เมื่อ 26 มิ.ย. 2569 ที่สำนักงานศูนย์ดำเนินการเกี่ยวกับผู้อพยพ กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่เวลา 13.00-17.00 น. คณะกรรมการประสานงานองค์การช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในประเทศไทย หรือ กปชล (CCSDPT) ร่วมกับเครือข่ายผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ (CRSP) จัดงานวันผู้ลี้ภัยสากล ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “จากความหวังสู่ความก้าวหน้า : โอกาสใหม่ในการจัดทำบัตรประจำตัวบุคคล”
โดยภายในงานมีวงเสวนาหัวข้อ “จากความหลัง สู่ความก้าวหน้า : โอกาสของการมีบัตรประจำตัวบุคคล” โดยมีวิทยากรจากสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เจ้าหน้าที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) องค์กร The Border Consortium และตัวแทน มูลนิธิประชาชนเพื่อประชาชน มาร่วมแลกเปลี่ยนถึงโอกาสและความท้าทายของนโยบายปลดล็อกการทำงาน และทำบัตรประจำตัวให้กับผู้ลี้ภัยในศูนย์พักพิงชั่วคราวฯ
วงเสวนาได้ชี้ให้เห็นว่า การเปิดรับศักยภาพการทำงานของผู้ลี้ภัยในค่ายทั้ง 9 ค่าย ซึ่งอยู่ในไทยมากว่า 42 ปี จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศไทยได้อย่างมาก ตอบรับข้อท้าทายการขาดกำลังแรงงาน และการทำบัตรประจำตัวผู้หนีภัยยังช่วยให้ภาครัฐบริหารจัดการผู้โยกย้ายถิ่นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ วงเสวนาได้ทิ้งท้ายคำถามสำคัญคือ เป็นไปได้หรือไม่ที่ผู้ลี้ภัยเขตเมือง ซึ่งมีคนหลากหลายอาชีพ และความสามารถ จะได้รับโอกาสเช่นเดียวกัน
ประวัติศาสตร์ค่ายผู้ลี้ภัยในค่ายฉบับย่อ
อาทร ศรีกีรติการ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กร The Border Consortium (TBC) และตัวแทนเครือข่ายคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนที่ให้ความช่วยเหลือผู้หนีภัยในประเทศไทย (CCSDPT) อธิบายว่า การเกิดขึ้นของค่ายผู้ลี้ภัยสืบเนื่องมาจากปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศพม่าที่ยืดเยื้อยาวนาน ตั้งแต่หลังจากประเทศพม่าได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักร เมื่อปี 2491 หรือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
สาเหตุหลักมาจากกองทัพพม่าปฏิเสธที่จะให้สิทธิปกครองตนเองของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ตามที่ได้เซ็นไว้ในสนธิสัญญาปางโหลง ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ไม่ว่าจะเป็น กะเหรี่ยงแดง กะเหรี่ยง และอื่นๆ ต่างจัดตั้งกองกำลังต่อสู้กับกองทัพพม่าเพื่อเอกราช หรือสิทธิปกครองตนเอง กลายเป็นสงครามทำให้ชาวพม่าเริ่มอพยพออกจากประเทศ เพื่อลี้ภัยสงคราม
อาทร อธิบายว่า ผู้หนีภัยการสู้รบเมียนมา เริ่มเข้ามาประเทศไทยชุดแรกเมื่อปี 2527 หรือเมื่อ 42 ปีที่แล้ว จำนวน 10,000 คน โดยเข้ามาทางอำเภอท่าสองยาง จ.ตาก เบื้องต้น เขาขออยู่ในไทยประมาณ 6 เดือน ทางกระทรวงมหาดไทยจึงประสานมายังองค์กรช่วยเหลือผู้ลี้ภัยฯ (CCSDPT) เพื่อให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม
อย่างไรก็ตาม สงครามและความขัดแย้งภายในพม่ายังคงดำเนินต่อไป จนกระทั่งในปี 2531 รัฐบาลทหารพม่านำโดยนายพลเนวิน ใช้กำลังปราบปรามประชาชนที่ลุกฮือประท้วงอย่างหนักหน่วง จนทำให้มีผู้ลี้ภัยทะลักเข้าตามแนวชายแดนไทยมากขึ้น ข้อมูลระบุว่า ในช่วงก่อนปี 2531 ประเทศไทยมีพื้นที่พักพิงชั่วคราว จำนวน 33 ค่าย มีประชากรประมาณ 150,000 คน และในปี 2541 กระทรวงมหาดไทย มีนโยบายควบรวมย้ายค่ายเล็กๆ เข้ามารวมกัน จนเหลือแค่เพียง 9 ค่ายอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ซึ่งหน่วยงานหลักที่ดูแลพื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ มีทั้ง CCSDPT องค์การระหว่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับคณะกรรมการผู้ลี้ภัยกะเหรี่ยง/กะเรนนี (KRC/KnRC) ก็จะมีการแบ่งงานกันดูแล
สหรัฐฯ ตัดความช่วยเหลือ จุดเปลี่ยนนโยบายปลดล็อกสิทธิทำงานของผู้ลี้ภัย
อาทร กล่าวว่า แนวทางการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยมีด้วยกัน 3 แนวทาง คือ 1. การย้ายไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่ 3 (Resettlement) 2. ให้กลับประเทศต้นทางโดยสมัครใจ (Voluntary Return) และ 3. บูรณาการเข้ากับประเทศที่ลี้ภัย (Integration)
อาทร อธิบายว่า ในเรี่องการให้ผู้ลี้ภัยย้ายไปประเทศที่ 3 เริ่มมาตั้งแต่ปี 2549 เคยมีการหารือระหว่างรัฐบาลไทย และองค์การนานาชาติ ให้ผู้ลี้ภัยไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่ 3 ได้ ทำให้ตั้งแต่ปี 2548-2569 มีผู้ลี้ภัยประมาณหนึ่งแสนกว่าคนสามารถไปยังประเทศที่ 3 ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไปอยู่ที่สหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สวีเดน และประเทศอื่นๆ กว่า 15 ประเทศ
ในเรื่องการเดินทางกลับประเทศต้นทางโดยสมัครใจ (Return) เมื่อปี 2555 รัฐบาลทหารพม่า และกองกำลังชาติพันธุ์ ได้มีการเจรจาหยุดยิงทั่วประเทศ ส่งผลให้ในปี 2558-2560 เริ่มมีผู้ลี้ภัยเดินทางกลับประเทศบ้านเกิดราว 1,300 คน จากจำนวนประมาณแสนกว่าคน ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐบาลไทยทำร่วมกับรัฐบาลเมียนมา
อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้หยุดชะงักลงเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 และการทำรัฐประหารของกองทัพพม่าเมื่อปี 2564 ส่งผลให้คนพม่าเดินทางลี้ภัยเข้ามายังประเทศไทยมากขึ้น ขณะเดียวกัน มีผู้ลี้ภัยประสงค์ขอเดินทางไปประเทศที่ 3 สูงขึ้นเป็น 85% แต่สถานการณ์การเดินทางไปประเทศที่ 3 ก็ยิ่งยากขึ้น หลังสหรัฐฯ ยุติการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างกะทันหัน และยุติการรับผู้ลี้ภัยไปตั้งถิ่นฐานในประเทศ
เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้เหลือทางเลือกสุดท้าย คือการให้พวกเขาเข้ามาบูรณาการในประเทศที่ลี้ภัย อาทร ระบุว่า โชคดีที่คณะรัฐมนตรี ออกมติเมื่อ 26 ส.ค. 2568 ให้ผู้ลี้ภัยสามารถออกไปทำงานนอกค่ายได้ และตั้งแต่ปี 2568 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา 10 เดือน มีผู้ลี้ภัยออกไปทำงานทั้งสิ้น 5,000 คนโดยประมาณ
ผอ.ฝ่ายองค์กร TBC มองว่า การให้ผู้ลี้ภัยออกมาทำงานภายนอก ถือเป็นการให้โอกาสผู้ลี้ภัย ให้เขาสามารถพึ่งพาตัวเอง เติมเต็มศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความมั่นคงในชีวิต พวกเขาสามารถส่งเงินหรือรายได้จากการทำงานให้กับครอบครัว และชุมชน ไม่ต้องพึ่งพิงความช่วยเหลือจากภายนอก
“การให้โอกาสตรงนี้เหมือนกับการให้เขาเป็นคนที่มีศักดิ์ศรี ความมั่นใจในตนเอง การมีงานทำ ทำให้คนรู้สึกว่ามีคุณค่า รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมในสังคม และสามารถดูแล ครอบครัวอย่างภาคภูมิใจ” อาทร กล่าว
ตัวแทน CCSDPT มองด้วยว่า นอกจากผู้ลี้ภัยจะได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้แล้ว ประเทศชาติ และภาคธุรกิจ ยังได้รับประโยชน์มากขึ้นจากการจ้างงานตรงนี้อีกด้วย มีนายจ้างบางส่วนสะท้อนมาว่า คนงานขยัน มุ่งมั่น อดทน มีความรับผิดชอบ และสามารถตอบสนองต่อตลาดแรงงานได้
โจทย์ต่อไปดูแลกลุ่มเปราะบางที่สุดในค่าย
อาทร มองว่า รัฐไทยยังมีข้อท้าทายที่ต้องดำเนินการ ทั้งเรื่องการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ลี้ภัยในการออกไปทำงานภายนอก การป้องกันการตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ หรือการแสวงหาประโยชน์จากแรงงาน การสร้างความเข้าใจด้านสิทธิแรงงาน การเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพ การเตรียมความพร้อมเรื่องทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด รวมถึงการทลายข้อจำกัดทางด้านภาษา ส่งเสริมการเรียนภาษาไทย
ขณะเดียวกัน ก็ต้องมีมาตรการดูแลกลุ่มเปราะบางที่สุดในค่ายผู้ลี้ภัยควบคู่กัน เช่น เด็กที่ไม่มีผู้ดูแล สตรีที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ผู้พิการทางการเคลื่อนไหว เหยื่อถูกล่วงละเมิดทางเพศ ผู้สูงอายุที่ไม่มีใครดูแล กลุ่มที่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง และอื่นๆ เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถทำงานด้านนอกได้ ทำให้ยังต้องพึ่งพิงการช่วยเหลือ
สิ่งที่คนไม่ค่อยนึกถึง คือมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น
นภัทรพล วาณิชเสนี นักวิเทศสัมพันธ์ชำนาญการ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ชวนย้อนประวัติศาสตร์ชาติ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กษัตริย์ในสมัยก่อนมีนโยบายจัดสรรที่ดินทำกิน และที่พำนักให้กับผู้โยกย้ายถิ่นฐาน เช่น คนเชื้อชาติมอญ หรือในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงศตวรรษที่ 20 ประเทศไทยก็มีการจัดทำสัมมะโนประชากร ทำให้ทราบว่ามีชนชาติไหนบ้างที่เข้ามาอยู่ในประเทศ และนำมาสู่การบริหารจัดการประชากรอย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น แนวนโยบายการบริหารจัดการผู้โยกย้ายถิ่นฐานไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ และในบริบทปัจจุบัน ภาครัฐ ก็มองเห็นโอกาส และความเป็นไปได้ในหลายมิติจากนโยบายอนุญาตทำงาน และการทำบัตรประจำตัวให้ผู้ลี้ภัย ดังนี้
ประการแรก การออกนโยบายทำงานนอกค่ายของผู้ลี้ภัย เป็นการสร้างโอกาส และเติมเต็มศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ผู้ลี้ภัยได้ลดการพึ่งพิงจากภายนอก ขณะเดียวกัน เป็นจุดเปลี่ยนของนโยบายความมั่นคงของรัฐไทยจากยุคสงครามเย็น ที่เน้น ‘การควบคุม และจำกัด’ สู่การบริหารผู้โยกย้ายถิ่นฐาน
ประการที่ 2 ตัวแทนสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ประเด็นที่คนอาจยังกล่าวถึงไม่มากนัก คือโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดจากนโยบายเปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยจากการสู้รบสามารถออกมาทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย โดยยกตัวอย่างว่า หากตั้งสมมติฐานว่ามีผู้หนีภัยจำนวน 5,000 คน ได้รับการจ้างงานด้วยรายได้เฉลี่ย 15,000 บาทต่อเดือน จะก่อให้เกิดรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 900 ล้านบาทต่อปี
หากสมมติว่าผู้หนีภัยนำรายได้มาใช้จ่ายภายในประเทศประมาณร้อยละ 50 จะก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจโดยตรงประมาณ 450 ล้านบาทต่อปี และในทางเศรษฐศาสตร์ เม็ดเงินดังกล่าวจะไม่ได้หยุดอยู่เพียงผู้ใช้จ่ายคนแรก แต่จะหมุนเวียนต่อไปยังร้านค้า ผู้ประกอบการ ผู้ผลิต และแรงงานในภาคส่วนต่างๆ จนก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ซึ่งเมื่อพิจารณาผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว อาจมีมูลค่าประมาณ 585 ล้านบาทต่อปี
นอกจากประเด็นเรื่องมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้ว การให้ผู้ลี้ภัยออกมาทำงาน ยังเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาภาวะขาดแคลนแรงงานในประเทศ และเพิ่มผลผลิตของภาคธุรกิจ เพราะขณะนี้ไทยเดินเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแล้ว โดยข้อมูลช่วง 3 ปีหลัง ระบุว่าประชากรไทยมีอัตราเกิดต่ำกว่า 500,000 คน และหากไม่มีการแก้ไข หรือหากำลังแรงงานมาทดแทนในอีกประมาณ 60 ปี หรือช่วงปลายศตวรรษนี้ (ราวปี ค.ศ. 2100) จะมีการประมาณการณ์ว่าไทยจะเหลือคนวัยแรงงาน (18-59 ปี) เพียง 14 ล้านคน จากปีนี้ที่มี 42 ล้านคน ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ การขยายตัวของเมือง และความมั่นคงของชาติ เนื่องจากประชากรลดน้อยลง
ประการที่ 3 คิดว่าสำคัญที่สุดในมุมมองของรัฐคือ การทำบัตรประจำตัวผู้หนีภัยสงคราม หรือมีข้อมูลทางทะเบียน ทำให้รัฐมีข้อมูลประชากร ซึ่งจะนำไปสู่การบริหารจัดการนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งทางสาธารณสุข เศรษฐกิจ ความมั่นคง การศึกษา และอื่นๆ เพราะว่ารัฐต้องดูแลประชากรทุกคนไม่ว่าสัญชาติใดก็ตาม และถ้าประชากรมีความไม่มั่นคงเกิดขึ้น ก็จะส่งผลโดยรวมต่อสังคม
โจทย์ต่อไปคือการสื่อสาร สร้างความเข้าใจ
ตัวแทนสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย มองว่า โจทย์ของภาครัฐคือการสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมไทย เนื่องจากที่ผ่านมา ภาครัฐมักโดนวิจารณ์ ยกตัวอย่างกรณีมติ ครม.ลดขั้นตอนพิสูจน์สัญชาติ แก่ผู้ที่ตกหล่น แต่ในนโยบายให้สิทธิผู้ลี้ภัยทำงาน เขามองว่าภาครัฐทำงานสื่อสารได้ชัดเจนมากขึ้นว่า นโยบายต่างๆ เราทำไปเพื่ออะไร เขาเชื่อว่าหากภาครัฐสื่อสารอย่างต่อเนื่อง บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และทำงานร่วมกับหลายภาคส่วน จะสามารถฟื้นคืนความเชื่อใจ และสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคง เศรษฐกิจ และหลักมนุษยธรรม
'สิทธิทำงาน' โอกาสของผู้ลี้ภัยเมือง เป็นไปได้หรือไม่ ?
ผู้ลี้ภัยเขตเมืองคือใคร ? รวิสรา เปียขุนทด เจ้าหน้าที่งานคุ้มครองอาวุโส มูลนิธิประชาชนเพื่อประชาชน อธิบายว่า หากเปรียบเทียบกับผู้ลี้ภัยในศูนย์พักพิงชั่วคราวฯ ผู้ลี้ภัยเขตเมืองจะมีความหลากหลายทั้งด้านเชื้อชาติ และสัญชาติ เนื่องจากมาจากหลายประเทศทั่วโลกแล้ว ยังมีความหลากหลายทั้งด้านการศึกษาตั้งแต่ชั้นระดับประถมศึกษาจนถึงปริญญาเอก และในเชิงอาชีพก็มีความหลากหลาย เช่น มีทั้งคนที่เป็นเกษตรกร ทำสวนผลไม้ อาชีพประมง หรือก่อสร้าง หรืออาชีพที่ต้องใช้ทักษะ เช่น โปรแกรมเมอร์ แพทย์ พยาบาล ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา หลายคนสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดี ทำงานเป็นล่ามได้
ข้อมูลจาก UNHCR ระบุว่ามีผู้ได้รับบัตรผู้ลี้ภัยในประเทศไทย จำนวนเฉลี่ย 5,500 ราย และจำนวนนี้มีกลไกการคุ้มครองและดูแลจะมีความแตกต่างกัน แบ่งได้เป็น 3 สถานะ คือ
- ผู้ที่ถือบัตรสถานะผู้ลี้ภัยของ ‘UNHCR’
- ผู้ที่ผ่านระบบคัดกรองแห่งชาติ (NSM) ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าด้วยระเบียบการคัดกรองบุคคลที่เป็นคนต่างด้าวที่ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางที่เป็นภูมิลำเนาของตัวเองได้ กำกับและดูแลโดย ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง กอง 4
- ผู้ที่ไม่ประสงค์ถูกผลักดันกลับประเทศต้นทาง ภายใต้มาตรา 13 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานและบังคับสูญหาย พ.ศ. 2565
รวิสรา ระบุว่า ข้อจำกัดของผู้ลี้ภัยในเขตเมืองมีหลากหลาย ยกตัวอย่างเรื่องการเดินทาง เนื่องจากผู้ลี้ภัยเขตเมือง ซึ่งแม้ว่าจะเข้ามาในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย แต่ในระหว่างขอสถานะผู้ลี้ภัย การอนุญาตอยู่ในประเทศไทยจะสิ้นสุดลง ก็จะถือว่าอยู่ในประเทศไทยไม่ได้รับอนุญาต หรือบางคนลักลอบเข้าเมือง ซึ่งการเข้ากระบวนการทั้งการขอบัตร UNHCR หรือระบบคัดกรองแห่งชาติ (NSM) ต้องมีการเดินทางเพื่อไปทำเรื่อง แต่ถ้าเจอเจ้าหน้าที่ระหว่างทาง ก็จะถูกดำเนินคดีคนเข้าเมือง หรืออีกข้อจำกัด อุปสรรคกำแพงภาษาที่ผู้ลี้ภัยเขตเมืองยังไม่สามารถสื่อสารกับเจ้าหน้าที่รัฐ คนในชุมชน หรือแพทย์และพยาบาลในกรณีที่ต้องใช้บริการรักษาพยาบาล
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่สุดคือ เมื่อผู้ลี้ภัยเข้าเมืองผิดกฎหมาย จะทำให้เขาเข้าไม่ถึงสิทธิการมีงานทำได้ เช่นเดียวกับกลุ่มที่อยู่ภายใต้ระบบคัดกรอง (NSM) ของรัฐไทย หรือคนที่ถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง และได้รับการประกันตัวออกมา บุคคลเหล่านี้ก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย
รวิสรา กล่าวต่อว่า สิทธิการทำงานของผู้ลี้ภัยเขตเมืองอาจจะถึงเวลาทบทวน เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน การไปประเทศที่ 3 ค่อนข้างยาก ซึ่งสะท้อนผ่านข้อมูลระหว่างปี 2564-2567 มีผู้ลี้ภัยในเขตเมืองได้รับการพิจารณาย้ายถิ่นฐาน เฉลี่ยอยู่ที่ 381 คนต่อปี แต่ในปี 2568 ตัวเลขดังกล่าวลดลงมา เฉลี่ยอยู่ที่ 81 คนต่อปี และมีเพียง 1 คนได้ไปสหรัฐฯ มันทำให้เห็นว่าปี 2569 แนวโน้มจำนวนผู้โยกย้ายไปประเทศที่ 3 จะลดลงเรื่อยๆ
นอกจากนี้ ผลจากการถูกลดความช่วยเหลือเมื่อปี 2568 ส่งผลให้องค์กรหลายๆ องค์กรที่ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยเขตเมือง ไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์ การศึกษา ที่อยู่อาศัย หรือด้านการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ได้รับผลกระทบ บางองค์กรก็ปิดตัวลง ทำให้ผู้ลี้ภัยเขตเมืองมีความเป็นอยู่ที่ลำบากมากขึ้น
เธอเผยว่า อย่างที่กล่าวไปเบื้องต้น ผู้ลี้ภัยเขตเมืองมีความสามารถหลากหลาย หลายคนมีศักยภาพในการดูแลตัวเอง ถ้าได้ออกไปทำงาน พวกเขาจะสามารถช่วยเหลือครอบครัว และช่วยเหลือสังคมไทย ทั้งในทางตรงคือผ่านการจ่ายภาษี และทางอ้อมคือการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน
ท้ายที่สุด รวิสรา เสนอว่า ควรมีการเก็บข้อมูล และทำบัตรประจำตัวให้ผู้ลี้ภัยเขตเมือง เนื่องจากบัตรผู้ลี้ภัยของ UNHCR หรือบัตรที่ออกภายใต้กระบวนการคัดกรองแห่งชาติ ไม่ได้อนุญาตให้อยู่ในไทยได้แบบถูกต้อง หรือบางครั้งผู้ลี้ภัยเขตเมืองยังต้องยืนยันตัวตน เพราะเมื่อไรที่เผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่รัฐ ก็มักจะถูกถามว่าบัตร UNHCR เป็นบัตรจริงหรือไม่ ตรวจสอบได้ไหม หรือมีความน่าเชื่อถือขนาดไหน แม้ว่าจะมีเอกสารประจำตัว แต่ก็ยังเป็นอุปสรรคอยู่ดี
เธอเห็นด้วยว่า ต้นแบบที่ทำบัตรให้ผู้ลี้ภัยในค่ายฯ และการให้ผู้ลี้ภัยในค่ายฯ ออกมาทำงานด้านนอก เป็นทั้งจุดเริ่มต้นและแบบอย่างที่ดี อีกทั้ง สอดคล้องกับหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งผู้ลี้ภัยในค่ายได้รับโอกาสแล้ว เธอก็อยากให้ผู้ลี้ภัยในเขตเมืองได้รับโอกาสในลักษณะเดียวกัน
ด้านนภัทรพล มองว่า เรื่องผู้ลี้ภัยในเขตเมืองอยู่ในความรับผิดชอบของอีกหน่วยงาน แต่ถ้าเราถอดบทเรียนจากผู้ลี้ภัยในค่ายที่ได้ออกมาทำงาน เราจะเห็นว่ามันสามารถสร้างสมดุลระหว่างมิติด้านความมั่นคง และหลักมนุษยธรรมได้
“ถ้าเราไม่ให้ผู้ลี้ภัยในเขตเมืองเขาทำงาน และเขาจะเอาอะไรกิน แล้วถ้าเขาทำงานไม่ได้ เขาจะเอาเงินมาซื้อข้าวจากไหน ก็ต้องมีคนไปสงเคราะห์เขาอยู่ดี และเขาก็อาจจะติดลูปโดนถอนประกัน เข้าห้องกัก ออกจากห้องกัก เข้าห้องกักใหม่ ซึ่ง 40 ปีที่ผ่านมา เราพิสูจน์แล้วว่าการให้ความช่วยเหลือแบบสงเคราะห์ระยะยาว มันไม่เป็นผลดีต่อตัวรัฐ และต่อสังคม
“ดังนั้น หากเรานำบทเรียนจากนโยบายที่ประสบความสำเร็จมาถอดบทเรียน และนำข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์มาหารือกัน ผมว่ามันน่าจะมีทางออกที่ดีขึ้นสำหรับผู้ลี้ภัยในเขตเมือง” นภัทรพล กล่าว
อาทร กล่าวว่า เราจะใช้โมเดลผู้ลี้ภัยในค่าย มาใช้ในเขตเมืองได้อย่างไร เขาคิดว่าในเรื่องข้อกฎหมายสามารถปรับเปลี่ยนได้ และขึ้นอยู่กับผู้บังคับใช้กฎหมายตรงนี้ว่าจะปรับเปลี่ยนอย่างไร ถ้าเอาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาคุยกัน ก็อาจจะเห็นแนวทางที่ดีขึ้น
ก้าวต่อไปของนโยบายทำงานของผู้ลี้ภัยในค่าย
หลังจบงานเสวนา ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์ อาทร ศรีกีรติการ สมาชิกองค์กร The Border Consortium (TBC) ถึงสถานการณ์ภายในศูนย์พักพิงชั่วคราวฯ หลังสหรัฐฯ ตัดงบประมาณช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา เขาระบุว่า เบื้องต้น ทาง TBC ยังคงให้ความช่วยเหลือด้านอาหารแก่กลุ่มเปราะบางที่สุด ซึ่งมีอยู่ประมาณ 17,000 กว่าคนภายใน 9 ค่าย ซึ่งเงินทุนหรือระยะเวลาให้ความช่วยเหลือน่าจะได้แค่ปีนี้ ส่วนปีหน้า (2569) เราอาจต้องขอให้ชุมชนในค่ายฯ เป็นชุมชนที่เข้มแข็ง และสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เพราะไม่รู้เลยว่าผู้บริจาค (Donor) จะให้ความช่วยเหลืออีกนานแค่ไหน
ช่วงเวลา 10 เดือนในการใช้นโยบายปลดล็อกการทำงานของผู้ลี้ภัยในค่ายฯ สร้างความเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ภายในค่ายฯ อย่างไร อาทร เผยว่า คนที่ออกไปทำงาน หลายคนก็สามารถส่งเงินกลับไปให้ครอบครัวในค่ายได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ประสบความสำเร็จ เพราะมีคนที่ไปทำงานแล้ว ปรากฏว่าสภาพการทำงานหรือค่าจ้างไม่ได้เป็นไปตามที่ตกลงกัน ทำต่อไม่ไหว ก็ต้องกลับมาที่ค่าย และหานายจ้างกลุ่มใหม่ แต่ภาพรวมส่วนใหญ่มีคนที่ทำงานและส่งเงินกลับมาให้ได้
สำหรับข้อเสนอที่อยากส่งถึงภาครัฐ อาทร เผยว่าได้มีการส่งข้อเสนอถึงกระทรวงมหาดไทย และทางกระทรวงรับข้อเสนอไปดูแล้ว คือการพิจารณาขยายพื้นที่ควบคุม เพราะแต่เดิมผู้ลี้ภัยจะอยู่ได้แค่ภายในค่ายฯ เท่านั้น การเดินทางออกนอกพื้นที่ต้องได้รับอนุญาต แต่ถ้าขยายพื้นที่ควบคุมออกไป จะทำให้คนงานสามารถเข้าถึงงานได้มากขึ้น โดยอาจจะขยายไปในระดับอำเภอ หรือระดับจังหวัด ยกตัวอย่าง จ.แม่ฮ่องสอน ที่ยังมีการจ้างงานในค่ายฯ น้อยมาก เป็นไปได้หรือไม่ถ้าจะขยายไปยังจังหวัดเชียงใหม่ด้วย
ในเรื่องการออกบัตรประจำตัวให้ผู้ลี้ภัย อยู่ระหว่างการดำเนินการ แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าผู้ลี้ภัยสามารถเดินทางออกไปนอกค่ายได้ไกลแค่ไหน เรื่องการเปลี่ยนนายจ้าง คนงานยังไม่สามารถเปลี่ยนนายจ้างที่ปลายทางได้ ต้องกลับมาทำเอกสารที่ค่าย และหานายจ้างใหม่ ซึ่งการเดินทางกลับมาก็มีภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นด้วย
