Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

"สุชาติ" แจง กสม.จะตรวจสอบเรื่องส่งชาวอุยกูร์ทั้ง 40 คนไปจีนเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย กสม. เผยรัฐบาลไม่เคยเข้ามาปรึกษา ผิดหวังที่ไม่ปรึกษากันทำให้รอบคอบรัดกุมกว่านี้ กสม.เตือนไปว่ามีนานาประเทศกังวลก็ได้คำตอบว่าไม่มีแผนส่งกลับตลอด แล้วการจะส่งกลับจีนรัฐบาลไทยต้องดูข้อมูลรายงานว่าที่ผ่านมารัฐบาลจีนปฏิบัติกับชาวอุยกูร์อย่างไรไม่ใช่ฟังที่เขารับปาก 

28 ก.พ.2568  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุชาติ เศรษฐมาลินี ในฐานะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และติดตามประเด็นผู้ต้องกักชาวอุยกูร์ในสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซอยสวนพลูอย่างใกล้ชิด ให้สัมภาษณ์กับประชาไทถึงประเด็นที่รัฐบาลไทยดำเนินการส่งชาวอุยกูร์ที่ถูกกักขังทั้ง 40 คนกลับประเทศจีนครั้งนี้ถึงแนวทางที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนจะต้องดำเนินการต่อหลังจากนี้

กรรมการสิทธิฯ กล่าวว่า อํานาจหน้าที่ของ กสม.ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในมาตรา 26 ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน และกสม.สามารถที่จะเข้าไปตรวจสอบการละเมิดสิทธิได้ไม่ว่าจะมีผู้ร้องเรียนหรือไม่มีผู้ร้องเรียนมาก็ตามมาตรา 34  และกรณีที่เกิดขึ้นนี้ก็มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นการละเมิดสิทธิ เราก็เห็นว่าเราจะหยิบยกขึ้นมาในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิ์ในการดําเนินการของรัฐบาลแล้วก็ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดว่ามีการละเมิดหรือไม่อย่างไร เพื่อที่จะได้ทํารายงานเผยแพร่

นอกจากการทำรายงานแล้ว กสม.จะต้องไปร่วมประชุมในสถาบันสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ(ยูเอ็น) เพื่อไปรายงานการละเมิดสิทธิต่างๆ ทุกปี ยูเอ็นก็จะมีคณะทํางานเกี่ยวกับการต่อต้านการทรมาน  ที่คงจะเป็นสปอร์ตไลท์มาที่เรื่องนี้ที่จะต้องซักถามทาง กสม.อย่างแน่นอน  ว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไรเพราะฉะนั้นในส่วนนี้ กสม.ก็จะต้องเตรียมข้อมูลที่จะต้องไปนําเสนอในที่ประชุมของคณะกรรมการต่อต้านการทรมาน

“เพราะฉะนั้นกรณีที่เกิดขึ้นนี้ทางสหประชาชาติเองก็มีคําแถลงการณ์ตำหนิไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงตรงนี้  ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ทาง กสม.คงจะต้องไปรายงานกับเขาอย่างแน่นอน” กรรมการสิทธิฯ กล่าว

ทั้งนี้เมื่อถามสุชาติว่าทาง กสม.สามารถดำเนินการทางกฎหมายอะไรได้หรือไม่ในกรณีตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานและบังคับสูญหาย เขาตอบว่าในส่วนของพ.ร.บ.ป้องกันทรมานฯ ตามกฎหมายจะมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและบังคับสูญหายที่มีประธานเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หากมีกรณีใดที่มีเหตุเกี่ยวกับการซ้อมทรมานก็จะไปเข้ากรรมการ

กรรมการสิทธิฯ อธิบายต่อว่า เพราะฉะนั้นในส่วนของ กสม.จะดูเรื่องการละเมิดสิทธิว่าเป็นอย่างไร ซึ่งในประเด็นตามมาตรา 13 ของพ.ร.บ.ป้องกันทรมานฯ เรื่องการส่งกลับไปและได้รับการทรมาน ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของรายงานที่ กสม.จะทำแล้วส่งเข้าไปประกอบให้กับกรรมการชุดนี้ที่จะนําไปพิจารณาต่อไป เชื่อว่าเรื่องนี้หาก กสม.หยิบยกมาตรวจสอบก็จะเข้าทั้ง กสม.และคณะกรรมการป้องกันซ้อมทรมานฯ ด้วยที่จะต้องวินิจฉัยออกมาว่าเกิดการกระทำผิดตามมาตรา 13 ในการส่งกลับไปให้ได้รับอันตรายในครั้งนี้หรือไม่ 

“ในส่วนของข้อมูลของ กสม.เองเนี่ยซึ่งหลักสิทธิในเรื่องการไม่ถูกผลักดันกลับให้ไปได้รับอันตราย (non-refoulement) ก็เป็นเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่ในขอบเขตที่ กสม.คงจะต้องพูดถึงในรายงานของเราอยู่แล้ว” สุชาติกล่าว

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลไม่เคยเข้ามาปรึกษา ยืนยันไม่มีแผนตลอด

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าทางรัฐบาลได้มาแจ้งให้ทราบหรือปรึกษาขอคำแนะนำกับทาง กสม.ก่อนหรือไม่ก่อนที่จะเกิดการดำเนินการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับไปประเทศต้นทาง กรรมการสิทธิฯ ตอบว่าไม่มีเลย มีแต่ทาง กสม.ที่เฝ้าติดตามเรื่องนี้เองเพื่อไม่ให้ผู้ต้องกักถูกส่งกลับตลอดเพราะมีองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ ทั้ง UNHCR และ OHCHR รวมถึงนานาประเทศและกลุ่มประเทศมุสลิมที่สอบถามเข้ามา ทาง กสม.ก็แจ้งความกังวลเหล่านี้แก่หน่วยงานระดับปฏิบัติจนถึงระดับนโยบายอย่างสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) หรือสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(ตม.) ก็ได้รับคำตอบมาตลอดว่าไม่มีนโยบายที่จะส่งพวกเขากลับ

“ยืนยันกับเรามาตลอดว่าไม่มีนโยบายการส่งกลับ แม้แต่วันที่ 26 ผมก็ยังเช็กที่ ตม.ก็ยังรับสายผมก็ยังยืนยันว่าไม่มี ซึ่งก็คือในที่สุดก็ปฏิบัติการลักหลับคืนนั้น จริงๆ ผมก็ไม่ได้หลับทั้งคืนเพราะไม่ใช่เฉพาะองค์กรในประเทศไทย ต่างประเทศต่างๆ  เยอะแยะมากมายติดต่อกับผมมาตลอดเพราะข้อมูลที่เขาได้รับมา”

“กสม.ก็รู้สึกเสียใจผิดหวังมากเพราะว่ามันน่าจะได้มีการปรึกษาหารือกันให้มันรอบคอบมากกว่านี้ไม่ใช่การตัดสินใจแบบนี้ ไม่มีความรอบคอบ ไม่มีความรัดกุม ก็เลยมีลักษณะที่ถูกวิจารณ์ไป เหมือนกับเราเป็นลูกจ๊อกของจีน กลัวจีน  ไปเอาจีนอะไรกันนักหนา  เพราะฉะนั้นสิ่งนี้มันก็สะท้อนได้จากการถูกรุมประณามจากสหประชาชาติ จากประเทศมหาอํานาจและองค์กรเอกชนอื่นๆ มากมาย”

สุชาติกล่าวว่าได้เห็นแล้วว่าการตัดสินใจแบบนี้มีปัญหาอย่างมาก ซึ่งหลังจากนี้ทาง กสม.ก็จะเข้าไปตรวจสอบการปฏิบัติที่เกิดขึ้นต่อไป

รัฐบาลไทยต้องดูข้อมูล ไม่ใช่แค่จีนรับปาก

นอกจากนั้น กรรมการสิทธิฯ ยังรู้สึกผิดหวังมากที่ทางฝ่ายไทยยืนยันว่าทางเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนบอกว่าจะปลอดภัย และถ้าไม่ปลอดภัยไทยก็ไม่ส่งไปนั้น ทางจีนก็ต้องรับรองความปลอดภัยอยู่แล้ว แต่การพิจารณาว่าจะส่งกลับไปหรือไม่ทางการไทยต้องดูบริบทที่พวกเขาถูกกระทําในอดีตที่ผ่านมาว่ามีสัญญาณหรือสิ่งที่บ่งชี้อันควรเชื่อได้ว่าจะเกิดการละเมิดสิทธิหรือไม่ ตามมาตรา 13 พ.ร.บ.ป้องกันทรมานฯ

สุชาติกล่าวว่า ข้อมูลที่จะนำมาพิจารณานั้นมีเต็มไปหมด ทั้งรายงานพิเศษของสหประชาชาติ ข้อมูลต่างๆ ที่พูดถึงการปฎิบัติของรัฐบาลจีนต่อคนอุยกูร์ ทําไมรัฐบาลจึงไม่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้คือสัญญาณที่จะต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่ใช่ฟังแต่คํารับปากของรัฐบาลจีน เป็นปัญหาในการตัดสินใจของรัฐบาลไทยที่ไม่มีความรอบคอบและจะส่งผลกระทบเสียหายอย่างมากต่อประเทศไทย

เมื่อถามว่าเมื่อ กสม.ถามรัฐบาลไปแล้วไม่ได้คำตอบที่ตรงไปตรงมานั้นสร้างปัญหาต่อกลไกตรวจสอบการละเมิดสิทธิของ กสม.หรือไม่

สุชาติบอกว่าที่ผ่านมาไม่ใช่การเข้าไปตรวจสอบ แต่เป็นการส่งสัญญาณความกังวลในเรื่องการส่งกลับไปประเทศต้นทางให้กับหน่วยงานต่างๆ ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ทั้งระดับนโยบาย  สมช. และ ตม.และหน่วยงานอื่นๆ และหน่วยงานเหล่านี้ก็แสดงท่าทีว่าตระหนักในเรื่องนี้ ทางหน่วยงานเหล่านี้ก็ยืนยันมาตลอดว่าไม่มีนโยบายที่จะส่งกลับ  แต่ก่อนหน้านั้นไม่มีสัญญาณใดๆ จากหน่วยงานเหล่านี้ว่าจะส่งชาวอุยกูร์กลับ

“ถึงแม้ว่าจะมีสัญญาณที่เราได้รับมาจากภายนอกตลอด  เตือนมาตลอด กังวลมาตลอดว่ามีข่าวมาว่าจะมีการส่ง พวกนี้(หน่วยงานรัฐ) ก็ เฮ้ย ไม่จริง ข่าวโกหกข่าวลือข่าวลวงอะไรต่างๆ”

ได้รับความร่วมมือมาตลอด ไม่นึกว่าสุดท้ายจะส่งกลับ

สุชาติกล่าวว่าตั้งแต่เขาเข้ามาเป็น กสม.ชุดที่ 4 ก็พยายามที่จะเข้าไปเยี่ยมตั้งแต่เข้ามารับหน้าที่ แต่ปรากฏว่าถูกปฏิเสธไม่ยอมให้ กสม.เข้าเยี่ยม จนกระทั่งเกิดเหตุมีผู้ต้องกักชาวอุยกูร์เสียชีวิต  2 ราย เมื่อปี 2566 ตอนเดือนกุมภาพันธ์  1 ราย แล้วก็เดือนเมษายน  1 ราย ทาง กสม.จึงต้องเข้าตรวจสอบการละเมิดสิทธิ กสม.ทำหนังสือยืนยันว่าถึงอย่างไรก็ต้องเข้าไปตรวจสอบเพราะเป็นอํานาจหน้าที่ของ กสม.ที่จะต้องตรวจสอบว่ามีการทําร้าย มีการทรมานหรือไม่ และหาสาเหตุการเสียชีวิต

จนในที่สุด ตม.ก็ยอมให้ กสม.เข้าไปครั้งแรกหลังเดือนเมษายน 66 ทางเจ้าหน้าที่ก็สรุปเรื่องให้ฟังแต่พอพยายามขอคุยกับผู้ต้องกักทางเจ้าหน้าที่ก็ยอมให้คุยผ่านโทรศัพท์เท่านั้น ทาง กสม.จึงได้ทำรายงานสรุปออกมาหลังจากได้คุยกับทุกฝ่ายรวบรวมข้อมูล

กรรมการสิทธิฯ กล่าวต่อว่า ตอนนั้น กสม.วินิจฉัยว่าพบการละเมิดสิทธิมนุษยชน แน่นอนว่าไม่พบการทรมาน เป็นการเจ็บป่วยจนเสียชีวิตจริง แต่เนื่องจากสภาพแวดล้อมสุขอนามัยต่างๆ ข้างในที่แย่ตามสภาพของ ตม.สวนพลู แล้วยังเอามากักขังเป็นเวลานับ 10 ปี โดยที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ หรือจะได้เป็นอิสรภาพเมื่อไหร่ โดยที่ไม่มีกฎหมายที่จะดำเนินคดีพวกเขาได้ จึงถือว่าการจํากัดเสรีภาพของพวกเขาอย่างไม่มีขอบเขตแบบนี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

หลังจากทำรายงานฉบับนั้นออกมาเสร็จแล้วจึงได้ทำข้อเสนอไปว่าจะต้องมีแพทย์จากสำนักจุฬราชมนตรีเข้าไปด้วย ต้องหาต้องหาสถานที่ใหม่ที่สภาพแวดล้อมมีความเหมาะสมไม่ใช่ให้อยู่กันอย่างแออัด และจะต้องให้พวกเขาได้ติดต่อสื่อสารมีสิทธิในการที่จะพูดคุยกับญาติ ไม่ให้อยู่ในโลกมืดติดต่อใครไม่ได้  และข้อเสนอสุดท้ายคือจะต้องหาทางมีทางเลือกให้พวกเขาไปสู่ประเทศที่ 3  ตามความสมัครใจและ กสม.ไม่ได้บอกว่าให้ส่งกลับประเทศจีน

“ปรากฏว่าข้อเสนอแนะของ กสม.ข้อต่างๆ เราก็พยายามติดตามมาโดยตลอดเป็นการคุยกันปรึกษาหารือกันเป็นไปด้วยดี  เรามีความรู้สึกและมีความเชื่อมั่นแบบนั้น เพราะว่าข้อเสนอต่างได้รับการตอบสนองอย่างดี  ในที่สุดเขาก็ยอมให้หมอจากสํานักจุฬาฯ  เข้าไปอย่างต่อเนื่องเกือบแทบทุกอาทิตย์ด้วยซ้ำ” สุชาติกล่าวถึงความร่วมมือในช่วงที่ผ่านมาจากหน่วยงานไปจน สมช.ที่ช่วยหาช่องทางให้ผู้ต้องกักสื่อสารกับครอบครัวได้และยังมีการพูดถึงเรื่องการย้ายชาวอุยกูร์เหล่านี้ไปที่ ตม.บางเขนที่สภาพห้องดีกว่าด้วยรวมถึงการปรับปรุงห้องกักที่สวนพลูที่ได้งบประมาณมาแล้ว

กรรมการสิทธิฯ บอกว่าเมื่อได้เห็นความร่วมมือเหล่านี้ก็ทำให้รู้สึกสบายใจในระดับหนึ่งว่าจะมีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ผู้ต้องกัก แม้ว่าการจะส่งไปสู่ประเทศที่สามจะยังต้องหาจังหวะที่เหมาะสมต่อไป แต่ก็ไม่คิดว่าสุดท้ายจะมีการส่งกลับเกิดขึ้นแบบนี้ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นเรื่องที่ทำให้เกียรติภูมิของประเทศไทยในเรื่องสิทธิมนุษยชนเสียหายอย่างมาก 

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราไปอวดอ้างบอกว่าเราจะเคารพสิทธิโน่นนี่นั่น กระเหี้ยนกระหือรือ ที่จะไปขอสมัครเป็นกรรมการของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ  จนกระทั่งได้รับความไว้วางใจได้รับการโหวตเข้าไปเป็นกรรมการ  ผมถามว่าตอนนี้ถ้าคุณเป็นกรรมการอยู่ตรงนั้น คุณจะเอาหน้าไปมองเขายังไงในขณะที่ทั่วโลกยกเว้นประเทศจีนมาตราหน้าเราว่าเราปฏิบัติการอย่างไร้มนุษยธรรมในการที่ส่งเค้ากลับไปเพื่อที่จะสู่อันตราย”

สุชาติตั้งคำถามกับรัฐบาลว่า ที่รัฐบาลบอกว่าพวกเขากลับไปจะไม่ได้รับอันตรายนั้น รัฐบาลได้เคยติดตามชะตากรรมของคนที่ถูกส่งกลับไป 109 คนก่อนหน้านี้หรือไม่ว่าเป็นอย่างไร และทางรัฐบาลจีนเคยมาอธิบายหรือไม่

การกักเป็นการละเมิด แต่การส่งกลับเป็นการละเมิดซ้ำ

ทั้งนี้เมื่อถามว่า ตามที่รัฐบาลแถลงข่าวว่าการส่งกลับครั้งนี้เหตุผลหนึ่งคือการกักขังเอาไว้เคยถูกพิจารณาว่าเป็นการทรมานและเมื่อไม่มีประเทศที่สามมารองรับพวกเขาจึงต้องส่งกลับนั้น เป็นเหตุเป็นผลในทางกฎหมายหรือไม่

สุชาติกล่าวว่าการส่งกลับจีน ยิ่งเป็นการทําผิดซ้ำสองเพราะในมาตรา 13 ชัดเจนว่าถ้ามีเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่าส่งกลับไปประเทศต้นทางเขาจะได้รับการทรมาน ก็ยิ่งเป็นการส่งกลับไปเผชิญการทรมาน จึงต้องหาทางในระหว่างที่ส่งไปประเทศที่สามไม่ได้ก็ต้องหาทางให้พวกเขามีชีวิตอยู่อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้มากที่สุด และที่ผ่านมาตามที่กล่าวไปทางหน่วยงานรัฐก็พยายามระดับหนึ่งในทางที่ดีอยู่แล้ว และหากจะเกรงว่าทำแล้วผิดกฎหมายป้องกันทรมานที่ออกมาตั้งแต่ปี  2565 ทำไมไม่รีบจัดการ 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง