Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

112WATCH สัมภาษณ์ ฑภิพร สุพร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและประธานฝ่ายกิจการระหว่างประเทศที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ถึงการได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีของทรัมป์และความพ่ายแพ้ของเดโมแครต ที่จะส่งผลต่อการเมืองระหว่างประเทศในด้านต่างๆ รวมถึงไทยและสหรัฐฯ จะมีท่าทีอย่างไรต่อปัญหาสิทธิมนุษยชนในไทย

คุณแปลกใจกับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งล่าสุดหรือไม่

แม้ว่าการกลับมาสู่ตำแหน่งของทรัมป์อาจจะทำให้ฝ่ายเสรีนิยมในสหรัฐอเมริกาและชุมชนระหว่างประเทศกังวลเป็นอย่างมาก ทว่า ผมกลับคิดว่า ชัยชนะในการเลือกตั้งของทรัมป์ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ชัยชนะครั้งนี้ไม่เหมือนกับการเลือกตั้งในปีค.ศ.2016 ที่ทรัมป์ต้องขับเคี่ยวกับ ฮิลลารี คลินตัน อย่างสูสี กระแสของทรัมป์ในการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นใจต่อเขาอย่างมากโดยเฉพาะหลังจากที่เขารอดชีวิตจากการถูกลอบสังหารที่เพนซิลเวเนียภาพชูกำปั้นของเขาบนนิตยสาร Time ไม่เพียงแต่สะท้อนภาพเหตุการณ์ที่สำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐอเมริกา ทว่า มันยังสะท้อนถึงจุดเปลี่ยนที่นำมาสู่ชัยชนะของพรรคอย่างเด็ดขาดของทรัมป์และพรรครีพับลิกัน

ก่อนอื่นผมต้องอธิบายว่า นโยบายต่างประเทศและบทบาทของสหรัฐอเมริกาในฐานะผู้คุ้มกันความมั่นคงของโลก (หรือที่มักจะสื่อว่าสหรัฐอเมริกาเปรียบเสมือนตำรวจโลก) ไม่สามารถดึงดูดใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้อีกแล้ว ไม่ว่ารัฐบาลจะทำเรื่องเหล่านี้สำเร็จหรือไม่ เช่น กรณีการจัดการสงครามในยูเครน หรือ วิกฤตในตะวันออกกลาง เรื่องนี้แทบไม่มีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนของผู้เลือกตั้งเลย

ในความเห็นของผม มีสองเหตุผลหลักที่ทำให้คาดว่าทรัมป์จะชนะการเลือกตั้งแบบที่ทำไม่ต้องทำนายด้วยโชคชะตาเลย

โฆษณา - Advertising

ประเด็นแรก ประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจ เช่น การเมืองอัตลักษณ์ สงครามวัฒนธรรม มีผลต่อการเลือกตั้งในสหรัฐฯ อย่างมีนัยยะสำคัญในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา สำหรับชาวอเมริกันที่มีการศึกษาดี และมีมุมมองสากลนิยมมักจะมองว่ากมลา แฮร์ริส เป็นตัวแทนที่ดีสำหรับการทดแทนของไบเดนซึ่งเป็นคนเจเนอเรชันก่อนยุคเบบี้บูมเมอร์ และได้ถอนตัวจากการลงแข่งเพื่อสนับสนุนแฮร์ริสให้มาแข่งกับทรัมป์แทนตัวเอง

ทว่า สำหรับชนชั้นแรงงานในอเมริกาแฮร์ริสเปรียบเสมือนตัวแทนชนชั้นนำแถบชายฝั่งที่ซับซ้อน ผู้มักจะสนใจแต่เรื่องประเด็นของโลก แต่กลับไม่สนใจความลำบากของชนชั้นแรงงาน พวกเขารู้สึกว่า สหรัฐฯกำลังอยู่ในภาวะสิ้นหวัง แทบมองไม่เห็นอนาคต

ทรัมป์ในสมัยแรกและในสมัยที่สองใช้ความไม่พอใจนี้เพื่อชัยชนะของตน ในช่วงที่พรรคเดโมแครตไม่สามารถครองใจชนชั้นแรงงานได้อีกแล้ว แม้ว่าแฮร์ริสจะเป็นรองประธานาธิบดีหญิงคนแรกและเป็นคนอินเดียผสมจาไมกาอีกด้วย ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ตรงใจฝ่ายเสรีนิยมในสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก แต่ช่วงที่ไบเดนจะถอนตัว เขาก็ยังรอจนถึงวินาทีสุดท้ายด้วยความมั่นใจว่าเขาจะชนะทรัมป์อีกครั้ง แต่สุดท้ายชนชั้นนำในพรรคเดโมแครตก็เลือกแฮร์ริสแทนไบเดนในท้ายที่สุด

แม้ว่า ช่วงท้ายของการเป็นประธานาธิบดีของทรัมป์จะได้รับความนิยมจากประชาชนต่ำมาก และถูกดำเนินคดีมากมาย แต่ผู้นำฝ่ายพรรคเดโมแครตก็ยังไม่สามารถจัดการปัญหาความอ่อนแอของไบเดนได้ และสุดท้ายต้องส่งแฮร์ริสซึ่งเป็นคนที่ไม่เด่นพอที่จะชนะทรัมป์ได้

ประเด็นเรื่องเพศก็เป็นอีกเรื่องที่น่าจะนำมาพิจารณา แฮร์ริสเป็นแคนดิเดตผู้หญิงคนที่สองที่ทรัมป์สามารถเอาชนะได้ แม้ว่าทรัมป์จะมีประวัติไม่ดีเกี่ยวกับผู้หญิงจากการถูกดำเนินคดีหลายครั้ง เช่น การจ่ายเงินปิดปากผู้หญิงที่พึ่งเป็นข่าวในช่วงหลัง ถ้าทรัมป์เป็นผู้หญิง ผมคิดไม่ออกเลยว่าทรัมป์จะพลิกกลับมาชนะได้อย่างไรถึงสองครั้ง ความรู้สึกแบบท่านประธานาธิบดี (Mister president) แทนที่จะเป็นท่านผู้หญิงประธานาธิบดี (Madam president) จะยังคงอยู่ต่อไปอย่างน้อยก็อีก 4 ปี

ประเด็นที่ควรเน้นย้ำเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ การวางโครงเรื่องต่อประเด็นความถูกต้องทางการเมือง (political correctness) และความตื่นรู้ทางเพศและเชื้อชาติ (woke) จะเป็นประเด็นที่ดึงให้ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งฝ่ายขวากลางหันมาเลือกทรัมป์ เพราะว่าเขามีจุดยืนอยู่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมและให้คุณค่ากับคริสเตียน ตัวอย่างที่ชัดเจน ได้แก่ ชนชั้นแรงงานผู้ชายชาวลาติน พวกเขารู้สึกแปลกแยกจากฝ่ายซ้าย และวาระการสนับสนุนความครอบคลุมต่อความหลากหลาย (All-inclusive diversity agenda) พวกเขาไม่ได้รู้สึกว่าการใช้คำที่ถูกต้องทางการเมืองในการเรียกคนลาตินอย่าง Latinx จะมีความหมายอะไร สิ่งนี้ทำให้พวกเขาหันไปสนับสนุนทรัมป์อย่างชัดเจน

ประเด็นต่อมา ขณะที่การเมืองอัตลักษณ์อาจจะช่วยอธิบายรูปแบบการเลือกตั้งของคนอเมริกันได้ระดับหนึ่ง จากการที่คนส่วนหนึ่งรู้สึกถูกทำให้เป็นอื่นจากคนของพรรคเดโมแครตที่สนับสนุนหลักการสากลต่างๆ ทว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ก็ได้ทำให้นึกไปถึงวาทะอันลือลั่นในแคมเปญหาเสียงของอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ในปีค.ศ.1992 ซึ่งกล่าวว่า “มันคือเรื่องของเศรษฐกิจ ไอ้โง่ (It’s economy, stupid)” การเลือกตั้งปี 2024 ยังทำให้เราเห็นไปว่า ความไม่พอใจทางด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ ค่าครองชีพสูง เงินเฟ้อ และค่าที่อยู่อาศัยราคาแพง มีผลต่อการเลือกตั้งเป็นอย่างมาก แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญหลายคนชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจแบบไบเดน (Bidenomics) ประสบความสำเร็จและเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจของอเมริกาไปอย่างไรบ้าง ทว่า เรื่องเล่าแบบที่ไม่ชอบการบริหารแบบไบเดนกลับได้รับกระแสดีกว่าโดยเฉพาะประเด็นเรื่องเงินเฟ้อ

ถ้าจะเป็นธรรมกับไบเดน วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่ความผิดของเขาไปเสียหมด แต่มันเป็นผลจากเงินเฟ้อทั่วโลกและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังวิกฤต ทว่า คนอเมริกันส่วนใหญ่กลับเชื่อคำอธิบายว่า การบริหารของไบเดนกำลังบริหารผิดพลาด ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าพวกเขาต้องเผชิญกับปัญหานี้โดยตรงและกระทบกับพวกเขามากที่สุดโดยเฉพาะเรื่องเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นสูงเป็นอย่างมาก

อีกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจสังคมก็คือ ปัญหาการรับมือกับผู้อพยพผิดกฎหมายในรัฐบาลไบเดน ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอของ ฟารีด ซาคาเรีย นักข่าวและคอลัมนิสต์ ที่อธิบายว่า รัฐบาลล้มเหลวในการจัดการกับระบบผู้อพยพโดยเฉพาะการข้ามแดนอย่างผิดกฎหมายในสหรัฐฯ ตอนใต้ ซึ่งที่จริงแล้วเป็นโอกาสที่ดีสำหรับแฮร์ริสในการจัดการกับปัญหานี้ ทว่า กลับไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

จากสถิติในปีค.ศ. 2024 จำนวนของคนอเมริกันที่ต้องการลดจำนวนผู้อพยพพุ่งสูงขึ้นเป็นร้อยละ 55 จากเดิมที่มีแค่ร้อยละ 27 ในปี 2020 เรื่องเหล่านี้เป็นแค่ตัวอย่างส่วนหนึ่งที่สะท้อนถึงความผิดพลาดของพรรคเดโมแครตซึ่งส่งผลให้พรรครีพับลิกันสามารถชนะการเลือกตั้งจนสามารถคุมได้ทั้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และประธานาธิบดี จากการประมวลข้อมูลที่ได้กล่าวมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของนโยบายพรรคเดโมแครตหรือ ความดึงดูดของผู้สมัคร ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าฝ่ายเดโมแครตไม่สามารถตอบโจทย์ของต้องการของคนอเมริกันได้ ในทางกลับกัน แคมเปญ Make American Great Again ที่มีน้ำเสียงในเชิงชาตินิยมและปกป้องชาติตัวเองกลับดูสมเหตุสมผลกับประชาชนชาวอเมริกันมากกว่า

การที่ทรัมป์ได้กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการเมืองในประเทศและนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯอย่างไร?

“แหกคอก เอาแน่เอานอนไม่ได้ แหวกแนว” สามคำนี้เป็นคำที่คนส่วนใหญ่คิดถึงนโยบายระหว่างประเทศและนโยบายภายในประเทศของสหรัฐฯ ภายใต้การปกครองในยุคของทรัมป์ เพราะว่านโยบายของเขาแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับวิธีการบริหารแบบเดิม ๆ ที่เคยมีมา

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าอย่างน้อยนโยบายต่างประเทศของเขากลับสะท้อนภาพของวิถีทางนโยบายต่างประเทศแบบดั้งเดิมของพรรครีพับลิกันเหตุผลหลักที่ผมอธิบายเช่นนี้ เพราะว่าเขาพึ่งพาฝ่ายอำนาจเก่า (The establishment) ที่ทำงานนโยบายต่างประเทศอย่างมากเพื่อชดเชยความด้อยประสบการณ์ของเขา จนกระทั่ง คนกลุ่มนี้มีอิทธิพลเหนือเขาในด้านนโยบายต่างประเทศ ผมเชื่อเป็นอย่างมากว่า ในสมัยที่สองของเขา เขาจะสามารถเอาชนะข้อจำกัดต่าง ๆ ที่เขาเรียกว่า รัฐพันลึก (Deep state) และแรงต้านทั้งหลาย เช่น ฝ่ายตรงข้ามของเขาอย่างไมลส์ เทย์เลอร์ ที่เป็นข้าราชการระดับสูงในรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งเขียนบทความวิจารณ์เขาลงหนังสือพิมพ์ New York Times ในปี 2018

แม้ว่ามันจะดูเร็วเกินไปที่จะบอกว่าทรัมป์จะจัดการกับสิ่งที่เรียกว่า รัฐพันลึก หรือผู้วิจารณ์และคนต่อต้านทรัมป์อย่างไร แต่สิ่งที่แน่ชัดคือ คนอย่าง ไมค์ ปอมเปโอ (รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ และผู้อำนวยการ CIA ในรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก) และ นิกกี เฮลีย์ (อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ ที่มาท้าทายเขาในการเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันเพื่อแข่งขันในการเลือกตั้งประธานาธิบดี) ไม่น่าจะถูกเชิญกลับมามีส่วนในรัฐบาลของเขาแน่นอน

ทว่า คนที่ดูเหมือนว่าจะมีความเห็นตรงกับเขาจะมีส่วนสำคัญในการดูแลด้านนโยบายในรัฐบาลเขา เช่น อีลอน มัสก์ ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดูแลหน่วยงานใหม่อย่าง “กระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล (Department of Government Efficiency)” สำหรับคนที่คุ้นชินกับสโลแกนหาเสียงของทรัมป์ในปีค.ศ. 2016ที่กล่าวว่า “ระบายน้ำในหนอง[1] ออกให้หมด (Draining the swamp)” การขึ้นสู่อำนาจของเขาอีกครั้งจะทำให้เรื่องนี้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม จากการที่เขามีข้อจำกัดน้อยลงทั้งจากฝ่ายอำนาจเก่าในพรรครีพับลิกันและประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้น สิ่งนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เราคาดไม่ถึงทั้งด้านการเมืองในประเทศและนโยบายต่างประเทศ

ผลสะท้อนกลับจากประชาธิปไตยแบบอเมริกันและวาทะเดินแดนแห่งเสรีกลับทำให้ทรัมป์สามารถชนะการเลือกตั้งจนสามารถคุมอำนาจได้ทั้ง 3 ฝ่าย บริหาร, ตุลาการ, และนิติบัญญัติ จากการที่เขาชนะการเลือกตั้งแบบนี้ แทบทำให้เขาไม่กลัวว่าฝ่ายสภาผู้แทนราษฎรจะจำกัดอำนาจของเขา อิทธิพลของเขาในศาลสูงสุดของสหรัฐก็ยังคงอยู่จากการที่เขาแต่งตั้งผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษ์นิยมไปถึง 3 คน การที่เขาสามารถทำให้คนส่วนใหญ่หันขวาได้ทำให้เขาได้รับเกราะกำบังชั้นยอดจากการถูกดำเนินคดีต่าง ๆ จนทำให้เขาแทบจะพ้นจนความผิดทุกอย่างเลยด้วยซ้ำ

นโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ได้สร้างความกังวลทั้งจากภายในประเทศและระหว่างประเทศ เช่น การลดภาษีของบุคคลธรรมดา และที่สำคัญคือการลดภาษีให้กับฝ่ายภาคการผลิตทั้งหลายในสหรัฐฯ และการลดภาษีบรรษัทจากร้อยละ 21 สู่ร้อยละ 15 ทรัมป์โต้แย้งว่า การลดภาษีเหล่านี้จะชดเชยด้วยการขึ้นกำแพงภาษีจากสินค้าต่างประเทศที่เข้ามายังสหรัฐฯ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะขึ้นภาษีต่อสินค้นจีนร้อยละ 60-100 และสินค้าประเทศอื่นทั่วโลกร้อยละ 10 ถึง 20

ส่วนนโยบายด้านสังคม โครงการปี 2025 เขาจะจำกัดสิทธิการทำแท้งของผู้หญิง, การคุมกำเนิด, และบริการด้านสุขภาพทางเพศมากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเสนออีกหลายนโยบายทั้งนโยบายคุ้มครองพลังงานให้ชาวอเมริกัน เช่น การลดค่าน้ำมัน, นโยบายลดอาวุธของรัฐบาลมลรัฐ, และนโยบายทำลายรัฐพันลึก หนึ่งในประเด็นหลักที่ทรัมป์อยากปฏิรูปคือระบบการศึกษาของชาวอเมริกัน ซึ่งเขาต้องการนำเรื่องทฤษฎีเชื้อชาติและอุดมการณ์ทางเพศออกจากหลักสูตรการศึกษา รวมถึงการคืนอำนาจการจัดการศึกษาให้กับมลรัฐและรัฐบาลท้องถิ่น

รวมถึงการขับไล่ผู้อพยพผิดกฎหมายที่คาดการณ์ว่าจะมีถึง 11 ล้านคนก็จะเป็นอีกนโยบายหลักของเขาที่มองว่าน่าจะสำคัญที่สุดในการปกครองในสมัยที่สองของเขา ถ้าคุณคิดว่าแผนที่จะสร้างกำแพงกีดกันผู้อพยพของทรัมป์จะจบลงหลังเขาลงจากอำนาจในสมัยแรก ขอให้คิดใหม่อีกที เพราะนโยบายก่อสร้างกำแพงระหว่างชายแดนเม็กซิโกจะกลับมาอีกครั้งในรัฐบาลสมัยที่ 2 ของเขา

หลังจากทรัมป์ได้รับชัยชนะ เขาได้รับสายแสดงความยินดีจากประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน และเขาเปิดโอกาสให้อีลอน มัสก์เข้ามาพูดคุยในสายนี้ด้วย ผมมองว่า การกระทำแบบนี้ของทรัมป์คือการส่งสัญญาณว่านโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ จะถูกขับเคลื่อนโดยตัวเขาและบุคคลใกล้ชิดของเขา แทนที่จะเป็นฝ่ายอำนาจเก่าที่มีบทบาทมาอย่างยาวนาน ชัยชนะของทรัมป์ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เปราะบางสำหรับยูเครน จากการที่ยูเครนถูกรัสเซียรุกรานมาเกือบ 3 ปี เพราะว่าทรัมป์ตั้งแง่ต่อการสนับสนุนยูเครนและบอกว่าสหรัฐฯ ควรกดดันไปที่ยูเครนให้เลิกรบกับรัสเซีย

อีกทั้งการที่ทรัมป์มีจุดยืนด้านนโยบายต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับอเมริกาเป็นอย่างแรก (America First) ทำให้จุดยืนนี้ย่อมไปท้าทายต่อความสัมพันธ์กับพันธมิตรอันยาวนานของสหรัฐฯ อย่างนาโตและสหภาพยุโรป เพราะว่าทรัมป์มองว่าพันธมิตรเหล่านี้เป็นภาระและเชื่อว่าพวกเขาเอาเปรียบสหรัฐฯ

ยังมีความเป็นไปได้ว่า ทรัมป์อาจจะปล่อยให้ปูตินเข้าไปจัดการเรื่องนี้โดยสหรัฐฯ จะเข้ามาแทรกแซงเพียงเล็กน้อย ดังที่เขาบอกไว้เป็นนัยตั้งแต่ช่วงรณรงค์หาเสียง

ทั้งนี้วิกฤตในตะวันออกกลางเองก็มีผลอย่างมากต่อผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าจุดยืนของสหรัฐฯ ต่ออิสราเอลในรัฐบาลทรัมป์จะแทบไม่แตกต่างอะไรกับสมัยไบเดน สหรัฐฯ จะยังสนับสนุนอิสราเอลอย่างแข็งขัน ดังนั้น ความตึงเครียดกับอิหร่านจึงเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะรัฐบาลทรัมป์สมัยแรกก็เกือบจะทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 มาแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ทรัมป์จะมีปฏิสัมพันธ์ด้านการค้ากับรัฐบาลตะวันออกกลางหลายประเทศมากขึ้นโดยเฉพาะซาอุดิอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์วิธีการนี้สะท้อนว่าสหรัฐจะมีความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจและการค้าอาวุธกับประเทศเหล่านี้โดยที่เขาจะแกล้งหลับตาข้างนึงในเรื่องปัญหาระบอบอำนาจนิยมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคนี้

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับไทยโดยเฉพาะพันธมิตรด้านการทหารจะเปลี่ยนไปหรือไม่ ถ้าเปลี่ยนไปจะเปลี่ยนไปในทางไหน ?

คำตอบ  อย่างที่ผมกล่าวไปก่อนหน้านี้ว่า การกระทำใด ๆ ของทรัมป์ดูเหมือนว่าจะมีแรงจูงใจมาจากวิธีคิดเชิงการค้าและในเชิงธุรกิจ ดังนั้น จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า รัฐบาลไทยจะเสนออะไรให้กับรัฐบาลของทรัมป์ ความสัมพันธ์ของไทยกับสหรัฐฯ สามารถย้อนกลับไปได้ตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 19 จากการทำสนธิสัญญาสนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์ปีค.ศ.1833 (Treaty of Amity and Commerce) ความสัมพันธ์นี้ยิ่งลึกซึ้งขึ้นเมื่อมีการออกแถลงถนัด-รัสก์ในปี ค.ศ.1962 ซึ่งกลายเป็นรากฐานของความสัมพันธ์ด้านการทหารและความมั่นคงของทั้งสองประเทศ ในช่วงที่สงครามตึงเครียด ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในการป้องกันการแพร่ขยายของฝ่ายคอมมิวนิสต์  สหรัฐฯ ในขณะนั้นมองว่าไทยเป็นพันธมิตรที่ขาดไปไม่ได้ เพราะว่าสหรัฐใช้ประเทศไทยเป็นฐานของกองทัพอากาศเพื่อรบในสงครามเวียดนาม

อย่างไรก็ตาม สิ่งนึงที่น่าสังเกตในความสัมพันธ์นี้คือ สนธิสัญญาด้านความมั่นคงระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ไม่เคยอยู่ในรูปแบบความมั่นคงร่วมกัน (Collective Security) นั่นหมายความว่า ถ้าไทยถูกโจมตี สหรัฐฯ จะไม่ได้เข้ามาช่วยเหลือไทยทันที ตั้งแต่สงครามเย็นสิ้นสุดลงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐไม่ได้มองว่าประเทศไทยเปรียบเสมือนสินทรัพย์สำคัญเหมือนในช่วงสงครามเย็น นี่สะท้อนว่าสหรัฐฯ เริ่มถอยห่างออกจากภูมิภาคนี้ ซึ่งความสัมพันธ์จะถูกรื้อฟื้นภายหลังในช่วงสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในสมัยประธานาธิบดีบุช และนโยบายปรับความสัมพันธ์กับประเทศในภูมิภาคเอเชียในสมัยประธานาธิบดีโอบามา

ในหนังสือ Sretthaplomacy ผมเสนอว่าในช่วงหลังสงครามเย็น หลังจากที่ประเทศไทยและสหรัฐฯ ขาดภัยคุกคามร่วมกันทำให้พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่มีแต่เดิมแยกออกจากกันอย่างมีนัยยะสำคัญ การเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นคำอธิบายว่าทำไมความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ อยู่ในจุดตกต่ำที่สุด จุดตกต่ำชัดเจนมากเมื่อสหรัฐฯ ตัดสินใจลดระดับการซ้อมรบร่วมกันและยกเลิกการช่วงเหลือทางการทหารชั่วคราว

แต่ในช่วงเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนกลับแน่นแฟ้นขึ้นตั้งแต่ช่วงหลังจากการรัฐประหาร ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ไม่ใช่เพียงเพราะว่าจีนพยายามจะมาเติมช่องว่างความสัมพันธ์ที่สหรัฐฯ ทิ้งไว้ ทว่า มันคือความพึงพอใจของชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมไทยโดยเฉพาะฝ่ายกองทัพ ซึ่งมองว่าจีนเป็นทั้งพันธมิตรทางด้านความมั่นคงและเป็นแบบจำลองด้านการพัฒนา

สหรัฐฯ ในช่วงก่อนประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ค่อยสนใจในประเทศไทย เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ อย่างเวียดนาม, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย,และโดยเฉพาะสิงคโปร์ ภาพนี้ช่างแตกต่างกับภาพจำของฝ่ายขวาและฝ่ายอนุรักษ์นิยมไทยที่มองว่าสหรัฐชอบแทรกแซงการเมืองไทย ผมเชื่อว่าในสมัยรัฐบาลของทรัมป์ก็ยังคงแนวโน้มแบบนี้ เพราะว่าความขัดแย้งในยุโรปและตะวันออกกลางดูเหมือนว่าจะเป็นที่สนใจของทำเนียบขาวมากกว่า แม้ว่าหลายคนจะเน้นว่าประเทศไทยมีความชำนาญในการจัดการความเสี่ยงด้านความสัมพันธ์ ทว่า ผมกลับเชื่อว่าภายใต้รัฐบาลนี้ ประเทศไทยจะใกล้ชิดกับจีนมากกว่าสหรัฐ จากฐานคิดแบบนี้ ระยะห่างของไทยและสหรัฐจะยิ่งขยายขึ้น เพราะว่าสองชาตินี้ไม่ได้มีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกัน และประเทศไทยก็แทบจะไม่สามารถเสนอสิ่งใดที่ทำให้ทรัมป์สนใจได้

ในมุมมองของคุณ คุณมองว่าทรัมป์ให้ความสนใจด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยหรือไม่

ผมไม่คิดว่าทรัมป์ให้ความสำคัญกับประเด็นสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในประเทศไทย เพราะว่าความท้าทายในการบริหารเขามีประเด็นปัญหาทั้งภายในและระหว่างประเทศอยู่มากมาย อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครตเข้ามาทำเนียบขาว จุดยืนของทำเนียบขาวที่จะกดดันประเทศไทยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคุณค่าสากลทั้งหลายจะยังคงความต่อเนื่อง ประเด็นอย่างการคุ้มครองประชาธิปไตย, การมีรัฐบาลที่มีพลเรือนนำ, การคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก, การแสดงความกังวลต่อนิติสงครามที่มีผลให้เกิดความถดถอยด้านประชาธิปไตย, และการใช้กฎหมายหมิ่นสถาบันกษัตริย์ต่อนักกิจกรรมการเมืองและศัตรูของรัฐจะยังคงเป็นประเด็นที่รัฐบาลไทยจะยังถูกกดดัน

ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจใหม่ทั้งหลาย มันดูเหมือนว่าการกดดันของทำเนียบขาวต่อไทยดูจะไม่เป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดเลย เมื่อเทียบกับจีนที่พยายามจะหลีกเลี่ยงการกดดันแบบนี้ สิ่งนี้จะผลักให้ไทยไปมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีนมากขึ้น พัฒนาการแบบนี้จะยิ่งลดทอนผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และยิ่งทำให้สหรัฐฯ จำเป็นต้องเพิ่มความร่วมมือกับไทยเพื่อทัดทานอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของจีนในภูมิภาคนี้

สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ การที่ประชาธิปไตยแบบอเมริกันกำลังรับมือกับการขึ้นมาของพลังอเสรีนิยม (illiberalism) สะท้อนว่าประเทศที่เคยเป็นแบบอย่างการพัฒนาประชาธิปไตย, สถาบันแบบประชาธิปไตยและการสร้างระเบียบระหว่างประเทศแบบเสรีนิยมกำลังค่อย ๆ สูญเสียความน่าดึงดูดของตัวเองในฐานะประเทศแบบอย่างของประเทศอื่น

จากที่ผมอธิบายไป มันหมายความว่าจะไม่มีประเทศไหนจริงจังกับแรงกดดันของสหรัฐ หากว่าสหรัฐเองก็ยังไม่สามารถจัดการกับวิกฤตในประเทศตัวเองได้ ชัยชนะของทรัมป์ไม่ใช่สาเหตุของการขึ้นมาของพลังอเสรีนิยม ทว่า มันสะท้อนปัญหาอันลึกซึ้งภายในประชาธิปไตยแบบอเมริกัน

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ปล่อยรายงานด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ก็คือการวิพากษ์สถานการณ์ประชาธิปไตยในประเทศไทย รายงานนี้เป็นการเตือนที่น่านำมาครุ่นคิดอย่างจริงจังหรือเป็นแค่แถลงการณ์ที่ไม่มีความหมายอะไร

ตลอดช่วงการบริหารงานของอดีตนายกเศรษฐา เป็นการกลับเข้ามาของรัฐบาลพลเรือนทำให้ความสำคัญของไทยในเวทีโลกมีพัฒนาการอย่างมีนัยยะสำคัญ หนึ่งในโอกาสสำคัญที่ทำให้เห็นการยอมรับจากเวทีระหว่างประเทศของไทยคือการที่ไทยได้รับเลือกเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในวาระปี ค.ศ.2025-2027

อย่างไรก็ตาม พัฒนาการที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะย้อนแย้งมากโดยเฉพาะจากมุมมองประเทศตะวันตก เพราะในประเทศไทยยังมีการคุมขังตามอำเภอใจของเจ้าหน้าที่รัฐ, การบังคับสูญหาย, การแทรกแซงของตุลาการในการเมืองไทย, การคงอยู่ของนักโทษการเมือง, การปิดกั้นเสรีภาพของประชาชน และการใช้กฎหมายหมิ่นสถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง ปัญหาเหล่านี้แทบไม่มีพัฒนาการอะไรในยุคของรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งเป้าหมายหลักของรัฐบาลคือการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองและการประนีประนอมกับชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษ์นิยมและเครือข่ายวัง

ในความเห็นของผม ตราบใดที่ฝ่ายอนุรักษนิยมยังมองว่าความมั่นคงของชาติเท่ากับสถาบันกษัตริย์และยังคงเผยแพร่วิธีคิดว่าสถาบันกษัตริย์สำคัญต่อความมั่นคงของชาติ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่สังคมไทยจะข้ามผ่านปัญหาเรื่องกฎหมายหมิ่นสถาบันกษัตริย์ได้ เมื่อเวลาผ่านไป นักการทูตสหรัฐฯ อย่าง เอกอัครราชทูต กลิน ที. เดวีส์ก็ได้วิจารณ์เรื่องการลงโทษของมาตรา 112 ต่อพลเรือนผู้กระทำผิดต่อกฎหมายนี้ว่า รัฐได้ลงโทษพลเรือนอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ผมไม่คิดว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นการเตือนที่รุนแรงแต่อย่างใด รายงานด้านสิทธิมนุษยชนฉบับปี 2023อธิบายถึงเรื่องภาพรวมของสถานะประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศ มันเน้นย้ำถึงประเด็นที่สำคัญอย่างเรื่องการทำร้ายร่างกาย, การจับกุมตามอำเภอใจจากคดีด้านความมั่นคงและคดีทางการเมืองโดยเฉพาะเรื่องปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการละเมิดสิทธิต่อคนชาติพันธุ์มลายู เช่น การสังหารที่ทำเกินกว่าขอบเขตกฎหมาย การที่เจ้าหน้าที่รัฐทำผิดต่อประชาชนต่อลอยนวลพ้นผิด และที่สำคัญที่สุดคือการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกจากการใช้กฎหมายอาญามาตรา 112

รายงานนี้เน้นย้ำว่าทำเนียบขาวยังกังวลต่อสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และยังสะท้อนว่าสหรัฐฯ ยังคงมีพันธกิจด้านการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย การส่งเสริมคุณค่าเหล่านี้สำคัญต่อภาพลักษณ์ของสหรัฐในฐานะประเทศที่ส่งเสริมระเบียบการเมืองระหว่างประเทศแบบเสรีนิยม ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็ตาม ดังนั้น มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างการใช้กฎหมายมาตรา 112 อย่างกว้างขวางเพื่อปราบปรามฝ่ายค้านหรือผู้เห็นต่างจะดึงความสนใจจากทำเนียบขาวได้เสมอ

รายงานฉบับปัจจุบันทำให้ผมนึกย้อนไปถึงรายงานเรื่องสถานการณ์ค้ามนุษย์ของประเทศไทยในปีค.ศ.2014 ซึ่งประเทศไทยถูกปรับลดลงให้อยู่ในระดับชั้นที่ 3 จากการที่ประเทศไทยไม่สามารถทำตามมาตรฐานของกฎหมายคุ้มกันค้ามนุษย์ได้ (Trafficking Victims Protection Act) และไม่แม้แต่พยายามจะทำให้ได้ตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้ ลำดับที่ลดลงนี้ได้ไปทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลเผด็จการทหารอย่างชัดเจน ในปีค.ศ.2024 ประเทศไทยยังคงอยู่ในระดับที่ 2 สิ่งนี้สะท้อนว่า แม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่ได้มาตรฐานด้านการรับมือปัญหาการค้ามนุษย์ ทว่า ปัญหาเหล่านี้ก็ยังสามารถจัดการให้ไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ รายงานด้านสิทธิมนุษยชนและการค้ามนุษย์ที่จัดทำโดยกระทรวงการต่างประเทศดูเหมือนว่าจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในหมู่สาธารณชนจนมีผลให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แม้ว่ารายงานเหล่านี้จะสามารถสะท้อนปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ทว่า มันก็ไม่สามารถสร้างแรงกดดันที่มากพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย


 


[1] หนองน้ำในที่นี้หมายถึง ผู้เป็นที่รักของฝ่ายอำนาจเก่าในทำเนียบขาว (Washington) หรือสิ่งที่ทำให้รัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพอย่างงบประมาณที่ไม่จำเป็น หรือการคอร์รัปชัน 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising