เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2568 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงานประชุมนิติสังคมศาสตร์ระดับชาติ ครั้งที่ 4 "หลาก หลาย เลื่อน ไหล : นิติศาสตร์ในห้วงยามของความพลิกผัน" ภายในงานมีการปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ความจริง มายา วาทกรรม ในนิติศาสตร์ไทย” โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์คนสำคัญของไทย ศาสตราจารย์อรรถจักร์กล่าวว่านักนิติศาสตร์เป็นบุคคลที่มีความสำคัญมากต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคต และการวางรากฐานในอนาคต
สังคมไทยกำลังอยู่ในจังหวะของความเปลี่ยนแปลงที่มีรอยปะทุของปัญหาต่างๆ ผุดขึ้นมาในทุกสถาบัน เราเห็นความไม่ชอบมาพากล ความล้มเหลว รวมถึงความอัปลักษณ์ของสถาบันต่างๆ ในสังคมไทย ศาสตราจารย์อรรถจักร์ตั้งคำถามว่า “สังคมไทยมาถึงวันนี้ได้อย่างไร” รอยปะทุนี้ทำให้สังคมไทยได้มองเห็นความจริงอีกมุมหนึ่ง ทะลุมายาที่เคยขวางกั้น และนำไปสู่การวิเคราะห์วิจารณ์สิ่งที่เรียกว่าวาทกรรม หรือชุดความรู้ที่สัมพันธ์กับอำนาจที่สถาปนามาอย่างมั่นคงในสังคมไทย ถือเป็นการเปิดหน้าต่างแห่งโอกาสให้กับสังคมไทยว่าจะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างมีพลังได้ขนาดไหน

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์
“เราไม่สามารถคิดถึงนิติศาสตร์แบบเดิมได้แล้ว ขณะเดียวกันเราต้องพยายามลบล้างความเชื่อ หรือความรู้ หรือทัศนะครอบงำเกี่ยวกับนิติศาสตร์แบบเดิมให้ได้ ผมเชื่อว่านี่เป็นความคิดหลักของนักนิติศาสตร์รุ่นใหม่ พวกคุณคือพลัง ผมเชื่อว่าและเห็นว่านิติศาสตร์ไทยคือแกนกลางของการค้ำยันโครงสร้างอำนาจของสังคมไทย นิติศาสตร์ไทยคือแกนกลางที่ทำให้โครงสร้างอันอัปลักษณ์ โครงสร้างแห่งความเหลื่อมล้ำดำรงอยู่มาเนิ่นนาน เราควรจะต้องคิดกับนิติศาสตร์ให้ไกลที่สุด ลึกที่สุด”
เพื่อการมองเห็นความจริง มายา และวาทกรรมใน นิติศาสตร์ไทย ศาสตราจารย์อรรถจักรนำเสนอใน 3 ประเด็นด้วยกัน
1. ความศักดิ์สิทธิความเหนือกว่าทุกสิ่งในอำนาจของกฎหมาย
2. รอย “ปริแยก” ของความศักดิ์สิทธิ์ การท้าทายกฎหมายและอำนาจ
3. มองหาทางออกจากสภาวะไปไม่ได้ กลับไม่ได้ของอำนาจ
ความศักดิ์สิทธิความเหนือกว่าทุกสิ่ง : อำนาจของกฎหมาย
ส่วนแรกความศักดิ์สิทธิ์ความเหนือกว่าทุกสิ่งอำนาจของกฎหมาย ศาสตราจารย์อรรถจักร์อธิบายว่าอำนาจของกฎหมายไม่ใช่แค่กลไกการใช้อำนาจของรัฐ แต่กฎหมายเป็นอำนาจที่ยกระดับมาจากความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ดำรงอยู่และดำเนินมาเนิ่นนาน ความสัมพันธ์ของแต่ละคนแต่ละชุดที่เกิดขึ้นในสังคมไทยกลายเป็นชุดความรู้หนึ่งที่สามารถอธิบายได้อย่างครอบคลุม ดังนั้นกฎหมายจึงไม่ใช่แค่บังคับเท่านั้น แต่เป็นการคุมถึงระบบความสัมพันธ์ทั้งหมดสังคมไทยและสามารถครอบคลุมได้อย่างกว้างขวาง
“อำนาจกฎหมายถูกสถาปนาขึ้นบนรากฐานทางวัฒนธรรมอำนาจของสังคมไทย วัฒนธรรมหมายถึงสายใยแห่งความหมาย อำนาจนี้คือตัวที่คุมทั้งหมดคุมสังคมไทยมาเนิ่นนาน เป็นรากฐานที่พัฒนามาอย่างยาวนาน และขณะเดียวกันในช่วงเวลาที่ผ่านมามันไม่ได้หยุดนิ่งมันปรับแต่งเปลี่ยนแปลงถอดบางอย่างออก เพิ่มบางอย่างเข้าไป เพื่อทำให้วัฒนธรรมอำนาจนี้จรรโลงอำนาจต่อไปได้อย่างเนิ่นนาน วัฒนธรรมอำนาจของสังคมไทยสำคัญ และสัมพันธ์กับกฎหมายด้วยอย่างแนบแน่น เราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจวัฒนธรรมอำนาจนี้เพื่อคืนการตัดสินใจให้ผู้คนในสังคมไทยให้มากขึ้น”
ศาสตราจารย์อรรถจักร์อธิบายต่อว่า วัฒนธรรมอำนาจในสังคมไทยเชื่อมโยงกับระบอบคิดของศาสนา ถ้าไปอ่านไตรภูมิพระร่วง รวมถึงอ่านกฎหมายตราสามดวง จะพบว่าวัฒนธรรมอำนาจในสังคมไทยจัดสรรขึ้นมาคือพระมหากษัตริย์ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางของอำนาจที่เป็นพลังในการสร้างกรอบความคิดและการจัดระดับชั้นทางอำนาจ สถาบันพระมหากษัตริย์กลายเป็นแกนกลางของการหมุนจักรวาลทั้งหมด ธงชัย วินิจจะกูล ได้เขียนไว้อย่างชัดเจนในศัพท์ 2 คำ ราชนิติธรรมและนิติรัฐอภิสิทธิ์ ราชนิติธรรมก็คืออำนาจของมหากษัตริย์ ซึ่งเข้ามาสัมพันธ์กับนิติรัฐอภิสิทธิ์ที่กฎหมายของรัฐทำให้เกิดอภิสิทธิ์
เริ่มต้นง่ายๆ จากการเชื่อมโยงกฎหมายของสังคมไปสู่จักรวาลวิทยาของไตรภูมิ พระมโนศาสตร์ฤาษี (หรือบางแห่งเรียกว่า พระมโนสาราจารย์) เหาะไปที่กำแพงจักรวาลไปเจอกฎหมายธรรมศาสตร์จารึกที่ขอบจักรวาลตัวเท่าช้าง จักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิขอบจักรวาลไม่ใช่แค่ขอบของจักรวาล แต่เป็นขอบที่ทำให้ระบบทั้งหมดดำรงอยู่และกำกับระบบทั้งหมดที่จะถูกสร้างในจักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิ เป็นเหตุผลที่ทำไมต้องไปเอากฎหมายที่ขอบจักรวาล นอกขอบจักรวาลนี้จะเป็นที่อยู่ของเปรตที่เข้ามาอยู่ในจักรวาลไม่ได้
ในจักรวาลนี้ที่ถูกถ่ายทอดมาเป็นกฎหมายราชนิติธรรม ลำดับชั้นทางอำนาจถูกจำแนกไว้อย่างละเอียด และในจักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิสิ่งที่กำกับพฤติกรรมมนุษย์ กำกับระบบอารมณ์ความรู้สึก โดยที่มี 2 ความรู้สึกหลักๆ คือ ความกลัวและความหวัง
ความกลัวเป็นตัวหลักที่ถูกกำกับอยู่ในไตรภูมิ กลัวว่าจะถูกลงทัณฑ์จากการกระทำที่ละเมิดความสัมพันธ์ทางสังคมลำดับชั้น ซึ่งการลงทัณฑ์ก็มีความหนักหนาต่างกันไปในนรกแต่ละชั้น และสิ่งที่ตามคือความหวังในชีวิตหลังความตายที่หวังว่าเมื่อตายแล้วจะมีชีวิตที่งดงามขึ้น ศาสตราจารย์อรรถจักรเสนอว่าถ้าเปรียบเทียบแล้วความกลัวถูกกำกับมากกว่าความหวัง
“สิ่งที่กำกับอยู่ในวัฒนธรรมอำนาจของเรากำกับอยู่ในศาสนาอื่นก็คือพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางแห่งการกำกับลำดับชั้น และขณะเดียวกับถูกนำไปผูกว่าอำนาจที่กำกับนี้ผูกอยู่กับชีวิตหลังความตาย ดังนั้นจึงผูกกันแน่น ไม่ใช่แค่ผูกชีวิตนี้ แต่ผูกชีวิตหลังความตายไปด้วย การสร้างกฎมณเฑียรบาลและการสร้างลำดับสูงต่ำของการรับใช้พระมหากษัตริย์ ทั้งหมดคือการยึดโยงอำนาจของพระมหากษัตริย์กับลำดับชั้น และให้อยู่ร่วมกับความศักดิ์สิทธิ์ของจักรวาลวิทยา”


อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์อรรถจักรย้ำว่า ความศักดิ์สิทธิ์และความสูงส่งของรัฐจารีตที่ผูกอยู่จักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิไม่ได้ยุติไปเมื่อเกิดรัฐสมัยใหม่
“รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้สืบทอดความศักดิ์สิทธิ์และความสูงส่งของสถาบันกษัตริย์และลำดับชั้นต่อเนื่องมา แน่นอนเปลี่ยนแปลงแต่ต่อเนื่อง และเนื่องจากว่าชนชั้นนำไทยเป็นคนกลุ่มเดิมที่สืบทอดวัฒนธรรมอำนาจมาอย่างยาวนาน เขาจึงสามารถสืบทอดความศักดิ์สิทธิ์ต่อมาได้ ราชนิติธรรมจึงดำรงอยู่เพื่อจรรโลงนิติรัฐอภิสิทธิ์”
ภายหลังกรอบใหญ่ของการสร้างอำนาจแบบไตรภูมิพังลง การสร้างพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นไปในทางโลกมากขึ้น ศาสตราจารย์อรรถจักร์อธิบายว่า พระอัจฉริยะภาพของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยคือได้สร้างระบอบเกียรติยศของสังคมขึ้นมา และสถาปนาสิ่งนี้ไว้อย่างมั่นคง ทำให้คนในลำดับชั้นนั้นสำนึกถึงเกียรติยศที่ได้จากลำดับชั้นนั้น การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ลำดับต่างๆ เป็นการจำแนกผู้คนใต้พระบรมโพธิสมภาร สืบทอดมาตั้งแต่รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบัน และเป็นที่ปรารถนาของผู้คนจำนวนมาก การสืบทอดลำดับชั้นทางอำนาจจึงเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่หายไปตามการล่มสลายของจักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิคือการมองกรรมร่วมกันของสังคม เหลือแต่กรรมของปัจเจก ศาสนาเหลือเพียงแค่การควบคุมทางจิตใจ แต่ในอีกด้านหนึ่งรัฐขยายอำนาจทางกฎหมายเข้าไปควบคุมกำกับชีวิตของปัจเจกชนมากขึ้น และรัฐยังเข้าไปควบคุมศาสนาด้วย
แม้ว่าการสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในช่วงแรกจะเกิดความขัดแย้งระหว่างพระมหากษัตริย์กับราชวงศ์ชั้นสูง แต่พระมหากษัตริย์ก็ใช้อำนาจทำให้เดินต่อไปได้ จนท้ายที่สุดของหลัง 2475 พระมหากษัตริย์ถูกจัดไว้ว่า พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ศาสตราจารย์อรรถจักร์อธิบายว่าสิ่งนี้เป็นการประกอบสร้างที่สำคัญและสืบทอดกันมา
“หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ไม่นาน ความศักดิ์สิทธิ์สูงส่งของกฎหมายไม่ได้ผูกกับจักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิ แต่ผูกกับสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้น”
รอย “ปริแยก” ของความศักดิ์สิทธิ์ การท้าทายกฎหมายและอำนาจ
ศาสตราจารย์อรรถจักร์ใช้คำว่ารอยปริแยก เนื่องจากยังไม่ถึงจุดแตกหัก อำนาจที่ตกผลึกมาจากความสัมพันธ์ทางอำนาจที่มีมาเนิ่นนาน รอยปริแยกของความศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ ความมั่นคงของการสถาปนาอำนาจที่แน่นหนานี้ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นได้จากคนในแต่ละลำดับชั้นทางสังคมตระหนักรู้หรือสำนึกในตำแหน่งแห่งที่ของตน
แต่อย่างไรก็ตามไม่มีอำนาจใดที่สมบูรณ์ การตั้งคำถามเป็นระยะและถี่มากขึ้นหลายหลากมากขึ้นเป็นกระบวนการถอดความหมายหรือเปลี่ยนความสัมพันธ์เดิมของตนเองกับสังคม คำถามที่จะใช้กับเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ว่าคุณใช้อะไรครอบงำเรา “แต่คำถามคือแล้วสังคมมีอะไรที่ปริแยกกับวาทกรรมเหล่านี้ไหม” เป็นสิ่งที่นักกฎหมายและนักสังคมศาสตร์ต้องคิดถึง เพื่อมองให้เห็นหน่ออ่อนของความเปลี่ยนแปลง รอยปริแยกที่กระทบผู้คนและกระทบต่อความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายได้เริ่มจากปริมณฑลการดำรงชีวิตที่สัมพันธ์อยู่กับความเปลี่ยนแปลง


ศาสตราจารย์อรรถจักร์อธิบายว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนผ่านจากความเสียหายที่ไม่ถูกตระหนักมาสู่ความเสียหายที่ถูกตระหนักอย่างมากขึ้น เกิดขึ้นตั้งช่วงทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวออกไปของรัฐและทุนจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางทรัพยากรต่างๆ ทำให้ผู้คนเริ่มตระหนักถึงปัญหาที่คุกคามชีวิตตัวเอง ปัญหาที่สำคัญขณะนั้นคือปัญหาทางนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม ทศวรรษ 2520 – 2540 ชาวบ้านเคลื่อนไหวเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนมาก
“ผลกระทบด้านปัญหาสิ่งแวดล้อมการเข้าไปแย่งชิงทรัพยากรกระทบกับชีวิตผู้คนจำนวนมาก มันเริ่มดึงผู้คนหลุดออกจากความทุกข์ยากของส่วนตัวหรือกรรมของปัจเจกมาสู่ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยส่วนรวม…ตรงนี้คือจุดเริ่มของความปริแยก ความปริแยกตรงนี้เกิดขึ้นพร้อมกับเกิดความเปลี่ยนแปลงความรู้ทางนิเวศวิทยาที่มีสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มมากขึ้น”
รอยปริแยกจากปัญหาขยับมาสู่การสร้างความรู้จำนวนมากที่ทำให้ประชาชนเริ่มเข้ามามีการเคลื่อนไหวมากขึ้น การให้ความหมายใหม่ทางสิ่งแวดล้อมได้เปลี่ยนโลกทัศน์และการอธิบายตัวตนของผู้คนไป ศาสตราจารย์อรรถจักร์ชี้ว่าทำให้เกิดสิ่งใหม่ในแง่สิทธิ เช่น สิทธิชุมชน และตามมาด้วยการเกิดนโยบายสาธารณะของรัฐ เป็นช่วงเวลาที่ประชาชนเผชิญหน้ากับรัฐและกลไกของรัฐอย่างหนักหน่วง ทำให้มีการอธิบายปรากฏการณ์เหล่านี้ใหม่ในฐานะ “สิทธิการดื้อแพ่งต่อกฎหมาย” หรือศาสตร์แห่งการไม่เชื่อฟังรัฐ ทั้งหมดหล่อหลอมมาจากการต่อสู้ของชาวบ้านและโต้แย้งต่อนโยบายรัฐบวกกับความรู้ชุดใหม่ เป็นรอยปริแยกที่ทำให้สังคมไทยได้มองเห็นกฎหมายในแง่มุมใหม่
“สิทธิการดื้อแพ่งต่อกฎหมายไม่ได้เกิดขึ้นโดยสุญญากาศ แต่เกิดขึ้นเพราะว่าผู้คนได้มองเห็นชัดขึ้นตระหนักมากขึ้นว่ากฎหมายไม่เป็นธรรม ความตระหนักนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสำนึกของความเป็นพลเมืองชัดเจนขึ้นไม่ใช่ชาวบ้านแบบเดิม และในกระบวนการนี้ได้เปลี่ยนความหมาย “พลเมืองผู้สยบยอม” มาเป็น “พลเมืองผู้พร้อมสู้” รอยปริแยกนี้นำมาสู่ความตระหนักถึงสิทธิการดื้อต่อกฎหมาย ทำหน้าที่สลายความสูงส่งของกฎหมายที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้คนเชื่อและทำให้คนเชื่อง”
รอยปริแยกของความรู้สึกไม่เป็นธรรมกระเพื่อมไปเรื่อยๆ บนฐานของผู้คนที่เปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันสิทธิการดื้อแพ่งต่อกฎหมายได้ขยายไปสู่ประเด็นทางการเมืองมากขึ้น
“กรณีของอานนท์ นำภา สำหรับผมก็ถือเป็นการดื้อแพ่งต่อกฎหมาย รัฐไทยใช้วิธีกีดกัน กดข่ม ดังนั้นรอยปริแยกนี้นำมาสู่การดื้อแพ่งต่อกฎหมาย บางครั้งถูกขับให้เป็นการต่อสู้ทางการเมือง…ปรากฏการณ์ตรงนี้ระหว่ากฎหมาย อำนาจ และรอยปริแยก น่ากังวลว่ามันจะนำไปสู่สิ่งที่เราไม่อยากเห็น”
มองหาทางออกจากสภาวะไปไม่ได้ กลับไม่ได้ของอำนาจ
ศาสตราจารย์อรรถจักร์ตั้งคำถามว่าเมื่อมองเห็นรอยปริแยกของปัญหาในสังคมแล้ว แต่จะแก้ปัญหากันอย่างไร ความศักดิ์สิทธิ์และความสูงส่งของกฎหมายที่ถูกสลายไปเรื่อยเกิดคำถามมากมาย นอกจากนี้การตั้งคำถามต่อความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายยังนำมาสู่การตั้งคำถามต่ออภิสิทธิ์ชนในสังคมตามมาด้วย
“สังคมอภิสิทธิ์ชนที่ก่อร่างขึ้นมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจเหลื่อมล้ำกำลังเผชิญปัญหาใหญ่ จากรอยปริแยกใหม่ที่ควบคุมสังคม สรุปถึงตรงนี้ก็คือว่าความจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตของผู้คนได้เปิดช่วงทางทำให้ผู้คนเข้าใจมายาที่ครอบงำมานาน และการเข้าใจมายาที่ครอบงำมานานได้นำมาสู่การเริ่มรื้อวาทกรรมของนิติศาสตร์ในสังคมไทย ซึ่งก็คือความศักดิ์สิทธิ์และความสูงส่งของกฎหมาย”
ดังนั้น เมื่ออำนาจถูกตั้งคำถาม โครงสร้างเดิมที่เคยค้ำจุนสังคมไว้อย่างไม่เสถียรภาพก็ถูกตั้งคำถามและสั่นคลอนไปด้วย ศาสตราจารย์อรรถจักร์ไม่มีทางออกที่เป็นรูปธรรมต่อสถานการณ์เช่นนี้ที่อาจจะเสนอได้ แต่เสนอว่าการเรียกร้องต่อรัฐและเครือข่ายชนชั้นนำให้ตระหนักถึงความเปลี่ยนของสังคมที่เกิดขึ้น และเร่งเร้าให้ชนชั้นนำพยายามแสวงหาแนวทางในการแนวทางแก้ไขปัญหาโครงสร้างอำนาจที่เหลื่อมล้ำ ซึ่งสามารถกระทำได้ผ่านการสร้างปฏิบัติการของกฎหมายขึ้นมา และในท้ายที่สุดแล้วจะส่งผลไปข้างหน้าเพื่อส่งส่งสัญญาณให้กับชนชั้นนำ
“การเรียกร้องต่อสังคม จำเป็นต้องทำให้สังคมมองเห็นความหมายที่แท้จริงของการดื้อแพ่งต่อกฎหมาย และทำอย่างไรให้สังคมมองลึกลงไปว่าถ้าปล่อยให้สังคมไทยเดินไปในภาวะครึ่งๆ กลางๆ ไปทางไหนก็ไม่ได้ จะพังลงไปหมด และยิ่งนำพาสังคมไปสู่จุดที่ไม่สามารถจะกลับได้ สิ่งที่กังวลคือเราจะก้าวไปสู่สังคมที่ปฏิบัติการด้วยอำนาจการใช้ความรุนแรง และถ้าก้าวไปทางนั้น พังเลย…การเรียกร้องต่อสังคมไม่ใช่การร้องขอ แต่เป็นการดึงผู้คนจำนวนมากให้เข้ามาสู่การดื้อแพ่งต่อกฎหมายมากขึ้น เพื่อที่จะทำให้คนทั้งหมดรู้สึกถึงว่าเราจำเป็นต้องสถาปนาการปกครอง Rule of Law อย่างชัดเจนมากขึ้น นักกฎหมายจำเป็นต้องทำงานกับสังคมโดยรวมมากขึ้น”
