กมธ.กฎหมาย เรียกหลายหน่วยงานเข้าชี้แจง-ขอหลักฐานบันทึกวิดีโอพิสูจน์ปมส่งกลับชาวอุยกูร์เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ด้าน ตม.แจงไม่มีวิดีโอระหว่างควบคุมตัวเพราะเป็นคนต่างชาติ ไม่เข้ามาตรา 22 พ.ร.บ.อุ้มหาย ส่วนชาวอุยกูร์สมัครใจกลับจีนหรือไม่ ต้องขอเอกสารทั้งหมดจากจีน
12 มี.ค. 2568 เดอะรีพอร์ตเตอร์ รายงานวันนี้ (12 มี.ค.) เวลา 13.00 น. ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และคณะ แถลงข่าวหลังเชิญ 4 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กระทรวงยุติธรรม และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เข้ามาชี้แจงกรณีการส่งกลับชาวอุยกูร์ 40 คนไปที่ประเทศจีน ได้ปฏิบัติตามหลักสากลและกฎหมายภายในประเทศหรือไม่ อย่างไร
กมลศักดิ์ กล่าวว่า ทาง กมธ. ได้ซักถามหน่วยงานต่างๆ ว่าทำไมก่อนหน้านี้เคยเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา แต่ตอนนั้นปฏิเสธว่ายังไม่มีการส่งกลับ และกระบวนการการส่งกลับมีที่มาที่ไปอย่างไร และได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำบังคับสูญหาย มาตรา 13 มาตรา 22 และมาตรา 23 หรือไม่
สมช.มีมติส่งกลับจีนตั้งแต่ 17 ม.ค. 2568
ในประเด็นแรก ทำไมตอนที่เคยเรียกมาชี้แจงเมื่อ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเคยปฏิเสธว่าไม่มีแผนจะส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ และกระบวนการขั้นตอนการส่งกลับมีที่มาที่ไปอย่างไรนั้น ทางหน่วยงานชี้แจงว่า สมช.มีการประชุมและมีมติส่งชาวอุยกูร์ 40 คนกลับประเทศจีนตั้งแต่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา ก่อนที่จะแจ้งประสานหน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่ได้รับทราบช่วงต้นเดือน ก.พ. 2568 ก่อนที่ต่อมาจะมีเจ้าหน้าที่สถานทูตของประเทศจีนเข้ามาจัดทำเอกสารส่วนบุคคล และทำข้อมูลส่งตัวกลับที่เรียกว่าเอกสาร EI ดังนั้นเลยเป็นเหตุผลว่าตอนที่ กมธ.การกฎหมายฯ เรียกประชุมครั้งแรก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงไม่ทราบว่ามีแผนส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีน
กมธ.ให้ ตม.ส่งหลักฐานเอกสารภายใน 15 วัน
ต่อมา เมื่อถามว่าชาวอุยกูร์สมัครใจกลับประเทศต้นทางหรือไม่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระบุว่า พฤติการณ์ที่สถานทูตจีนไปทำข้อมูลส่วนบุคคลถือเป็นพฤติการณ์ที่ให้ความสมัครใจ แต่ไม่มีเอกสารใดๆ มาแสดงต่อกรรมาธิการการกฎหมายฯ ดังนั้น กรรมาธิการการกฎหมายฯ จึงมีมติให้ทาง ตม.ส่งเอกสารเกี่ยวกับส่วนบุคคล และไทม์ไลน์กระบวนการที่ทางสถานทูตจีนเข้าไปตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ถูกกักให้กับกรรมาธิการฯ และให้ส่งเอกสารพร้อมกับวิดีโอมาให้ กมธ.ภายใน 15 วัน โดยทาง ตม.ระบุว่าเรื่องเอกสารจะประสานกับประเทศจีนส่งเอกสารมาให้ เนื่องจากเอกสารทั้งหมดอยู่กับประเทศจีน
ส่วนเรื่องที่ กมธ.ขอหลักฐานวิดีโอตั้งแต่การควบคุมจนถึงสนามบิน ทาง ตม.ได้ชี้แจงว่า กล้องในสถานที่กักตัวเป็นกล้องแบบ Real Time ไม่ได้มีการบันทึกภาพไว้ เพราะไม่มีงบประมาณที่จะทำสิ่งเหล่านี้
ตม.ตอบไม่มีวิดีโอตอนคุมตัว เพราะเป็นคนต่างชาติ
ต่อกรณีว่ามีการประชุมหารือหรือไม่ว่าชาวอุยกูร์จะไม่ถูกทำร้ายหรือถูกกระทำย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เมื่อไปอยู่ประเทศจีน หน่วยงานตอบว่าพวกเขาเป็นระดับปฏิบัติการ ไม่ได้ประชุมร่วมกับ สมช. ส่วนพิจารณาอย่างไร กมธ.ยังไม่ได้รับคำตอบ
ต่อกรณี พ.ร.บ.ป้องกันการซ้อมทรมานฯ มาตรา 22 ที่ให้บันทึกวิดีโอระหว่างควบคุมตัวนั้น ตม. ตอบว่า เขาไม่มีวิดีโอเนื่องจากเรื่องนี้เป็นคนต่างชาติ ทำให้ไม่เข้าข่ายมาตรา 22 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานฯ จึงไม่จำเป็นต้องมีกล้องบันทึกวิดีโอขณะควบคุมตัว แต่ทางสมาชิก กมธ.หลายคนเห็นแย้ง โดยมองว่ากฎหมายซ้อมทรมานฯ ครอบคลุมประเด็นนี้ด้วย
กมลศักดิ์ มองว่า หลังจากนี้ต้องมีการทบทวน และทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานให้เข้มข้น และมีความเข้าใจตรงกัน ไม่งั้นจะเป็นปัญหาอยู่อย่างนี้ตลอด เพราะว่าประเด็นเรื่องการบันทึกภาพมีมาตลอด ไม่จบไม่สิ้น
กมลศักดิ์ ระบุต่อว่า ประเด็นที่ละเมิดมาตรา 13 พ.ร.บ.ป้องกันการซ้อมทรมานฯ หรือไม่นั้น ให้รัฐบาลเป็นคนพิสูจน์ โดย สมช.ระบุว่ารัฐบาลจะเดินทางไปดูสภาพความเป็นอยู่ และทางกรรมาธิการการกฎหมาย ระบุว่าหากมีการเดินทางเมื่อไรให้รัฐบาลแจ้งให้ทาง กมธ.ทราบ และให้ส่งข้อมูลมาให้กรรมาธิการการกฎหมายฯ โดยเร็ว หลังจากเดินทางไปแล้ว
"กรรมาธิการเราได้ขอคำตอบความชัดเจนของฝ่ายบริหารเกี่ยวกับพี่น้องชาวอุยกูร์ ประเด็นสำคัญ กรรมาธิการฯ เราต้องการทำให้ปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้นเอง" กมลศักดิ์ กล่าว
ขณะที่กัณวีร์ สืบแสง รองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ คนที่ 3 กล่าวว่า จากการรับฟังส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ยังมีเงื่อนงำในเรื่องเกี่ยวกับไทม์ไลน์ รวมถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และประเด็นที่เกี่ยวกับการผลักดันผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน เขาไม่ต้องการทำให้เป็นประเด็นทางด้านการเมือง เพราะหลายคนอาจมองว่าตนไม่ยอมก้าวข้ามไป แต่ กมธ.ต้องหาความชอบธรรมให้ได้ ความชอบธรรม จะต้องมีหลักฐานข้อมูลที่ชัดเจนว่าไม่ใช่การผลักดันให้กลับประเทศจีน และไม่ต้องการให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยสุ่มเสี่ยงต่อการวิพากษ์วิจารณ์ของต่างประเทศอีกต่อไป
