กมธ.ที่ดินฯ ลงพื้นที่โคราช สางปัญหาเหมืองโปแตช พบหลักฐานใหม่มีการใช้วัตถุระเบิดจริงกว่า 7,000 นัด ผิดเงื่อนไข EIA ชี้อาจเป็นต้นเหตุอุโมงค์พัง-ดินทรุด จี้หน่วยงานรัฐหยุดยื้อเวลา เร่งสรุปต้นตอมลพิษ ฟื้นฟูพื้นที่ เยียวยาชาวบ้าน และสอบเอาผิดเจ้าหน้าที่ละเว้นหน้าที่
ภาพจาก: กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด
เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2568 ที่ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา คณะกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ที่มีพูนศักดิ์ จันทร์จำปี เป็นประธานฯ ได้จัดประชุมเพื่อติดตามข้อร้องเรียนเรื่อง ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากโครงการเหมืองแร่โปแตชและเกลือหินของบริษัทไทยคาลิ จำกัด พื้นที่ ตำบลหนองไทร อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา หลังจากนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ยื่นเรื่องร้องเรียนเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2568 ที่รัฐสภา
การประชุมในครั้งนี้นอกจากจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนมากแล้ว คณะกรรมาธิการยังได้เชิญนักปกป้องสิทธิฯกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดเข้าร่วมประชุม เพื่อรับฟังข้อมูลและติดตามความคืบหน้าการตรวจสอบ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญคือ ความคืบหน้าการตรวจพิสูจน์ผลกระทบ ความถูกต้องของรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และตรวจสอบการใช้วัตถุระเบิดในพื้นที่เหมือง ซึ่งไม่ปรากฏอยู่ในรายงาน EIA ด้วย
ในช่วงต้น ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครราชสีมา แจ้งผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รายงานว่า จากการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568 ที่ประชุมยังไม่สามารถสรุปได้ว่าผลกระทบสิ่งแวดล้อมเกิดจากส่วนใด จึงมีมติให้มหาวิทยาลัยเป็นผู้วิเคราะห์กลาง โดยส่งหนังสือเชิญไปยังมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ซึ่งมีเพียง มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ที่ตอบรับและได้รับส่งข้อมูลรายงาน EIA ครบถ้วนเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 เพื่อดำเนินการวิเคราะห์ผลกระทบอย่างละเอียด และมีการแจ้งผล Baseline data ให้ทุกหน่วยงานแล้ว
กมธ.ฯ ตั้งข้อสังเกตการขาดข้อมูลทิศทางการไหลของน้ำใต้ดินใน EIA เป็นเหตุผลทำให้ประเมินผลกระทบไม่ได้ครบถ้วน
พูนศักดิ์ ประธานกมธ. ตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลทิศทางและอัตราการไหลของน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม แต่ สำนักงานอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เขต 6 (สรข.6) ชี้แจงว่า ขณะนี้มีเพียงข้อมูลเรื่องความเค็มและผลกระทบเท่านั้น ส่วนข้อมูลการไหลของน้ำยังไม่มีการศึกษา
พูนศักดิ์กล่าวว่า “ถ้า Baseline Data ในรายงาน EIA ไม่มีข้อมูลการไหลของน้ำ การประเมินผลกระทบย่อมไปต่อไม่ได้” พร้อมเสนอให้มีการวิเคราะห์ข้อมูลน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินเพิ่มเติม โดยให้ดำเนินการคู่ขนานกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล
เปิดผลตรวจ “ซินโครตรอน” พบโซเดียม–โพแทสเซียมคลอไรด์ปนเปื้อนรัศมี 2 กม. เข้มข้นเกินมาตรฐาน 3 เท่า ทำพืชตาย–น้ำเสีย ต้องฟื้นฟูเร่งด่วน
สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) รายงานผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำใต้ดินและน้ำผิวดิน พบว่า โซเดียมคลอไรด์ มีค่าความเข้มข้นสูงกว่าค่ามาตรฐานถึง 3 เท่า พบการปนเปื้อนของ โพแทสเซียมคลอไรด์ ครอบคลุมพื้นที่รัศมีราว 2 กิโลเมตร ในพื้นที่รอบโครงการ (Focus area) สารทั้งสองชนิดมีความเป็นพิษสูงต่อพืชและสัตว์น้ำ ส่งผลให้ระบบนิเวศเสื่อมโทรม โดยข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างเดือนพฤษภาคม 2566 และ 2567 พบว่าความเข้มข้นลดลงเล็กน้อยจากปัจจัยธรรมชาติ แต่ยังอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายและต้องได้รับการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน
ด้านตัวแทน สรข.6 ยืนยันมีโครงการเดียวภายใต้การกำกับดูแล กพร. ที่เป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกับเกลือโซเดียมและโปแตชเซียม NaCl,KCl คือ เหมืองแร่โปแตช บริษัท ไทยคาลิ จำกัด
พูนศักดิ์ กล่าวว่า “ผลกระทบที่สูงกว่าค่ามาตรฐานร้อยเท่าพันเท่า สะท้อนให้เห็นชัดว่ามีเพียงกิจการเดียวในพื้นที่ที่อาจเป็นต้นเหตุ คือเหมืองแร่โปแตชของบริษัทไทยคาลิ” พร้อมย้ำผลการตรวจสอบว่ามีความชัดเจนเพียงพอแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยื้อเวลาให้ล่าช้าออกไป
จากนั้นนายพูนศักดิ์จึงได้สอบถามข้อมูลความคืบหน้าเรื่องการตรวจสอบกรณีการใช้วัตถุระเบิดเมื่อปี 2559 ของบริษัทไทยคาลิ โดยทางตัวแทนปกครองจังหวัดนครราชสีมาชี้ บริษัทฯ ได้รับอนุญาตให้ซื้อ มี ใช้วัตถุระเบิด ในสองขนาด ซึ่งมีจำนวนรวม 59,266 นัด แต่ในการซื้อรอบแรกนั้นได้ซื้อเข้ามา 7,800 นัด และบริษัทได้มีการแจ้งทำลายเต็มจำนวน พร้อมทั้งมีหนังสือจากอำเภอด่านขุนทดถึงจังหวัดนครราชสีมาและ มทบ.21 แจ้งทำลายจำนวน 7,800 นัด
เปิดหลักฐานใหม่เอกสารจาก มทบ.21 ระบุชัดมีการใช้ระเบิดจริง
ด้านตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ เปิดเผยเอกสารหลักฐานใหม่ซึ่งได้รับข้อมูลเป็นลายลัษณ์อักษรจากกองทัพบก พบว่าจากรายงานการทำลายวัตถุระเบิดของมณฑลทหารบกที่ 21 (มทบ.21) บริษัทไทยคาลิได้มีการใช้วัตถุระเบิดจริง หลังมีการนำระเบิดเข้ามาในพื้นที่เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2560 จำนวนรวม 7,800 นัด
โดยมีการใช้ระเบิดตั้งแต่ เดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม 2561 จำนวนทั้งสิ้น 7,247 นัด แบ่งเป็น
มิถุนายน 2561 จำนวน 3,300 นัด
กรกฎาคม 2561 จำนวน 2,500 นัด
และสิงหาคม 2561 จำนวน 1,447 นัด
ส่วนที่เหลือ 553 นัด ได้ถูกนำไปทำลายโดยกองพันสรรพาวุธกระสุนที่ 22 กองบัญชาการช่วยรบที่ 2 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562
พร้อมยืนยันว่า รายงาน EIA ไม่อนุญาตให้ใช้วัตถุระเบิด และไม่มีมาตรการรองรับในประเด็นนี้ การลักลอบใช้วัตถุระเบิดจึงถือเป็นการละเมิดเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมโดยตรง พร้อมระบุว่า ความเสียหายของอุโมงค์แนวเอียงในเหมือง น่าจะมีสาเหตุมาจากแรงระเบิด ไม่ใช่อุบัติเหตุทางวิศวกรรมอย่างที่บริษัทอ้าง และเหตุใดหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลโดยตรง เช่น สรข.6 และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา (อสจ.นม.) จึงไม่รับรู้หรือดำเนินการใด ๆ เพราะมีหน้าที่กำกับ ดูแล และเหมืองแห่งนี้มีการสร้าง โรงเก็บวัตถุระเบิดตั้งแต่ปี 2559 และมีการขนย้ายเข้ามาในพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2560 ซึ่งไม่ปรากฏอยู่ในผังโครงการเดิมเลย “การตรวจเหมืองทุกปี แต่กลับไม่พบโรงเก็บระเบิด ถือเป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามถึงการละเว้นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ”
นักปกป้องสิทธิฯกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ จี้ กมธ.ส่งเรื่องถึง ป.ป.ช. เอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
ทั้งยังย้ำว่าปัญหาที่เกิดขึ้น มีการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐในหลายหน่วยงาน ทั้งด้านมหาดไทยและหน่วยงานใต้สังกัดกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ถือเป็นการละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอย่างร้ายแรง จึงขอให้คณะกรรมาธิการที่ดินฯ เป็นผู้ดำเนินการยื่นเรื่องต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ตรวจสอบความรับผิดของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
ตำรวจเผยความคืบหน้า 2 คดีหลัก ไม่ปูผ้ายางบ่อเก็บน้ำเกลือ–ใช้วัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับอนุญาต เตรียมออกหมายจับผู้บริหารหากยังไม่มาพบพนักงานสอบสวน
ด้านผู้แทนตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา รับข้อมูลจากพันตำรวจเอก (พ.ต.อ.) เสกสรร บุญยรัชนิการ ผู้กำกับสำนักงานภูธรด่านขุนทด แจ้งในที่ประชุมว่า ด้านคดีความในพื้นที่ มีความคืบหน้า 2 เรื่องหลัก ได้แก่
คดีไม่ปูผ้ายางรองก้นบ่อเก็บน้ำเกลือ พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกนายวุฒิชัย สงวนวงศ์ชัย 1 ครั้งแล้ว แต่ผู้ถูกเรียกได้ขอเลื่อน และจะออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ในวันที่ 27 ตุลาคม 2568 หากยังไม่มาภายใน 5 วัน จะดำเนินการออกหมายจับ
ส่วนคดีมีและใช้วัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการเชิญ มทบ.21 เข้ามาชี้แจงและยืนยันข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติม
จากนั้นในที่ประชุมได้มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องปัญของรายงาน EIA ที่ยังไม่มีข้อมูลที่ครบถ้วนเพียงพอ ทั้งเรื่องสำคัญอย่างเรื่องปริมาณและทิศทางการไหลของน้ำใต้ดินในเชิงลึกกลับไม่มีข้อมูล ทั้งที่เป็นปัจจัยสำคัญในการทำเหมืองใต้ดิน ทั้งยังมีจุดตรวจวัดที่เป็นข้อมูลพื้นฐานด้านน้ำผิวดินน้อยมาก จนไม่อาจวิเคราะห์เทียบเคียงกับผลกระทบปัจจุบันได้ อีกทั้งตัวเลขผลการตรวจสอบหลายจุดไม่สมเหตุสมผล จึงเป็นคำถามสำคัญว่ารายงาน EIA ฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบได้อย่างไร
ชาวบ้านโอด เหมืองเปิดเครื่อง 24 ชม. ส่งเสียงดัง–ไฟรบกวนทำข้าวลีบไม่ออกรวง ผิดเงื่อนไข EIA อีกข้อสำคัญ
ด้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ แจ้งเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันบริษัทไทยคาลิทำงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งกลางวันและกลางคืน ส่งเสียงดังและมีแสงไฟส่องเข้าพื้นที่นา ส่งผลให้ข้าวในพื้นที่ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติ ทำให้เมล็ดข้าวลีบ ทั้งที่ในรายงาน EIA กำหนดให้ งดใช้เสียงระหว่างเวลา 18.00–07.00 น. ดังนั้นการดำเนินงานของบริษัทถือว่าผิดเงื่อนไข EIA อย่างชัดเจน ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเรื่องนี้ด้วย
เปิดมติจากคณะกรรมาธิการฯ
พูนศักดิ์ จันทร์จำปี ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้สรุปผลการประชุมเป็น 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
การสรุปผู้ก่อมลพิษ มอบหมายให้ศูนย์ดำรงธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดประชุมคณะทำงานระดับจังหวัดฯภายในเดือน พฤศจิกายน 2568 เพื่อสรุปต้นเหตุของการแพร่กระจายความเค็ม โดยนำข้อมูลของ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มาเปรียบเทียบกับ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน
แผนฟื้นฟูและเยียวยา ให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) จัดทำแนวทางฟื้นฟูพื้นที่และแผนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมระบุแหล่งงบประมาณที่ชัดเจน
กรณีการใช้วัตถุระเบิดและการก่อสร้าง ให้ระงับการก่อสร้างชั่วคราว และให้จังหวัดนครราชสีมาตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้วัตถุระเบิดภายใต้ข้อมูลใหม่ที่ได้รับ โดยทางคณะกรรมาธิการที่ดินฯ จะมีหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทยและ กพร. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การตรวจสอบมาตรการ EIA มอบหมายให้ สรข.6 ตรวจสอบการดำเนินงานปัจจุบันของบริษัทไทยคาลิว่าปฏิบัติตามมาตรการที่ระบุใน EIA ครบถ้วนหรือไม่ และให้สรุปผลนำเสนอในการประชุมเดือนพฤศจิกายน โดยในส่วนของน้ำใต้ดินนั้น จะมีการประสานงานกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเพื่อตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง
การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเอาผิดโครงการเหมืองโปแตชด่านขุนทด ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตอย่างต่อเนื่องหลายปี พร้อมประธานคณะกรรมาธิการยืนยันว่าจะติดตามความคืบหน้าทุกด้าน ทั้งการหาผู้รับผิด การฟื้นฟูพื้นที่ และการดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่นครราชสีมา
ตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ได้กล่าวถึงความรู้สึกในวันนี้ว่า รู้สึกดีใจที่ทางกรรมาธิการได้ลงมาประชุมในพื้นที่ และช่วยผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหา เพราะเรื่องนี้คาราคาซังมา 4 ปีแล้ว หน่วยงานในพื้นที่ก็ช่วยกันปกปิดมากกว่าจะช่วยชาวบ้าน จนทำให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างล่าช้า โดยหวังว่าหลังจากกรรมธิการกลับไปหน่วยงานต่างๆจะเร่งดำเนินการตรวจสอบและเอาผิดกันอย่างจริงจัง
ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่เหมืองแร่โปแตช เป็นภาพสะท้อนได้อย่างดีถึงปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น รูปแบบวิธีการในการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทต่างๆ ที่มีความแนบเนียบและประสานความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงาน จนทำให้มีการใช้ระเบิดกว่า 7,000 นัด ในพื้นที่ได้โดยไม่มีใครตรวจสอบว่าทำตามกฎหมายหรือไม่ สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องร้ายแรงอย่างยิ่ง ที่จะเขย่ามาตรฐานด้านกฎหมายทั้งฝั่งมหาดไทย และ กพร.
เพราะหากการลักลอบใช้ระเบิดกว่า 7,000 นัด ในเหมืองใต้ดิน ที่ความเสี่ยงต่อชีวิต ทรัพย์สิน การทรุดตัวของแผ่นดินและการปนเปื้อนความเค็มของระบบน้ำใต้ดินทั้งระบบยังไม่ร้ายแรงพอที่จะปิดเหมืองได้ คงเกิดการลักลอบกระทำการเช่นนี้ในอีกหลายพื้นที่ หรือในอีกด้านหนึ่งก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า หรือนี่จะเป็นเพียงพื้นที่แรกๆที่ถูกสาวไส้ออกมา แต่ความจริงมีการกระทำเช่นนี้อยู่ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย
