1.
“ความทรงจำ” ในชีวิตของคนเรานั้นได้เชื่อมต่อสัมพันธ์อยู่กับความรู้สึก “ฝังใจ/กินใจ” ในเรื่องหนึ่งๆ ที่ได้ประสบมาในแต่ละจังหวะของชีวิต “ความทรงจำ” จึงมีความหมายทางความรู้สึกอย่างลึกซึ้งต่อตัวคนในทุกมิติของอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกปิติยินดี ความพึงพอใจ ความรู้สึกซาบซึ้ง หรือความเศร้าโศกเสียใจ ด้วยเหตุที่ “ความทรงจำ” ผูกโยงอยู่กับอารมณ์ความรู้สึก การหวนกลับมาระลึกถึง “ความทรงจำความรู้สึก” ชุดหนึ่งจึงเกิดขึ้นอย่างเป็นปรกติเสมอมาในทุกผู้ทุกคน
“ความทรงจำ” และ “ความรู้สึก“ ที่หวนกลับมาดึงให้ผู้คนจมอยู่กับห้วงคำนึงนั้น จะมีพื้นฐานบนความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนเป็นหลักใหญ่หรือเป็นพื้นฐานของความทรงจำ โดยมีสภาวะเงื่อนไขแวดล้อมต่างๆ ในช่วงเวลาหนึ่งเป็นองค์ประกอบความสัมพันธ์กับความรู้สึกชุดนั้น การหวนคืนมาหรือการแวบขึ้นมาของ “ความทรงจำ” จึงเป็นการตอกย้ำ “ความรู้สึก” ของคนกับความหมายของของความสัมพันธ์ทางสังคมในช่วงเวลาหนึ่งที่ผ่านมา
การบันทึกทางเดินชีวิตของคนๆ หนึ่ง ซับซ้อนมากกว่าการหวนคืนมาหรือการแวบขึ้นมาของ “ความทรงจำ” และ “ความรู้สึก“ ที่เกิดขึ้นแต่ละเวลาในการดำเนินชีวิตผู้คนโดยทั่วไปอยู่ไม่น้อย เพราะผู้บันทึกจะต้องทบทวนหวนคิดถึง “ความทรงจำ” ในชีวิตที่ผ่านมาเพื่อนำมาเรียงร้อยให้เป็นที่เข้าใจได้ การที่ผู้บันทึกจะร้อยเรียงชีวิตของตนเองออกมาได้จึงจะต้องย่อมตกผลึกทางความรู้สึกในชีวิตที่ผ่านของตนให้แจ่มชัดเสียก่อนจึงจะทำได้ การอ่าน “ความทรงจำ” ของคนคนหนึ่ง จึงเป็นเสมือนการทำความเข้าใจลึกลงไปในอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของคนที่เป็นผลมาจากปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างในแต่ละจังหวะของชีวิต
การเรียบเรียง “ความทรงจำ”เพื่อบันทึกทางเดินชีวิตของผู้บันทึกเอง จึงเป็นการขุดลึกลงไปถึงการทำความเข้าใจว่าทำไมตนถึงจำเรื่องนั้นได้ชัดเจนมากกว่าเรื่องอื่นๆ การทำความเข้าใจในลักษณะนี้ย่อมมีความหมายและสื่อความหมายของความทรงจำนั้นทั้งต่อตัวผู้บันทึกเองและต่อสังคมไปพร้อมๆ กัน
แม้ว่า “ความทรงจำ” ของปัจเจกบุลคลนั้นแยกไม่ออกจาก “ความทรงจำร่วม” ของสังคม แต่ความทรงจำสองลักษณะนี้จะมีความแตกต่างกันอยู่ อันขึ้นกับสถานะทางสังคม ชนชั้น รุ่นชน รวมไปถึงการดำรงเป็นกลุ่มย่อยในกลุ่มใหญ่ของสังคม การมองเห็นความแตกต่างของ “ความทรงจำ” และ “ความรู้สึก” ของผู้คนที่ร่วมอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกลับมีส่วนเสริมกันในการทำความเข้าใจอดีตได้ชัดเจนมากขึ้น
2.
หนังสือเรื่อง “เฟมินิสต์แบบบ้านๆ” ของคุณจะเด็จ เชาวน์วิไล เป็นการบันทึก “ความทรงจำ” ของผูู้ที่ใช้ชีวิตในการทำงานกับแรงงานหญิงมาอย่างยาวนาน โดยผู้เขียนได้ “ตกผลึก” ความคิดและความรู้สึกของเขาตลอดช่วงเวลาแห่งชีวิต เพื่อจะอธิบายให้ได้ว่าทางเดินของชีวิตของคนที่ทำงานกับแรงงานผู้หญิงมาได้อย่างไร อะไรเป็นแรงหนุนเสริมชีวิตและการทำงาน
การแบ่งบทงานเขียนเป็นการแบ่งตามเวลาของจังหวะชีวิต โดยอาจจะแบ่งได้เป็นสองช่วง ช่วงแรก ได้แก่ ช่วงของการเรียนรู้ ซึ่งเริ่มจาก “ชีวิตที่เริ่มต้น” มาสู่ชีวิตกับการเรียนรู้จากการทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัย ช่วงที่สองเป็นช่วงของการทำงานกับแรงงานหญิง ซึ่งแยกออกเป็นการเริ่มต้นชีวิตทำงาน จากนั้นจะเป็นส่วนที่ยาวที่สุดในหนังสือได้แก่ การเรียนรู้สู่การปฏิบัติที่เกิดผล ซึ่งเป็นเวลาหกปี (2531 ถึง 2536) ส่วนในบทท้ายสุดซึ่งสั้นที่สุดเป็นการสรุปชีวิตที่ผ่านมาและบอกว่า “ชีวิตที่ต้องเรียนรู้ไปตลอด พ.ศ. 2506-ปัจจุบัน”
การแบ่งบทงานตามเวลาเช่นนื้ ในด้านหนึ่งอาจจะเป็นเพราะคุณจะเด็จจบการศึกษามาทางประวัติศาสตร์ ซึ่งถูกสอนมาให้มองพลวัตรของสิ่งต่างๆตามเวลา แต่ในอีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจกว่า ได้แก่ คุณจะเด็จได้แบ่งชีวิตกับการเรียนรู้ของตนเองตามเวลาได้อย่างแจ่มชัด ก็เพราะว่าคุณจะเด็จเองก็ต้องการที่จะตอบคำถามให้ตนเองเข้าใจได้ว่าเส้นทางเดินของชีวิตมาทางนี้ได้อย่างไร
ความต้องการตอบคำถามต่อเส้นทางชีวิตนี้จึงได้ทำให้คุณจะเด็จดึงเอา “ความรู้สึก” ใน “ความทรงจำ” แต่ละช่วงเวลาอันเป็นความรู้สึกที่เป็นพลังในการกำหนดทางเดินชีวิตของตน คุณจะเด็จมองจุดเริ่มต้นของพลังนี้ ได้แก่ แม่ ผู้ที่สอนให้เขาได้ทำงานบ้านให้เป็นทุกอย่าง และบอกกับเขาเมื่อจะต้องเดินทางเข้ามาเรียนต่อที่กรุงเทพฯว่า “ถ้าเจอเพื่อนผู้หญิง ต้องให้เกียรติเขา อย่าทำร้ายจิตใจเขา” โดยคุณจะเด็จได้บอกเราว่า “เสียงที่แม่่บอกก้องอยู่ในหูมาตลอด”
ส่วนพ่อที่เป็นทหารแสดงความเป็นห่วงกังวลว่าลูกชายจะกลายเป็นกะเทยจากการทำงานบ้าน จึงได้พาคุณจะเด็จไปเที่ยวบาร์ และให้เขาไปเต้นรำกับผู้หญิง แต่ก็กลับไปสะดุดขาผู้หญิงหกล้ม พ่อบอกว่าเป็นลูกผู้ชายต้องการแสดงออก อย่าเป็นลูกแหง่อยู่แต่ในบ้าน ความทรงจำของคุณจะเด็จรื้อฟื้นคำตอบที่ตนเองให้แก่พ่อว่า “รู้วาพ่อหวังดี แต่ผมก็ได้พยายามแล้ว“
ชีวิตในมหาวิทยาลัยได้เปิดโลกและเปลี่ยนชีวิตของคุณจะเด็จไปอย่างมาก “ความทรงจำ“ และ “ความรู้สึก” ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงภายในระบบคิดของเขาในช่วงนั้น จึงปรากฏขึ้นในการแสดงความรู้สึกถึงความแปลกใหม่ในชีวิต ตื่นเต้นในการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมนักศึกษาทั้งการทำงานภายในและนอกมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ทำไปสู่กิจกรรมที่ใหญ่ขึ้น ได้แก่ การทำแป้งเปียก อันนำไปสู่การไปติดโปสเตอร์เคลื่อนไหวทางการเมือง รวมไปถึงการเริ่มเข้าไปมีบทบาทางการเมืองภายในมหาวิทยาลัยด้วยการทำงานในสภานักศึกษา การทำกิจกรรมทางการเมืองในช่วงนี้เองได้เปิดทางให้คุณจะเด็จได้เข้าไปสัมพันธ์กับชีวิตคนธรรมดาอันเป็นเสมือนการเปิดทางเดินแห่งชีวิตการทำงานต่อไป
ความรู้สึก “ฝังใจ” ว่าตนเองได้เริ่มต้นเรียนรู้ชีวิตอย่างจริงจังในช่วงของการทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยนี้เองทำให้คุณจะเด็จสามารถจดจำชื่อของรุ่นพี่ที่เข้ามาชักชวนให้เขาทำกิจกรรมได้อย่างแจ่มชัด รวมไปถึงการระลึกถึงความรู้สึก “ทึ่ง” ต่อรุ่นพี่ที่มีตำแหน่งเป็นประธานสภานักศึกษาซึ่งได้ซ้อม/แสดงการชกมวยเพื่อข่มขวัญนักศึกษาชมรมกีฬาไม่ให้งอแงในการของบประมาณทำกิจกรรมซึ่งประะสบผลสำเร็จเป็นอย่างดีในความคิดของคุณจะเด็จ
ความรู้สึกที่ “กินใจ/ฝังใจ” ของคุณจะเด็จมีอย่างลึกซึ้งจากการเรียนรู้ในกระบวนการการทำงาน ซึ่งมีส่วนอย่างสำคัญที่นำไปสู่การเกิดการรวมตัวกันทำกิจกรรมเพื่อแรงงานหญิงโดยกลุ่มผู้หญิงเองในเวลาต่อมา ดังจะเห็นได้จากการบรรยาย “ความรู้สึก” ที่ทาบซ้อนกับ “ความทรงจำ” ในช่วงแรก ได้แก่ การทำความรู้จักกับชีวิตของแรงงานหญิง ซึ่งเขาได้วางไว้ในหัวข้อที่ว่าเป็นการ “เข้าสู่โลกแรงงานหญิง” ซึ่งประกอบด้วยการทำความเข้าใจความเป็นมาของการมาเป็นแรงงานของหญิงจากชนบท การถูกกดขี่และขูดรีดจากนายจ้างและลูกน้องของนายจ้าง สภาวะเพศสภาพที่กดขี่เพศหญิงทั้งในโรงงานและในครอบครัว ความปรารถนาที่จะมีสหภาพแรงงานและคิดยาวไปถึงสภาโรงงานของแรงงานหญิง พร้อมกันนั้น คุณจะเด็จได้บันทึกความรู้สึกว่าการเรียนรู้ที่มีคุณค่ายิ่งของเขานั้นได้รับมาจากกัลยณมิตรแรงงานหญิงทีทำงานเพื่อแรงงานด้วยกัน โดยระบุไว้ว่า “ผมรู้สึกดีมากที่มีโอกาสเจอผู้นำแรงงานกลุ่มนี้ ได้เรียนรู้ทั้งประสบการณ์ แนวคิด รวมทั้งอุดมคติ จุดยืนที่ชัดเจน….รับใช้คนงานที่เป็นคนส่วนใหญ่ และเป็นสิ่งที่เข้ามาในสมองผมจนทุกวันนี้”
การทำงานกับแรงงงานหญิงอย่างจริงจังในช่วงหกปี ระหว่าง พ.ศ. 2531 ถึง พ.ศ. 2536 ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ก่อรูปตัวตนและความสัมพันธ์ทางสังคมของคุณจะเด็จกับเครือข่ายแรงงานหญิงให้ปรากฏอย่างแจ่มชัดในความทรงจำของคุณจะเด็จ เพราะการทำงานร่วมกับเครือข่ายผู้นำแรงงานหญิงได้ขับเคลื่อนออกไปอย่างกว้างขวางซึ่งเขาใช้คำที่แสดงถึงการขยายตัวของการทำงานร่วมกันของแรงงานหญิงว่าเป็นการ “สร้างแนวร่วมเพื่อการเปลี่ยนแปลง” และได้นำมาสู่การขยายแนวร่วมกับนักศึกษาผู้ก้าวหน้าทางความคิดในช่วงนั้น โดยมีเป้าหมายของการทำงานเครือข่ายครั้งแรกที่สำคัญ ได้แก่ การเรียกร้องกฏหมายประกันสังคม
พร้อมไปกับการทำงานเครือข่ายที่กว้างขวางขึ้น คุณจะเด็จได้บันทึกความทรงจำของการเคลื่อนไหวไว้อย่างมีชีวิตชีวาและมีพลังจนทำให้ได้ได้กฏหมายประกันสังคม อันถือได้ว่าเป็นหลักหมายความสำเร็จที่สำคัญ การเคลื่อนไหวที่คุณจะเด็จจดจำและหวนรำลึกถึง ยุทธวิธีต่างๆ ที่แรงงานหญิงได้ร่วมกันคิดเพื่อใช้กดดันผู้มีอำนาจในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความพยายามเชื่อมต่อกับคนในรัฐบาล การอดอาหารร่วมกันของผู้ร่วมชุมนุม รวมไปถึงการบนหัวหมู
คุณจะเด็จได้บันทึกถึง “ความรู้สึก” ของตนเองเอาไว้ในระหว่างการเคลื่อนไหวเพื่อกฏหมายประกันสังคม ตั้งแต่ช่วงแรกไว้ว่า “จากการประชุมวันนั้นแล้ว เห็นพลังของคนงานและเครือข่ายฯที่ช่วยกัน ร่วมกับนักศึกษาที่ทำให้เห็นพลังที่ใหญ่โตขึ้น แลคนงานก็มั่นใจว่าจะต่อสู้ให้ได้กฏหมายนี้อย่างแน่นอน ผมก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็นพลังของคนงาน เป็นครั้งแรกที่ทำเรื่องใหญ่ๆ ของขบวนการแรงงาน” ในขณะที่มีการอดอาหาร คุณจะเด็จได้บันทึกไว้ความว่า “ผมเองรูู้สึกทึ่งกับพลังคนงานและนักศึกษาที่มาร่วมอดอาหารประท้วง รวมทั้งคนงานและนักศึกษาที่มาร่วมชุมนุม ทุกคนมีความหวังในการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งกฏหมายประกันสังคม โดยไม่กลัวอุปสรรค์หรือผลกระทบใดๆที่จะเกิดขึ้น”
เมื่อคุณจะเด็จได้ทบทวนความทรงจำย้อนหลังไปในการต่อสู้เพื่อกฎหมายประกันสังคม เขาได้สรุปให้กับตนเองและสังคมไว้ ความว่า
“ผมดูย้อนหลัง เห็นว่าคนงานในโรงงาน คนงานหญิงที่เป็นคนยากจน เริ่มรวมกลุ่มจากกลุ่มเล็กๆ ค่อยเรียนรู้เห็นพลังในตนเอง เห็นพลังกลุ่ม พลังในสหภาพแรงงาน จากไม่กี่สหภาพแรงงานไปเป็นหลายสหภาพแรงงาน ไปเป็นหลายกลุ่มย่านอุตสาหกรรมและพันธมิตรอื่นๆมาร่วม จนกลายเป็นขบวนใหญ่เคลื่อนไหวจนประสบความสำเร็จ…งานจัดตั้งคนงานที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ คนที่ถูกมองว่าไม่มีอำนาจ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงให้มีชีวิตที่ดีขึ้นได้ แต่เราในฐานะคนทำงานพัฒนาต้องไปเรียนรู้และสนับสนุนสร้างพื้นที่ให้เกิดเงื่อนไขในการเปลี่ยนแปลง”
การต่อสู้ที่ตราตรึงอยูในความทรงจำของคุณจะเด็จอีกครั้งหนึ่ง ได้แก่ การต่อสู้ให้แรงงานหญิงลาคลอดได้ ๙๐ วัน โดยการเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นภายหลังจากการได้กฎหมายประกันสังคมแล้ว กลุ่มแรงงานหญิงได้ร่วมประชุมพูดคุยกันถึงเรื่องความไม่เสมอภาคทางเพศอย่างกว้างขวาง คุณจะเด็จเองก็มองเห็นปัญหาเรื่องนี้ และเมื่อถูกถามว่าแรงงานหญิงเข้าร่วมการเคลื่อนไหวมากมาย แต่การนำยังคงเป็นผู้นำแรงงานฝ่ายชาย คุณจะเด็จก็ตอบว่าเพราะ “เรายังไม่สามารถทำให้คนงานหญิงเห็นศักยภาพตัวเอง”
การร่วมกันพูดคุยเพื่อสร้างศักยภาพแรงงานหญิงจึงได้เกิดขึ้น และการพูดคุยในรูปแบบของห้องเรียนธรรมชาติก็ได้ทำให้เกิดการมองเห็นปัญหาอันเกิดจากความไม่เสมอภาคทางเพศ การ “เสริมพลังคนงานหญิง” นี้ได้นำไปสู่การพูดคุยถึงการกดขี่แรงงานทางเพศด้วยโรงงานไม่ยอมรับการมีท้องของแรงงานหญิง และการเสริมพลังคนงานหญิงก็ได้ปรากฏชัดขึ้นเมื่อแรงงานหญิงตกลงกันว่าจะเคลื่อนไหวเสนอให้รัฐประกาศการขยายวันในการลาคลอดในวันสตรีสากล
การเคลื่อนไหวเพื่อขยายวันลาคลอดนี้เป็นการต่อสู้ทางความคิดเรื่องเพศสภาวะภายในกลุ่มแรงงานเองด้วย เพราะผู้นำแรงงานชายจำนวนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการขับเคลื่อนในประเด็นนี้ คุณจะเด็จได้ดึงเอาความทรงจำในการถกเถียงระหว่างแรงงานหญิงกับแรงงานชายไว้ โดยเล่าว่าผู้นำแรงงานชายพูดทำนองไม่เห็นด้วยและมองว่าควรจะเคลื่อนไหวเรื่องใหญ่ๆ เช่น ค่าแรงขั้นต่ำหรือการแก้กฎหมายแรงงาน ไม่ควรเคลื่อนไหวลาคลอดประเด็นเดียว คุณจะเด็จได้กล่าวถึงการโต้กลับของผู้นำแรงงานหญิง ความว่า “พี่อรุณีโต้ว่า เรื่องท้องสร้างคนยังไม่ใหญ่หรือพี่ พวกเราช่วยสร้างคน แต่รัฐไม่เหลียวแลเลย แล้วก็ควรเคลื่อนไหวประเด็นลาคลอดประเด็นเดียวเพื่อเน้นความต้องการของคนงานหญิงที่เร่งด่วนในตอนนี้”
การรวมพลังแรงงานหญิงเพื่อกดดันรัฐบาลให้ยอมรับสิทธิการลาคลอด 90 วันโดยได้รับค่าจ้างถูกคัดค้านทั้งจากรัฐบาลและกลุ่นทุนเอง แต่การรวมกันเคลื่อนอย่างเข้มแข็งก็ได้ทำให้รัฐบาลยอมในท้ายที่สุด คุณจะเด็จได้อธิบายถึงตัวเองว่า “รู้สึกดีใจไปกับพวกพี่ๆ เขา และรู้สึกดีที่เราเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้”
คุณจะเด็จได้บันทึกถึงความรู้สึกเจ็บปวดของตนในกรณีไฟไหม้ที่โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์โดยเปรียบว่าเป็นเหตุกาณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากได้ข่าวดีที่ได้กฎหมายลาคลอด การวางเอาสองเรื่องนี้มาเชื่อมกันก็เพื่อจะแสดงให้เห็นว่าแม้ด้านหนึ่งจะมีชัยชนะเกิดขึ้น แต่อีกด้านหนึ่ง ความโหดร้ายทารุณของนายทุนและระบบทุนนิยมก็ยังคงกระทำต่อแรงงานและแรงงานหญิงอย่างสาหัสต่อไป
3.
“ความทรงจำ” ได้ส่องให้เห็นถึง “ความรู้สึก” ที่คุณจะเด็จได้ถักสานร่วมกับพี่น้องแรงงานหญิงมาอย่างยาวนาน “ความรู้สึก” ที่ตราตรึงฝังอยู่ในใจของคุณจะเด็จคือ ความประทับใจที่ได้มองเห็นและได้มีส่วนร่วมในการสร้างความร่วมมือของแรงงานหญิงที่ได้ร่วมกันต่อสู้กับการกดขี่หลายระดับที่เธอเผชิญอยู่ จนสามารถทำเรื่องใหญ่ให้สำเร็จขึ้นมาได้ด้วยน้ำมือของเธอ
ความสำเร็จในการสร้างกลุ่มหรือการ “จัดตั้ง” กลุ่มแรงงานหญิงถูกอธิบายจากความตั้งใจ ความปรารถนาที่มีต่อแรงงานด้วยกันของแรงงานหญิงเป็นหลัก ตัวคุณจะเด็จจะถูกทำให้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ไม่ได้กำหนดให้เกิดการร่วมมือกันกระทำการดังกล่าว ความถ่อมตนของคุณจะเด็จเองกลับทำให้เส้นทางเดินของชีวิตของคุณจะเด็จโดดเด่นขึ้นมาอย่างน่าชื่นชม การบันทึกทางเดินชีวิตของคุณจะเด็จจึงทำให้มองเห็นได้ถึงความทรงจำสองมิติ อันได้แก่ ความทรงจำส่วนบุคคล และความทรงจำร่วม ของสังคมแรงงานหญิงได้ชัดเจนมากขึ้น
สุดท้ายนี้ คงกล่าวได้เพียงว่าขอบพระคุณมากครับสำหรับการทำงานเพื่อคนยากไร้บนแผ่นดินนี้
ด้วยความเชื่อมั่น
อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์
