ประธาน กมธ.องค์กรอิสระฯ ตั้งประเด็นปัญหากระบวนการยุติธรรมภายใต้กระทรวงยุติธรรมและดีเอสไอ กรณีดคีฮั้ว สว.เป็นการล้มล้างการปกครอง ถามจะสอบ สว.กลุ่ม 138+2 แล้วจะสอบ สว.กลุ่ม 21+24 ด้วยหรือไม่ สว.ร่วมอภิปรายอีเอสไอและทวีบิเบือนทำ สว.เสียชื่อ ส่วน "เทวฤทธิ์" ชี้อย่าทำลายหลักการแม้ความเป็นอิสระและเป็นกลางของ กกต.จะน่าตั้งคำถาม แต่ดีเอสไอยังอยู่ใต้ฝ่ายบริหารแล้วยังตีความกฎหมายเกินเลย ย้ำ กกต.เองก็ต้องมีกรอบทำงานชัดเจนให้สังคมเห็นด้วย
4 เม.ย.2568 ที่ประชุมวุฒิสภา พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว.ในฐานะประธานคณะกรรมมาธิการ (กมธ.) กิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ และการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา เสนอญัตติให้วุฒิสภาพิจารณาปัญหาด้านกระบวนการยุติธรรม ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่มีการอภิปรายกันคือกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กำลังตรวจสอบคำร้องขอให้รับสอบสวนการฮั้วเลือก สว. ว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษกล่าวถึงอีเอสไอที่มีหน้าที่สอบสวนคดีที่มีความซับซ้อนว่า ยังขาดประสิทธิภาพดำเนินการล่าช้าไม่สามารถทำให้ผู้กระทำความผิดรับโทษได้กระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และการกล่าวหาว่าการได้มาของ สว.มีการฮั้วกันเป็นอั้งยี่นั้นทำให้ชื่อเสียงของ สว.ได้รับความเสียหายว่าได้ตำแหน่งมาโดยไม่ชอบไม่สุจริตและการให้ข่าวยังเป็นการเหมารวม
ประธาน กมธ.องค์กรอิสระฯ กล่าวด้วยว่า ทั้งที่อธิบดีดีเอสไอมีอำนาจตามกฎมหายและพ.ร.ป.คดีพิเศษ สามารดำเนินการได้ถ้ามีพยานหลักฐานมากพอที่จะทำการสืบสวนดำเนินคดี แต่อธิบดีฯ กลับพยายามทำให้เป็นคดีพิเศษโดยเสนอให้บอร์ดคดีพิเศษเพื่อลงมติรับเป็นคดีพิเศษแต่การประชุมก็เลื่อนไปโดยอ้างว่ายังไม่ได้นำเรื่องเข้าอนุกรรมการกลั่นกรอง ทำให้เห็นว่าดีเอสไอขาดความรอบคอบในการนำเรื่องเสนอบอรืดพิจารณาทั้งที่มีอำนาจหน้าที่ที่จะทำได้ แต่ยังส่งเรื่องให้บอร์ดพิจารณาให้อธิบดีมีหน้าที่ทั้งที่รู้ว่ากรณีการได้มาของ สว.เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนญจึงเป็นการทำงานข้ามแดนที่รัฐธรรมนูญกำหนด
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษกล่าวต่อว่า รมว.ยุติธรรมและอธิบดีดีเอสไอยังให้ข่าวรายวันเพื่อให้ตัวเองมีความชอบธรรมจากสังคมแล้วยังจัดรับเรื่องร้องเรียนเพื่อให้เห็นว่ามีคนได้รับความเสียหายเป็นวงกว้างเพื่อให้สังคมเห็นว่าการได้มาของ สว.ไม่สุจริตเป็นการล็อกเป้าหมายเพื่อดำเนินคดีโดยอ้างว่ามีกลุ่ม สว.138+2 คน จึงไม่รู้ว่าดีเอสไอมุ่งเป้าดำเนินคดีได้อย่างไรโดยเฉพาะ “สีน้ำเงิน” และวันนี้ที่เขาชุดสีน้ำเงินมาก็เพื่อจะทำให้เห็นว่าพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการของดีเอสไอ
ตรวจสอบ สว.กลุ่มอื่นด้วย
ทั้งนี้พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ ยังตั้งประเด็นถึงดีเอสไอว่าได้รับรู้ รับเรื่องร้องเรียนหรือมีข้อมูลหรือไม่ว่ามีผู้นำทางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยพยายามทำให้ได้จำนวน สว.เข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญ และมีเพื่อน สว.ที่ได้ไปพักโรงแรมใกล้กับอิมแพค เมืองทองธานี ได้พบเห็นมีการปิดห้องประชุมรับมีผู้เข้าประชุมประมาณ 400 คน มีการแจกจ่ายเอกสารหมายเลขที่จะให้เลือก และผลสุดท้ายได้ตัวเลขที่น่าสนใจคือ 21+24 คล้ายกับ 138+2 จึงฝากอธิบดีดีเอสไอสืบสอบสวนว่าเป็นคดีตามที่กล่าวหาว่ามีการฮั้วอั้งยี่ฟอกเงินได้หรือไม่
ประธาน กมธ.องค์กรอิสระฯ กล่าวว่าการเลือกปฏิบัติทำนอกอำนาจหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบจากการปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติ อีกทั้งการที่ดีเอสไอพยายามให้บอร์ดคดีพิเศษพิจารณาเป้นคดีพิเศษเพื่อให้มีอำนาจหน้าที่อาจเป็นการก้าวก่ายเข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งคนธรรมดาหรืออัยการสามารถยื่นขอศาลยุติการกระทำดังกล่าวได้และตามมาตรา 116 ยังเข้าข่ายเป็นการยุยงปลุกปั่นโดยมีเจตนาเปลี่ยนแปลงกฎหมายของแผ่นดินหรือทำให้เกิดความไม่สงบในประเทศ จึงสมควรที่วุฒิสภาจะมีการอภิปรายด้านกระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีดีเอสไอ แล้วเสนอไปยังรัฐบาลเพื่อดำเนินการ
ยธ.-ดีเอสไอบิดเบือนทำ สว.เสียชื่อ
บุญจันทร์ นวลสาย สว. อภิปรายต่อในประเด็นนี้โดยกล่าวถึงการใช้ข้อหาอั้งยี่นั้น ข้อหานี้จะต้องเป็นการร่วมกลุ่มกันกระทำความผิดทางอาญา แต่การเลือก สว.นี้เป็นการรวมกลุ่มกันคัดสรรมาเป็น สว. ถ้าเป็นการกระทำความผิดทางอาญา ดีเอสไอก็ต้องไปตรวจสอบการเลือกตั้งทั่วประเทศด้วยและกลายเป็นอั้งยี่กันทั่วประเทศ ดีเอสไอตีความผิดหรือไม่ เขาไม่เห็นด้วยที่มีการกล่าวหาเช่นนี้ แม้ว่าดีเอสไอจะได้ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้มีการสืบสวนเบื้องต้นแต่กลับประกาศไปทั่วว่า สว.เป็นอั้งยี่
บุญจันทร์กล่าวต่อว่าเขายืนยันว่ามาอย่างถูกต้องไม่กลัวการตรวจสอบ แต่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 เขียนไว้ชัดเจนว่าให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยยังไม่มีความผิด แต่ดีเอสไอหรือ รมว.ยุติธรรมกลับพูดออกไปการทำงานต้องไม่ใช้แต่ปาก และรัฐธรรมนูญยังคุ้มครองความเป็นอยู่ส่วนตัวชื่อเสียงเกียรติยศ แต่พอพูดว่าเป็นอั้งยี่แล้วประชาชนทั่วไปก็เข้าใจว่ารวมตัวกันทำสิ่งไม่ดี หากดีเอสไอทำงานไปพูดไปยังเป็นความผิดตามกฎหมายด้วยเช่น ข้อหาหมิ่นประมาท และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1) และ (2)
พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงษ์ สว. กล่าวว่าการให้ข่าวของทวี สอดส่อง และอธิบดีดีเอสไอนั้นเป็นการบิดเบือนให้กับประชาชนเข้าใจ สว.ผิดอย่างรุนแรง แล้วการคัดเลือกหา สว.ก็ฮั้วกันได้ยาก เพราะว่าตามกฎหมาย กกต.เปิดเผยรายชื่อผู้สมัครและจำนวนก่อนถึงวันเลือกไม่ได้ การจะฮั้วกันได้ต้องรู้จำนวนถ้าไม่รู้ก็ฮั้วไม่ได้ เป็นเพียงการอ้างเพื่อกล่าวหา สว.โดยไม่มีหลักกฎหมายใดๆ ผู้กล่าวห้าองการให้ผู้ถูกกล่าวหาตกเป็นจำเลยของสังคม แล้วการเลื่อนของบอร์ดคดีพิเศษออกไปแล้วอ้างว่าเพื่อจะเชิญ กกต.มชี้แจงก็เพื่อประวิงเวลาให้ตัวเองล็อบบี้กรรมการรับเป็นคดีพิเศษ การล็อบบี้แบบนี้คือการฮั้วหรือไม่ และทวีใช้อำนาจตามกฎหมายใดไปแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนทั้งที่ยังไม่ได้รับเป็นคดีพิเศษเลย
พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา สว. อภิปรายโดยเปรียบเทียบกฎหมายพ.ร.ป.การได้ซึ่ง สว.ของ กกต.และประมวลกฎหมายอาญา และชี้ว่า ตามกฎหมายของ กกต.มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการพิจารณาเพราะมีฐานความผิดและโทษถึงจำคุกครบถ้วนในเรื่องการฮั้วหรือฟอกเงินแล้ว กกต.ก็อยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวนอยู่แล้ว แต่ดีเอสไอที่ใช้ประมวลกฎหมายอาญามากล่าวหารวมถึงการให้สัมภาษณ์ให้ประชาชนเข้าใจผิดรวมถึงดำเนินการคู่ขนานกับ กกต.ผู้กระทำความผิดจะต้องรับผิดในส่วนใด
พลเอก สวัสดิ์ ถามว่าทำไมดีเอสไอหรือ รมว.ยุติธรรมถึงได้เร่งร้อนให้สัมภาษณ์หรือนำเข้าบอร์ดดคีพิเศษแล้วตอนนี้ก็นำกลับไปให้อนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณาก่อนก็เห็นแล้ว่าข้อกล่าวหาหลายอย่างที่เลื่อนลอย ทั้งการบอกว่ามีการใส่เสื้อสีเหลืองเหมือนกันทั้งที่เป็นวาระ 72 พรรษาคนก็ใส่มาด้วยความจงรักภักดี เจ้าหน้าที่ กกต.เองก็ใส่มาตั้งเยอะ จึงขอฝากถามเรื่องเหล่านี้ถึงดีเอสไอและ
ผิดขั้นตอนของดีเอสไอหรือไม่?
นิรุตติ สุทธินนท์ สว. ตั้งประเด็นอภิปรายถึงขั้นตอนการพิจารณาเรื่องของดีเอสไอครั้งนี้ผิดปกติหรือไม่ เพราะปกติการประชุมบอร์ดคดีพิเศษควรเกิดขึ้นหลังจากการพิจารณาของอุนกรรมการก่อน ไม่ใช่ย้อนกระบวนแบบที่เป็นอยู่นี้ หากบอร์คดีพิเศษลงมติไม่สำเร็จแล้วต้องส่งเรื่องกลับให้อนุกรรมการประชุมใหม่อาจสะท้อนถึงความพยายามในการปรับทิศทางการพิจารณาหรือมีแรงกดดันทางการเมืองหรืออิทธิพลที่ทำให้กระบวนการไม่เป็นไปตามขั้นตอนปกติ การฮั้วหรือสมยอมกันในการพิจารณาคดีของดีเอสไออาจเกิดขึ้นจริง สะท้อนถึงความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของหน่วยงานรัฐ ใครที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ ใครเป็นฮั้วกันแน่
นิรุตติกล่าวถึงว่า รายชื่อจำนวน 1,200 ชื่อซึ่งคาดว่าเป็นชื่อของผู้สมัครและผู้รับเลือกเป็น สว.ที่ถูกอ้างว่าหลุดมาจากดีเอสไอว่ากำลังสืบสวน ถ้าเป็นข้อมูลจริงก็มีคำถามว่า สว.ที่ทำงานมาหลายเดือน ดีเอสไอทำอะไรอยู่หากเป็นเรื่องกล่าวหานั้นเป็นจริงทำไมจึงไม่ส่งเรื่องให้ กกต.ที่มีอำนาจตามกฎหมายจัดการให้เรียบร้อย ทำไมจึงปล่อยมาถึงวันนี้แล้วให้คณะกรรมการกลั่นกรองประชุมเพื่อหาแนวทางจะรับเรื่องการฮั้วเลือก สว.เสนอให้บอร์ดคดีพิเศษพิจารณาเพราะพบข้อมูลที่เชื่อว่ามีการทำผิดอาญาจริง เป็นการฟ้องตัวเองว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่อย่างไร
แม้ความอิสระของ กกต.จะถูกตั้งคำถาม แต่ดีเอสไออยู่ใต้ฝ่ายบริหาร
เทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.กล่าวถึงประเด็นการใช้ดีเอสไอเข้ามาตรวจสอบการได้มาของ สว. นั้น เขายืนยันว่าการอภิปรายของเขานี้แม้จะมั่นใจว่าตัวเองไม่อยู่ในกลุ่มดังกล่าวและที่ผ่านมาก็ต่อสู้กับเสียงส่วนใหญ่ใน สว.แต่เขาก็เห็นว่าการเข้ามาแทรกแซงของดีเอสไอนั้นมีปัญหา ควรยืนหยัดหลักการไว้ไม่ควรเผาบ้านเพื่อไล่หนู การสร้างให้ กกต.ตรวจสอบการเลือกตั้งอย่างเป็นอิสระและเป็นกลางนับตั้งแต่ปฏิรูปการเมืองในรัฐธรรมนูญปี 40
เทวฤทธิ์กล่าวว่าการที่มี สว.สำรองไปร้องดีเอสไอนั้นก็อาจจะเพราะเห็นปัญหาความมีประสิทธิภาพหรือการทำงานล่าช้าหรือไม่เป็นธรรมก็สามารถตั้งคำถามถึงความเป็นอิสระของ กกต.ได้ แต่จะไม่ต้องถามถึงเรื่องความเป็นอิสระของดีเอสไอเพราะดีเอสไออยู่ภายใต้การกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร จึงไม่ควรทำลายบ้านเพื่อไล่หนูด้วยความรู้สึกขุ่นหมองตรงนี้เป็นเรื่องหลักการที่ต้องดำรงไว้
เทวฤทธิ์อ้างถึงรัฐธรรมนูญ 60 ด้วยว่าหลักการของ กกต.ให้มีความเป็นอิสระมีความเป็นกลางทางการเมืองเพื่อมุ่งหมายในการควบคุม และจัดการเลือกตั้ง การให้ดีเอสไอที่เป็นหน่วยงานระดับกรมภายใต้สังกัดกระทรวงยุติธรรมเข้ามาตรวจสอบแทนนั้นจะขัดกับความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ที่จะให้การตรวจสอบการเลือกตั้งนั้นเป็นอิสระและเป็นกลางหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องสำคัญเพราะการให้ดาบกับดีเอสไอแบบนี้ในอนาคตอาจไม่ได้เกิดกับแค่ สว. แต่ยังอาจถูกเอาไปใช้กับ สส.พรรครัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้านได้
เทวฤทธิ์ย้อนไปว่า ก่อนหน้ารัฐธรรมนูญปี 2540 ก็เคยมีประเด็นมาก่อนแล้วว่าการให้หน่วยงานระดับกระทรวงมหาดไทยมาเป็นผู้จัดกการเลือกตั้งนั้นมีความขัดแย้งทำให้มีปัญหาเรื่องความเป็นกลางหรืออิสระทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการได้มาหรือตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงให้มี กกต.ขึ้นมา
เทวฤทธิ์กล่าวว่ารัฐธรรมนูญระบุถึงการตรวจสอบการการเลือกตั้งนั้นเริ่มตั้งต้นที่ กกต.ระบุในรัฐธรรมนูญมาตรา 224 และเมื่อพิจารณารับเรื่องต่อจาก กกต.เพื่อเอาไว้วินิจฉัยก็คือศาลฎีกาถูกระบุไว้ในมาตรา 226 วรรค 2 อีกทั้งยังมี พ.ร.ป.กกต. มาตรา 41-42 และ 49 ที่ให้อำนาจ กกต.ในการตรวจสอบโดยสารถดึงหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมด้วยได้ เช่น ดีเอสไอ หากเป็นคดีที่มีความซับซ้อน หรือหากมีหน่วยงานอื่นกำลังพิจารณา กกต.ก็ทำหนังสือไปขอเอาเรื่องมาพิจารณาเองได้ ด้วยเช่นกัน
“กกต.เป็นองค์กรที่ถูกออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ดีเอสไอเป็นหน่วยงานระดับกรมที่อยู่ภายใต้อำนาจของฝ่ายบริหาร กกต.เป็นองค์กรที่รับผิดชอบต่อเจตนารมณ์ทางการเมืองเจตนารมของรัฐธรรมนูญในการจัดการเลือกตั้งและการตรวจสอบ” เทวฤทธิ์กล่าว
เทวฤทธิ์อธิบายประเด็นข้อกฎหมายต่อว่า ถ้าเป็นความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.ป.เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับการมีพรรคการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยว การได้มาซึ่ง สว. หรือเรื่องทุจริตการเลือกตั้งด้วยการให้ผลประโยชน์ การจัดมหรสพการจัดเลี้ยง การให้ข้อมูลหลอกลวง การข่มขู่ เรื่องเหล่านี้อยู่ในอำนาจ กกต.ชัดเจน แต่ดีเอสไอก็พยายามเข้ามาด้วยการใช้ข้อหาอั้งยี่รวมถึงยุยงปลุกปั่นด้วยแม้จะเป็นเรื่องที่มีคนร้องเข้ามาก็ตามนั้น
เทวฤทธิ์กล่าวว่า การใช้ข้อหาอั้งยี่ก็ต้องดูวัตถุประสงค์ของข้อหานี้ด้วยว่าไม่ได้มีเพื่อปราบโกงหรือทุจริตทางการเมืองเป็นากรตีความกว้างเกินไป ยิ่งถ้าเป็นมาตรา 116 ยิ่งเป็นการตีความเกินเลยเพราะต้องเป็นบังคับขู่เข็ญ กระทั่งการใช้ข้อหาฟอกเงินนั้นก็เป็นความผิดตามฐานที่อยู่ภายใต้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอยู่แล้วก็ต้องให้ กกต.ส่งเรื่องไปถึง ป.ป.ง. เขาเห็นว่าการใช้กฎหมายเหล่านี้ขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย คลุมเครือ และข้อหาอั้งยี่ยังถูกเอามาใช้กับคู่ขัดแย้งทางการเมืองด้วยทั้งการชุมนุมหรือการรวมกลุ่มของคนที่จะออกมาแสดงความเห็นทางการเมือง
“ผมคิดว่าอันนี้เป็นปัญหาและเป็นการเบ้านเพื่อไล่หนูซึ่งเป็นการทำลายหลักการบางประการ สิ่งที่จะฝาก กกต.สิ่งที่ควรพิจารณาตอนนี้ปัญหาวิกฤติเหล่านี้ตบมือข้างเดียวไม่ดัง กกต.เองก็มีส่วนอยู่ด้วยที่จะต้องอำนวยความไม่พอใจตรงนี้ เช่นวางกรอบเวลาในการดำเนินการให้ชัดเจน รวดเร็วประชาชนที่ไม่พอใจเองก็จะได้ตามได้ และถ้า กกต.เห็นว่าข้อมูลของดีเอสไอเป็นประโยชน์ก็ดึงมาจัดการก็จะทำให้อำนวยความยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วน สว.เองที่มีคนเคลือบแคลงสงสัยดังนั้นการใช้อำนาจแต่งตั้งหรือรับรองผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ ก็อาจจะต้องชะลอไปก่อนในห้วงเวลานี้จนกว่าจะมีความชัดเจนของการดำเนินคดี
กกต.แจงเรื่องโพยฮั้วอย่างไร?
เมื่อคืนวานนี้ (3 มี.ค.) เวลาประมาณ 21.10 น. ทางเพจของ กกต.เผยแพร่แถลงว่า ตามที่ อัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล ตัวแทนกลุ่ม สว. สํารอง กลุ่มที่ 10 กล่าวถึง กรณี นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง อนุญาตให้ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภานําโพยเข้าไป ในสถานที่เลือกสมาชิกวุฒิสภา นั้น
สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอเรียนชี้แจงว่า กรณีอนุญาตให้ผู้สมัครสมาชิก วุฒิสภานําโพยเข้าไปในสถานที่เลือกสมาชิกวุฒิสภา ไม่เป็นความจริง โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะผู้อํานวยการ การเลือกระดับประเทศมีหน้าที่และอํานาจ ตามมาตรา 30 (3) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 บัญญัติว่า “จัดทําเอกสารหรือข้อมูลแนะนําตัว ของผู้ได้รับเลือกจากการเลือกระดับจังหวัดเพื่อให้ผู้ได้รับเลือกได้ตรวจสอบและใช้ประโยชน์ ในการเลือก ทั้งนี้ ให้ใช้เอกสารหรือข้อมูลที่ได้รับมาจากผู้อํานวยการการเลือกระดับจังหวัด” ประกอบข้อ 145 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 ที่กําหนดว่า “ก่อนวันเลือกระดับประเทศไม่น้อยกว่า 3 วัน ให้ผู้อํานวยการการเลือกระดับจังหวัด หรือผู้ที่ผู้อํานวยการการเลือกระดับจังหวัดมอบหมาย จัดทําเอกสารหรือข้อมูลแนะนําตัว (สว. 3) ตามข้อ 144 ของแต่ละกลุ่มที่อยู่ภายในเขตจังหวัดของตน พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้ได้รับเลือกระดับจังหวัด มารับเอกสาร เพื่อให้ผู้ได้รับเลือกระดับจังหวัดนํามาในวันเลือกระดับประเทศ”
2. การให้ผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ นําเอกสารหรือข้อมูลแนะนําตัวของผู้สมัคร (สว. 3) เข้าไปในสถานที่เลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ เมื่อพิจารณาตามคําพิพากษาของศาล ปกครองกลาง ได้มีคําพิพากษาในคดีหมายเลขดําที่ 753/2567 คดีหมายเลขแดงที่ 971/2567 และคดี หมายเลขดําที่ 771/2567 คดีหมายเลขแดงที่ 972/2567 ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 พิพากษา เพิกถอนข้อ 7 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการแนะนําตัวในการเลือกสมาชิก วุฒิสภา พ.ศ. 2567 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 ที่กําหนดว่า “เอกสารแนะนําตัวจะแจกจ่ายหรือนําเข้าไป ในสถานที่เลือกไม่ได้” เมื่อพิจารณาตามคําพิพากษาของศาลปกครองกลาง และข้อ 145 ของระเบียบ คณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 (ตามข้อ 1) ผู้สมัครสมาชิก วุฒิสภา สามารถนําเอกสารหรือข้อมูลแนะนําตัวของผู้สมัคร (สว. 3) เข้าไปในบริเวณสถานที่เลือกได้
3. การนําเอกสารหรือข้อมูลแนะนําตัวของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว. 3) เข้าไป ในสถานที่เลือกเป็นแนวทางปฏิบัติเช่นเดียวกัน ตั้งแต่การเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับอําเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ
4. สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีหนังสือแจ้งผู้อํานวยการสํานักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้งประจําจังหวัดและกรุงเทพมหานคร เรื่อง ซักซ้อมแนวทางเกี่ยวกับ การอบรมและข้อเน้นย้ําการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการประจําสถานที่เลือก ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 ระบุว่า ในวันเลือกสมาชิกวุฒิสภา ให้กรรมการประจําสถานที่เลือกแนะนําผู้มีสิทธิ เลือกว่า “สามารถนําเอกสารหรือข้อมูลแนะนําตัวของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว. 3 ที่ออกจาก ระบบบริหารจัดการการเลือกเท่านั้น)” ที่ทางผู้อํานวยการการเลือก ฯ มอบ ให้เข้าไปในคูหาลงคะแนนได้
