หลังจากยื้อกันมา 1 สัปดาห์ว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะรับคดีฮั้วโกงเลือก สว.ไว้เป็นคดีพิเศษหรือไม่ ตอนนี้ก็ได้ผลสรุปออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า จะรับในส่วนของคดีฟอกเงิน ตามข่าวที่ปรากฏออกมาว่าอาจมีการใช้เงินถึง 300 ล้านบาท ส่วนเนื้อหาคดีที่เข้าข่ายเป็นการทุจริตการเลือกก็ให้ไปอยู่กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งอันที่จริงมีการร้องเรียนเรื่องนี้กับ กกต. เกือบ 9 เดือนแล้วแต่ไม่เห็นความคืบหน้า
คดีนี้แม้จะเรียกสั้นๆ ว่า ‘ฮั้วเลือก สว.’ แต่ในความเป็นจริงกฎหมายเองกำหนดกติกาที่ทำให้ผู้สมัครต้องมารวมตัวกันอยู่แล้ว เพื่อหาคะแนนดันตัวเองหรือชักชวนกันเทคะแนนให้ใครสักคนที่ผู้สมัครด้วยกันเห็นดีเห็นงามว่าควรจะได้เป็น สว. ตามที่เคยมีคนอธิบายไว้
สิ่งที่กฎหมาย ‘ห้าม’ จริงๆ นับเป็นการทุจริตคือ การใช้เงินหรือสัญญาว่าจะให้ประโยชน์ในทางใดทางหนึ่งเพื่อจ้างให้ลงคะแนน ซึ่งต้องไปพิสูจน์หาเส้นทางการเงินกันมากกว่าการจับผิดว่าใครคุยกับใครบ้าง
ผลของกระบวนการสืบสวนคดีในมือทั้ง 2 องค์กรยังไม่รู้ว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร เพราะหลักฐานรายชื่อหลุดหรือการสังเกตการณ์ของภาคประชาสังคมจนพบความผิดปกติในการลงคะแนน ก็ยังเป็นแค่ข้อมูลแวดล้อมที่ยังไม่สามารถมัดตัวใครได้ แต่การแหย่รังแตนครั้งนี้อาจจะส่งผลอย่างสำคัญต่ออีกหลายเรื่อง เช่น การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ความอยู่รอดของพรรคการเมืองและนักการเมืองทุกค่ายภายใต้กำมือขององค์กรอิสระหลังจากนี้ และอาจยาวไปถึงผลลัพธ์ของการเลือกตั้งครั้งหน้าด้วย
เขย่า ‘สว.สีน้ำเงิน’ ปลดล็อคแก้รัฐธรรมนูญ ?
มีการตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุที่ดีเอสไอรับเรื่องร้องเรียนให้สืบสวนสอบสวนการฮั้วโกงเลือก สว.ครั้งนี้ นอกจากเหตุผลที่ผู้ร้องอ้างว่าเคยร้อง กกต.แล้วแต่เรื่องไม่เดิน ยังมาจากความพยายาม ‘เกลี่ยเสียงของ สว.สายสีน้ำเงิน’ ให้กระจายออกบ้างเพราะการปรับโครงสร้างทางการเมืองผ่านการร่างรัฐธรรมนูญใหม่และการผลักดันกฎหมายล้วนต้องใช้เสียงของ สว.จำนวนมากทั้งสิ้น
มีข้อวิเคราะห์มากมายจากสื่อหลายค่ายเพื่อประเมินจำนวน สว. กลุ่มใหญ่ที่สุด เช่น ช่วงแรกหลังการเลือก สว.เสร็จสิ้นกรุงเทพธุรกิจประเมินว่ามีอยู่ที่ราวๆ 123 คน หรือ บีบีซีไทยที่จับสังเกตจากการโหวตของ สว. อย่างการโหวตประธานวุฒิสภา รองประธานฯ ก็พบว่าอาจมีถึง 150 คน
ไม่แปลกที่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องสะดุดอยู่หลายหนจนปัจจุบัน
ล่าสุด เมื่อสภาล่างพยายามดันให้ทำประชามติแค่ 2 ครั้ง คือ หลังจากแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มาร่างใหม่ และหลังจากได้ร่างรัฐธรรมใหม่จาก สสร.มาแล้ว แต่พรรคร่วมรัฐบาลอย่าง ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา ต้องการประชามติ 3 ครั้ง คือ ให้ถามประชาชนก่อนตั้งแต่ต้นด้วยว่าจะให้แก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ และสส.ภูมิใจไทยปฏิบัติการด้วยการไม่เข้าร่วมประชุมสภาในวาระพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกันทั้งพรรค
ส่วน สว.บางส่วนที่ยื่นญัตติขอให้สภาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าต้องทำประชามติกี่ครั้ง ได้ขอให้เลื่อนวาระตัวเองมาพิจารณาก่อนญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ อ้างว่าเพื่อทำให้ทุกอย่างชัดเจน แต่สุดท้ายการประชุมก็ล่มไป เพราะเมื่อลงมติกลายเป็นนอกจากเสียงฝ่ายค้านที่ยืนยันว่าไม่ให้เลื่อนขึ้นมาเพราะไม่มีความจำเป็นแล้ว กลับมีเสียง สว.จำนวนมากโหวตไม่ให้เลื่อนด้วย กลายเป็นเสียงข้างมากว่าไม่เลื่อน จากนั้นเกิดการแก้เกมกันไปมาจนสุดท้ายสภาล่ม 2 วันติด และฝั่งรัฐบาลต้องเปลี่ยนแนวกลับไปถามศาลรัฐธรรมนูญอีกเป็นรอบที่ 3 เรื่องประชามติ
และไม่ว่าจะอย่างไร การจะได้รัฐธรรมนูญใหม่ต้องอาศัยเสียง สว.ช่วยลงมติให้ถึง 67 เสียงในการโหวต
(1) ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อให้ตั้ง สสร.ได้
(2) ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ยกร่างแล้วเสร็จ
นี่จึงเป็น ‘อำนาจล้นพ้น’ ของสภาสูงในการกำหนดเส้นทางหลักของการเมือง อีกทั้ง สว.ชุดนี้จะอยู่ไปจนถึงปี 2572 หรือเท่ากับอยู่คร่อมถึงกลางเทอมของรัฐบาล/สส.ชุดหน้า
ทางด้าน สว.เองก็สู้กลับอย่างหนักและทันควัน ในการแถลงข่าวตอบโต้ของฝั่ง สว.เมื่อวันที่ 21 ก.พ.2568 ซึ่งมี มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภาร่วมด้วย โดยในการแถลงวันนั้น พ.ต.อ. กอบ อัจนากิตติ พูดถึงความพยายามของดีเอสไอในการเอาคดีไปทำเองครั้งนี้ว่า มีประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเหตุปัจจัยแล้วยังพยายามจะทำด้วยวิธีที่ฉ้อฉลด้วย
องค์กรอิสระพ้นวาระเพียบ สว.ไฟเขียวสุดท้าย
นอกจากเรื่องรัฐธรรมนูญ สว.ยังมีอำนาจในการอนุมัติตั้งแต่งกรรมการในองค์กรอิสระที่กำลังสรรหากันใหม่หลังคนเก่าหมดวาระ
เฉพาะในปีนี้ มีองค์กรอิสระที่ชี้เป็นชี้ตายนักการเมือง-พรรคการเมือง ที่หมดวาระหลายตำแหน่ง ทั้ง ป.ป.ช. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ไปจนถึงคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินหรือ คตง.ที่เรื่องยังค้างคาอยู่ว่าจะได้ตั้งหรือไม่
กรรมการในองค์กรอิสระที่หมดวาระในปีที่ผ่านมาแล้วยังสรรหากันอยู่รวมถึงที่จะหมดในปีนี้ทั้ง 4 องค์กรนี้รวมแล้วทั้งหมด 16 คน (มี คตง. 4 คนที่รอ ครม.ทูลเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว แต่ก็มีคดีในศาลปกครองที่ยังไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร)
ตามกฎหมายจะกำหนดให้มี ‘คณะกรรมการสรรหา’ ขึ้นมาในการคัดเลือกคนที่เสนอตัวสมัครเข้ามาชิงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ เป็นด่านแรกก่อนส่งไปยัง สว.เพื่อพิจารณาขั้นสุดท้าย ไฟเขียว-ไฟแดง
ขั้นตอนและสัดส่วนคณะกรรมการสรรหาของแต่ละองค์กรไม่ต่างกันมากนัก โดยจะอาศัยกรรมการโดยตำแหน่งกว่าครึ่ง นั่นคือ ประธานศาลฎีกา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้าน ประธานศาลปกครองสูงสุด ส่วนที่ตั้งเข้ามาใหม่ทุกครั้งจะเป็นกรรมการที่ได้รับการคัดเลือกมาจากองค์กรอิสระด้วยกันเอง ได้แก่ กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ กสม. คตง.และผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่กรรมการสรรหาตามโควตาองค์กรอิสระนี้จะถูกตัดออกไป 1 คนหากต้องเลือกองค์กรตัวเอง เช่น ถ้าเป็นการสรรหา กกต. ก็จะไม่มีกรรมการสรรหาจากทาง กกต.ในคณะ
ในชั้น สว. ก็จะมีการตั้งกรรมาธิการมาตรวจสอบประวัติ ซ้ำอีกหน (จำนวนไม่เกิน 15 คน) ก่อนที่จะให้ที่ประชุม สว.ลงมติในท้ายที่สุด
กมธ.สอบประวัติ ตามข้อบังคับประชุม สว. หมวด 5 กำหนดให้เลือกมาจาก กมธ.กิจการวุฒิสภา(วิปวุฒิ) จำนวน 3 คน ส่วนที่เหลือให้วุฒิสภา เลือกคนมาจาก กมธ.ชุดอื่นๆ (กมธ.สามัญ) เสนอกันมา แต่ก็เป็นที่รู้กันว่า สว.ใน กมธ.ส่วนใหญ่ก็เป็นค่ายสีน้ำเงิน
มาถึงชั้นนี้ ถ้า สว.ให้ผ่านก็แล้วไป แต่ถ้าไม่ให้ผ่านก็ต้องวนกลับไปให้คณะกรรมการสรรหาเลือกมาเสนอกันใหม่อีกรอบ

ป.ป.ช.กำลังจะเลือกใหม่ 3 คน
กลับมาดูที่สถานการณ์ล่าสุด เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาท่ามกลางข่าวคดีฮั้วโกงเลือก สว.มีข่าวสำคัญแทรกเข้ามาคือ คณะกรรมการสรรหาเคาะเสนอชื่อกรรมการใหม่ 3 คน ของ ป.ป.ช.มาแทนคนที่ครบวาระไปแล้วในเดือนธันวาคม 2567 คือ
1. ประกอบ ลีละเปสนันท์ รองประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ (แทน พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ)
2. เพียรศักดิ์ สมบัติทอง อธิบดีอัยการ สำนักงานคณะกรรมการอัยการ รักษาการในตำแหน่งอธิบดีอัยการภาค 2 (แทน วิทยา อาคมพิทักษ์)
3. ประจวบ ตันตินนท์ ผู้สอบบัญชีอิสระ และอดีตผู้บริหารบริษัทมหาชน (แทน สุวณา สุวรรณจูฑะ)
ทั้ง 3 ชื่อผ่านกรรมการสรรหาเรียบร้อยแล้วกำลังจะส่งต่อไปให้กับ สว.พิจารณาโดยการหากรรมการ ป.ป.ช.ใหม่ถึง 3 คนในครั้งนี้จะเท่ากับสัดส่วน 1 ใน 3 ของกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งหมดเลยทีเดียว (กรรมการ ป.ป.ช.ทั้งหมด 9 คน)
แล้วลองดูคดีสำคัญที่อยู่ในการพิจารณาของ ป.ป.ช.ตอนนี้ ยิ่งทำให้ สว.ผู้กดปุ่นไฟเขียวไฟแดงเพิ่มความสำคัญขึ้นไปอีก
- คดีชั้น 14 ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ป.ป.ช.ก็กำลังไล่ไต่สวนกับเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์และโรงพยาบาลตำรวจ รวม 12 คน
- คดีที่ดินเขากระโดงที่ตอนนี้ก็ถูกโยงไปถึงค่ายสีน้ำเงินด้วย
- คดีเข้าชื่อแก้กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์มาตรา 112 ของ สส.พรรคก้าวไกลจำนวน 44 คน
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะเลือกใหม่ 2 คน
ส่วนที่น่าจะได้รู้ผลก่อนเพื่อน คงจะเป็นว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คนที่จะเข้ามาแทนคนที่หมดวาระไป ตอนนี้อยู่ระหว่างรอกรรมาธิการของ สว.พิจารณาผลตรวจสอบประวัติและจริยธรรมอยู่คือ
1. สิริพรรณ นกสวน สวัสดี ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่จะเข้ามาแทน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์
2. ชาตรี อรรจนานันท์ อดีตอธิบดีกรมการกงสุล อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ที่จะเข้ามาแทนปัญญา อุดชาชน ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิที่รับหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่า หรือตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
ทั้งนี้ สว.ที่นั่งอยู่ใน กมธ.สอบประวัติทั้ง 2 คนนี้ มี 3 คนที่ร่วมยื่นญัตติอภิปรายกระทรวงยุติธรรมและดีเอสไอกรณีจะรับคดีฮั้ว สว.ด้วย ได้แก่ เอนก วีระพจนานันท์,อภิชา เศรษฐวราธร และอภิชาติ งามกมล
หากหันมองศาลรัฐธรรมนูญ เราน่าจะไม่ต้องพูดเยอะเรื่องบทบาทว่ามีมากมายแค่ไหน เอาแค่ไม่กี่ปีนี้ก็มีทั้งคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ การต่ออายุให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ บวกกับเรื่องบ้านพักในค่ายทหาร ยุบพรรคอนาคตใหม่ ยุบพรรคก้าวไกล ถอดนายกฯ เศรษฐา มีนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต แค่นี้ก็คงเห็นแล้วว่าการที่ สว.เข้ามากุมการเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้จะส่งผลต่อชีวิตทางการเมืองของพรรคการเมืองและนักการเมืองได้ขนาดไหน
คตง. ยังไม่รู้จะจบอย่างไร
ส่วนกรณีของ คตง. ที่มีกรรมการหมดวาระไป 6 คนเมื่อปี 2567 ที่ผ่านมามีการสรรหาและ สว.พิจารณาลงมติเสร็จไปก่อนเพื่อนทั้ง 6 คน แต่ตอนนี้มีแค่ 4 คนที่ สว.ลงมติให้ผ่านได้จนเสนอชื่อทูลเกล้าฯ แต่อีก 2 คน สว.การลงมติไม่รับทำให้ต้องไปสรรหากันใหม่
คนที่ สว.เห็นชอบ ได้แก่
1. เกล็ดนที มโนสันติ์
2. พรพิมล นิลทจันทร์
3. ยุทธพงษ์ อภิรัตนรังสี
4. เฉลิมพล เพ็ญสูตร
อีกสองคนที่ สว.ไม่เห็นชอบ ได้แก่
1. นิวัติไชย เกษมมงคล
2. พศุตม์ณิชา จำปาเทศ
สว.ใน กมธ.สอบประวัติชุดนี้บางคนก็อยู่ในกลุ่มที่ยื่นญัตติอภิปรายกระทรวงยุติธรรมและดีเอสไอด้วย ทั้ง พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร, พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา, พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ , นิรัตน์ อยู่ภักดี, อภิชาติ งามกมล และ อเนก วีระพจนานันท์
อย่างไรก็ตามระหว่างทางของการสรรหากรรมการ คตง. ก็มีเหตุที่อาจทำให้ต้องไปเริ่มสรรหากันใหม่ทั้งหมด เนื่องจากหนึ่งในผู้สมัครรับการสรรหา พ.ต.อ.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ ไปยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนผลการสรรหาเนื่องจากเห็นว่าการองค์ประกอบกรรมการสรรหาไม่ครบระหว่างการประชุมพิจารณาผู้สมัครหลายนัดขัดกับมาตรา 203 ของรัฐธรรมนูญ เพราะรพจน์ วิศรุตพิชญ์ ประธานศาลปกครองสูงสุดในเวลานั้น ขาดประชุมหลายนัดจากการเข้าผ่าตัดรักษากระดูกต้นคอทับเส้นประสาทอย่างรุนแรง ในช่วงราว 12 ก.ค. - 26 ส.ค.2567
การที่กระบวนการเดินหน้ามาได้เรื่อยๆ จนผลการลงมติของ สว.ออกมาแล้วและกำลังจะส่งชื่อของ 4 คนที่ผ่าน สว.ขอทูลเกล้าฯ ก็เพราะหลังจากศาลปกครองรับฟ้องของ พ.ต.อ.ศิริพลแล้วแต่กลับไม่สั่งคุ้มครองชั่วคราวระหว่างการพิจารณา
ล่าสุด พ.ต.อ.ศิริพลก็ไปยื่นขอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ระงับการส่งชื่อผู้ที่ผ่านการลงมติของ สว.ทั้ง 4 คนยื่นทูลเกล้าฯ แต่งตั้งเพราะเห็นว่าคดียังอยู่ในศาลปกครองหากมีคำพิพากษาตามมาหลังอาจเกิดความเสียหายที่ยากจะเยียวยาภายหลัง และเขายังทูลเกล้าถวายฎีกาขอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งด้วย
กกต.จะหมดวาระอีก 5 คน
สุดท้ายคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่เร็วๆ นี้จะมีกรรมการที่จะหมดวาระ 5 คนจากทั้งหมด 7 คน โดยกรรมการ 3 คนได้แก่ อิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ศาสตราจารย์สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ และปกรณ์ มหรรณพจะหมดวาระในเดือนสิงหาคมและ 2 คนในเดือนธันวาคม
การหมดวาระของกรรมการเกือบยกชุดในปีนี้ เป็นประเด็นหนึ่งที่อาจส่งผลต่อคดีฮั้วโกงเลือก สว.ไปด้วย เพราะการเปลี่ยนตัวกรรมการขององค์กรอิสระที่มีหน้าที่ต้องตรวจสอบการคัดเลือก สว.ชุดล่าสุดนี้ กำลังจะถูก สว.ที่มีข้อครหาว่าได้เข้ามานั่งในวุฒิสภาอย่างผิดปกติจะมีอำนาจในการเคาะว่าจะให้ใครได้เข้ามาเป็น กกต.แทนคนที่หมดวาระไปด้วย
สว.สวนกลับ ล้มล้างการปกครอง-ผิดจริยธรรม
ก่อนถึงวันที่บอร์ดคดีพิเศษจะพิจารณาลงมติคดีฮั้วโกงเลือก สว. เมื่อ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา ฝั่ง สว.ออกมาแถลงข่าวตอบโต้ไป 2 รอบและเปิดอภิปรายในที่ประชุม สว.ไปอีก 1 รอบ ไปจนถึงยื่นสอบ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม และ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ เกี่ยวกับการกระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงเมื่อ 27 ก.พ.2568 และวันพรุ่งนี้ (11 มี.ค.) จะมี 30 สว.ที่ไป ป.ป.ช.เพื่อให้ดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.ทวีในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ด้วย
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว.ในฐานะประธานคณะกรรมมาธิการ (กมธ.) กิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ฯ วุฒิสภา ด้วยบทบาทนี้สังคมจึงได้เห็นเขาในเกือบทุกข่าวที่เป็นการโต้แย้งกับทางดีเอสไอมาตลอด นอกจากนี้ยังมี สว.เป็นผู้รับรองญัตติอภิปรายรมว.ยุติธรรมอีก 10 คน คือ อมร ศรีบุญนาค, เอนก วีระพจนานันท์, อัจฉรพรรณ หอมรส ,อภิชา เศรษฐวราธร, ชวภณ วัธนเวคิน, ชีวะภาพ ชีวะธรรม, วิวัฒน์ รุ้งแก้ว, พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา, พรเพิ่ม ทองศรี และ อภิชาติ งามกมล ( 3 ใน 10 คนนี้นั่งใน กมธ.สอบประวัติผู้ได้รับเสนอชื่อเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอยู่ด้วย)
ประเด็นที่ สว.กลุ่มนี้ใช้ตอบโต้การเข้ามาสืบของดีเอสไอมีอยู่ 3 ประเด็นหลักคือการรับคดีของดีเอสไอจะเป็นทั้งการล้มล้างการปกครอง ผิดจริยธรรม และยังทวงถามถึงการสอบสวน สว.อีกกลุ่มที่มีจำนวน 21+24 ว่ามีการฮั้วกันด้วยหรือไม่
ในการอภิปรายของสมาชิกวุฒิสภา เมื่อ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.ต.ฉัตรวรรษย้ำว่าการตรวจสอบการฮั้วเลือก สว.เป็นหน้าที่ตามกฎหมายของ กกต.การดำเนินการของดีเอสไอเท่ากับเป็นการ ‘ข้ามแดน’ กัน การพยายามใช้บอร์ดคดีพิเศษมาพิจารณารับเป็นคดีเพื่อให้มีอำนาจในการเข้ามาก้าวก่ายถือเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วยังเป็นการยุยงปลุกปั่นเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมายของแผ่นดินอีก
ประธาน กมธ.องค์กรอิสระฯ ยังเปิดอีกประเด็นด้วยการถามกลับไปที่ดีเอสไอว่าเมื่อทำการสืบสวนตรวสอบกลุ่ม สว.138 คนบวกตัวสำรอง 2 คนแล้ว ได้ไปตรวสอบ สว.กลุ่ม 21+24 คน ด้วยหรือไม่ เพราะพบว่ามีการไปประชุมด้วยกันที่โรงแรมในเมืองทองธานีแล้วยังมีประชุมปิดลับจำนวน 400 คนด้วย
ประเด็น ‘สว.กลุ่ม 21+24 คน’ ที่พล.ต.ต.ฉัตรวรรษเปิดเอาไว้นั้น ไม่ได้มีการบอกให้ชัดว่าเป็นกลุ่มไหน แม้จะถูกนักข่าวถาม เขาก็บอกแค่ว่าทราบมาจากผลการเลือกตั้งยกตัวอย่างผลออกมาเป็น 4 สูตร อะไรที่เป็น 4 ก็ออกมาได้หมด
ถกเถียงเชิงหลักการ ฝ่ายบริหาร VS ฝ่ายตรวจสอบ
อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงคือ ดีเอสไอเป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงยุติธรรม ซึ่งฝ่ายบริหารกำกับดูแล ทำให้ถูกตั้งคำถามว่าฝ่ายบริหารกำลังจะเข้ามาแทรกแซงงานขององค์กรอิสระอย่าง กกต.หรืออย่างไร แล้วจะทำให้หลักการแบ่งแยกอำนาจในระบอบประชาธิปไตยที่มี 3 เสาหลักคือ บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการเสียสมดุลหรือไม่ เพราะ สว.เป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายนิติบัญญัติ (แม้บทบาท สว.ที่ผ่านมาอาจจะมีคนไม่อยากนับเป็นส่วนของเสาเท่าไหร่)
ไม่ใช่แค่เรื่องทางหลักการ ในทางกฎหมายดีเอสไอก็ยังต้องอาศัยช่อง ‘เท่าที่มี’ เพื่อให้ตัวเองสามารถเอาคดีไปพิจารณาเองได้ ถ้าดูจากข่าวช่วงแรก จะเห็นว่าดีเอสไอพยายามใช้ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 คืออั้งยี่ โดยใช้เหตุผลว่ามี “ขบวนการในรูปแบบคณะบุคคล มีการจัดตั้งเครือข่ายขบวนการซึ่งปกปิดวิธีการ” และ “มีการวางแผนสลับซับซ้อนทราบกันเฉพาะในกลุ่มขบวนการ” และในขบวนการที่ว่านี้ดีเอสไอระบุว่ามีถึง 1,200 คน ซึ่งจะเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ.2563 มาตรา 77 (3) และความผิดฐานอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 และความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542
แต่ล่าสุด 6 มี.ค.หลังจากเลื่อนมา 1 สัปดาห์ในการประชุมของบอร์ดคดีพิเศษของดีเอสไอลงมติ 11 เสียงให้รับ ไม่รับ 4 เสียงและงดออกเสียง 3 เสียง เท่ากับดีเอสไอเข้ามารับคดีนี้ไว้แต่เหลือแค่ส่วนที่เกี่ยวกับความผิดฐานฟอกเงิน เท่านั้น ถ้าพบเพิ่มเติมว่ามีการกระทำที่อยู่ในความผิดฐานอั้งยี่ หรือยุยงปลุกปั่นก็ค่อยให้เจ้าพนักงานดีเอสไอรับทำคดีได้โดยไม่ต้องขอมติอีก และหากพบการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายการเลือก สว.ก็จะแจ้งให้ กกต.ดำเนินการต่อ
เอาเข้าจริงๆ ปมของเรื่องนี้อาจเป็นดังที่มีผู้วิจารณ์ว่า มาจากความล่าช้าของ กกต. เพราะมีการร้องเรียนไปนานหลายเดือนแล้วแต่ก็ไม่มีความคืบหน้า เช่น หนึ่งในสามคนที่เป็นผู้ยื่นต่อดีเอสไอรับไว้ เป็นคนที่ออกมาเดินสายร้องเรียนตั้งแต่หลังการเลือก สว.เสร็จใหม่ๆ นั่นคือ ภัทรพงศ์ ศุภักษร ที่ยื่นเรื่องถึง กกต.ตั้งแต่ 10 ก.ค.2567 แล้วและเขายังคงติดตามเรื่องนี้จนถึงทุกวันนี้
นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวี รมว.ยุติธรรมก็ออกมาขยี้ต่อด้วยว่า อายุความของเรื่องร้องเรียนเหล่านี้ตามกฎหมายแล้วก็มีเวลาอยู่แค่ 1 ปี นี่ผ่านมาแล้วเกือบ 9 เดือน ทำให้สุดท้ายแล้วหากไม่มีใครดำเนินการกับเรื่องร้องเรียนเหล่านี้เรื่องก็จะจบไป
ทาง กกต.ก็ออกมาชี้แจงทันควัน โดยกางจำนวนเรื่องร้องเรียนให้ตรวจสอบการเลือก สว.ว่าได้รับมาทั้งหมด 577 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จไปแล้ว 299 เรื่อง มีเรื่องที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการทั้งหมด 278 เรื่อง พร้อมกับอธิบายขั้นตอนการทำงานของ กกต.พร้อมแผนภูมิประกอบระบุกรอบเวลาทำงานในแต่ละขั้นตอนภายใน กกต.


แม้ กกต.จะมีการแยกข้อมูลให้ดู แต่ไม่ได้มีรายละเอียดตามมาว่า 500 กว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตเท่าไหร่ หรือเป็นปัญหาคุณสมบัติของผู้สมัคร
นอกจากนั้น กกต.ยังออกมาชี้แจงถึงขั้นตอนพิจารณาด้วยว่าคนเคาะไม่ใช่แค่แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. แต่จะผ่านขั้นตอนพิจารณาของทั้ง กกต.จังหวัด คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา แล้วมาจบที่คณะกรรมการชุดหลัก โดยการพิจารณาก็จะถือตามหลักความเป็นอิสระ เป็นธรรม ตรวจสอบซึ่งกันและกันทุกคำร้อง
แม้เรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่ได้มีเดดไลน์ผลลัพธ์ของคดีในเร็วๆ นี้ และอาจเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนของการประสานประโยชน์ทางการเมือง แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ กกต.ชุดปัจจุบันกำลังจะหมดวาระเกือบยกชุดนี้ในปีนี้ หากบอร์ดดีเอสไอไม่รับคดีบางส่วนไปทำ เมื่อคดีทั้งหมดไปอยู่ในมือ กกต.ชุดใหม่ที่สว.ชุดนี้เป็นคนเลือก เรื่องราวก็จะไม่สนุกสนานอย่างที่เห็น ไม่สามารถเปิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ เพราะสถานการณ์น่าจะเดินไปอย่างไร้ความหวังในทุกเรื่อง “รู้อยู่ แต่ทำอะไรไม่ได้”
