Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ขณะที่บาดแผลของ ‘ตากใบ’ ยังคงดำเนินไป การเจรจาสันติภาพอยู่ตรงไหนในการจัดการความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ที่ยืดเยื้อมา 20 ปี ปัญหาอะไรจะตามมาหลังคดีตากใบหมดอายุความ ชวนทำความเข้าใจพัฒนาการของการเจรจา ความรู้สึก-ข้อมูลคดีในพื้นที่ที่สร้างเรื่องเล่าเชิงลบตลอดมาจะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ รวมถึงข้อเสนอและปัจจัยที่ทำให้การเจรจาเดินหน้า 
 

26 ต.ค.2567 เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2567 ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ประชาไทจัดเสวนา ‘เจรจาสันติภาพ 20 ปีชายแดนใต้ หรือจะเป็นได้แค่คนคุย’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์เสวนา ‘ประเทศไทยในรอบ 20 ปี’ ในวาระครบรอบ 20 ปี ก่อตั้งสำนักข่าวประชาไท ร่วมเสวนาโดย เพชรดาว โต๊ะมีนา อดีต สส.ภูมิใจไทยและหลานของ "หะยีสุหลง", พลเทพ ธนโกเศศ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และเป็นอดีตทีมเทคนิคในการพูดคุยสันติสุข และมูฮำหมัด ดือราแม ผู้สื่อข่าวเกาะติดประเด็นสันติภาพชายแดนใต้

 
ทั้งนี้ วันที่ 25 ต.ค. ที่ผ่านมา ยังเป็นวันสิ้นสุดคดีอายุความของคดี ‘ตากใบ’ ซึ่งท้ายที่สุดไม่มีจำเลยคนใดมาศาล ท่ามกลางการจับจ้องของสังคม  

ตากใบ

เพชรดาว โต๊ะมีนา อดีต สส.ภูมิใจไทย กล่าวว่า ก่อนอื่นขอขอบคุณที่แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาขอโทษต่อเหตุการณ์ตากใบเป็นครั้งแรกและเป็นครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีได้พูดถึงเหตุการณ์สามจังหวัดชายแดนใต้ยาวที่สุดตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง อย่างน้อยในครั้งนี้ก็มีคำกล่าวขอโทษออกจากปากผู้นำประเทศ

เพชรดาวกล่าวต่อว่าตากใบเป็นเหตุการณ์ที่จบลงภายในวันเดียวแต่เป็นบาดแผลที่ใหญ่มาก คนในพื้นที่และประชาชนที่สนใจต่างต้องการทราบว่าใครเป็นคนกระทำให้เกิดความตายขึ้น ช่วงคดีคดีใกล้หมดอายุความก็มีความรุนแรงเกิดขึ้น ในพื้นที่ เรื่องนี้เป็นประเด็นที่หน่วยงานความมั่นคงต้องประเมิน เพราะตากใบผ่านการแก้ไขปัญหามา 9 นายกรัฐมนตรี 2 รัฐประหารแล้ว และยังคงมีแต่เครื่องหมายคำถาม

เพชรดาวกล่าวต่อว่า แม้คดีตากใบจะหมดอายุความไปแล้ว แต่รัฐยังสามารถทำงานต่อได้เพื่อสร้างความมั่นใจให้คนในพื้นที่และสร้างหลักประกันว่าจะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเช่นที่เคยเกิดขึ้น การถอดบทเรียนเรื่องตากใบสำคัญมาก รัฐสามารถนำเหตุการณ์อื่นๆ ที่ยังเต็มไปด้วยคำถามมาถอดบทเรียนร่วมกันได้  เพราะตากใบไม่ใช่เหตุการณ์เดียวที่เกิดขึ้น

ในส่วนของการเจรจาสันติการ หากรัฐบาลต้องการให้การพูดคุยเป็นไปโดยการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย รัฐต้องรับประกันความปลอดภัยให้ให้คนที่จะเข้ามาร่วม ต้องมีการสร้างความไว้วางใจในทุกกระบวนการ นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการถ่วงดุลในการเจรจาสันติภาพ เนื่องจากฝ่ายความมั่นคงมักมีส่วนร่วมที่สุดในการเจรจา และสุดท้ายหวังว่าสภาจะไม่ปัดตกผลการศึกษาของ กมธ.สันติภาพ ที่รวบรวมปัญหาและข้อเสนอจากทุกฝ่ายมาให้หน่วยงานรัฐนำไปปฏิบัติ

 

ตากใบ

เพชรดาว โต๊ะมีนา อดีต สส.ภูมิใจไทย 

เตรียมพร้อมรับมือ หลังคดีตากใบหมดอายุความ

พลเทพ ธนโกเศศ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศสภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวว่า เหตุการณ์ตากใบพิสูจน์แล้วว่าคนไทยไม่ได้ลืมง่ายผ่านมากว่า 20 ปี เหตุการณ์ตากใบยังคงไม่ถูกลืม หลังจากคดีตากใบหมดอายุความลงไปย่อมต้องมีเรื่องทางจิตใจและความรู้สึกของผู้คนตามมาเมื่อกระบวนการทางกฎหมายสิ้นสุดลง แต่กระบวนการจัดการกับอดีตยังมีกลไกรูปแบบอื่นที่สามารถกระทำได้ ทั้งการเยียวยาทางจิตใจและการให้ความมั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุซ้ำ ส่วนเรื่องเหตุการณ์ความไม่สงบหลังจากนี้ ฝ่ายความมั่นคงได้มีการเตรียมความพร้อมให้ความปลอดภัยกับคนในพื้นที่แล้ว

ความไม่ยุติธรรม ขยาย ‘เรื่องเล่า’ เชิงลบในพื้นที่

มูฮำหมัด ดือราแม ผู้สื่อข่าวชายแดนใต้ นำเสนอข้อมูลว่า ช่วง 20 ปีที่ผ่านมามีคดีความมั่นคงเกิดขึ้นราว 1,400 คดี มีเจ้าหน้าที่รัฐตกเป็นจำเลยไม่เกิน 30 คน และส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ระดับล่าง ขณะเดียวกันก็มีเจ้าหน้าที่ตกเป็นเหยื่อเกือบ 2,000 คนหรือ 1 ใน 3 ที่น่าสนใจคือ คดีเหล่านี้ ศาลยกฟ้องกว่าครึ่งหรือ 792 คดีตามสถิติที่ศาลอาญาภาค 9 เก็บไว้ตั้งแต่ปี 2550 – 2563 

มูฮำหมัดตั้งข่าวสังเกตว่า คนที่ถูกยกฟ้องคือผู้บริสุทธิ์ที่ถูกจับดำเนินคดี ทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อกระบวนการยุติธรรมชั้นต้นทั้งตำรวจและกฎหมายพิเศษต่างๆ ที่ใช้ในการแจ้งข้อกล่าวหาและควบคุมตัว เช่น กฎอัยการศึก, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งนี้ การดำรงความยุติธรรมถือเป็นเรื่องหลักที่จำเป็นต้องกระทำให้เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นเหตุปัจจัยที่จะสามารถสร้างเรื่องเล่าต่อไปได้อีกมากมายไว้ในพื้นที่ เช่นในคดีตากใบที่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการที่รัฐทำร้ายประชาชน และเมื่อเป็นคดียังหนีคดีอีก เรื่องเล่าเช่นนี้ก็จะถูกส่งต่อกันไปทั้งกับตัวคนในพื้นที่และคนในสังคม ซึ่งความรู้สึกของคนรุ่นถัดไปจากนี้อาจจะก่อตัวเป็นปฎิบัติการบางอย่างขึ้นมาได้ คดีตากใบควรจะเป็นสปิริตที่รัฐแสดงออกมาต่อการพิสูจน์ความจริงให้เกิดขึ้น เพื่อเปลี่ยนแปลงเรื่องเล่าในเชิงลบที่อาจจะขึ้น

ตากใบ

มูฮำหมัด ดือราแม ผู้สื่อข่าวชายแดนใต้ 

แก้ปัญหาด้วยการพูดคุยสันติภาพ ปักหลักแล้วในสังคม

พลเทพกล่าวว่า จากรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ถึงรัฐบาลพลเรือน แม้มีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล แต่การพูดคุยยังเดินหน้าเหมือนเดิม แสดงให้เห็นว่า เรื่องการพูดคุยถูกยอมรับแล้วว่า ไม่ใช่เรื่องของพรรคใด แต่เป็นเรื่องของทุกคน

ทั้งนี้ พลเทพจำแนกกระบวนการพูดคุยเจรจาสันติภาพในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ออกเป็น 4 ช่วงเวลาด้วยกัน

  • ก่อนปี 2549 มีความพยายามของฝ่ายรัฐที่ต้องการพูดคุยกับฝ่ายที่ก่อความไม่สงบ ซึ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการลงไปหาข้อมูลหาข่าวดูความเป็นไปได้ในการคุยกัน
     
  • ปี 2549 – 2555 เป็นช่วงเวลาของการพูดคุยในทางลับที่การคุยมีแบบแผนเพิ่มมากขึ้น มีการตั้งคณะเจรจาสันติภาพขึ้น มีพระราชบัญญัติการบริหารราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 และเป็นการคุยเพื่อสร้างความเชื่อใจระหว่างกัน
     
  • ปี 2556 – 2561 การพูดคุยในทางเปิดเผยเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลมีการส่งตัวแทนไปพูดคุยกับ BRN (ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี) และมาเลเซียได้ยื่นมือเข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจา ก่อนที่หลังรัฐประหาร 2557 จะเปลี่ยนมาสู่การพูดกับมาราปาตานี
     
  • ปี 2561 – ปัจจุบัน ที่เป็นการพูดคุยอย่างต่อเนื่อง และจัดทำแผนสร้างสันติสุขแบบองค์รวม
ตากใบ

พลเทพ ธนโกเศศ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศสภาความมั่นคงแห่งชาติ

“ปี 66 นายากฯ เศรษฐา แต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยเป็นพลเรือนคือ ฉัตรชัย บางชวด ทางทีมพูดคุยมีโอกาสคุยเชิงลึกกับ BRN ร่วมกันจัดทำแผน JCPP เป็นโรดแมพ ว่าจะร่วมทำงานยังไงบ้าง เพื่อขับเคลื่อนสันติภาพยั่งยืนในพื้นที่ จึงเริ่มมีประเด็นความยุติธรรม รูปแบบการบริหารพื้นที่ อัตลักษณ์ วัฒนธรรม การศึกษา ยังไม่ลงรายละเอียดแต่มีการแตะประเด็นเหล่านี้” พลเทพกล่าว 

เพชรดาวกล่าวเสริมว่า ในรัฐบาลยังไม่มีการตั้งหัวหน้าคณะเจรจา หวังว่าจะตั้งได้ในเร็วๆ นี้ และกระบวนการดังกล่าวจะคืบหน้าต่อได้ โดยเปิดให้ภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะ สส. ได้ร่วมนำเสนอข้อมูลความต้องการจากคนในพื้นที่ด้วย

มูฮำหมัดกล่าวว่า ภาคประชาสังคมมีการจัดรณรงค์เรียกร้องให้ความไม่สงบยุติลงได้ด้วยการพูดคุยมาอย่างต่อเนื่องและก็มีความเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่ภาคประชาสังคมจะอ่อนแอลงหลังการรัฐประหาร 2557 แต่ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วมีคนทำงานภาคประชาสังคมลงสนามเลือกตั้งและเข้าไปถกปัญหาชายแดนใต้ในสภาได้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามแกนหลักของปัญหาทั้งหมดอยู่ที่กระบวนการยุติธรรมและความยุติธรรม

3 เรื่องหลักในการเจรจา มีแกนกลางคือ ‘ความยุติธรรม’

มูฮำหมัดเห็นด้วยว่าการพูดคุยเจรจาสันติภาพเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยจัดการความรู้สึกจัดการสิ่งที่ค้างคามาจากอดีตหลายเรื่อง โดยเท่าที่ทราบเรื่องหลักในการพูดคุยของขบวนการมี 3 เรื่อง คือ ศาสนา ชาติพันธุ์ และแผ่นดินเกิด โดยมีความยุติธรรมเป็นแกนกลางของเรื่องทั้งหมด ต้องหาทางทำให้รัฐไทยและกลุ่มที่ก่อความรุนแรงยอมรับให้ตรงกัน และต่อให้จะมีการตั้งโต๊ะเจรจาอย่างไรความยุติธรรมก็ต้องเป็นอันดับแรกเพราะเป็นแกนของทุกส่วน

รัฐอย่ามองข้ามต้นทุนสันติภาพในพื้นที่

มูฮำหมัดย้ำว่า ต้นทุนของสันติภาพมีหลายอย่างมากในพื้นที่ การแยกคนออกจากกันเป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่มีทางสำเร็จอย่างแน่นอน ชาวพุทธและชาวมุสลิมสามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่รัฐบาลอาจจะยังขาดความเข้าใจในต้นทุกนี้ของการสร้างสันติภาพ และการเจรจาสันติภาพที่ผ่านมาเป็นการสร้างความไว้วางใจระหว่างผู้พูดคุยด้วยกันเอง ยังไม่เห็นการสร้างความไว้ใจกับคนในพื้นที่ด้วย

เจตจำนงทางการเมืองแข็งแกร่ง นำสู่การแก้ไขปัญหา

พลเทพมองว่า ดุลอำนาจในการแก้ปัญหาชายแดนใต้มีอยู่ 3 ส่วนด้วยกัน คือ 

1.ดุลอำนาจในพื้นที่จากภาคส่วนต่างๆ ความต้องการวิถีชีวิตอัตลักษณ์วัฒนธรรมเช่นไร

2.เจตจํานงทางการเมือง (political will) ของรัฐบาล ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้ารัฐบาลมีเจตจำนงที่เข้มแข็งในการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ จะสามารถจัดการกับข้อติดขัดทางกฎหมายหรืออุปสรรคต่างๆ ได้

3.ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือรัฐสภา สามารถเข้ามาช่วยในการแก้กฎหมาย ตรากฎหมาย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น และฝ่ายนิติบัญญัติยังเป็นจุดเชื่อมกับประชาชนในทุกพื้นที่ผ่านทาง สส. ที่เป็นตัวแทนของประชาชนในพื้นที่ 



“ดุลอำนาจทั้งสามส่วนนี้ต้องทำงานไปด้วยกันกับการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการออกแบบอนาคตร่วมกัน เพื่อสร้างให้เกิดสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนใต้” พลเทพกล่าว

 

สุดท้ายพลเทพย้ำว่า การเปิดใจในการพูดคุยเจรจากันอีกเงื่อนไขสำคัญที่จะแก้ปัญหาได้ แต่ละฝ่ายต้องเปิดใจยอมรับความเห็นต่าง โดยไม่ลืมว่าโจทย์ใหญ่ของการพูดคุยคือเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ละฝ่ายอาจมีความกลัวที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรักประเทศรักดินแดนของตัวเอง ฝ่ายที่มีหน้าที่เจรจาอาจต้องเปิดให้เห็นมากขึ้นว่าการรักประเทศไม่จำเป็นต้องเป็นรูปแบบเดียวกัน รัฐธรรมนูญเองก็ได้เขียนรองรับไว้อย่างเปิดกว้างสำหรับความแตกต่างหลากหลายตรงนี้อยู่แล้ว

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง