุเป็นครูผู้ช่วยให้โรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบริหารจัดการจ้างต่อด้วยงบจ้างเหมาบริการอัตรา 9,000 บาท จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569และพิจารณาเป็นรายกรณีสำหรับกลุ่มที่ขาดคุณสมบัติ อาทิ ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ หรือไม่ประสงค์จะสมัครต่อ พร้อมยืนยันกระทรวงศึกษาธิการมีความตั้งใจที่จะดูแลครูทั่วประเทศ โดยการเปลี่ยนจากจ้างเหมามาเป็นลูกจ้างชั่วคราว ถือเป็นก้าวแรกที่จะนำไปสู่สิทธิสวัสดิการที่ดีขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะอัตราค่าจ้างที่เป็นธรรมสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 15/6/2569
