Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สว.เทวฤทธิ์ ขอสำนักงานประกันสังคมเร่งเชิงรุกรับเลือกตั้งบอร์ด สปส. หลังพบยอดลงทะเบียนใช้สิทธิ์ล่าช้า

นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงความสำคัญและความคืบหน้าของการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือ บอร์ดประกันสังคม ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 27 กันยายนนี้ว่า กองทุนประกันสังคมถือเป็นกองทุนขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าสูงกว่า 2 ล้านล้านบาท และมีผู้ประกันตนทั้ง 3 มาตรารวมกว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา ได้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการได้มาซึ่งคณะกรรมการฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างให้มาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ตนมีข้อกังวลต่อสถานการณ์การลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งที่ 2 ซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 15 กรกฎาคม 2569 โดยพบว่าแม้เวลาจะล่วงเลยมาแล้วกว่า 2 ใน 3 ของระยะเวลาทั้งหมด แต่ยอดการลงทะเบียนยังคงเป็นไปอย่างล่าช้า จากข้อมูลเชิงสถิติพบว่า ในส่วนของผู้ประกอบการหรือนายจ้างมีผู้มาลงทะเบียนเพียงประมาณ 4,000 คน จากจำนวนผู้มีสิทธิ์ประมาณ 500,000 คน ในขณะที่ฝั่งผู้ประกันตนมีผู้ลงทะเบียนเพียง 600,000 กว่าคน จากจำนวนผู้มีสิทธิ์กว่า 10 ล้านคน หากอัตราการลงทะเบียนยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป คาดว่าจำนวนผู้ลงทะเบียนอาจไม่แตกต่างจากปี 2566 ที่มีผู้ลงทะเบียนรวมประมาณ 900,000 คน แต่ท้ายที่สุดกลับมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจริงเพียง 150,000 คนเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด

นายเทวฤทธิ์ จึงมีข้อเสนอแนะไปยังสำนักงานประกันสังคมและกระทรวงแรงงาน ให้เร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์เชิงรุกและอำนวยความสะดวกในกระบวนการลงทะเบียนและการเข้าใช้สิทธิเลือกตั้งให้แก่ประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าเนื่องจากมีการจัดสรรงบประมาณในการประชาสัมพันธ์และการจัดการเลือกตั้งเป็นจำนวนมาก รัฐบาลจึงต้องกำกับดูแลให้เกิดความคุ้มค่าและสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมที่มีประสิทธิภาพ โดยไม่ควรนิ่งนอนใจต่อแนวโน้มการลงทะเบียนที่ยังไม่ขยับตัวสูงขึ้น เพื่อให้กองทุนประกันสังคมได้รับการบริหารจัดการจากตัวแทนที่มาจากการมีส่วนร่วมของสมาชิกอย่างแท้จริง

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 5/7/2569 

"ประกันสังคม" เตือนใช้ข้อมูลบุคคลอื่นลงทะเบียนเข้าระบบ e-self service มีความผิด

จากเหตุการณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมีการนำเสนอเกี่ยวกับการลงทะเบียนใช้งานระบบ e-self service ผ่านระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ โดยปรากฏภาพและข้อมูลส่วนบุคคลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นั้น

สำนักงานประกันสังคม ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่า กรณีดังกล่าวเกิดจากการนำเลขประจำตัวประชาชนลงทะเบียนใช้งานระบบ e-self service ในเว็บไซต์ของประกันสังคม พร้อมกรอกอีเมลและหมายเลขโทรศัพท์ของผู้อื่น ก่อนนำภาพหน้าจอไปเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์

สำนักงานประกันสังคม ขอชี้แจงว่า สำนักงานฯ ไม่ได้ถูกเจาะระบบ และไม่มีการรั่วไหลของข้อมูล จากฐานข้อมูลของหน่วยงาน เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการแอบอ้างใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งถือเป็นการกระทำผิดกฎหมายจากการนำข้อมูลส่วนบุคคลที่เผยแพร่ในอินเทอร์เน็ตไปใช้ในทางมิชอบ การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และเป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นความลับต่อสาธารณะ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อสำนักงานประกันสังคมในฐานะหน่วยงานผู้จัดเก็บและควบคุมข้อมูล ทั้งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคม ได้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมายจนถึงที่สุด และได้แจ้งไปยังสำนักงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติด้วยแล้ว

ในส่วนของมาตรการแก้ไขและป้องกัน สำนักงานประกันสังคมได้ปรับวิธีการเข้าใช้งานระบบ e-Self service ของสำนักงานฯ ให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ผู้ที่จะเข้าใช้งานระบบ e-Self service ทางเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคมตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2569 เป็นต้นไปจะต้องเข้า login ผ่าน ThaiID ทั้งผู้ประกันตนรายเก่าและรายใหม่   

อย่างไรก็ตาม สำนักงานประกันสังคมยังตระหนักถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีของประชาชนบางกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และแรงงานที่ไม่คุ้นเคยกับการใช้งานแอปพลิเคชัน จึงมีแนวทางพิจารณาพัฒนาช่องทางการยืนยันตัวตนที่หลากหลาย เพื่ออำนวยความสะดวกและรองรับการใช้งานของประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม และอยู่ระหว่างประสานงานกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เพื่อพัฒนาระบบให้รองรับการใช้งานของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ สำนักงานฯ ขอเน้นย้ำให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ เนื่องจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 ได้กำหนดความผิดเกี่ยวกับการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ไว้อย่างชัดเจน ครอบคลุมถึงการนำเสนอหรือเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนปลอมแปลง เพื่อหลอกลวง หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลและสังคม รวมถึงการสร้างข่าวปลอมที่กระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ 

นอกจากนี้ กฎหมายยังครอบคลุมถึงการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว โดยผู้ฝ่าฝืนอาจต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากการกระทำนั้นก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง บทลงโทษจะเพิ่มสูงขึ้นตามความร้ายแรงของแต่ละกรณี

สำนักงานประกันสังคม จึงขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ ควรหลีกเลี่ยงการส่งต่อข้อมูลดังกล่าวในทันที และดำเนินการเก็บหลักฐาน เช่น บันทึกภาพหน้าจอ พร้อมระบุวันและเวลาที่พบเหตุการณ์ จากนั้นให้รายงานหรือแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย รวมถึงสามารถแจ้งไปยังแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องเพื่อขอให้ระงับหรือลบเนื้อหาดังกล่าวโดยเร็ว

ทั้งนี้ ควรติดตามตรวจสอบการใช้งานข้อมูลของตนเองอย่างสม่ำเสมอ และเพิ่มความระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนบุคคลในช่องทางออนไลน์ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 4/7/2569

กต.รับร่าง 3 ลูกเรือ “มยุรีนารี” ถึงสุวรรณภูมิแล้ว ส่งกลับภูมิลำเนา

นายมังกร ประทุมแก้ว อธิบดีกรมการกงสุล เป็นผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศร่วมพิธีรับร่างและไว้อาลัย ลูกเรือไทย 3 คน บนเรือขนส่งสินค้าสัญชาติไทย “มยุรี นารี” ที่ประสบเหตุขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ได้แก่ 1.นายภาณุพงศ์ หมื่นแทน 2.นายเกียรติศักดิ์ ปะวะภูชะเก 3.นายชวลิต ไชยวงศ์

โดยอธิบดีฯ วางพวงหรีดแสดงความอาลัยร่วมกับผู้บริหารบริษัท Precious Shipping เจ้าของเรือ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก่อนจะนำส่งร่างกลับไปยังภูมิลำเนาของผู้เสียชีวิตเพื่อครอบครัวประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

กระทรวงการต่างประเทศ โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน และกรมการกงสุล ได้ประสานงานและอำนวยความสะดวกในการดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำร่างลูกเรือไทย 3 คนกลับจากอิหร่านสู่ประเทศไทยมาโดยตลอด ทั้งนี้ กระทรวงฯ ขอขอบคุณทางการโอมานและทางการอิหร่านที่ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

ที่มา: สำนักข่าวไทย, 3/7/2569

รัฐบาลย้ำเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม โปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมชวนผู้ประกันตน 11 ล้านเสียง รีบลงทะเบียนเลือกตั้ง ภายใน 15 ก.ค.นี้ เพื่อร่วมขับเคลื่อนสิทธิประโยชน์คนทำงาน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือ บอร์ดประกันสังคม ทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตนในปีนี้ ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก ซึ่งสำนักงานประกันสังคมจะเปิดรับสมัครไปจนถึงวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ โดยบุคคลที่ได้รับการเลือกตั้งจะได้เข้ามามีบทบาทโดยตรงในการกำหนดนโยบาย วางรากฐานการบริหารจัดการ และตรวจสอบการดำเนินงานของกองทุนประกันสังคมให้มีความโปร่งใส และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งตรงตามนโยบายของรัฐบาลที่วางเอาไว้

สำหรับการรับสมัครบุคคลเข้ารับการเลือกตั้งเป็นบอร์ดประกันสังคมครั้งนี้ คาดการณ์ว่า จะมีผู้ยื่นใบสมัครคึกคักขึ้นกว่าเดิมถึง 2 เท่า โดยฝ่ายผู้ประกันตนอาจมีผู้สมัครเกินกว่า 400 คน ส่วนฝ่ายนายจ้างอาจจะเกิน 130 คน ซึ่งผู้สมัครทุกคนจะต้องมีสถานะเป็นนายจ้างหรือผู้ประกันตนในขณะที่ยื่นใบสมัคร และต้องเป็นผู้ที่ส่งเงินสมทบติดต่อกันไม่น้อยกว่า 36 เดือน (ตั้งแต่ ก.ค. 2566 – มิ.ย. 2569)

นอกจากนี้ยังกำหนดคุณสมบัติที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความโปร่งใสสูงสุด โดยล็อกสเปกห้ามบุคคลที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ข้าราชการการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้  โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับเงินทุกบาทของผู้ประกันตน มุ่งหวังให้การเลือกตั้งถูกจัดขึ้นอย่างเที่ยงธรรม โปร่งใส และเปิดกว้างที่สุด เพื่อให้ได้บอร์ดชุดใหม่เข้ามาขับเคลื่อนนโยบายสิทธิประโยชน์ ทั้งเรื่องการรักษาพยาบาล บำเหน็จบำนาญชราภาพ และการบริหารกองทุนให้งอกเงยอย่างมั่นคง

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ระบุเพิ่มเติมว่า การเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2569 แต่ผู้ประกันตนและนายจ้างจะต้องลงทะเบียนเลือกตั้งให้เรียบร้อย มิเช่นนั้น จะไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมได้ ซึ่งตัวเลขจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝ่ายผู้ประกันตน มีมากถึง11 ล้านคน แต่ล่าสุดพบว่า ผู้ประกันตนมาลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งเพียง 600,000 กว่าคนเท่านั้น ขณะที่ฝั่งนายจ้างที่มีสิทธิกว่า 400,000 ราย ก็เพิ่งลงทะเบียนไปเพียง 4,000 กว่ารายเท่านั้น

ทั้งนี้ รัฐบาลขอเชิญชวนให้นายจ้างและผู้ประกันตนทุกคน รีบลงทะเบียนเพื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ผ่าน 3 ช่องทาง คือ เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม , แอปพลิเคชัน SSO plus หรือ ลงทะเบียนด้วยตัวเองที่สำนักงานประกันสังคม ภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นี้ เพื่อจะได้มีโอกาสกำหนดอนาคตสวัสดิการของตัวเองได้ 

ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 3/7/2569

พรรคไทยภักดีจี้รัฐบาลอย่าลงนามอนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศ 3 ฉบับ หวั่นกระทบงบประมาณ-ความมั่นคง

จากกรณีที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอให้รัฐบาลไทยเร่งลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิแรงงาน 3 ฉบับ ได้แก่ อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานและสมาชิกในครอบครัว (CMW) อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวกัน และอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและร่วมเจรจาต่อรอง ซึ่งมีสาระสำคัญคือการขยายสิทธิคุ้มครองแรงงานต่างด้าวและครอบครัว รวมถึงรับรองสิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน การชุมนุม และการเจรจาต่อรองกับนายจ้าง

ชวลักษณ์ เวียงวิเศษ โฆษกพรรคไทยภักดี ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย โดยชี้ว่าอนุสัญญาทั้ง 3 ฉบับล้วนมีจุดที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะอนุสัญญา CMW ที่ให้ความคุ้มครองแรงงานต่างด้าวทั้งที่เข้ามาแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้เกิดแรงจูงใจให้มีการลักลอบเข้าเมืองเพิ่มขึ้น เนื่องจากจะได้รับค่าจ้างและสวัสดิการไม่ต่ำกว่าแรงงานท้องถิ่นไม่ว่าจะเข้าเมืองด้วยวิธีใด อีกทั้งสิทธิในการย้ายถิ่นที่อยู่ได้อย่างอิสระอาจทำให้ยากต่อการตรวจสอบและติดตามตัวของเจ้าหน้าที่ ซึ่งต่างจากระบบปัจจุบันที่จำกัดพื้นที่การทำงานและที่อยู่อาศัยตามบัตรที่ได้รับ

โฆษกพรรคไทยภักดียังชี้ว่าการคุ้มครองที่ครอบคลุมถึงสมาชิกครอบครัวของแรงงานต่างด้าว ทั้งด้านการศึกษาและการรักษาพยาบาล จะเป็นภาระงบประมาณเพิ่มเติมของรัฐ โดยอ้างว่าปัจจุบันโรงพยาบาลไทยแบกรับค่ารักษาพยาบาลที่เรียกเก็บไม่ได้จากคนต่างด้าวปีละประมาณ 2,500 ล้านบาทอยู่แล้ว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าแรงงานต่างด้าวที่มีรายได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 12,000 บาท ต่ำกว่าเกณฑ์เสียภาษีเงินได้ที่ 26,584 บาทต่อเดือน

"เรากำลังสนับสนุนให้ต่างด้าวเข้ามาตั้งรกรากในไทยหรือเปล่า ไม่มีประเทศไหนที่อนุญาตให้แรงงานต่างด้าวพาครอบครัวไปอยู่ด้วย" ชวลักษณ์กล่าว พร้อมแสดงความกังวลเพิ่มเติมว่าการให้สิทธิย้ายถิ่นที่อยู่อย่างอิสระอาจเปิดช่องให้ติดตามกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองซึ่งเข้ามาในไทยในฐานะแรงงานได้ยากขึ้น

ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวยังเป็นข้อถกเถียงในสังคม โดยหลายฝ่ายมองว่าการเข้าร่วมอนุสัญญาทั้ง 3 ฉบับอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างตลาดแรงงาน การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว และงบประมาณภาครัฐในระยะยาว ขณะที่ยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลจะดำเนินการตามข้อเสนอของ กสม. หรือไม่

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 2/7/2569

เร่งพัฒนาทักษะ EV ทั่วประเทศ ปั้นแรงงานคุณภาพ รองรับยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า รัฐบาลและกระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ การพัฒนาทักษะด้าน EV ถือเป็นการเตรียมกำลังคนให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ช่วยเพิ่มโอกาสการมีงานทำ สร้างรายได้ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนากำลังคนแห่งอนาคตที่มุ่งสร้างแรงงานสมรรถนะสูงรองรับการลงทุนและการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าทั้งในประเทศและระดับสากล การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของเศรษฐกิจไทย กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจึงเร่งพัฒนากำลังคนให้มีทักษะที่สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะด้าน EV ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ต้องการแรงงานทักษะสูง ทั้งด้านระบบไฟฟ้า แบตเตอรี่ ระบบขับเคลื่อน และการบำรุงรักษา เพื่อรองรับการลงทุนและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต 

อธิบดีสมาสภ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หน่วยงานในสังกัดกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้ร่วมกันจัดฝึกอบรมในหลายจังหวัด อาทิ สถาบันพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ (AHRDA) จังหวัดสมุทรปราการ เปิดหลักสูตร “การปฏิบัติการซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้า” และ “การซ่อมบำรุงและดัดแปลงจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ขณะที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 28 สระบุรี เปิดอบรม “การซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้า” ส่วนสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 34 กาญจนบุรี เปิดหลักสูตร “การบำรุงรักษารถจักรยานยนต์ระบบไฟฟ้า” และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานลำพูน เปิดหลักสูตร “การประกอบและซ่อมบำรุงแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า” โดยทุกหลักสูตรเน้นการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถนำความรู้ไปใช้ในการประกอบอาชีพและต่อยอดสู่สายงาน EV ได้อย่างมั่นใจ 

ทั้งนี้ การฝึกอบรมดังกล่าวเปิดรับสมัครโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และมีการมอบวุฒิบัตรแก่ผู้ผ่านการฝึกอบรม สามารถสมัคร และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 28 สระบุรี สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 34 กาญจนบุรี และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานลำพูน หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 4 ได้อีกทางหนึ่ง ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับแรงงานไทยสู่มาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า สร้างโอกาสการมีงานทำ เพิ่มรายได้ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคเศรษฐกิจสีเขียวและเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตต่อไป อธิบดีสมาสภ์ กล่าวในท้ายสุด

ที่มา: Thai PR, 1/7/2569 

รมว.แรงงาน แจงงบประมาณปี 70 เผยงบแรงงานเพิ่ม ผ่อนหนี้ผู้ประกันตน 7 พันล้าน

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระแรก เป็นวันที่สาม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ชี้แจงว่า งบประมาณของกระทรวงแรงงานที่ตั้งในปีนี้เพิ่มขึ้น 5% แต่งบในการทำภารกิจหลายส่วนของกระทรวงถูกตัดลง เนื่องจากข้อจำกัดของงบประมาณ

งบประมาณที่เพิ่มขึ้น คือส่วนของเงินสมทบของผู้ประกันตน ในส่วนของสำนักงานประกันสังคม ตนยืนยันเหมือนที่สมาชิกห่วงใย ซึ่งหลายคนอภิปรายถึงเม็ดเงิน ที่ภาครัฐยังติดค้างส่วนเงินสมทบผู้ประกันตน จากสัดส่วนของรัฐที่ยังค้างอยู่ โดยสิ้นเดือน ก.ย.นี้ จะมีเงินคงค้างเหลืออยู่ 42,000 กว่าล้านบาท

แต่หากมองย้อนไป 10 ปี จะเห็นว่าปี 2558 – 2559 งบคงค้างส่วนนี้ ตกประมาณปีละ 100,000 ล้านบาท หลังจากมี พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังปี 2561 เป็นกลไกทำให้ภาครัฐ จำเป็นต้องชำระหนี้สินที่คงค้าง และมีการชำระเรื่อยมา รัฐบาลหลายชุดดำเนินการตามกรอบ ตามกำลังงบประมาณที่มีอยู่

ปีนี้ก็เช่นกัน เราตั้งงบประมาณไว้เฉพาะส่วนของหนี้คงค้าง ประมาณ 7,000 กว่าล้านบาท ซึ่งเพิ่มมากขึ้นจากปีก่อนหน้า เป็นเจตจำนงที่เราตั้งใจ ตนตั้งใจจะยึดมั่นใจกรอบนี้เพื่อให้กลไกของภาครัฐ สามารถชำระคืนเงินที่ยังคงค้างกับผู้ประกันตนให้ได้ไปไกลที่สุด

กรอบกำหนดเอาไว้ในปี 2574 ว่าเราจะดำเนินการในส่วนของเงินที่ยังคงค้างอยู่ 42,000 กว่าล้านบาท หักปีนี้ไป 7,000 กว่าล้านบาท ก็จะเหลือหนี้คงค้าง 35,000 ล้านบาท ตนยืนยันว่า จะดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วและเป็นไปตามกรอบที่กำหนด

ที่มา: ข่าวสด, 1/7/2569 

เผย ครม. ไฟเขียวปฏิญญาร่วม Abu Dhabi Dialogue เดินหน้าความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างประเทศ ยกระดับการคุ้มครองแรงงานไทยในต่างแดน

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ มีมติเห็นชอบร่างปฏิญญาร่วมของการประชุมระดับรัฐมนตรี Abu Dhabi Dialogue (ADD) ครั้งที่ 8 ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างประเทศสมาชิก ทั้งประเทศผู้ส่งแรงงานและประเทศผู้รับแรงงาน (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ โอมาน คูเวต บาห์เรน และเยเมน) ซึ่งจะช่วยยกระดับการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และสอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ร่างปฏิญญาร่วมดังกล่าวเป็นผลจากการประชุมระดับรัฐมนตรี Abu Dhabi Dialogue ครั้งที่ 8 ซึ่งจัดขึ้น ณ นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมีประเทศสมาชิกเข้าร่วมหารือด้านนโยบายแรงงานและการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศ ก่อนที่สำนักเลขาธิการ Abu Dhabi Dialogue จะจัดทำและส่งร่างปฏิญญาร่วมเพื่อให้ประเทศสมาชิกพิจารณาให้การรับรองและใช้เป็นแนวทางความร่วมมือในอนาคต

สาระสำคัญของร่างปฏิญญาร่วมฉบับนี้ มุ่งส่งเสริมความร่วมมือใน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการเคลื่อนย้ายแรงงาน การพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว การบริหารจัดการแรงงานต่างชาติในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Gig Workers) รวมถึงการยกระดับทักษะและเพิ่มผลิตภาพแรงงานของประเทศสมาชิก เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานโลก

“การรับรองร่างปฏิญญาร่วมครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในการกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านแรงงานกับประเทศสมาชิก ส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในประเทศปลายทาง และสนับสนุนการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต อันจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของแรงงานไทยและครอบครัวอย่างยั่งยืนต่อไป” นายจุลพันธ์ กล่าว

ที่มา: บ้านเมือง, 30/6/2569

นายกสมาคมการค้าฯ ไทย-กัมพูชา เตือนขาดแคลนแรงงานเขมร กระทบเศรษฐกิจชายแดน

ดร.รัฐวิทย์ ตั้งเกียรติพชร นายกสมาคมการค้าการท่องเที่ยวชายแดนไทย–กัมพูชา แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยยืนยันว่า จังหวัดจันทบุรีไม่มีข้อพิพาทด้านดินแดนที่ควรนำไปสู่ความขัดแย้ง พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของฝ่ายความมั่นคงในการดูแลพื้นที่ชายแดน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติ

ดร.รัฐวิทย์ กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน โดยยึดหลัก "ชนะโดยไม่ต้องรบ แต่หากจำเป็นต้องรบ ก็ต้องชนะ" พร้อมแสดงความห่วงใยต่อการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจสร้างความเข้าใจผิดต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ และส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในพื้นที่ชายแดน

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนมองว่า ปัญหาเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้ คือการขาดแคลนแรงงานกัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากแรงงานกัมพูชาจำนวนมากมีทักษะเฉพาะที่ไม่สามารถทดแทนด้วยแรงงานจากประเทศอื่นได้ทั้งหมด จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่ยังอยู่ในประเทศไทยให้ถูกต้องตามกฎหมาย แม้ในช่วงที่ยังไม่สามารถเปิดด่านชายแดนได้ เพื่อให้ภาคธุรกิจเดินหน้าต่อได้ และเพื่อให้หน่วยงานด้านความมั่นคงสามารถตรวจสอบข้อมูลแรงงานและนายจ้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายกสมาคมการค้าการท่องเที่ยวชายแดนไทย–กัมพูชา ยังเตือนว่า หากยังไม่มีมาตรการรองรับแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม อาจส่งผลกระทบต่อฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลไม้ในปีหน้า โดยเฉพาะลำไย ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 8,000–9,000 ล้านบาท รวมถึงผลไม้เศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ ของภาคตะวันออก ขณะที่การจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนและมาตรการด้านความมั่นคง ควรดำเนินควบคู่กับการดูแลเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของประชาชน เพื่อให้ทั้งความมั่นคงและเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างสมดุล

ที่มา: News1, 29/6/2569 

สว.จี้รัฐแก้ปมว่างงานพุ่ง-ค่าแรงสวนทางค่าครองชีพ

ในการประชุมวุฒิสภา นายแพทย์ เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตั้งกระทู้ถามด้วยวาจาต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เรื่องปัญหาการว่างงานและการจ้างงาน ว่า ปัจจุบันสถิติการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นถึง 0.90% หรือคิดเป็นผู้ว่างงาน 390,000 คน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 0.88% ในช่วงเวลาเดียวกัน และเพิ่มขึ้น 0.7% จากไตรมาสที่ผ่านมา เป็นแนวโน้มที่น่ากลัว โดยผู้ว่างงานปัจจุบันเป็นผู้ที่เคยมีงานทำมาก่อน ซึ่งเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งนอกประเทศ เช่น สงครามตะวันออกกลาง ภาวะน้ำมันแพง กระทบต่อกลุ่มเปราะบาง ที่กลายเป็นผู้ว่างงานระยะยาวเกิน 1 ปี ถึง 27% และ 3% เป็นผู้เสมือนว่างงาน ทำงานที่ไม่เต็มเวลา และ 17.8% เป็นการว่างงานแฝง ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันค่าแรงก็ลดลงสวนทางค่าครองชีพ และยังพบว่าคนไทยต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้น แต่รายได้กลับไม่เพิ่ม เฉลี่ยเวลาทำำงาน 40.9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และกว่า 6.1 ล้านคน ต้องทำงานล่วงเวลาเพื่อให้มีเงินเพียงพอเลี้ยงชีพ

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้ภูมิทัศน์แรงงานเปลี่ยนไป มีการประมาณการตัวเลขแรงงานกว่า 8.7 ล้านคน ที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจาก AI

นายแพทย์ เปรมศักดิ์ ตั้งคำถามว่ากระทรวงแรงงานมีนโยบายใดบ้างที่จะแก้ปัญหาการว่างงาน ค่าจ้างที่ลดลง ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และการเข้ามาแทนที่ของ AI

ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ชี้แจงว่า ตัวเลขการว่างงานของไทยยังไม่อยู่ในจุดที่เป็นอันตราย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือคนว่างงานไม่ตรงกับตำแหน่งงานที่ว่าง เป็นปัญหาของ skill sets กับความต้องการของตลาดที่ไม่ตรงกัน ซึ่งต้อง upskill และ reskill ต้องพัฒนาทักษะงานใหม่ ๆ ซึ่งกระทรวงแรงงานมีนโยบายที่ค่อนข้างครอบคลุม โดยสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ผ่านมา ที่ทำให้ตลาดแรงงานหลักในต่างประเทศติดขัด แต่ตอนนี้เกือบกลับสู่สภาวะปกติแล้ว

ขณะเดียวกันกระทรวงแรงงานยังเร่งสร้างความหลากหลายของตลาดแรงงานในต่างประเทศ ไม่ใช่เพียงการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นหลัก โดยจะเพิ่มตลาดงานใหม่ มองไปไกลถึงแคนาดาและในยุโรป อย่างอิตาลี ส่วนงานในประเทศวันนี้มีกระบวนการพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับตำแหน่งงานที่มีอยู่ มีการดำเนินโครงการ "เรียนได้งบ จบได้งาน" บรรจุในปีงบประมาณ 2570 หากไม่มีการแก้ไขก็จะสามารถเดินหน้าในเดือนตุลาคมนี้ได้ โดยโครงการนี้ตอบ 2 ปัญหาสำคัญ คือ การพัฒนาทักษะตั้งแต่เรียนให้สอดรับกับความต้องการของตลาด ขณะที่ค่าแรง มีความคิดจะปรับขึ้นอยู่ตลอด แต่การทำจริงนั้นไม่ง่าย ต้องผ่านกลไกไตรภาคี ซึ่งในสมัยของตนได้ปรับค่าแรงบางส่วนที่เป็น High-technology ไปแล้ว ส่วนค่าแรงภาพรวมจำเป็นต้องผ่านการหารือกันหลายกระทรวง ขณะที่การให้ความช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพ รัฐบาลเดินหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส และใช้กลไกไปอุดหนุน

นายจุลพันธ์ ยังกล่าวถึงปัญหาความเสี่ยงที่ AI จะกรระทบต่อแรงงานด้วยว่า หลายประเทศให้ความสำคัญนำ AI มาใช้ในการทำงาน เพื่อเพิ้มประสิทธิภาพงาน ซึ่งไทยเองต้องเรียนรู้จะอยู่กับ AI ต้องพัฒนาทักษะให้รองรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง โดยกระทรวงแรงงาน มีแนวคิดพัฒนาทักษะดังกล่าวให้กับแรงงานทุกกลุ่มวัย ให้เกิดการฝึกฝนและสามารถนำ AI มาใช้ประโยชน์ได้

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 29/6/2569 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง