'เพื่อไทย' เตรียมยื่นหนังสือถึงดีอีเอสตรวจสอบ กรณีเหยียดคนอีสานในคลับเฮาส์

รองโฆษกพรรคเพื่อไทย เผยเตรียมยื่นหนังสือถึง ก.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตรวจสอบกรณีเหยียดคนอีสานในคลับเฮาส์ วอนบางกลุ่มหยุดด้อยค่าด้วยทัศนคติเชิงลบ - จี้ 'สุพัฒนพงษ์' เลิกขายฝันเศรษฐกิจปีหน้าขยาย 6% ชี้ ปีนี้บอกโต 4% แต่ยังขยายจริงได้ไม่ถึง 1% - โต้โฆษก ปชป.ฝากเจ้ากระทรวงจาก ปชป.ดูแลสินค้าเกษตร ย้ำชาวนาต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาราคาเกษตรด่วน


นางสาวชญาภา สินธุไพร รองโฆษกพรรคเพื่อไทย

เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2564 นางสาวชญาภา สินธุไพร รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่มีการพูดคุยในแอปพลิเคชันคลับเฮาส์โดยมีการแสดงทัศนคติด้านลบเชิงดูถูก เหยียดหยาม ด้อยค่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือคนอีสานว่า ในฐานะที่เป็นลูกหลานคนอีสานมีความภูมิใจที่ได้เกิดเป็นลูกอีสาน มีความสำนึกในรากเหง้าของภาคอีสาน และมองว่าถิ่นกำเนิดไม่ใช่ตัวกำหนดคุณค่าความเป็นมนุษย์ ทุกคนไม่ว่าจะมีเชื้อชาติ เพศ หรือเกิดในภูมิภาคใด มีพื้นฐานสังคมแบบใด ย่อมมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเกิดในภูมิภาคใดก็สามารถสร้างคุณประโยชน์เพื่อสังคมและประเทศชาติได้

นางสาวชญาภา กล่าวอีกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการละเลยปัญหาด้านความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม ซึ่งเกิดจากทัศนคติของคนในสังคมที่ถูกกล่อมเกล่าปลูกฝังมา ขาดความรู้ความเข้าใจในวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ จนนำไปสู่การดูหมิ่น ดูถูก กล่าวหา ผลิตซ้ำมายาคติจนถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ (normalize) ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความเกลียดชัง จนสร้างความขัดเเย้ง ความแตกเเยกในสังคมได้ รัฐบาลต้องเข้ามาแก้ปัญหาในเรื่องนี้ตั้งแต่รากของปัญหาคือระบบการศึกษาและความแตกต่างทางวัฒนธรรมและสังคมไทยให้ได้

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนมากที่สุด เตรียมยื่นหนังสือต่อกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและสืบสวนข้อเท็จจริงในการแสดงความคิดเห็นที่มีความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งภายในประเทศป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาลุกลามบานปลายต่อไป

กรมสุขภาพจิตแนะสอนลูกเรียนรู้ความแตกต่าง-ไม่เหยียด กรณี #คลับเฮ้าส์toxic

 

จี้ 'สุพัฒนพงษ์' เลิกขายฝันเศรษฐกิจปีหน้าขยาย 6% ชี้ ปีนี้บอกโต 4% แต่ยังขยายจริงได้ไม่ถึง 1%

7 พ.ย. 2564 นายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ ส.ส. อุบลราชธานี คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และ รมว. พลังงาน คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะขยายตัวได้ถึง 6% น่าจะเป็นการคาดหมายเกินจริง เหมือนจะเป็นการขายฝันมากกว่า เพราะหากจำกันได้นายสุพัฒนพงษ์ เคยบอกว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 4% แต่ความจริงอาจขยายตัวได้ไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำในปีนี้ จึงไม่อยากให้นายสุพัฒนพงษ์ พูดเหมือนประชาชนไม่มีความรู้เพราะประชาชนเดือดร้อนอย่างหนักมาตลอดจนไม่มีใครเชื่อถือแล้ว นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีหน้า 2565 อย่างเก่งก็จะขยายได้แค่ 3.6 % เท่านั้น ซึ่งยังไม่เท่ากับเศรษฐกิจไทยที่ตกหนักในปี 2563 ถึง -6.1% และ สื่อหลักอย่างบลูมเบิอร์กยังบอกเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอันดับท้ายๆ ของอาเซียน อีกทั้งธนาคารแห่งประเทศยังคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2565 ขยายได้เพียง 3.9% เท่านั้น ดังนั้นจึงไม่อยากให้นายสุพัฒนพงษ์ ขายฝันเกินจริง เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยทำได้ตามที่พูดไว้เลย

นอกจากนี้ นายสุพัฒนพงษ์ ในฐานะ รมว. พลังงาน น่าจะทราบดีว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยต้องขาดดุลมากขึ้น และ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนจากราคาน้ำมันที่มีราคาสูงขึ้น ทั้งนี้การที่รัฐบาลไม่ยอมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 5 บาทตามที่คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยเสนอ อาจจะเพราะรัฐบาลขาดดุลงบประมาณอย่างมาก จากการแจกสะเปะสะปะ ทั้งที่การลดราคาน้ำมันจะมีผลประโยชน์ดีต่อเศรษฐกิจมากกว่า เพราะจะลดต้นทุนการผลิต ลดต้นทุนค่าขนส่ง ลดต้นทุนค่าเดินทาง ลดค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งพลเอกประยุทธ์ คงจะคิดไม่ออก เพราะขนาดที่ช่วงราคาน้ำมันในตลาดโลกราคาลดลง พลเอกประยุทธ์ ยังไม่มีปัญญาทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มตามศักยภาพได้ ดังนั้นในช่วงนี้ที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น พลเอกประยุทธ์ คงจะยากที่จะพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวสูงได้

โดยสิ่งที่พลเอกประยุทธ์ คิดออกมีแต่เรื่องให้ทหารปลูกผักชีเพื่อแก้ปัญหาผักชีราคาแพง ทั้งที่พอผักชีผลิตออกมามาก ปริมาณก็จะล้น ราคาก็จะต่ำลงอีกมาก เกษตรกรผู้ปลูกผักชีจะเดือดร้อนกันอีก ซึ่งเป็นผลมาจากผู้นำที่ไร้ความรู้ความสามารถทางเศรษฐกิจ คิดได้แค่เรื่องเฉพาะตัวหรือแค่เรื่องผักชีโรยหน้าเท่านั้น เลยทำให้ผักชีราคาแพง เพราะก่อนหน้านี้ พลเอกประยุทธ์ ก็เสนอให้ปลูกหมามุ่ยแทนข้าว น้ำท่วมให้เลี้ยงปลา ขายยางพาราไปดาวอังคาร เป็นต้น วิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนไม่มีเลย ในขณะที่ปัจจุบันเกษตรกรมีปัญหาอย่างมากในเรื่องราคาข้าวที่ตกต่ำอย่างมาก หลายแห่งโรงสีไม่ยอมรับซื้อข้าวเปลือกเพราะขาดสภาพคล่อง สร้างความเดือดร้อนอย่างมาก แต่รัฐบาลกลับไม่สนใจ ท่องได้แต่เพียงว่าทำดีแล้ว แต่ประชาชนลำบากกันอย่างแสนสาหัส

เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ภาวะชะงักงัน (Stagflation) ที่การเจริญเติบโตต่ำ เงินเฟ้อสูงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น คนตกงานจำนวนมาก ประชาชนลำบากกันอย่างมาก ข้าวเปลือกราคาถูก น้ำมันราคาแพง ปุ๋ยราคาแพง รายได้ตกต่ำ ค่าใช้จ่ายกลับพุ่งสูง รัฐบาลไม่แนวทางแก้ไข พลเอกประยุทธ์ ไม่มีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะช่วยเหลือประชาชนได้ในภาวะเช่นนี้ ซึ่งถ้าหากรู้ตัวก็ไม่ควรจะอยู่เพียงเพื่อรักษาอำนาจ ทั้งที่ไม่สามารถทำให้ประชาชนมีความสุขได้อีกต่อไปแล้ว

โต้โฆษก ปชป.ฝากเจ้ากระทรวงจาก ปชป.ดูแลสินค้าเกษตร ย้ำชาวนาต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาราคาเกษตรด่วน

ด้านนางสาวตรีชฎา ศรีธาดา รองโฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวถึงกรณีที่นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โจมตีโครงการรับจำนำข้าวว่า นายราเมศไม่ใช่ชาวนาจึงคิดเข้าข้างตัวเองว่าโครงการประกันรายได้ดีกว่าโครงการจำนำข้าว สิ่งที่ชาวนาต้องการคือรัฐบาลที่ทำให้สินค้าการเกษตรที่ดี พรรคประชาธิปัตย์ได้ทั้งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ราคาปุ๋ย ราคาน้ำมัน ยากำจัดวัชพืชราคาแพงเท่าตัว แต่ราคาข้าว 1 กิโลกรัม 5-6 บาทเทียบเท่าราคาไข่ไก่ 1 ฟอง หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ซอง เหยียบย่ำซ้ำเติมความทุกข์ยากของพี่น้องเกษตรกรชาวนา ขณะที่ยุคจำนำข้าวชาวนาขายข้าวได้กิโลกรัมละ 12-20 บาท ชาวนามีความต้องการโครงการจำนำข้าว เพราะเป็นการยกระดับชีวิตชาวนา เขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรถมีบ้านมีเงินเก็บ ต่างจากยุคนี้ ขายบ้านขายรถขายทุกอย่างหนี้สินล้นพ้นตัว

นางสาวตรีชฎา กล่าวอีกว่า ส่วนคดีจำนำข้าวศาลปกครองกลางเห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีและในฐานะประธาน กขช. ในขณะนั้น คนไทยทั้งประเทศทราบดีว่า คดีจำนำข้าวเป็นคดีการเมือง ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าเป็นผู้กระทำให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวโดยตรง เป็นการดำเนินการตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา เป็นนโยบายสาธารณะขนาดใหญ่ ใช้งบประมาณสูงแต่ยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง ไม่ได้กระทำการจงใจ หรือปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต หรือเพิกเฉย ไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว จนเป็นเหตุให้ราชการเสียหาย จึงให้เพิกถอนการบังคับคดี ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย ที่สำคัญนางสาวยิ่งลักษณ์ ต่อสู้ตามกระบวนการกฎหมายมาโดยตลอด ไม่เคยหนีคดี แต่หนีความอยุติธรรม จึงอยากให้นายราเมศ หยุดวาทะกรรมเดิมๆ ก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์จะกลายเป็นพรรคต่ำสิบ

“อย่ามัวแต่ประดิษฐ์วาทะกรรม ขนาดอุดมการณ์ประชาธิปัตย์ ข้อ 4 ที่เขียนไว้นานถึง 75 ปี ที่ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่สนับสนุนระบบและวิธีแห่งเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นระบบและวิธีการของรัฐบาลใดๆ แต่พรรคประชาธิปัตย์ยังยิ้มไปร่วมจับมือเป็นรัฐบาล จนลืมคำมั่นสัญญาตอนปราศรัยหาเสียงที่ประกาศไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี กลับยกมือให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีทุกคน วันนี้พวกท่านกลืนน้ำลายตัวเองยิ้มมีความสุขบนตำแหน่งรัฐมนตรี จนไม่มีอะไรหลงเหลือให้ประชาชนมีความเชื่อถือและศรัทธาได้อีก” นางสาวตรีชฎา กล่าว

 

ที่มาเรียบเรียงจากเว็บไซต์พรรคเพื่อไทย [1] [2] [3]

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์