ลุ้นศาลจังหวัดสีคิ้วนัดฟังคำสั่ง 24 ก.พ. 68 นี้ จะรับหรือไม่รับฟ้องคดีที่ 6 ผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดถูกฟ้องคดีปิดปาก จากนายก อบต.โนนเมืองพัฒนา ขณะที่ทนายโจทก์ขอเลื่อนคดีอ้างความเห็นไม่ตรงกันพร้อมขอถอนตัว ด้านศาลไม่อนุญาตชี้เป็นการประวิงเวลา ผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิฯ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดเปิดใจ ย้ำสิทธิในการปกป้องแผ่นดินเกิด แม้ต้องเผชิญความกังวล ด้าน UNOHCHR กสม. และยุติธรรมจังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่สังเกตการณ์คดีตามหนังสือร้องจาก PI

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด แจ้งข่าวว่า เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2568 ที่ศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง) อำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา ผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดกว่า 40 คน ได้เดินทางเข้าร่วมการไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่ถูกฟ้องปิดปาก โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสังเกตุการณ์พิจารณาคดีในครั้งนี้ตามหนังสือประสานจากองค์กร Protection International (PI) ด้วยอาทิ สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNOHCHR) , คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม
มูลเหตุแห่งการฟ้องคดี
สำหรับที่มาที่ไปของการฟ้องคดีปิดปากผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2567 นายนิพนธ์ นิลขัน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองพัฒนา ได้ยื่นฟ้องร้องเป็นครั้งที่ 2 ต่อผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด และชาวบ้าน รวม 6 คน จำนวน 6 คดี ในฐานความผิดทางอาญา ด้วยการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา , ดูหมิ่นด้วยการโฆษณา , ละเมิด และคำขอท้ายฟ้องโจทก์เรียกค่าเสียหายคนละ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนชำระเสร็จสิ้น และให้ศาลบังคับจำเลยพิมพ์โฆษณาคำขอโทษและเผยแพร่คำพิพากษาในเพจ “เหมืองแร่โปแตชแอ่งโคราช” และเฟซบุ๊กของจำเลย เป็นเวลา 30 วันและให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมศาล ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี และค่าทนายความในอัตราสูงสุด
บรรยากาศก่อนเข้าสู่การพิจารณาคดี ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ มาพร้อมลูกทารกพึ่งคลอด
โดยบรรยากาศก่อนเข้าสู่การพิจารณาคดีในครั้งนี้ผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดและชาวบ้านด่านขุนทดเดินทางมาให้กำลังใจผู้ที่ถูกฟ้องคดีกว่า 40 คน โดยทั้งหมดได้เตรียมดอกกุหลาบเพื่อมาให้กำลังใจผู้ที่ถูกฟ้องคดีและทีมทนายความในครั้งนี้ด้วย นอกจากนั้นหนึ่งในผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกฟ้องคดีในครั้งนี้เพิ่งคลอดลูกได้ 18 วัน และต้องนำลูกเข้ารับฟังการไต่ส่วนมูลฟ้องในครั้งนี้ด้วย
ส่วนบรรยากาศในห้องพิจารณาคดี ก่อนเข้าสู่การพิจารณาคดีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) , สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติภาคอีสาน และยุติธรรมจังหวัดนครราชสีมา ได้แจ้งต่อศาลว่าขออนุญาตเข้าสังเกตุการณ์การพิจารณาคดีของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในครั้งนี้ซึ่งศาลอนุญาต
ต่อมาศาลจึงเริ่มพิจารณาคดีโดยเสมียนทนาย ซึ่งเป็นทั้งผู้รับมอบอำนาจโจทก์และผู้รับมอบฉันทะทนายโจทก์ได้แจ้งต่อศาลว่าขอเลื่อนการไต่สวนมูลฟ้องในครั้งนี้เนื่องจากทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายทุกสำนวนคดี โดยอ้างเหตุผลว่าทนายและโจทก์มีความเห็นไม่ตรงกัน และขอเลื่อนการพิจารณาออกไป ซึ่งทนายความของผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดได้แถลงคัดค้านการขอเลื่อนไต่สวนมูลฟ้องในครั้งนี้
โจทก์ขอเลื่อนคดี-ถอนทนาย ศาลชี้ประวิงเวลา
ขณะที่ศาลระบุว่า โจทก์ยื่นฟ้องมาตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค.67 และนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 14 ก.พ. 68 ทั้งทนายโจทก์เคยเลื่อนมาแล้วหนึ่งครั้งโดยอ้างเหตุผลของการเจ็บป่วย และไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ และผู้รับมอบฉันทะทนายโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอถอนตัวจากการเป็นทนายทุกคดี ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าระยะเวลาในการยื่นฟ้องของโจทก์จนถึงวันนี้ห่างกันเป็นนานกว่า 3 เดือน โจทก์และทนายย่อมมีเวลาในการปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับคดี และควรที่จะได้ข้อสรุปในทางความเห็นมาตั้งแต่วันไต่สวนมูลฟ้องแล้ว หากโจทก์และทนายโจทก์มีความเห็นทางคดีไม่ตรงกันอย่างไร โจทก์ก็สมควรที่จะหาทนายใหม่มาให้ทันวันนัดไต่สวนมูลฟ้องวันนี้
การที่ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายในวันนี้ ซึ่งเป็นวันนัดจึงไม่มีเหตุอันสมควร พฤติกรรมของโจทก์มีลักษณะการประวิงเวลาคดี จึงไม่มีเหตุอนุญาตให้ทนายโจทก์ถอนตนจากการเป็นทนายความของโจทก์และไม่มีเหตุให้เลื่อนการพิจารณาคดีออกไปจึงให้ยกคำร้อง
ศาลเห็นว่าเมื่อโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้เลื่อนคดีและไม่มีผู้รับมอบอำนาจโจทก์เดินทางมาศาลในวันนี้ และโจทก์ไม่มีพยานเข้าร่วมไต่สวนดคี จึงเป็นอันเสร็จการพิจาณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและขอนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 09.00 น.
โพรเทคชั่น อินเตอร์เนชั่นเนล ชี้รัฐต้องยุติการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อหยุดยั้งการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนโดยทันทีและต้องคุ้มครองผ้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ
ขณะที่ ปรานม สมวงศ์ จากโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชั่นเนลกล่าวว่า คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อหยุดยั้งการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อข่มขู่และทำให้หวาดกลัวต่อการใช้สิทธิของตนเอง ทั้งที่สิทธิในการปกป้องบ้านเกิด ผืนดินและทรัพยากรธรรมชาติเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯและชุมชนที่ถูกฟ้องในคดีนี้ไม่ได้ทำผิด แต่กลับต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งทางกฎหมายและทางจิตใจ เราได้เห็นความกล้าหาญของพวกเธอที่แม้จะต้องขึ้นศาลก็ยังคงยืนยันในหลักการและเดินหน้าต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม
การที่ศาลปฏิเสธไม่ให้โจทก์ถอนทนายและไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าระบบยุติธรรมจะต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการประวิงเวลาเพื่อกดดันฝ่ายประชาชน เรายังคงยืนยันว่า รัฐต้องมีมาตรการปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรม และต้องมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันการใช้กระบวนการฟ้องปิดปากที่ไม่เป็นธรรมที่มีประสิทธิภาพโดยทันที
Protection International จะติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด และขอยืนยันสนับสนุนผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯและชุมชนด่านขุนทดในทุกกระบวนการ เรายังเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และกระทรวงยุติธรรม ดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่า สิทธิของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิได้รับการคุ้มครอง และประเทศไทยต้องดำเนินการตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง
ผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิ ฯ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดโล่งใจและเปิดใจหลังขึ้นศาลสู้คดีฟ้องปิดปาก ย้ำสิทธิในการปกป้องแผ่นดินเกิด แม้ต้องเผชิญความกังวล
ขณะที่ อนุสรา ปราณีตพลกรัง ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด เปิดเผยถึงความรู้สึกหลังเข้าร่วมไต่สวนมูลฟ้องในครั้งนี้เสร็จสิ้นแล้ว ว่ารู้สึกโล่งใจ เพราะเชื่อมั่นว่าการลุกขึ้นมาปกป้องพื้นที่ของตนเองและชุมชนเป็นสิ่งที่ถูกต้องและสมควรทำ
“วันนี้รู้สึกโล่งใจ เพราะเราต่อสู้เพื่อปกป้องพื้นที่บ้านเกิดของเราเอง ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่เราพึงมี เราไม่ได้ทำผิดอะไร สิ่งที่เราทำ คือ การแสดงความเห็นและปกป้องทรัพยากรของชุมชน แต่กลับถูกฟ้องร้องเพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน” อนุสรากล่าว
เธอยังกล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายโจทก์และทนายความของคู่กรณีไม่เดินทางมาศาลว่า นี่เป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงของการฟ้องร้อง ซึ่งเป็นไปเพื่อกลั่นแกล้งและสร้างภาระให้กับชาวบ้าน มากกว่าการดำเนินคดีอย่างเป็นธรรม
“คนของรัฐควรยอมรับให้ได้ว่าประชาชนต้องสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพราะพวกเขามีหน้าที่รับใช้ประชาชน ไม่ใช่มาฟ้องร้องปิดปากคนที่ตั้งคำถามกับโครงการที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชน”
อนุสรายังยืนยันถึงหลักการและสิทธิของประชาชนในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งกำลังใจถึงผู้ที่กำลังเผชิญกับคดีลักษณะเดียวกันว่า ไม่ควรหวาดกลัว และควรเดินหน้าต่อสู้ แม้ว่าผลคดีจะออกมาเป็นเช่นไร
“อยากฝากถึงทุกคนที่กำลังถูกฟ้องหรืออาจต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม ขอให้ยืนหยัดและอย่ากลัว เราสู้ไปตามแนวทางของเรา เราจะสู้ให้ถึงที่สุด เพราะนี่คือสิทธิที่เราพึงมี” ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด กล่าวทิ้งท้าย
เช่นเดียวกับ ภิรมย์ มืดขุนทด หนึ่งในผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ที่ถูกฟ้องคดีเช่นกัน ที่เปิดเผยถึงความรู้สึกว่า ยอมรับว่าในช่วงแรกมีความกังวลอย่างมาก เนื่องจากไม่เคยคาดคิดว่าตนเองจะต้องเผชิญกับกระบวนการทางกฎหมายในฐานะผู้ถูกฟ้องร้อง
“ตอนแรกเรารู้สึกกังวลมาก เพราะเราเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งจะต้องมาขึ้นศาลแบบนี้ หรือถูกดำเนินคดีเพียงเพราะลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเกิดของตัวเอง” ภิรมย์กล่าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีและรับฟังข้อมูลมากขึ้น ความกังวลก็ลดลงไปบ้าง โดยเฉพาะเมื่อพบว่าฝ่ายโจทก์ไม่ได้เดินทางมาศาล ซึ่งยิ่งทำให้เธอมั่นใจว่านี่เป็นเพียงการฟ้องร้องเพื่อข่มขู่และกลั่นแกล้งให้ชาวบ้านหวาดกลัว
“ถึงแม้ฝ่ายโจทก์จะไม่มา แต่เรายังคงเชื่อมั่นว่าเรามีสิทธิ์ที่จะต่อสู้เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินของเราเอง เราไม่ได้ทำผิดอะไร การออกมาปกป้องทรัพยากรในชุมชนเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน ตอนนี้เราค่อย ๆ เข้มแข็งขึ้น เพราะเริ่มมีประสบการณ์และเรียนรู้ว่าเราควรต่อสู้อย่างไร เราจะไม่ถอย เพราะนี่คือสิทธิของเรา”ภิรมย์ระบุ
เธอยังส่งข้อความถึงประชาชนที่อาจต้องเผชิญกับสถานการณ์คล้ายกันว่า ไม่ควรหวาดกลัวต่อการถูกฟ้องร้อง หากการกระทำของตนเองอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและเพื่อปกป้องสิ่งที่เป็นของชุมชน
“เราอยากบอกทุกคนว่า ถ้าเรายืนอยู่บนความถูกต้อง เราไม่ผิด เรามีสิทธิ์ที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องบ้านเกิดของเรา และเราจะต้องไม่กลัว เพราะแผ่นดินนี้เป็นของพวกเรา” ภิรมย์กล่าวทิ้งท้าย
ที่ปรึกษากลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯยืนยันสู้คดีฟ้องปิดปาก เรียกร้องรัฐให้คุ้มครองนักปกป้องสิทธิฯ
ขณะที่จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในฐานะที่ปรึกษาของกลุ่มฯกล่าวว่า แม้การขึ้นศาลในวันนี้จะเป็นเรื่องที่น่ากังวลสำหรับทุกคน แต่สิ่งที่นักปกป้องสิทธิฯกลัวไม่ใช่เพราะพวกเขาทำผิด แต่เป็นเพราะกระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่คุ้นเคย
อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มฯได้รับการสนับสนุนจากทีมทนายและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน เช่น มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ทำให้ชาวบ้านสามารถเข้าใจกระบวนการทางกฎหมายมากขึ้น และช่วยลดความกังวลในการต่อสู้คดี นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังเน้นย้ำว่า ผู้ที่ถูกฟ้องไม่ควรรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะการฟ้องร้องสมาชิกของกลุ่มฯ 1 คน เท่ากับการฟ้องร้องทุกคนในชุมชน ดังนั้น ทุกนัดของศาล สมาชิกกลุ่มฯจะเดินทางมาร่วมให้กำลังใจกันเสมอ
จุฑามาสกล่าวย้ำว่า การฟ้องปิดปากนักปกป้องสิทธิฯเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และหน่วยงานรัฐควรมีบทบาทในการปกป้องประชาชน มากกว่าการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนหรือโครงการพัฒนา โดยเฉพาะเมื่อโครงการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงต้องร่วมกันหาทางออก ไม่ใช่แบ่งแยกความรับผิดชอบ
“กระบวนการฟ้องปิดปากเช่นนี้ควรหยุดได้แล้ว และควรมีหน่วยงานที่เข้ามาดูแลนักปกป้องสิทธิฯที่ถูกฟ้อง เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองอย่างทันท่วงที เพราะคนเหล่านี้ออกมาเรียกร้องเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิทธิของชุมชน”
ที่ปรึกษากลุ่มฯ ยังตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม โดยชี้ว่า หากศาลตัดสินยกฟ้อง ผู้ที่ถูกดำเนินคดีควรได้รับการชดเชยเยียวยา เนื่องจากพวกเขาต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย และเผชิญกับความหวาดกลัวจากกระบวนการทางกฎหมาย ขณะที่ฝ่ายที่ยื่นฟ้องกลับไม่มีความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด
“หากปล่อยให้มีกรณีเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ จะไม่มีใครกล้าออกมาเป็นนักปกป้องสิทธิฯและต่อสู้เพื่อปกป้องชุมชนและสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสังคมและการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ” จุฑามาสกล่าวทิ้งท้าย
ชี้คดีนี้เป็น SLAPP เพื่อขัดขวางการเคลื่อนไหวของชาวบ้าน
ทนายทิตศาสตร์ สุดแสน ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่า หลายฝ่ายมองว่าคดีนี้เป็นการฟ้องปิดปาก (SLAPP) เพื่อขัดขวางไม่ให้ชาวบ้านเคลื่อนไหวและพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ประเด็นเหล่านี้เขาก็มีการตั้งคำถามว่านายกอบต.มีการทำหน้าที่เกินส่วนไปหรือไม่ หรือมีส่วนได้เสียกับเหมืองแร่หรือไม่ซึ่งการฟ้องก็คงต้องการไม่ให้ชาวบ้านดำเนินการในเรื่องนี้ต่อ
“และการฟ้องแบบนี้สร้างความยุ่งยากให้ชาวบ้านตั้งแต่กระบวนการฟ้องร้อง แม้ว่าสุดท้ายศาลจะยกฟ้องหรือจำเลยชนะคดี ผลกระทบก็เกิดขึ้นแล้ว เพราะชาวบ้านต้องเดินทางไกล ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี หากศาลรับฟ้อง ชาวบ้านก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการสืบพยานอีกหลายครั้ง”
อย่างไรก็ตาม ทนายความมองว่า คดีนี้มีโอกาสสูงที่ชาวบ้านจะชนะ เพราะหากข้อความที่โพสต์เป็นไปเพื่อปกป้องสิทธิของตัวเองหรือผลประโยชน์ของส่วนรวม แม้อาจมีถ้อยคำเกินเลยไปบ้าง ก็สามารถใช้ข้อยกเว้นทางกฎหมายได้
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทุนยุติธรรม สามารถเข้ามาสนับสนุนชาวบ้านในเรื่องค่าใช้จ่ายในการประกันตัวและการต่อสู้คดี เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม
ศาลจะมีคำสั่งต่อคดีนี้ในวันที่ 24 ก.พ. 2568 ซึ่งจะเป็นจุดชี้ขาดว่าชาวบ้านจะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีต่อไปหรือไม่
ทนายทิตศาสตร์ กล่าวว่า แนวโน้มของคดีนี้ ศาลอาจมีคำสั่งไม่รับฟ้อง เนื่องจากโจทก์ไม่ได้มีพยานหลักฐานมายืนยันว่าจำเลยแต่ละคนโพสต์ข้อความใด เนื้อหาเป็นอย่างไร และมีผลกระทบอย่างไร ซึ่งหากไม่มีข้อเท็จจริงสนับสนุน ศาลก็จะมีคำสั่งว่าคดีมีมูลได้ยาก
แต่หากศาลมีคำสั่งรับฟ้อง จำเลยทั้งหมดจะต้องเข้าสู่กระบวนการประกันตัว โดยคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา มักใช้วงเงินประกันตัวคนละ 20,000 บาท ทั้งนี้ จำเลยเป็นประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่โปแตช และการโพสต์ข้อความของพวกเขาเป็นไปเพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่การให้ร้ายโจทก์
“การเรียกค่าเสียหายคนละ 300,000 บาท เรามองว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอ เพราะหลังจากเกิดเหตุ โจทก์ก็ยังดำรงตำแหน่งนายก อบต. ตามปกติ ไม่ได้มีผลกระทบต่อรายได้หรืออำนาจหน้าที่แต่อย่างใด” ทนายทิตศาสตร์กล่าว
ตั้งข้อสังเกต อาจเข้าข่าย “ฟ้องปิดปาก”
ด้านภพธรรม สุนันธรรม รักษาการหัวหน้าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)ภาคอีสาน ได้ให้ความเห็นส่วนตัวจากการลงพื้นที่สังเกตุการณ์คดีในครั้งนี้ว่า คดีนี้ต้องพิจารณาที่เจตนา ถ้าชาวบ้านใช้สิทธิของตนเองและของชุมชนโดยสุจริตเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติหรือสิทธิในที่ดินที่อาจได้รับผลกระทบ ก็ถือเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรอง แต่หากฝ่ายโจทก์มีเจตนาแฝงเพื่อสร้างภาระทางคดีแก่ชาวบ้าน โดยไม่มีเป้าหมายเพื่อดำเนินคดีอย่างแท้จริง กรณีนี้อาจเข้าข่ายเป็นการฟ้องปิดปาก (SLAPP) ซึ่งต้องดูรายละเอียดของคำฟ้องอย่างชัดเจนอีกครั้งซึ่งตนยังไม่ได้อ่านรายละเอียดของคดีอย่างละเอียด
กสม. ยืนยันติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง
ผู้แทน กสม. ย้ำว่า สำนักงาน กสม. ภาคอีสาน มีหน้าที่เฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่อยู่แล้ว โดยก่อนหน้านี้ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงเข้าตรวจสอบโรงงานและพื้นที่โดยรอบ เพื่อประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น
“แม้ว่าการตรวจสอบคดีนี้จะเป็นหน้าที่ของสำนักงาน กสม. ส่วนกลาง แต่สำนักงานภาคอีสานมีบทบาทในการเฝ้าระวังสถานการณ์สิทธิในพื้นที่ โดยเฉพาะในโคราชซึ่งเป็นพื้นที่ในความรับผิดชอบ หากมีความเคลื่อนไหวในกรุงเทพฯ ก็จะเป็นหน้าที่ของส่วนกลางในการติดตาม”
ทั้งนี้ กสม. จะยังคงจับตาคดีนี้อย่างใกล้ชิด รวมถึงสถานการณ์ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ เพื่อให้มั่นใจว่าชาวบ้านได้รับความเป็นธรรมในการใช้สิทธิของตนเองตามที่กฎหมายรับรอง
กรมคุ้มครองสิทธิฯ ร่วมสังเกตการณ์คดีนักปกป้องสิทธิฯ ยืนยันสามารถขอรับการช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรม
ด้าน ศิลป์ศรุต เสาร์ประโคน พนักงานคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ สำนักงานยุติธรรมจังหวัดนครราชสีมา ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าร่วมสังเกตุการณ์คดีในครั้งนี้ด้วยว่า ตนได้รับมอบหมายจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพให้เข้าร่วมสังเกตการณ์คดีครั้งนี้จากการประสานงานจากองค์กร Protection International ซึ่งต้องการให้มีหน่วยงานรัฐร่วมสังเกตการณ์และให้ความช่วยเหลือในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยนายศิลป์ศรุต ระบุว่า กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพมีบทบาทในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคดีความ ทั้งในรูปแบบการให้คำปรึกษา การร้องทุกข์ร้องเรียน และการขอรับความช่วยเหลือจาก กองทุนยุติธรรม
ศิลป์ศรุต ชี้แจงว่า หากศาลมีคำสั่งรับฟ้อง จำเลยสามารถขอรับความช่วยเหลือจากสำนักงานยุติธรรมจังหวัดนครราชสีมาได้ โดยการสนับสนุนที่เป็นไปได้รวมถึงค่าจ้างทนายความ เพื่อให้ได้รับการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม ค่าใช้จ่ายในการประกันตัว หากต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีการคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ตามพระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรมฯ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาให้ความช่วยเหลือจะขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ของกองทุนฯ และจะต้องผ่านการพิจารณาจาก คณะอนุกรรมการกองทุนยุติธรรมประจำจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน
