นานาประเทศและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ ร่วมกันออกแถลงการณ์ประณามไทยที่ส่งตัวชาวอุยกูร์ทั้ง 40 คนกลับไปเผชิญอันตรายที่จีน เรียกร้องไทยให้ติดตามตรวจสอบและจีนจะต้องไม่ละเมิดสิทธิคนเหล่านี้ ด้านสภาอุยกูร์โลกที่นอกจากจะวิจารณ์การกระทำของรัฐบาลไทยตั้งแต่การส่งกลับ 109 คนเมื่อครั้งก่อนและไม่ได้คุ้มครองคนที่ยังเหลือให้ดีจนนำมาสู่การส่งกลับอีกรอบครั้งนี้แล้ว ยังวิจารณ์ UNHCR ว่าล้มเหลวในการคุ้มครองพวกเขาเพราะแรงกดดันจากจีนด้วยโดยอ้างอิงจากรรายงานของสื่อด้านสิทธิมนุษยชนที่เคยรายงานว่า UNHCR ไม่ได้ดำเนินการอย่างที่ควรเป็นเนื่องจากกังวลเรื่องการถูกตัดงบช่วยเหลือ
28 ก.พ.2568 หลังเหตุการณ์รัฐบาลไทยส่งตัวชาวอุยกูร์ที่เป็นผู้ต้องกักจำนวน 40 คนในสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสวนพลู กลับประเทศจีน นอกจากกระแสวิจารณ์จากนักสิทธิมนุษชนในไทยเองว่าอาจขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายไทยแล้ว สถานทูตนานาประเทศและองค์กรระหว่างประเทศยังออกแถลงการณ์ประณามไทยต่อเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยว่าการส่งกลับครั้งนี้อาจเป็นการส่งชาวอุยกูร์เหล่านี้กลับไปเผชิญอันตราย
สภาอุยกูร์โลกไม่เพียงประณามไทยแต่วิจารณ์ UNHCR ว่าทำงานล้มเหลวด้วย
เมื่อวานนี้หลังจากปรากฏข่าวเหตุการณ์ครั้งนี้ สภาอุยกูร์โลก (The World Uyghur Congress หรือ WUC) ออกแถลงการณ์ต่อเรื่องนี้และไม่ได้วิจารณ์เพียงรัฐบาลไทยแต่ยังรวมถึง UNHCR ด้วย
สภาอุยกูร์โลกประณามไทยอย่างรุนแรงว่าการบังคับส่งกลับชาวอุยกูร์ทั้ง 40 คนนี้เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการไม่ส่งกลับบุคคลกลับไปเผชิญอันตรายในประเทศต้นทางที่ผลักดันให้บุคคลต้องเผชิญอันตรายร้ายแรง ทั้งความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดี ทรมานและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงจากทางการจีน
“ไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตานานาประเทศจากปัญหานี้และจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนนี้ รวมถึง UNHCR ที่ล้มเหลวในภารกิจปกป้องกลุ่มคนที่เสี่ยงต่อการเผชิญอันตรายรุนแรง”
นอกจากสภาอุยกูร์โลกจะวิจารณ์การกระทำของรัฐบาลไทยตั้งแต่การบังคับส่งกลับชาวอุยกูร์ทั้ง 109 คนกลับไปจีนเมื่อครั้งก่อนแม้ว่าจะเคยให้สัญญากับ UNHCR ไว้แล้ว สำหรับชาวอุยกูร์ที่ยังเหลืออยู่ก็ถูกปฏิเสธที่จะให้มีตัวแทนทางกฎหมาย การคุ้มครองด้านมนุษยธรรม การได้รับโอกาสที่จะได้ย้ายถิ่นฐานออกไปแม้ว่านานาชาติจะเคยเรียกร้องซ้ำๆ แล้วก็ตาม
ในแถลงของ WUC ยังวิจารณ์บทบาทของ UNHCR ด้วยว่าแม้จะให้สัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลือ แต่ก็ล้มเหลวในการปกป้องกลุ่มผู้ลี้ภัยเหล่านี้มาเป็นเวลานานถึงทศวรรษ เนื่องจากต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากทางการจีน การแทรกแซงของ UNHCR นั้นช้าเกินไปและไม่เพียงพอ
สภาอุยกูร์โลกระบุว่าตามที่ก่อนหน้านี้ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยระงับส่งตัวชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน เพราะจะเป็นอันตรายต่อชีวิตของผู้ที่ถูกส่งตัวกลับและส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศแล้ว ในครั้งนี้ยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยออกมายืนยันต่อสถานการณ์นี้ รวมถึงชี้แจงถึงชะตากรรมของชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งตัวกลับไป
สภาอุยกูร์โลกยังเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติ (UN), สหภาพยุโรป (EU) และรัฐบาลที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อตอบสนองต่อการส่งตัวผู้ลี้ภัยในครั้งนี้ โดยเน้นว่าจำเป็นต้องใช้แรงกดดันทางการทูตและกฎหมาย เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีการรับผิดชอบต่อการกระทำที่เกิดขึ้นด้วย
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
องค์กรสิทธิมนุษยชนร่วมประณาม
นอกจากประเทศต่างๆ จะแสดงท่าทีประณามหรือไม่เห็นด้วยแล้ว องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหลายแห่งต่างก็ร่วมประณามการกระทำของไทยครั้งนี้ด้วย
สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เผยแพร่แถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการกระทำของไทยอย่างสุดซึ้ง และระบุว่าที่ผ่านมาทาง UNHCR ได้พยายามขอสิทธิ์เข้าถึงคนกลุ่มนี้มาตลอดและทางเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทยระบุว่าคนกลุ่มนี้แสดงความหวาดกลัวต่อการถูกส่งกลับมา แต่ทาง UNHCR ไม่ได้รับการอนุมัติต่อคำขออีกทั้งเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยยังแจ้งว่าไม่มีการตัดสินใจต่อการเนรเทศคนกลุ่มนี้
“นี่เป็นการละเมิดหลักการห้ามส่งกลับ และภาระผูกพันของรัฐบาลไทยที่มีต่อกฎหมายระหว่างประเทศ” รูเวนดรินี่ เมนิคดิเวล่า ผู้ช่วยข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติด้านการให้ความคุ้มครอง กล่าว และระบุว่าหลักดังกล่าวยังถูกระบุในกฎหมายไทยด้วยคือมาตรา 13 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายของประเทศไทย รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศในมาตรา 16 ของ ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และมาตรา 14 ของปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
แถลงระบุว่าทาง UNHCR แสดงความกังวลต่อการกักขังคนเหล่านี้มาตั้งแต่ 2557 แล้ว รวมถึงเร่งให้เจ้าหน้าที่แก้ไขปรับปรุงสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมของพวกเขา มอบทางเลือกที่จะไม่ถูกกักกันและทางออกที่ปลอดภัยที่เป็นไปได้ ทั้งนี้ยังเรียกร้องไทยให้ยุติการบังคับส่งกลับบุคคลจากไทยด้วย
ทางด้าน โวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ระบุว่าการกระทำของไทยครั้งนี้ชัดเจนว่าเป็นการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนและมาตรการสากลทั้งหลักการไม่ส่งกลับบุคคลไปเผชิญอันตรายในมาตรา 3 ของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) และมาตรา 7 ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ไทยเป็นภาคีรวมถึงกฎหมายภายในของไทยเองด้วย
"หน่วยงานของข้าพเจ้าได้เรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้ทางการไทยเคารพพันธกรณีของตนภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับบุคคลเหล่านี้ ซึ่งต้องการความคุ้มครองระหว่างประเทศ" เติร์กระบุ
ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนยังเรียกร้องให้ทางการจีนเปิดเผยที่อยู่ของชาวอุยกูร์ทั้ง 40 คนนี้ และพวกเขาต้องได้รับการปฏิบัติตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนด้วย และยังเรียกร้องถึงทางการไทยว่าจะต้องรับประกันว่าจะไม่มีการส่งตัวชาวอุยกูร์ที่เหลืออีก 8 รายกลับประเทศจีนอีก รวมถึงคุ้มครองพวกเขา อีกทั้งผู้ลี้ภัยอื่นๆ ที่มีสิทธิ์ได้รับการคุ้มครองตามพันธกรณีของไทยภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ออกแถลงการณ์ด้วยเช่นกัน โดย ผู้อำนวยการของแอมเนสตี้ฯ ซาราห์ บรูคส ระบุว่า ไทยควรจะคุ้มครองคนเหล่านี้แต่กลับเพิกเฉยต่ออันตรายที่พวกเขาอาจต้องเผชิญ ถือเป็นการละเลยจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และยังระบุด้วยว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทั้งที่ไทยเพิ่งได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
แอมเนสตี้ฯ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยไม่ละเมิดหลักการไม่ส่งกลับที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ และขอให้รัฐบาลไทยและจีนเปิดเผยยที่อยู่ของบุคคลเหล่านี้ และหากพวกเขายังคงถูกควบคุมตัวอยู่ รัฐบาลจะต้องรับรองว่าสิทธิของพวกเขาจะได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ รวมถึงสิทธิที่จะไม่ถูกทรมานหรือถูกปฏิบัติอย่างโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม รวมถึงต้องให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างเหมาะสมเนื่องจากสุขภาพที่ย่ำแย่ของพวกเขาจากการถูกกักขังนานหลายปี
นานาประเทศร่วมประณาม
เมื่อเวลา 9.00 น. เพจสถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยลงแถลงการณ์ของมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าขอประณามไทยต่อการกระทำดังกล่าว เพราะทำให้พวกเขาต้องอยู่ในประเทศที่ตนไม่มีสิทธิเข้าถึงกระบวนการอันควรตามกฎหมายและจีนยังเป็นประเทศที่เคยกดขี่ข่มเหงชาวอุยกูร์ บังคับใช้แรงงานและทรมาน ในฐานะเป็นพันธมิตรกับไทยมายาวนานรู้สึกตระหนกการกระทำของไทยครั้งนี้
“อาจขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศของไทยภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ นอกจากนี้ การกระทำดังกล่าวยังขัดต่อธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมานานของชาวไทยในการปกป้องกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุด รวมถึงความมุ่งมั่นของไทยที่จะคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอีกด้วย” แถลงการณ์ยังระบุถึงพฤติกรรมของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนด้วยว่า ได้กระทำการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” ต่อชาวมุสลิมอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ในซินเจียง
รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ระบุข้อเรียกร้องต่อทางการจีนและไทยด้วยว่า จีนจะต้องเปิดให้มีการตรวจสอบโดยถี่ถ้วนและสม่ำเสมอเพื่อยืนยันสวัสดิภาพของชาวอุยกูร์ และไทยจะต้องเรียกร้องให้ทางการจีนคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของพวกเขารวมทั้งต้องพิสูจน์การดำเนินการดังกล่าวอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง
ทางด้านสหภาพยุโรปก็ออกแถลงการณ์แสดงความรู้สึกเสียใจต่อการกระทำของไทยเช่นกันโดยระบุว่าไทยได้ละเมิดหลักการไม่ส่งตัวกลับ (non-refoulement) และพันธกรณีของประเทศไทยต่อกฎหมายทั้งในระดับชาติและในระดับระหว่างประเทศในฐานะไทยเป็นประเทศสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human rights Council) ด้วย และได้เรียกร้องต่อทางการจีนให้ปฏิบัติตามพันธกรณีตามกฎหมายระดับชาติรวมถึงรัฐธรรมนูญของประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อคุ้มครองชาวอุยกูร์ทั้ง 40 คน
นอกจากนั้นยังมีสถานทูตอื่นๆ ที่ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยหรือประณามการกระทำของไทยและขอให้คุ้มครองสิทธิมนุษยชนของชาวอุยกูร์เหล่านี้อีก เช่น ประเทศอังกฤษ ประเทศเยอรมนี
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ทำไมสภาอุยกูร์โลกวิจารณ์ UNHCR ล้มเหลวในการปกป้องชาวอุยกูร์?
หากย้อนกลับไปดูแถลงการณ์ของสภาอุยกูร์โลกในส่วนที่กล่าวถึงบทบาทของ UNHCR ที่ไม่เพียงพอต่อการคุ้มครองสิทธิของชาวอุยกูร์ทั้ง 40 คนนี้ แถลงการณ์ได้อ้างอิงถึงรายงานข่าวของ The New Humanitarian สำนักข่าวด้านสิทธิมนุษยชนที่ได้รับทุนจากรัฐบาลหลายประเทศและองค์กรต่างๆ ที่เคยรายงานไว้เมื่อ 2 พ.ค.2567 ว่า UNHCR เคยปฏิเสธคำร้องขอจากรัฐบาลให้ช่วยเหลือชาวอุยกูร์เหล่านี้โดยอ้างว่าเป็นข้อมูลจากเอกสารของ UNHCR เองที่ย้อนหลังได้ถึงปี 2563
รายงานของ The New Humanitarian ระบุว่าเอกสารดังกล่าวนั้นระบุว่ารัฐบาลไทยได้เริ่มร้องขอให้ UNHCR มีบทบาทมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาการกักขังแบบไม่มีกำหนดของชาวอุยกูร์กลุ่มนี้ที่นานเกือบ 5 ปีแล้ว(ณ ปี 2563) แต่เจ้าหน้าที่ของ UNHCR กลับแนะนำว่าไม่ควรดำเนินการดังกล่าว
ในรายงานยังกล่าวถึงเอกสารที่ระบุว่าทางการไทยในปี 2562 เคยอยากให้ทาง UNHCR มีบทบาทมากขึ้นในเรื่องนี้รวมถึงเป็นไปได้ที่จะให้ UNHCR เข้าถึงชาวอุยกูร์ที่ยังถูกกักขังอยู่แต่ก็มีเอกสารอีกฉบับที่ระบุว่าสำนักงานภายในประเทศไทยมองว่าทางการไทยจะใช้ UNHCR เป็นเกราะกำบังควาไม่พอใจจากจีน จึงไม่แนะนำให้ทาง UNHCR ดำเนินการเชิงรุกก่อนที่ทางการไทยจะเข้ามาร่วมดำเนินการอย่างเป็นทางการ
นอกจากนั้นยังมีเอกสารอีกฉบับที่ถูกอ้างอิงในรายงานว่าอาจเกิดผลกระทบเชิงลบต่อการดำเนินงานของ UNHCR ในจีน และกระทบต่อเงินทุนและการสนับสนุนต่อ UNHCR ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับล่าง 10 คนและโครงการที่มีมูลค่า 7.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ในรายงานข่าวชิ้นนี้ยังอ้างถึงคำให้สัมภาษณ์ของของ ฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียของ Human Rights Watch ที่มีต่อประเด็นนี้ด้วยว่าเป็นเรื่องที่น่าตกใจว่าบันทึกเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าทางการไทยกดดันให้ UNHCR เข้ามามีบทบาทแต่หน่วยงานนี้กลับลังเลเพราะกลัวทางการจีนจะโกรธและลดความร่วมมือลดการบริจาคให้องค์กรนี้
