คดีฮั้วเลือก สว.วุ่นถึง "ภูมิใจไทย" โดนรุมยื่นยุบพรรคทั้งจาก "ณฐพร" และ "กุสุมาลวตี" ข้อหาเข้าไปแทรกแซง พรรคสวนเตรียมดำเนินคดีกลับ ส่วน "สว.พันธุ์ใหม่" เตรียมยื่นถอด สว. 55 คนที่ถูกออกหมายหวังให้ศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่แต่ไม่มีช่องทางกฎหมายอื่นนอกจากยื่นถอดถอน แต่รับว่ายากเพราะประธานสภาก็อยู่ในกลุ่มที่ถูกสอบด้วย
21 พ.ค.2568 ในสภาพเวลาในการไต่สวนสืบสวนคดีฮั้วเลือก สว.กำลังกระชั้นเข้ามาเรื่อยๆ ตามกรอบระยะเวลาหลังประกาศผล สว. 1 ปี ที่จะหมดลงในวันที่ 10 ก.ค.นี้ ช่วงต้นสัปดาห์สมาชิกวุฒิสภาบางส่วนเริ่มเดินทางไปให้คำชี้แจ้งและรับทราบข้อกล่าวหาคดีฮั้วเลือก สว.ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ในการสอบสวนยังมีตัวแทนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) แล้ว และยังมีการเปิด 10 รายชื่อที่เกี่ยวข้องกับคดีตามมาและถูกระบุว่ามีความเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย
รายชื่อที่ปรากฏตามรายงานข่าวของทั้งมติชนออนไลน์และ PPTV ทั้ง 10 คน ได้แก่
1. วารินทร์ ชิณวงศ์ หรือ นายกน้ำ นายกอบจ.นครศรีธรรม ราช
2.สุบิน ศักดา นักการเมืองท้องถิ่นและผู้รับเหมาใน อ.วิภาวดี จ.นครศรีธรรมราช
3.สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ของวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล พรรคภูมิใจไทย
4.สมเจตน์ ลิปะพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
5.วงศกร ชนะกิจ อดีตผู้สมัคร ส.ส. ภูเก็ต เขต 2 พรรคภูมิใจไทย และเลขานุการประจำ ที่ คณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนฯ
6. ศุภชัย โพธิ์สุ หรือ ครูแก้ว อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 อดีต ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย
7. นภิณทร ศรีสรรพางค์ รมช. พาณิชย์ ในรัฐบาลแพทองธาร จากพรรคภูมิใจไทย
8. เตชสิทธิ์ ชูแก้ว สว.นครศรีธรรมราช
9. สมศักดิ์ จันทร์แก้ว สว.จาก จ.นครศรีฯ ในกลุ่ม 5
10. ณัฐกิตต์ หนูรอด สว. อดีตผู้สมัครสส.นครศรีธรรมราช เขต4 พรรคภูมิใจไทย
อีกทั้งเมื่อวานนี้ กุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัคร สว.เดินทางไปที่ กกต.เพื่อขอให้วินิจฉัยยุบพรรคภูมิใจไทย(ภท.) โดยให้เหตุผลว่าทั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และสมาชิกพรรคกระทำความผิดตามรัฐธรรมนูญโดยอ้างว่ามีหลักฐานทั้งภาพถ่ายและคลิปเสียง รวมถึงหลักฐานการโอนเงินว่ามีการกระทำเป็นอั้งยี่ ฟอกเงินที่เส้นทางการเงินโยงไปถึงหัวหน้าพรรคได้ และหลังจากการเลือก สว.เสร็จสิ้นยังเรียก สว.ไปยังโรงแรมดังเพื่อให้เซนใบลาออกไว้ล่วงหน้าหากทำผิดจากที่สั่งก็ให้ลาออกเพื่อให้อยู่ภายใต้การควบคุมของพรรค ซึ่งหลักฐานที่ได้มานั้นเชื่อถือได้เพราะมีผู้หวังดีหลายคนส่งมาให้
ณฐพร ยื่นถอด สว.ตามด้วยยุบภูมิใจไทย
นอกจากนั้นยังมีกรณีที่ณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตัวแทนทีมกฎหมายยื่นเรื่องถึง กกต.เพื่อขอให้ส่งเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา 138 คน สิ้นสุดลงและขอให้ศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วย
โดยทางฝั่งของณฐพรได้อ้างถึงการสอบสวนของดีเอสไอและ กกต.ว่าพบหลักฐานการฮั้วทั้งจากการสอบพยาน และการตรวจสอบข้อมูลทางธุรกรรมของบุคคลในขบวนการที่มีจำนวน 12,000 คน ผู้ใช้โทรศัพท์อีก 20,000 คน จนพบความผิดปกติและยังพบโพยลงคะแนน สถานที่นัดพบอีกด้วย
คำร้องณฐพรยังระบุถึงพฤติการณ์ของ สว.ชุดนี้ด้วยว่าตั้งแต่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่พบว่าไม่เป็นกลางทิศทางการลงมติเป็นทิศทางเดียวกันโดยตลอดส่วน สว.ที่อยู่นอกกลุ่มสีน้ำเงินแพ้ทุกการโหวต อีกทั้งการทำหน้าที่ยังเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคภูมิใจไทยและกลุ่มบุคคลที่มีอิทธิพลภายในพรรค ทำหน้าที่อยู่ใต้อาณัติของพรรคภูมิใจไทย การกระทำของ สว.กลุ่มนี้เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 113 ที่จะทำให้สมาชิกภาพของ สว.กลุ่มนี้หมดลงไปตามมาตรา 111(7)
จากนั้นวันนี้ณฐพร เดินทางไปที่ กกต.ด้วยตนเองเพื่อยื่นยุบพรรคภูมิใจไทยต่อโดยเขากล่าวว่า การมายื่นยุบพรรคครั้งนี้มายื่นตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง มาตรา 92(1) ที่เป็นการกระทำล้มล้างการปกครองหรือได้มาซึ่งอำนาจการปกครองไม่เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย และ (2) เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ณฐพรกล่าวว่าการยื่นตาม (1) ก่อนหน้านี้ได้ยื่นถึงอัยการสูงสุดไปแล้วเมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ส่วนการมายื่นในวันนี้เป็นไปตาม (2) ซึ่ง กกต.มีหน้าที่โดยตรงที่จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำของพรรคภูมิใจไทยเข้าองค์ประกอบความผิดตามที่ยื่นหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ณฐพรกล่าวว่าการยื่นยุบพรรคนี้จริงๆ จะต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อนว่ามีพฤติการณ์ล้มล้างการปกครองก่อน แต่ว่าปรากฏว่าคดีนี้มีพยานหลักฐานเชิงประจักษ์จากการตรวจสอบของดีเอสไอและ กกต.ว่ามีการกระทำเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนการได้มาของวุฒิสภาไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่เป็นประชาธิปไตย และเป็นการได้อำนาจการปกครองโดยไม่ชอบและเป็นปฏิปักษ์ เพราะการเลือก สว.ถูกออกแบบมาให้คนที่เข้ามาเป็นคนดี คนเด่นคนดังเข้ามา แต่การให้มี สว.ทีเป็นคนของพรรคการเมืองเข้ามาจะเป็นการทำลายล้างให้เกิดความเสื่อมเสียและเสียหายต่อระบบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ณฐพรกล่าวว่าในเมื่อมีหลักฐานจากทางราชการไม่ว่าจะเป็นดีเอสไอหรือ กกต.แล้วว่าการได้ สว.ชุดนีมามีการกระทำความผิดตามมาตรา 76 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ที่เขียนว่ากรณีที่มีพรรคการเมือง ผู้บริหารในพรรค หรือนักการเมืองไม่ว่าตำแหน่งใดก็ตามกระทำการเพื่อให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปอย่างยุติธรรมก็มีความผิดตามกฎหมาย และยังมีมาตรา 22 ของพ.ร.บ.พรรคการเมืองด้วย
“ในเมื่อ กกต.มีสำนวนในมืออยู่แล้ว กกต.ชี้มูลความผิดว่า สว. 138 คนและสำรองอีกประมาณ 40 คนเป็นคนของพรรคภูมิใจไทยมีเส้นทางการเงินมีการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์มีเอกสาร มีคลิปเสียง อะไรต่างๆ ครบทุกอย่าง ตรงนี้ผมมั่นใจว่าตามสำนวนการสอบสวนแล้วไม่น่าจะมปัญหาใดๆ”
ณฐพรกล่าวว่า สว.ชุดนนี้มีความสำคัญในการให้ความเห็นชอบกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ แต่ที่ผ่านมาการให้ความเห็นชอบแก่ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ไม่เป็นไปตามความเป็นกลางทางการเมือง เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดิน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านการสรรหามาแล้วว่ามีความรู้ความสามารถกรรมการให้ 8 คะแนนเต็มแต่ สว.ชุดนี้ก็ไม่ให้ความเห็นชอบ แล้ว สว.ชุดนี้ทั้งประธาน รองประธาน กมธ. 21 คณะก็ได้ไป 20 คณะก็ทำให้การทำหน้าที่ตรวจสอบต่างๆ ง่อยเปลี้ยไปทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน
สว.พันธุ์ใหม่เร่งล่าชื่อยื่นศาล รธน.เบรคตั้งองค์กรอิสระ
นันทนา นันทวโรภาส จากกลุ่ม "สว.พันธุ์ใหม่" เริ่มกระบวนการล่ารายชื่อสมาชิก สว. 20 ชื่อเพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยให้มีคำสั่งให้ สว. 200 คนหยุดทำหน้าที่ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการให้ความเห็นชอบผู้สมัครเข้ามาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ เนื่องจากเห็นว่ามี สว. 55 คนถูกแจ้งข้อกล่าวหาและมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากที่กำลังถูกตรวจสอบโดย กกต.และดีเอสไอว่ามีความเกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว. เพราะเกรงจะส่งผลเสียรุนแรงและเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพราะ สว.กำลังถูกตรวจสอบแต่จะให้ความเห็นชอบผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งใน กกต.อาจกลายเป็นการเลือกในลักษณะต่างตอบแทนกัน
อย่างไรก็ตามวันนี้ทางนันทนาออกมาแถลงความคืบหน้าในการล่ารายชื่อ สว. 20 ชื่อ ด้วยว่าตามที่ทางฝ่ายกฎหมายให้คำแนะนำในเรื่องนี้ว่าไม่ได้มีกฎหมายโดยตรงที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จึงต้องใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 82 มาตรา 113 – 114 เพื่อถอดถอน สว.ที่ถูกกล่าวหาทั้งหมดแล้วจึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่เมื่อพบเหตุสงสัยว่าผู้ถูกร้องมีพฤติกรรมตามกรณีที่ถูกร้อง ซึ่งขึ้นกับดุลพินิจของศาลว่าจะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะกรณีหรือทั้งหมดเช่นเดียวกับกรณีที่วินิจฉัยสั่งให้พ.ต.อ.ทวี สอดส่องหยุดปฏิบัติหน้าที่เฉพาะส่วนของงานกำกับดูแลดีเอสไอ แต่จริงๆ แล้วก็อยากให้ สว.ใช้จิตสำนึกแล้วหยุดปฏิบัติหน้าที่เองโดยไม่ต้องใช้ข้อกฎหมายมาบังคับแต่ก็ไม่เป็นผล จึงต้องมาดูข้อกฎหมายแต่ก็ไม่มีการให้หยุดปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ต้องถอดถอนจึงจำเป็นต้องใช้ข้อกฎหมายดังกล่าว
แกนนำกลุ่ม สว.พันธุ์ใหม่กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดเนื่องจากวุฒิสภาได้เร่งบรรจุระเบียบวาระสมัยประชุมวิสามัญในวันที่ 30 พ.ค.นี้อย่างผิดปกติที่จะมีการให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งใน ป.ป.ช. 3 ตำแหน่ง และอัยการสูงสุด 1 ตำแหน่ง รวมถึงตั้ง กมธ.พิจารณาคุณสมบัติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 ตำแหน่ง และ กกต.อีก 1 ตำแหน่ง
อย่างไรก็ตาม ตามแผนของทางกลุ่มต้องการที่จะล่ารายชื่อให้ครบภายในสัปดาห์นี้เพื่อยื่นเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญ แต่ในการแถลงข่าวครั้งนี้ที่มีภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ร่วมแถลงพบว่าการล่าชื่อครั้งนี้ยังไม่ได้รายชื่อตามจำนวนและแสดงความผิดหวังที่ไม่สามารถหาความร่วมมือจาก สว.อีก 50 กว่าคนที่ไม่ได้ถูกดำเนินคดีฮั้วเลือก สว.ให้มาร่วมลงชื่อได้ทั้งที่ประชาชนกำลังรอดูอยู่ท่ามกลางวิกฤติศรัทธาที่มีต่อวุฒิสภา
นันทนาตอบคำถามสื่อถึงเรื่องการยื่นเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญยังกำหนดให้ต้องยื่นผ่านประธานวุฒิสภา แต่ตอนนี้ประธานวุฒิสภาก็เป็นคนที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาไปด้วยก็เหมือนกับเป็นคู่กรณีก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปยื่นกับใครก็เป็นเรื่องที่ต้องลุ้นกันไปตลอดทาง แต่เรื่องนี้ที่ต้องเร็วเพราะทางวุฒิสภาก็บรรจุวาระที่จะให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระวันที่ 30 พ.ค.นี้แล้ว ทั้งนี้คำร้องเพิ่งจะเสร็จวันนี้เนื่องจากต้องหาตัวบทกฎหมายต่างๆ ทำให้ช้าแต่จะดำเนินการต่อให้เร็วที่สุด
นันทนาได้กล่าวถึงเรื่องที่ เทวฤทธิ์ ณีฉาย สว. จะยื่นญัตติในวันที่ 30 พ.ค.ก่อนการประชุมเรื่องด่วนเพื่อขอให้เลื่อนวาระเลือกองค์กรอิสระแต่ก็เป็นเรื่องยากเพราะว่าการยื่นญัตติต้องยื่นผ่านประธานวุฒิสภาที่มีอำนาจในการบรรจุญัตติแต่ก็เป็นผู้ถูกกล่าวหาอยู่ด้วย แล้วถ้าญัตติบรรจุก็ต้องมีการลงมติเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากตามญัตติแต่ก็เป็นเรื่องที่ยากอยู่เนื่องจากที่ผ่านมาญัตติของพวกเราก็แพ้มาโดยตลอด เป็นเรื่องที่ยากมากแต่ก็จะพยายามทุกวิถีทางเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เกิดกระบวนการเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งถึง 7 ตำแหน่งในองค์กรอิสระจากผู้ที่มีที่มาไม่ชัดเจน
ครม.ให้ “ชูศักดิ์” คุมดีเอสไอแทน “ทวี”
หลังจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยุติการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้กำกับดูแลดีเอสไอและรองประฐานกรรมการคดีพิเศษ เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติมอบให้ ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนในการบริหารสั่งการกรมสอบสวนคดีพิเศษ( DSI )กระทรวงยุติธรรม
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ส่วนกรณีของภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เคยมอบหมายให้ดูแลรับผิดชอบกระทรวงยุติธรรมอยู่แล้ว สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าได้รับมอบหมายให้ดูแลด้านความมั่นคงซึ่งรวมถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องขอมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ในการมอบหมายอีก
ภูมิใจไทยสวนกลับเตรียมฟ้อง กุสุมาลวตี-ณฐพร
หลังจากมีข่าวกุสุมาลวตีไปยื่นเรื่องที่ กกต. ทางด้านพรรคภูมิใจไทยแถลงว่าจะให้ฝ่ายกฎหมายของพรรคดำเนินการทางกฎหมายฟ้องร้องกุสุมาลวตี
แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทยกล่าวถึงการแถลงของกุสุมาลวตีทำให้หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และพรรคภูมิใจไทย เกิดความเสียหาย ทางพรรคจึงจะใช้ช่องทางกระบวนการยุติธรรมโดยให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินการฟ้องร้องเพื่อปกป้องตนเองจากการใส่ร้ายบิดเบือนจาก “ฝ่ายการเมืองผู้ไม่หวังดี” ที่ดูเหมือนจะมีเจตนาพิเศษจ้องทำลายพรรค
นอกจากนั้นวันนี้ทางฝ่ายกฎหมายของภูมิใจไทยยังแถลงข่าวเพิ่มเติมด้วยโดย ศุภชัย ใจสมุทร กล่าวถึงคำร้องที่ณฐพร โตประยูร ยื่นต่อ กกต.ว่ามีการพาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทยในลักษณะใส่ร้ายด้วยความเท็จต่อพรรคภูมิใจไทยทั้งที่เจ้าตัวก็รู้ดีว่าทั้งอนุทิน ชาญวีรกูลหรือบุคคลใดไม่ได้มีพฤติการณ์หรือการกระทำตามที่บรรยายในคำร้องและพรรคก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเลือก สว.มาตั้งแต่ต้นด้วย
ฝ่ายกฎหมายของพรรคกล่าว่า ณฐพรทำโดยมีวาระซ่อนเร้นทำไปโดยไม่สุจริตเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองอื่นหรือบคคลใด เพื่อก่อให้เกิดความเสียหายต่อพรรคภูมิใจไทย ทั้งที่รู้ดีว่าพรรคไม่ได้กระทำ และที่ผ่านมาณฐพรก็แสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับพรรคภูมิใจไทยมาตลอด
ศุภชัยกล่าวถึงกรณีของกุสุมาลวตีที่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้สั่งยุบพรรคภูมิใจไทยว่า เป็นเพียงเอาข่าวสารที่ปรากฏในสื่อสารมวลชน ซึ่งมิได้ยืนยันว่าเท็จจริงมาร้อยเรียงผสมความเท็จที่ตนเองปั้นแต่งขึ้น กล่าวหาใส่ร้ายหัวหน้าพรรคและพรรคภูมิใจไทย และเข้ามาผสมโรงเพราะว่าตนเองไม่ได้รับเลือกเป็น สว.ทางพรรคจะดำเนินคดีกับบุคคลใดก็ตามที่ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
ทั้งนี้ทางอนุทิน ชาญวีระกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณี กกต. แจ้งข้อกล่าวหากล่าวหาสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ปมที่มา ส.ว.ว่า คนที่มีชื่อก็ได้ชี้แจงกับสื่อหมดแล้ว ซึ่งตัวเขาเองก็เชื่อว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการเมือง แต่เป็นเรื่องไร้สาระและเสียเวลาทำงาน พร้อมยืนยันว่าพรรคไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีกทั้งตั้งแต่ 30 เม.2567 ก่อนมีการเลือก สว. ก็มีประกาศหัวหน้าพรรคห้าม สส.และสมาชิกยุ่งกับกระบวนการเลือก สว.อย่างเด็ดขาด
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าวด้วยว่าหากใครพาดพิงทำให้เสียหาย ก็เตรียมใช้สิทธิทางกฎหมายจัดการทั้งหมิ่นประมาท แจ้งความเท็จและละเมิด เพราะต้องปกป้องศักดิ์ศรีของพรรค และเขายังปฏิเสธเรื่องที่กุสุมาลวตีกล่าวหาด้วยว่าเป็นเรื่องไม่จริง
กกต.แจงมีการดำเนินการตรวจสอบโพยตั้งแต่วันเลือก แต่ไม่มีผู้ตรวจรายงานมา
ทั้งนี้ทางด้านสำนักงาน กกต.ชี้แจ้ง ในประเด็นที่มีสำนักข่าวรายงานถึงเรื่อง แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่ได้ดำเนินการกรณีมีผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด แจ้งว่าจะมีโพยฮั้ว สว. ซึ่งเป็นการเอื้อให้มีการฮั้ว สว. ในวันเลือก สว ระดับประเทศ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ณ อาคารศูนย์การประชุมอิมแพคฟอรั่ม อาคาร 4 เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี นั้น
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งระบุถึงคำชี้แจง ดังนี้
1. ในวันที่ 26 มิ.ย. 2567 ไม่ปรากฏว่ามีผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดผู้ใด รายงานการกระทำผิดตามแบบรายงานของผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด (แบบ ผตล. จว. 2 หรือ แบบ ผตล. จว. 2/1) ตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยผู้ตรวจการเลือกตั้ง ข้อ 32 แต่อย่างใด ซึ่งหากพบการกระทำผิด เป็นหน้าที่ของผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดต้องรายงานคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือกรรมการการเลือกตั้งทราบทันที เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป แบบรายงานดังกล่าวจะเป็น “ต้นเรื่อง” เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาเหตุ แล้วจะได้ดำเนินการตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2566 ต่อไป
แต่มาปรากฏภายหลังจากการเลือก สว. ระดับประเทศผ่านไปแล้วว่า ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดได้ยื่นแบบ ผตล. ลงวันที่ 28 มิ.ย. 2567 ต่อประธานกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งได้ผ่านพ้นวันเลือกระดับประเทศไปแล้ว
2. ในวันเลือก สว. ระดับประเทศ พนักงานสืบสวน ที่ถูกสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน หรือร้องคัดค้านการกระทำผิดในสถานที่เลือก ก็ไม่ได้รายงานว่า มีผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดผู้ใดยื่นแบบรายงาน ผตล. ต่อพนักงานสืบสวน หรือมีผู้สมัครคนใดมาร้องหรือให้ถ้อยคำต่อพนักงานสืบสวนที่จุดรับเรื่องร้องเรียนในสถานที่เลือก ถึงเหตุที่มีการกระทำผิดตามกฎหมายแต่อย่างใด
การนำเสนอข่าวว่ามีการแจ้งว่ามีการกระทำความผิดจึงไม่เป็นความจริง
อนึ่ง เพื่อประโยชน์แห่งความสุจริตและเที่ยงธรรมในสถานที่เลือก คณะกรรมการการเลือกตั้งและผู้อำนวยการการเลือกตั้งระดับประเทศ ได้มีมาตรการเพื่อให้การเลือกเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ในวันเลือกระดับประเทศ ดังนี้
1. จัดให้มีจุดรับเรื่องร้องเรียนเรื่องการกระทำที่อาจเป็นความผิดในสถานที่เลือก โดยให้พนักงานสืบสวนประจำจุดอย่างเพียงพอ เพื่อให้ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดได้ยื่นแบบ ผตล. หากพบว่ามีการกระทำผิด หรือให้ผู้สมัครมาแจ้งเหตุ และพนักงานสอบสวนจะบันทึกปากคำไว้ เพื่อเป็นต้นเรื่องในการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
2. จัดสถานที่ให้สื่อมวลชนในบริเวณสถานที่เลือกเพื่อสังเกตการณ์การเลือกในจุดที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
3. อนุญาตให้ผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศ ตัวแทนจากสถานทูตประจำประเทศไทย หรือ อียู และองค์กรเอกชนของไทย เข้าไปสังเกตการณ์ในสถานที่เลือก
4. สั่งให้ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดกรุงเทพมหานครและในเขตปริมณฑล เข้าไปตรวจในสถานที่เลือก
5. บันทึกภาพวิดีโอ จากกล้องวงจรปิด ตั้งแต่ผู้สมัครมารายงานตัว การลงคะแนน การนับคะแนน การรวมคะแนน และการประกาศผลคะแนน
6. สั่งการให้ชุดสืบสวนหาข่าวแฝงตัวในพื้นที่สถานที่เลือกและโรงแรมที่ผู้สมัครมาพักโดยรอบ เพื่อหาข่าวเกี่ยวกับการกระทำที่อาจเป็นความผิดก่อนวันเลือกจนถึงสิ้นสุดกระบวนการเลือก
