ลูกจ้างจีนชนะคดีได้ค่าชดเชย 350,000 หยวน ถูกไล่ออก เพราะเผลองีบคาโต๊ะทำงานจากความเหนื่อยล้า ซึ่งคืนก่อนหน้าเจ้าตัวต้องโหมงานหนักจนดึก ด้านศาลมองไม่ใช่ความผิดร้ายแรงจนเป็นเหตุให้ไล่ออก ‘ภาคประชาสังคม’ มองส่วนของไทยยังไม่เห็นแนวฎีกาเรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เหตุหายากที่แรงงานจะสู้คดีไปจนจบ
28 พ.ย. 2567 เว็บไซต์สื่อ “เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์” รายงานเมื่อ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา ศาลจีนตัดสินให้บริษัทเคมีแห่งหนึ่งจ่ายเงินชดเชยเป็นจำนวนเงิน 350,000 หยวน (48,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ให้ลูกจ้างที่ถูกไล่ออก เพราะละเมิดกฎบริษัทเผลอหลับในที่ทำงาน
ลูกจ้างรายหนึ่งเรียกตัวเองว่า 'จาง' ไม่เปิดเผยอายุ ทำงานแผนกผู้จัดการบริษัทเคมีแห่งหนึ่งในจังหวัดเจียงซู ภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีน โดยเขาทำงานให้กับบริษัทมานานถึง 20 ปีแล้ว
จนกระทั่งเมื่อต้นปีนี้ (2567) จาง ถูกไล่ออก เพราะกล้องวงจรปิดของบริษัทบันทึกภาพได้ว่าเขางีบหลับที่โต๊ะทำงาน เพราะคืนก่อนหน้านี้เขาต้องโหมงานหนักจนถึงเที่ยงคืน
สองสัปดาห์หลังเกิดเหตุ ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของบริษัทเผยแพร่เอกสารที่จาง เซ็นรับ ระบุว่าจางถูกจับได้ว่า "งีบหลับในเวลางานเนื่องจากเหนื่อยล้า”
หลังหารือกับสหภาพแรงงาน บริษัทได้ออกหนังสือเลิกจ้างอย่างเป็นทางการ โดยอ้างว่าจางละเมิดกฎระเบียบบริษัทอย่างร้ายแรง
"สหายจาง เข้าร่วมทำงานในบริษัทตั้งแต่ปี 2004 (พ.ศ. 2547) และเซ็นสัญญาจ้างงานแบบไม่กำหนดระยะเวลา อย่างไรก็ดี พฤติกรรมของจางที่หลับระหว่างปฏิบัติงาน ละเมิดกฎระเบียบของบริษัทอย่างร้ายแรง และไม่สามารถยอมรับได้ ภายหลังจากหารือกับสหภาพแรงงาน บริษัทได้ตัดสินใจยุติการจ้างงานของนายจาง และยุติความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้าง และบริษัท" หนังสือของบริษัทระบุ
จาง เชื่อว่า เขาถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และได้ดำเนินการยื่นฟ้องร้องทางคดีต่อบริษัท
คดีนี้ศาลระบุว่า แม้ว่านายจ้างมีสิทธิยกเลิกสัญญาจ้างผู้ที่ละเมิดกฎระเบียบของบริษัท ด้วยเงื่อนไขเฉพาะบางอย่าง หรือทำให้บริษัทเสียหายร้ายแรง
"แต่การหลับในเวลางานเป็นการกระทำผิดครั้งแรก และไม่ก่อให้เกิดผลร้ายแรงต่อบริษัท" ผู้พิพากษาศาลประชาชนไท่ซิง ระบุ
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากระยะเวลา 20 ปีที่จางทำงานในบริษัท ซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องผลงาน ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง และการปรับฐานเงินเดือน ศาลจึงตัดสินว่าการเลิกจ้างเขาเพียงเพราะทำผิดแค่ครั้งเดียวถือเป็นการกระทำที่มากเกินไป และไม่สมเหตุสมผล
ในที่สุด ศาลได้ตัดสินให้จางชนะคดี และสั่งให้บริษัทชดใช้เป็นเงิน 350,000 หยวนแก่จางตามที่รายงานข้างต้น
หลังคำพิพากษาเกิดขึ้นได้มีความเห็นของชาวเน็ตจีน ให้ความเห็นเรื่องการลงโทษของบริษัทว่ารุนแรงเกินไป ขณะที่ชาวเน็ตบางรายมองว่าคำตัดสินของศาลเป็นเรื่องที่ถูกต้อง
"แม้ว่าการงีบหลับในเวลางานเป็นเรื่องผิดก็จริง แต่การกระทำของบริษัทก็รุนแรงเกินไป หากความผิดพลาดเล็กน้อยนำไปสู่การไล่ออกได้ การไล่พนักงานออกเป็นเรื่องง่ายเกินไป" ความเห็นชาวเน็ตรายหนึ่งระบุ
ก่อนหน้านี้เคยมีกรณีที่มีชื่อเสียงอย่าง แกรี รูนีย์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทวิตเตอร์ ในประเทศไอร์แลนด์ ถูกไล่ออก เนื่องจากไม่ได้คลิก 'ใช่' ตอบอีเมลของอีลอน มัสก์ เจ้าของกิจการทวิตเตอร์ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น 'X')
เว็บไซต์สำนักข่าว เดอะ การ์เดียน รายงานเมื่อ ส.ค. 2567 ระบุว่า อีเมลของมัสก์ ที่ส่งให้พนักงานหลังเขาเข้ามาเทกโอเวอร์ทวิตเตอร์ ระบุถึงเรียกร้องให้พนักงานทำงานทุ่มเทแบบสุดลิ่มทิ่มประตูให้กับทวิตเตอร์ยุคใหม่ 2.0
"การก้าวไปข้างหน้า เพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับทวิตเตอร์ 2.0 และประสบความสำเร็จบนโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน เราจะต้องมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าแบบสุดๆ (Extremely Hardcore)
“มันหมายถึงการทำงานอย่างหนักติดต่อกันหลายชั่วโมง และเฉพาะการทำงานที่ยอดเยี่ยมถึงจะผ่านการประเมิน” อีเมลของมัสก์ ที่ส่งให้พนักงานระบุ
อีเมลระบุทิ้งท้ายว่า หากท่านมั่นใจว่าต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทวิตเตอร์ 2.0 กรุณาคลิก 'ใช่' (Yes) ที่ลิงก์ด้านล่าง และระบุว่า หาก ‘ไม่’ คุณจะได้รับค่าชดเชย 3 เดือน
เมื่อ 'รูนีย์' ไม่ได้คลิก 'ใช่' ทำให้บริษัทมองว่ารูนีย์ ใช้สิทธิลาออกโดยสมัครใจ และต่อมา เมื่อ 19 พ.ย. 2565 รูนีย์ ก็พบว่าตนเองถูกเลิกจ้าง และไม่สามารถล็อกอินเข้าสู่ระบบแพลตฟอร์มของบริษัทได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการแรงงานสัมพันธ์ของไอร์แลนด์ (Workplace Relation Commission - WRC) ตัดสินให้บริษัทจ่ายค่าชดเชยให้ ‘รูนีย์’ เป็นจำนวนเงิน 550,131 ยูโร (ถ้าคิดเป็นค่าเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันจะอยู่ที่ประมาณ 19,983,508 บาท) สำหรับการเลิกจ้างงานอย่างไม่เป็นธรรม
"เลิกจ้างไม่เป็นธรรม" ในไทย ยังไม่มีแนวคำพิพากษา
ปสุตา ชื้นขจร ทนายความประจำมูลนิธิสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (HRDF) ให้ความเห็นว่า กรณีของประเทศไทย การพิจารณาคดี ‘เลิกจ้างไม่เป็นธรรม’ ไม่ได้มีนิยามที่ชัดเจน โดยต้องยึดโยงกับแนวคำพิพากษาในอดีต ซึ่งแนวคำพิพากษาจะขึ้นอยู่ดุลยพินิจของผู้พิพากษาศาลแรงงานในแต่ละคดี ทำให้มีความหลากหลายและแตกต่าง อย่างไรก็ดี โดยคร่าวเขาจะพิจารณาบนหลักการคือ ‘เหตุที่เลิกจ้างมันสร้างความเดือดร้อนเกินสมควรให้กับลูกจ้างหรือไม่’
‘ยกตัวอย่างว่า บริษัทมีกฎระเบียบ ‘ห้ามหลับ’ แต่ลูกจ้างหลับ ต้องไปดูว่าบทลงโทษในกฎนี้ได้สัดส่วนสมเหตุสมผลไหม’ ปสุตา กล่าว และระบุว่า อย่างไรก็ดี ก็ต้องมีกระบวนการพิสูจน์ในชั้นศาลต่อว่านายจ้างผิดจริงหรือไม่
ปสุตา กล่าวเสริมถึงปัญหาว่า ที่ประเทศไทยอาจไม่มีแนวคำพิพากษาเรื่องการเลิกจ้างไม่ธรรม เหตุจากหาได้ยากที่แรงงานจะสู้คดีไปจนจบกระบวนการ และส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดมักจบที่ขั้นตอนไกล่เกลี่ย เพราะ 1. ศาลแรงงานเน้นการประนีประนอมไกล่เกลี่ย ถ้าจบได้ก็จบ และ 2. แรงงานจะมีภาระเพิ่มขึ้นทั้งด้านค่าใช้จ่าย สภาพจิตใจ และระยะเวลาในการสู้คดี ทำให้กว่าสู้คดีไปจนจบมันไม่ง่าย ส่วนตัวยังไม่เคยเห็นแรงงานข้ามชาติที่มูลนิธิฯ ให้การดูแลเรื่องคดี สู้จนจบกระบวนการ
'สหภาพแรงงาน' กลไกป้องกันการละเมิดสิทธิ
ปสุตา เสนอว่า กลไกที่พอจะเป็นปราการป้องกันการละเมิดสิทธิแรงงานในภาพรวม คือการสนับสนุนสิทธิการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน แต่ในความเป็นจริง กลับพบว่าภาครัฐไม่สนับสนุน เนื่องจากกังวลเรื่องการก่อม็อบ และความวุ่นวาย อีกทั้ง เรื่องนี้ยังสะท้อนผ่านการจัดงบประมาณอบรมแรงงานสัมพันธ์ ซึ่งปัจจุบันน้อยลงเมื่อเทียบกับสมัยก่อน
"ทุกเคสของ HRDF ถ้าเราไปย้อนดู เจ้าหน้าที่มักจะบอกว่า (ผู้สื่อข่าว - การตั้งสหภาพแรงงาน) มันน่ากลัว เราไม่อยากให้มีม็อบ เราอยากให้สงบสุขสันติสุข กลายเป็นว่าเมื่อพูดถึงสหภาพแรงงาน คือจะมีภาพว่า ‘ม็อบ’ เอย ทั้งที่มันไม่ใช่เรื่องแย่ และเป็นสิทธิของเรา" ทนายความ HRDF ระบุ
ทนายความ HRDF มองว่า หากภาครัฐสนับสนุนให้มีกลุ่มลูกจ้างในการรวมตัว มันจะช่วยงานของรัฐให้เบาลง ทั้งการดูแลเรื่องชีวอนามัยและความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน อีกทั้ง ยังเป็นการลดภาระงานของพนักงานตรวจแรงงาน เพราะตอนนี้จำนวนของพนักงานตรวจแรงงานมีสัดส่วนน้อยกว่าจำนวนแรงงานมาก ทำให้ดูแลไม่ทั่วถึง การให้มีสหภาพฯ ก็เป็นกลไกที่ลูกจ้างได้ดูแลกันเองด้วย
