Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สรุปทุกสรรรพสิ่งก่อนฟังการพิจารณาของ 2 สภา ในวันที่ 13-14 ก.พ.นี้ ว่าด้วยเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อจัดตั้ง สสร. รอบนี้มีร่างเข้าประกวดจาก 2 ค่าย เพื่อไทย-ประชาชน มีความแตกต่างกันกี่มากน้อย และน่าจะเจอด่านใดบ้างระหว่างทาง เริ่มแรกตั้งแต่จะโหวตกันได้หรือไม่ หรือจะมีการต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความให้ประชามติก่อนอีกแล้ว 

 

  • ยื้อกันมาพักใหญ่สำหรับการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อจัดตั้ง สสร.ให้มายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จากที่ประธานสภาลังเล ไม่บรรจุวาระมาเนิ่นนาน เพราะไม่แน่ใจว่าจะต้องทำประชามติก่อนหรือไม่? สรุปแล้วต้องทำประชามติ 2 ครั้งหรือ 3 ครั้ง? ล่าสุด ประธานรัฐสภายอมบรรจุวาระเพื่อให้ 2 สภาพิจารณาแล้วในวันที่ 13-14 ก.พ.นี้ โดยมี 2 ร่างจาก 2 พรรค คือ เพื่อไทย - ประชาชน ที่เนื้อหาใกล้เคียงกัน

    นับเป็นก้าวย่างที่ถูกจับตามองยิ่ง เพราะหลายฝ่ายในสมการการเมืองยังโต้แย้งกันจนวินาทีนี้ว่า ทำได้หรือไม่
     
  • ข้อถกเถียงหรือความสับสนว่าต้องทำประชามติก่อนโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตั้ง สสร.หรือไม่นั้น เกี่ยวข้องกับ ‘ความคลุมเครือ’ ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นเอง

    ย้อนไปปลายปี 2563 การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตั้ง สสร.เกือบจะสำเร็จเพราะผ่านวาระ 1 แล้ว แต่แล้ว ‘ไพบูลย์ นิติตะวัน’ สส.พรรคพลังประชารัฐ ร่วมกับ ‘สมชาย แสวงการ’ สว.แต่งตั้ง ได้ตั้งประเด็นเพื่อยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนญูตีความว่า สภามีอำนาจแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตั้ง สสร.ได้หรือไม่? ต้องทำประชามติก่อนหรือไม่ ? หลายฝ่ายบอกว่า นี่เป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องถามศาล แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็รับเรื่อง และต่อมามีคำวินิจฉัยที่ 4/2564 ว่าให้ทำประชามติก่อนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด แต่ผู้คนตีความไม่เหมือนกันว่า “ก่อนอะไร”

    นับเป็นเงื่อนทางกฎหมายที่แยบยลและแหลมคมของไพบูลย์-สมชาย ชนิดที่ส่งต่อความสับสนยืดเยื้อมานานหลายปี
     
  • มาถึงจุดนี้ เป็นที่แน่ชัดว่าหลายฝ่าย เช่น พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน ภาคประชาชน และฝ่ายกฎหมายของรัฐสภา เห็นตรงกันแล้วว่า ไม่ต้องทำประชามติก่อนจะยื่นแก้ไขมาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญเพื่อจัดตั้ง สสร. แต่ให้ไปทำประชามติหลังจากโหวตกันเสร็จเรียบร้อย และเมื่อมีการจัดตั้ง สสร.ยกร่างรัฐธรรมนูญจนสำเร็จ ก็ทำประชามติอีกครั้งว่าประชาชนจะรับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ดังกล่าวหรือไม่

    ทั้งนี้ พวกเขาเห็นว่า นอกจากกฎหมายไม่ได้ระบุให้ทำประชามติก่อนดำเนินการใดๆ แล้ว การทำประชามติ 3 ครั้งจะยิ่งทำให้การยกร่างไม่ทันวาระของรัฐบาลชุดนี้ อย่างมากแค่ตั้ง สสร.ได้ ซึ่งก็เสี่ยงมากที่จะได้ไปต่อหรือไม่ได้ไปต่อในรัฐบาลชุดหน้า นอกจากนี้การทำประชามติแต่ละหนใช้งบประมาณถึงราวๆ 3,000 ล้านบาท
     
  • แต่ขณะเดียวกัน มีอีกหลายฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย เช่น สมาชิกวุฒิสภาเสียงส่วนใหญ่  พรรคชาติไทยพัฒนา และอาจรวมถึงพรรคภูมิใจไทย ที่เห็นว่าต้องประชามติ 3 ครั้ง แม้แต่ 'คณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ' ที่ ครม.เศรษฐา ทวีสิน ตั้งขึ้นมาเอง ก็เสนอว่า 3 ครั้งคือปลอดภัย
     
  • เท้าความกันวุ่นวาย เพราะเรื่องนี้เหมือนจะจบแต่ไม่จบ ชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกฯ มืออกฎหมายของพรรคเพื่อไทย เปิดเผยเมื่อ 10 ก.พ.ว่า จากการหารือกับวิป 3 ฝ่าย พบว่า วันที่ 13 นี้จะได้พิจารณาร่างแก้รัฐธรรมนูญตามที่ได้บรรจุวาระจริง แต่ก่อนจะมีการโหวต ได้ทราบข่าวมาว่า จะมีผู้ลุกขึ้นโต้แย้งว่าการบรรจุวาระนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ และท้ายที่สุดก็จะรวบรวมรายชื่อ สส.40 คนเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าต้องทำประชามติกี่ครั้ง
     
  • อันที่จริง การส่งถามศาลรัฐธรรมนูญว่า ต้องทำประชามติกี่ครั้ง สมาชิกรัฐสภาก็เคยทำมาแล้ว เมื่อเดือนมีนาคม 2567 โดยชูศักดิ์เองเป็นผู้เสนอญัตตินี้เพื่อหวังจะได้ยุติข้อถกเถียง สภาลงมติ 233 : 103 ส่งถามศาล ในเดือนถัดมา ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ ไม่รับคำร้อง หรือเรียกว่าไม่พิจารณาคำถามนี้ของรัฐสภา ให้เหตุผลว่า การบรรจุวาระการประชุมเรื่องนี้ เป็นหน้าที่และอำนาจของประธานรัฐสภาอยู่แล้ว และคำถามที่รัฐสภาสงสัยในคำวินิจฉัย 4/2564 ศาลบอกว่า ได้วินิจฉัยไว้ละเอียดและชัดเจนแล้ว สรุปวนกลับมาที่เดิม 
     
  • วันที่ 13 ก.พ.นี้ จึงต้องจับตาเป็นพิเศษว่ารอบนี้จะออกจากวงจรเงื่อนปมทางกฎหมายได้หรือไม่ และการแก้รัฐธรรมนูญจะเริ่มนับหนึ่งได้เมื่อใด หรือว่าเราจะเดินกันเป็นวงกลม
     
  • การอภิปรายของ 2 สภาใน 2 วันดังกล่าวเป็นแค่การลั่นระฆังยกแรก ท้ายที่สุดการลงมติ  ตัวชี้ขาดนอกจากพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว ยังอยู่ สว.ส่วนใหญ่ เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้ต้องใช้เสียง สว.1 ใน 3 ถึงจะผ่านวาระแรก นับยังไง สว.เสียงข้างน้อยก็ไม่ถึงจำนวนนั้น

วิธีเขียนหลักการ เทียบ พท.- ปชน.

พรรคเพื่อไทย  : เงื่อนไขต่างๆ ที่ระบุในรัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทำได้ยากจนถึงไม่อาจแก้ไขได้ ซึ่งขัดต่อหลักการทั่วไปของรัฐธรรมนูญที่ดีที่ต้องให้มีลักษณะพลวัตรไม่ใช่การหยุดนิ่ง เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศหรือสถานการณ์โลก และโดยที่รัฐธรรมนูญได้จัดทำขึ้นภายใต้สถานการณ์พิเศษที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำอย่างแท้จริง อีกทั้งมีบทบัญญัติหลายประการที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย และไม่สอดคล้องความต้องการของประชาชนโดยรวม ประกอบกับมีข้อเรียกร้องของประชาชนหลายภาคส่วนต้องการได้รัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น เรียกร้องจัดให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 

พรรคประชาชน : ด้วยรัฐธรรมนูญปัจจุบันมีปัญหาเรื่องความชอบธรรมทางประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นรัฐธรรมนูญที่เชื่อมโยงกับคณะรัฐประหาร ถูกรับรองโดยกระบวนการประชามติที่ไม่เสรีและเป็นธรรม และมีบทบัญญัติหลายประการที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย จึงสมควรเพิ่มหมวดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อจัดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนมาดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ตัดเสียง สว.1 ใน 3 เหมือนกัน แต่เสียง สส.ไม่เหมือนกัน

ร่างของพรรคเพื่อไทย กำหนดว่าในวาระที่ 1 และวาระที่ 3 ต้องได้เสียง 'เห็นชอบ' อย่างน้อยกึ่งหนึ่งจากจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของ 2 สภาเท่านั้น

ขณะที่ของพรรคประชาชน กำหนดว่า วาระที่ 1 และ 3 ต้องใช้เสียงอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของ 2 สภา และในจำนวนนี้ต้องมี สส. 'เห็นชอบ' อย่างน้อย 2 ใน 3 ของจำนวนทั้งหมดของสมาชิกสภาฯ ที่มีอยู่

จะเห็นได้ว่า ทั้ง 2 ร่างฯ ตัดเงื่อนไขสำคัญที่สุด คือ จำนวนเสียง สว. 1 ใน 3 ออกไป เพราะเดิมที รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ คสช.ได้มาอย่างยากลำบาก เพราะมีการกำหนดเงื่อนไขการแก้รัฐธรรมนูญ หรือร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไว้ยากมาก คือ ในวาระ 1 ของการพิจารณาของสภา ต้องมีเสียง สว.เห็นชอบ 1 ใน 3 ถึงจะผ่าน ต่อให้ สส.ทุกคนเห็นชอบ 500 เสียง ก็ไม่มีความหมาย เช่นกันกับวาระ 3 ที่ต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 อีกหน บวกกับเสียงของ สส.ฝ่ายค้านไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของฝ่ายค้านทั้งหมด

นอกจากนี้ในเรื่องการยื่นญัตติตั้งเรื่อง ทั้งร่างของพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ระบุเหมือนกันว่า การยื่นญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องมาจากคณะรัฐมนตรี หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนอย่างน้อย 1 ใน 10 ของจำนวนทั้งหมดที่มีอยู่ หรือสมาชิกสภาฯ และสมาชิกวุฒิสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ หรือประชาชนสามารถยื่น 50,000 รายชื่อ เพื่อเสนอกฎหมายได้

ร่าง พท.-ปชน.ปลดล็อก รธน.60 ที่ปกป้ององค์กรอิสระสุดขีด

ต้องเข้าใจก่อนว่า เดิมในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 256 วรรค 8 ระบุไว้ยาวเหยียดสรุปความได้ว่า หากแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์ หรือหมวด 15 ว่าด้วยแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ หรือเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของศาลและองค์กรอิสระ หรือเรื่องที่ทำให้ศาลหรือองค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติหน้าที่หรืออำนาจได้  ต้องมีการทำประชามติก่อน ถ้าเห็นชอบ จึงนำร่างทูลเกล้าฯ ต่อไป

ร่างของพรรคประชาชน นั้นระบุเพียงว่า กำหนดให้หมวด 15 แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องมีการจัดทำประชามติก่อน หากเห็นชอบ จึงค่อยนำร่างทูลเกล้าฯ

พูดง่ายๆ ก็คือ ร่างของพรรคประชาชนพูดรวมๆ ว่าจะแก้หรือยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องทำประชามติ แต่ไม่ได้พูดถึงหมวด 1 และ หมวด 2 รวมถึงคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ หรือเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของศาลและองค์กรอิสระ เหมือนรัฐธรรมนูญ 2560

ส่วนร่างของพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ถ้าแก้หมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องทำประชามติก่อน

พูดง่ายๆ ก็คือ ร่างของพรรคเพื่อไทยเกือบจะเหมือนเดิม แต่ตัดบางส่วนเหมือนร่างพรรคประชาชน คือ การแก้ไขคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ หรือเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของศาลและองค์กรอิสระ ที่รัฐธรรมนูญ 2560 ก็บอกว่าต้องทำประชามติด้วย

สรุปรวบยอด คือ รัฐธรรมนูญ 2560 ปกป้ององค์กรอิสระไว้หนักมาก จะแก้ไขแตะต้องอะไรต้องทำประชามติก่อน แต่ร่างของทั้งเพื่อไทย-ประชาชน ไม่กำหนดส่วนนี้

ที่มา สสร. ทั้ง 2 ร่างมาจากเลือกตั้งทั้งหมด

ร่างของพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ระบุว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จะมีจำนวนสมาชิก 200 คนโดยมาจากการเลือกตั้ง แต่มีความแตกต่างในรายละเอียดของการเลือกตั้ง

พรรคประชาชนกำหนดให้การเลือกตั้ง สสร. แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ การเลือกตั้งแบบเขตโดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง จำนวน 100 คน บวกกับการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งอีก 100 คน แต่ของพรรคเพื่อไทย กำหนดให้ สสร. 200 คน มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง

ความต่างกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ พท. กับ ปชน.

เป็นธรรมดาที่การยกร่างรัฐธรรมนูญ แม้มี สสร. ก็ต้องตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างตั้งต้นตามแนวทางของ สสร. ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2540 ก็ทำเช่นนี้

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน กำหนดว่า ให้ สสร. แต่งตั้ง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามแนวทางของ สสร.

ฉบับพรรคเพื่อไทย - มี กมธ. 47 คน ประกอบด้วย

  • เป็น สสร. 24 คน
  • สมาชิก 23 คน  สสร. แต่งตั้งจากรายชื่อของสภาผู้แทนราษฎร 12 คน ตามสัดส่วนของ สส.ของแต่ละพรรคในสภาผู้แทนราษฎร, วุฒิสภาเสนอชื่อ 5 คน และ ครม. เสนอชื่อ 6 คน

ฉบับพรรคประชาชน - มี กมธ. อย่างน้อย 45 คน

  • เป็น สสร. สัดส่วน 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิก กมธ.
  • สสร. แต่งตั้งบุคคลอื่นนอกหรือใน สสร.ก็ได้ โดยคำนึงความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ในการทำหน้าที่ จำนวนเท่าที่จำเป็น

ระยะเวลายกร่าง พท. 180 วัน - ปชน. 360 วัน

พรรคประชาชน และเพื่อไทย กำหนดแตกต่างกันในเรื่องระยะเวลาที่ให้ สสร.ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยของพรรคเพื่อไทยกำหนดให้ยกร่างฯ ภายใน 180 วันนับตั้งแต่การประชุมครั้งแรกของ สสร. และต้องเริ่มกระบวนการยกร่างภายใน 30 วันนับตั้งแต่ กกต. รับรองผลการเลือกตั้ง สสร.

พรรคประชาชน กำหนดให้ สสร.มีเวลายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ภายใน 360 วันนับตั้งแต่วันประชุมครั้งแรก และต้องเริ่มกระบวนการยกร่างภายใน 15 วันนับตั้งแต่ กกต. ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สสร.

ข้อจำกัดอำนาจของ สสร.

ในส่วนของอำนาจ สสร. ของพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย จะมีความแตกต่างกัน โดยของพรรคเพื่อไทย กำหนดว่าการแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 และหมวด 2 (พระมหากษัตริย์) จะไม่สามารถทำได้

พรรคประชาชน กำหนดว่า อำนาจของ สสร.ไม่สามารถจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อันเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐได้

ขณะที่ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 255 กำหนดว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะไม่สามารถทำได้

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ระบุตรงกันว่าการที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ หรือมีการยุบสภาก่อนที่ สสร.จะทำหน้าที่แล้วเสร็จ เรื่องนี้จะไม่กระทบต่อการทำหน้าที่ของ สสร.

กระบวนการหลังยกร่างรัฐธรรมนูญ

ในส่วนของพรรคเพื่อไทย ระบุว่า หลังจากยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จแล้ว สสร.ต้องเสนอร่างใหม่ต่อรัฐสภา และรัฐสภาต้องพิจารณา ‘เห็นชอบ’ ภายใน 30 วัน หากรัฐสภาพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ให้ถือว่าเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว หากมีเรื่องไม่เห็นด้วยอยากให้แก้ไขเพิ่มเติม ต้องส่งรัฐธรรมนูญกลับไปให้ สสร.พิจารณาอีกครั้งว่าจะแก้ไขตามรัฐสภา หรือยืนยันตามรัฐธรรมนูญเดิม โดยการยืนยันนั้นใช้เสียงเห็นชอบของ สสร. จำนวน 2 ใน 3

หลังจากนั้น กกต. จัดทำประชามติว่าประชาชนจะรับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่จัดทำโดย ส.ส.ร. หรือไม่ ภายในระยะเวลา 90-120 วันนับตั้งแต่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญใหม่จากรัฐสภา

เมื่อการจัดทำรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นให้ประกาศผลภายใน 15 วัน หากประชามติผ่านการเห็นชอบ จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป แต่หากว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการเห็นชอบจากการทำประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะตกไป

หากรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญถูกปัดตก คณะรัฐมนตรี หรือสมาชิก สส. จำนวนอย่างน้อย 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ หรือ สส. และ สว.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของ 2 สภา มีสิทธิเสนอญัตติต่อรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภามีมติให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การออกเสียงให้ความเห็นชอบของรัฐสภา ต้องได้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของ 2 สภา ทั้งนี้ คนที่เคยเป็น สสร.แล้ว จะเป็นสมาชิก สสร.อีกครั้งไม่ได้

ในส่วนของพรรคประชาชน ระบุว่า เมื่อ สสร. ยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้นำเสนอต่อรัฐสภา และให้รัฐสภาพิจารณาอภิปรายแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับตั้งแต่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยไม่ต้องลงมติ

รัฐสภาจะต้องจัดให้มีการอภิปรายแสดงความเห็นโดยใช้เวลา 2 วัน จากนั้น ต้องส่งให้ กกต.ภายใน 7 วัน เพื่อให้มีการออกเสียงประชามติ และ กกต.ต้องจัดทำประชามติภายในระยะเวลา 90-120 วันนับตั้งแต่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญใหม่จากรัฐสภา เมื่อการออกเสียงประชามติเสร็จสิ้นให้ประกาศผลภายใน 15 วันนับตั้งแต่วันออกเสียงประชามติ

กรณีที่ผลประชามติ ‘เห็นชอบ’ ให้ประธาน สสร.นำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่หาก ‘ไม่เห็นชอบ’ ให้ถือว่าตกไป พร้อมกำหนดบทที่ใช้บังคับกรณีที่การจัดทำรัฐธรรมนูญนั้นตกไปด้วยว่า ให้สิทธิสมาชิกรัฐสภาเสนอญัตติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ 1 ครั้งในสมัยของรัฐสภา โดยใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มีอยู่ และต้องมี สส.เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ทั้งนี้ บุคคลที่เป็น สสร.มาแล้ว จะเป็น สสร.อีกไม่ได้

นอกจากนี้ พรรคประชาชน กำหนดว่า ต้องมีการจัดทำ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ภายใน 180 วัน หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง