“ตี 2 ครึ่งปลุกนาฬิกา ตี 3 ออกไปทำงาน”
เสียงของชายแก่วัย 69 ปี บอกเล่าถึงกิจวัตรประจำวันที่เขาทำมาเกือบ 20 ปี งานกวาดถนนยิ่งออกแต่เช้ายิ่งดี รถน้อยไม่มีใครมารบกวน “ลุงคำมูล” เป็นคนที่ไม่อาจจะใช้คำว่าอ่อนกว่าวัยได้ อาจเพราะทำงานหนักมาตลอดชีวิต ทั้งก่อสร้าง กวาดถนน ตากแดดตากลมทั้งวัน ทำให้ร่างกายเหี่ยวย่นดูแก่ไปตามวัย แต่ก็ยังคงแข็งแรงดีเห็นได้จากการที่แกปั่นจักรยานออกจากบ้านตอนตี 3 ไปเซ็นชื่อลงเวลาเข้างานทุกเช้า และปั่นกลับมากวาดถนนในเส้นที่ตัวเองรับผิดชอบในช่วงท้ายๆ ของถนนคนเดินท่าแพ จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่สี่แยกกลางเวียงไปจนถึงหน้าวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร ดูแลความสะอาดของถนนเส้นหลักและซอกซอยสองข้างทางที่มีทั้งวัดและแฟลตตำรวจแทรกอยู่ วันไหนที่มีถนนคนเดินงานของลุงคำมูลก็จะหนักกว่าทุกวัน
“อายุปานนี้แล้วมีงานทำ กวาดถนนเนี่ยมันสบาย ไม่ใช่สบายอะไรมันสบายใจ เราก็ทำไปเรื่อยๆ ถึงเวลาเราก็พัก เราไม่ต้องคิดมาก โอ๊ย จะทำอะไรไม่มีเงินใช้ ไม่มี ถึงงานมันจะเหนื่อยกวาดไป ตามเวลาของมัน” ลุงคำมูล กล่าว
ไม่ใช่แค่ลุงคำมูลที่เป็นผู้สูงอายุและยังต้องทำงานอยู่ แต่คนกวาดถนนหลายคนของเทศบาลนครเชียงใหม่ก็เป็นผู้สูงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับลุงเช่นกัน จากปากคำของลุงคำมูลคนที่แก่กว่านี้ก็มี ลำพังเบี้ยผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท ไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงชีวิตลุงไปจนสิ้นเดือนได้ แกถึงต้องออกมาทำงานกวาดถนน “บัตรสวัสดิการ 300 บาท เราไปเอาข้าวก็ปาเข้าไป 200 บาทแล้ว เหลือ 100 บาท ซื้อกาแฟเพิ่มตังค์อีกนิดหน่อย เงินผู้สูงอายุตอนนี้ได้ 600 บาท มันไม่พอ ไม่พอหรอก ถ้าไม่มีงานทำนะไม่พอ”



ลุงคำมูลออกจากบ้านไปกวาดถนนตั้งแต่ตี 3 จนถึง 4 โมงเย็น รับค่าจ้างวันละ 340 บาท จากเทศบาล เฉพาะแค่ชุมชนแออัดเล็กๆ ที่ลุงอยู่มีคนทำงานกวาดถนน 2 คนแล้ว ลุงคำมูลเล่าว่าแกได้งานนี้ก็เพราะคนในชุมชนมาชวนให้ไปสมัครตอนเทศบาลเปิดรับคนงานเมื่อประมาณปี 2545 หลังจากที่ลุงตะลอนๆ ทำก่อสร้างตามต่างจังหวัดกับลูกพี่ไม่ไหวและกลับมาตั้งรกรากที่เชียงใหม่บ้านเกิดพร้อมกับภรรยา อาศัยเครือข่ายทางญาติของภรรยาที่มาหาที่ทางอยู่ในชุมชนนี้ก่อน ทำให้ลุงคำมูลหาที่ปลูกบ้านเบียดเข้าไปในซอยได้อีกหลัง
ลุงคำมูลกวาดถนนจนลูกสาวโตแต่งงานออกไปเช่าบ้านอยู่กับสามีหลายปีแล้ว และก็กวาดมานานจนคู่ชีวิตของแกเอง “จากไป” อีกคนเมื่อ 4 ปีที่แล้ว บ้านที่ทำจากโครงเหล็กและสังกะสีแผ่นหนาหลังนี้จึงเหลือแค่แกคนเดียว ลุงคำมูลเป็นตัวอย่างหนึ่งของชีวิตคนธรรมดาในสังคมสูงวัยแบบไทยๆ ที่นักวิเคราะห์มองว่าประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมผู้สูงวัยตามรอยญี่ปุ่นไป แต่แตกต่างกันตรงที่หน้าตาสังคมผู้สูงวัยของไทยคือความแก่ผสมเข้ากับความยากจน คนวัยทำงานกลายเป็นคนแก่ก่อนรวย และในปี 2579 นี้ไทยจะขยับไปสู่สังคมผู้สูงวัยในระดับที่เรียกว่า Super Aging Society หรือสังคมสูงวัยระดับสุดยอด





“ออกจากบ้านไปประมาณตี 3 ไปลงชื่อ ลงเวลา แล้วกลับมาที่หน้างาน ก็ตี 3.40 น. เราก็กวาดไปไล่มาจนถึงวัดพระสิงห์ มันก็ 06.30 น. พอดี เสร็จสายหลัก ก็กลับบ้านไปกินข้าวหุงข้าวก่อน กับข้าวเนี่ยไม่ทำ ซื้อเขา หุงข้างอย่างเดียว ข้าวสุกก็กินข้าวแล้วก็ออกไปทำงานต่อ 11.00 น. เราก็กลับมากินข้าวกลางวัน และก็ทำไปจนเลิกงาน 15.40 น. ก็ปั่นจักรยานไปลงชื่อ เลิกงานแล้วลุงก็เข้าวัดไปรดน้ำต้นไม้ให้ท่านพระครู (วัดพระสิงห์) 16.30 น. เราก็กราบพระไหว้พระ เสร็จ 17.00 น. ก็กลับเข้าบ้าน ตี 3 ออกไปใหม่” ลุงคำมูลเล่าถึงตารางชีวิตประจำวันตัวเอง
คนแก่ที่ใช้ชีวิตทำงานเกินวัยเกษียณอย่างลุงคำมูลมีให้เห็นได้ข้างทางในสังคมไทยที่ไม่ได้มีรัฐสวัสดิการเข้มแข็ง นอกจากเบี้ยคนชราจากรัฐจะไม่พอใช้แล้ว ลูกสาวลุงคำมูลเองก็ปากกัดตีนถีบทำงานหาเลี้ยงได้เพียงตัวเองและครอบครัว ไม่พอที่จะแบ่งเงินมาดูแลพ่อชราได้อีกคน หนำซ้ำในวันที่ต้องจ่ายค่าเทอมลูกสาววัยมัธยมลุงคำมูลยังต้องช่วยออกค่าเทอมให้หลาน ลูกชายที่เป็นลูกติดของภรรยาก็โทรมายืมเงินลุงแทบจะทุกอาทิตย์ ต่อให้แม่ตัวเองจะจากไปแล้วก็ยังคงมาหยิบยืมจากลุงอยู่ นี่เป็นอีกเหตุผลที่คนแก่อย่างลุงยังคงต้องกวาดถนนเป็นลูกจ้างรายวันของเทศบาลต่อไป
ปัญหาลูกหลานไม่สามารถโอบอุ้มพ่อแม่ที่แก่ชราไปกับครอบครัวใหม่ของตนเองได้เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่หลายครอบครัวเจอ คนรุ่นใหม่เพิ่งที่เริ่มทำงานเองก็พอจะมองเห็นปัญหานี้รออยู่ในชีวิตตัวเองได้ไม่ยาก เมื่อเงินเดือนสวนทางกับค่าครองชีพ การพาตัวเองผ่านไปให้รอดแต่ละเดือนก็ยากแล้ว อาจไม่ใช่ความใจดำอำมหิตจากเนื้อในใจที่ลูกสาวลุงคำมูลไม่สามารถเลี้ยงดูพ่อได้ แต่เพราะโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมไทยเอื้อให้ “คนจน” จนอยู่อย่างนั้น ถ่ายทอดความจนจากรุ่นสู่รุ่น ลุงคำมูลก็ดูจะเข้าใจในส่วนนี้เห็นได้จากตอนที่ลุงวางแผนชีวิตยามเจ็บป่วยให้ตัวเอง
“ที่พึ่งเราก็มีที่ลูก แต่เราจะรบกวนเขาไม่รบกวนหรอก ตอนเราอยู่สบายดีก็อยู่คนเดียวอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ถ้าเราเจ็บไข้ได้ป่วยมาก็เรียกลูกเขา เรียกลูกสาวมาได้ แต่ถ้าต้องย้ายไปอยู่กับบ้านลูกสาวนี่ต้องคิดหนัก เพราะลูกสาวก็ไม่มีบ้าน ไปเช่าเขาอยู่ เราจะไปอยู่ด้วยมันก็ลำบากเนอะ เราก็อยู่อย่างนี้แหละ” ลุงคำมูล กล่าว




ในความแก่ความจนและอยู่คนเดียวของลุงคำมูล ถึงจะไม่ต้องเช่าบ้านอยู่แบบครอบครัวลูกสาว แต่บ้านในชุมชนแออัดหลังนี้ที่แกหวังจะให้เป็นบ้านหลังสุดท้าย ก็ไม่รู้จะอยู่ไปได้อีกนานแค่ไหน ชุมชนที่ลุงคำมูลอาศัยอยู่เป็นหนึ่งในชุมชนแออัดเมืองของเชียงใหม่ที่รอการไล่รื้อจากเทศบาลและยืดเยื้อกันมานาน ชาวบ้านในชุมชนที่มีรายชื่อจะถูกไล่รื้อรวมตัวกันต่อรองกับเทศบาลพยายามรักษาบ้านของตัวเองไว้ในนานที่สุด ความหวังสูงสุดคืออยู่ในที่ดินเดิม เพราะหลายคนมีชีวิตที่สัมพันธ์กับเมืองอย่างแยกไม่ออก เป็นคนขับรถแดง พ่อค้าแม่ค้า คนขายอาหารราคาถูก อาศัยลูกค้าเป็นนักท่องเที่ยวหรือคนรายได้น้อยในเมืองด้วยกัน แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ พวกเขาก็ขอให้เทศบาลหาที่ดินรองรับให้พวกเขาไม่ต้องกลายเป็นคนไร้บ้านไร้ที่อยู่อาศัย บ้านลุงคำมูลเองก็เคยถูกไฟไหม้มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ 10 ปีที่แล้ว โชคยังดีที่ไม่ถูกโยกย้ายออกไปจากพื้นที่
“ถ้าเขาจะมารื้อ (บ้าน) เราเหรอ เขาต้องมีที่อยู่ให้เรา จะอยู่รอบนอกก็ไม่ได้นะ เราไม่มีงานทำ จะไปทำมาหากินอะไรใช่ไหม ก็ต้องอยู่ในตัวเมืองนี่แหละ เพราะตอนนี้เรามีงานทำ” ลุงคำมูล กล่าว
ลุงคำมูลตั้งใจไว้แล้วว่าจะทำงานกวาดถนนไปเรื่อยๆ จนกว่าเทศบาลจะเลิกจ้างแกไปเอง
ความตายของคนยากจน
“ตายกับอยู่คนเดียว มันก็พอๆ กันเนอะ พอๆ กันนั่นแหละ ไม่กลัว”
ก่อนที่ความตายจะมาถึงตัวลุงคำมูลพูดถึงมันอย่างไม่ต้องคิดมาก และมองเป็นเรื่องของเวรกรรมมากกว่าด้วยซ้ำ ในยามที่ภรรยาคนเดียวของแกจากไปแกก็ถือว่าเป็นบุญของคู่ชีวิตที่ไม่ต้องทนเจ็บทนป่วยนาน ส่วนตัวเองที่ยังคงอยู่ก็ต้องสู้ใช้ชีวิตต่อ ปล่อยไปตามเวรตามกรรมของแต่ละคน ด้วยวัยขนาดนี้แล้วลุงคำมูลไม่ได้อะไรมากมายเกี่ยวกับชีวิตที่ยังเหลืออยู่ ไม่กังวลที่จะอยู่ลำพังคนเดียวและไม่กลัวที่จะตาย
ภาพงานศพตัวเองในจินตนาการของลุงคำมูล เป็นสิ่งที่แกไม่ได้คิดถึงไว้ ถ้าเป็นไปได้ขอแค่ลูกหลานจัดงานศพให้สัก 2 – 3 วันก็พอแล้ว เหมือนตอนที่ส่งดวงวิญญาณของภรรยา ส่วนหลังจากนั้นกระดูกจะจัดการเช่นไรต่อก็แล้วแต่คนที่ยังอยู่

“เรื่องจัดงานศพเนี่ยแล้วแต่เลย แค่ 2 - 3 วันก็พอแล้ว เพราะเงินไม่มี เรามันยากจนอยู่แล้วเนอะ” ลุงคำมูล กล่าว
ส่วนมรดกที่เป็นสมบัติแทบจะชิ้นเดียวของแกอย่างบ้านหลังนี้ ลุงไม่ได้คาดหวังให้ลูกสาวต้องย้ายมาอยู่ “ลูกเขาก็คงไม่อยู่หรอก ถ้าลุงไม่อยู่มันคงไม่มีใครอยู่แหละเนอะ เขาคงจะมาขาย ขายเอาเหล็ก”

