Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สมาชิกเสียงข้างมากให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าที่ประชุมรัฐสภามีอำนาจแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 และเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้หรือไม่ "เทวฤทธิ์-พริษฐ์"ย้ำคำวินิจฉัยศาลเคยบอกแล้วว่าทำประชามติ 2 ครั้งพอไม่ต้องถามซ้ำอีกแล้วการต้องให้ฝ่ายตุลาการเป็นคนเคาะอำนาจสภายังทำให้เสียดุลอำนาจ "ชูศักดิ์" แจงก็เห็นด้วยว่าทำ 2 ครั้งแต่เดินต่อยังไงเสียง สว.-สส.ก็ไม่พอให้ผ่าน

17 มี.ค.2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา มีการพิจารณาญัตติด่วน 2 ญัตติที่ที่มีทั้งเปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. เป็นผู้เสนอและวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นผู้เสนอ คือ เรื่องขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) 

ก่อนหน้านี้ เปรมศักดิ์ เคยเสนอญัตติเดียวกันนี้มาก่อนแล้ว 1 ครั้งในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ 13-14 ก.พ.ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้พิจารณาเนื่องจากการประชุมล่มไปหลังจากที่ประชุมสภามีมติไม่เลื่อนวาระของเปรมศักดิ์ขึ้นมาพิจารณาก่อนการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มเติมหมวด 15/1 ฉบับของพรรคประชาชน นำโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ และพรรคเพื่อไทย นำโดยวิสุทธิ์ ไชยณรุณ และการประชุมของรัฐสภาล่มไปทั้ง 2 วัน และทำให้พรรคแกนนำรัฐบาลอย่างพรรคเพื่อไทยจะเสนอญัตติขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาต่อที่ประชุมรัฐสภาในภายหลัง

สำหรับการประชุมสภาวันนี้ เปรมศักดิ์ ลุกชี้แจ้งว่าเหตุที่ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 เป้นต้นมาได้บัญญัติให้มีศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อวินิจฉัยข้อขัดแย้งตามรัฐธรรมนูญแล้วคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะผูกพันทุกองค์กร จึงเห็นว่าการที่จะแก้รัฐธรรมนูญมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้มีการลงประชามติเสียก่อนแต่ก็มีความเห็นว่าควรจะมี 2 หรือ 3 ครั้ง เขาจึงมีคำถามที่ต้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่ารัฐสภามีอำนาจในการลงมติร่างร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยที่ยังไม่มีการออกเสียงประชามติว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่

นอกจากนั้นเปรมศักดิ์ยังมีอีกคำถามด้วยว่าหากรัฐสภามีอำนาจพิจารณาและลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้การดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ สามารถทำภายหลังสภาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว โดยทำประชามติพร้อมกับถาม “ประชาชนว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่” ได้หรือไม่

นอกจากนั้นเปรมศักดิ์ยังกล่าวถึงเรื่องที่มีคนบอกว่าถ้าส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วจะทำให้รัฐธรรมนูญใหม่มีไม่ทันใช้ 2570 นั้นเขาเห็นว่าไม่กระทบต่อการเลือกตั้งเพราะว่าเรื่องระบบเลือกตั้งมีการแก้ไขในรัฐธรรมนูญไปแล้วก่อนหน้านี้เป็นระบบเขตเดียวคนเดียว 400 เขตและมีบัญชีรายชื่ออีก 100 คน และก็ถูกใช้มาในการเลือกตั้งครั้ง 2566 ไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่ควรให้เรื่องร่างรัฐธรรมนูญผูกพันกับการเลือกตั้ง 2570  เพราะการเลือกตั้งย่อมเกิดเมื่อไหร่ก็ได้

การเร่งรัดแก้ไขยังเป็นเรื่องไม่สุขุมรอบคอบเพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องฟังจากหลายฝ่ายและต้องทยอยทำ การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องแก้ไขให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและต้องรักษาเอกลักษณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ซึ่งเป็นฉบับปราบโกงซึ่งประชาชนเห็นว่าเป็นหลักประกันที่สุดเท่าที่มีมาการแก้ไขจึงต้องแก้ไขไปตามหลักที่ประชาชนยอมรับและต้องไม่แตะหมวด 1 และ 2 ซึ่งเป็นปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยมายาวนาน จึงอยากให้แก้ไขเรื่องที่เป็นประโยชน์แท้จริงกับประชาชน ไม่ใช่เพื่อสนองอำนาจทางการเมืองของผู้ใด

ทางด้านวิสุทธิ์ สส.เพื่อไทยลุกชี้แจงญัตติต่อว่า จากการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อ 13-14 ก.พ.ที่ผ่านมานั้นเกิดความขัดแย้งในรัฐสภาเรื่องอำนาจของรัฐสภาที่ฝั่งหนึ่งเห็นว่ารัฐสภาไม่มีอำนาจหน้าที่ในการรับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง 2 ฉบับ เนื่องจากยังไม่ได้จัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าประสงค์จะให้ทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ แต่สมาชิกรัฐสภาอีกส่วนหนึ่งก็เห็นว่ารัฐสภามีหน้าที่และอำนาจในการพิจารณาและลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขทั้ง 2 ฉบับได้เพราะเห็นว่าเป็นการแก้ไขเพื่อให้มีหลักเกณฑ์ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในหมวดที่ 15/1 ซึ่งถือว่าเป็นแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เช่นกันและเห็นว่าก็สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 เหมือนกัน

เมื่อรัฐสภามีความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ จึงถือเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วโดยยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในปัญหาดังกล่าว ตนจึงเสนอญัตติตามที่เสนอเข้ามาในรัฐสภาวันนี้เพื่อให้รัฐสภาลงมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาว่ารัฐสภาจะพิจารณาและลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่บัญญัติให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยที่ยังไม่มีผลการออกเสียงประชามติจากประชาชนว่าประสงค์จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือไม่

“สภาย้ำคิดย้ำทำ”

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. ลุกกอภิปรายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่าเป็นการ “ย้ำคิดย้ำทำ”  เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 นั้นชัดเจนแล้วว่าให้ทำประชามติ 2 ครั้งโดยศาลระบุว่ารับสภามีอำนาจทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้แต่ต้องไปถามผู้ที่มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญก่อน 1 ครั้ง และครั้งที่ 2 คือให้รับรองเนื้อหาที่ร่างรัฐธรรมนูญมาแล้ว ไม่ต้องทำประชามติถึง 3 ครั้ง นอกจากนั้นยังระบุด้วยว่าหากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อน จึงมีคำถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่ารัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นอกจากนั้นเมื่อไปดูความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 6 คนจาก 9 คน ก็เห็นว่าทำประชามติแค่สองครั้งเช่น ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ  มีแค่ 2 คนที่บอกว่า 3 ครั้ง และมี 1 คนที่เห็นว่าแก้ไขทั้งฉบับไม่ได้ได้แค่รายมาตราเท่านั้น นอกจากนั้นทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญก็ยังออกอินโฟกราฟฟิกออกมาอธิบายว่ารัฐสภามีอำนาจในการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้และกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนญใหม่ก็ให้ทำประชามติแค่ 2 ครั้ง

นอกจากนั้นยังมีอีกประเด็นคือหากส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของรัฐสภากว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมาก็จะไม่ทันสมัยการประชุมนี้แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับวินิจฉัยก็ตาม แล้วการที่รัฐสภาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาก็ยังมีปัญหาเรื่องสมดุลและการแบ่งแยกอำนาจของสถาบันทางการเมืองเสียไปด้วยเพราะถ้ารัฐสภาจะทำอะไรก็ต้องไปถามศาลรัฐธรรมนูญก่อนรัฐสภาก็จะกลายเป็นสภาที่ปรึกษาแน่นอน

เทวฤทธิ์กล่าวว่าเขาเข้าใจถึงคนที่สงสัยและไม่มั่นใจประเด็นเรื่องอำนาจหน้าที่นี้ แต่เรื่องนี้เป็นเพราะดุลย์อำนาจของสถาบันการเมืองถูกทำให้เสียไปเพราะรัฐธรรมนูญ 2560 จึงไม่ใช่ความผิดของเพื่อนสมาชิกที่สงสัยหรือไม่มั่นใจเรื่องนี้จนต้องย้ำคิดย้ำทำ แต่เพราะเหตุนี้จึงมีความสำเป็นที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560

“ผมอยากให้เพื่อนสมาชิกจดจำวันนี้ที่รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง รู้สึกสมดุลอำนาจของเราเปลี่ยนไป มีปัญหาในระบบประชาธิปไตย ให้จดจำไว้นี่คือเหตุผลสำคัญ คือประจักษ์พยานว่าทำไมเราต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำไมเราต้องจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำไมเราต้องรื้อทั้งระบบเพราะมันทำให้สมดุลระหว่างสถาบันการเมืองเสียไป”

เทวฤทธิ์กล่าวว่าแม้เขาจะไม่เห็นด้วยเรื่องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่เขาก็จะไม่ขวางเพราะเข้าใจเหตุผล แต่อย่างไรก็ตามเขาอยากให้รัฐบาลพยายามทำให้เห็นว่าเรื่องรัฐธรรมนูญใหม่นี่เป็นเรื่องเร่งด่วนตามที่แถลงกับรัฐสภาไว้เมื่อ 12 ก.ย.2567 ด้วย

ตุลาการศาลเสียงข้างมากยังบอกว่าประชามติแค่ 2 ครั้ง

พริษฐ์ วัชรสินธุ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวยืนยันว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคประชาชนเสนอนั้นไม่ได้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอนเพราะให้ทำประชามติ 2 ครั้งเช่นเดียวกัน โดยเขายกหลักฐานเป็นคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อย่างเช่นของทวีเกียรติที่ก็ระบุชัดว่าแม้จะต้องทำประชามติ 1 ครั้งก่อนแต่ไม่ใช่ก่อนที่จะเสนอญัตติหรือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ประการใดแต่เกิดขึ้นได้หลังรัฐสภาเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวหลังผ่านวาระที่สามไปแล้ว

สส.พรรคประชาชนยัง ยกคำวินิจฉัยของตุลาการอีก 2 คน คือวรวิทย์ที่ระบุว่าการทำประชามติ 1 ครั้งก่อนจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุว่าต้องทำก่อนการเสนอญัตติเข้ามาในวาระที่ 1 หรือของนครินทร์ก็ระบุว่าการทำประชามติต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 256  (8) ที่ให้การทำประชามติเกิดขึ้นหลังจากรัฐสภาลงมติเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่สามไปแล้วไม่ใช่ทำก่อนเสนอเป็นวาระที่หนึ่ง อีกทั้งตุลาการเสียงข้างมาก 5 คนก็ให้ทำประชามติ 2 ครั้ง แล้วทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเองก็ทำอินโฟกราฟฟิกออกมาบอกว่าทำสองครั้ง

พริษฐ์กล่าวถึงผลการหารือระหว่างคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ กับประธานศาลรัฐธรรมนูญอย่างไม่เป็นทางการแม้ว่าจะไม่มีผลทางกฎหมายก็ตาม ซึ่งในที่ประชุมก็ไม่มีใครเสนอขึ้นมาว่าต้องทำประชามติสามครั้งและไม่มีใครทักท้วงว่าการดำเนินการของพรรคประชาชนนั้นขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเหตุผลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ารัฐสภาไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีคำวินิจฉัยอีก

พริษฐ์ยังยกอีกประเด็นขึ้นมาคือแม้ว่าเขาจะเชื่อว่ามีเพื่อนสมาชิกที่สงสัยประเด็นทางกฎหมายจริง แต่เขาก็เชื่อว่ามีบางส่วนที่ไม่อยากให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่จึงต้องพยายามหาทางเพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อให้ชะลอการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อหวังว่าการพูดเรื่องเทคนิคกฎหมายจะทำให้สังคมลืมเรื่องนี้ไปว่าแก้รัฐธรรมนูญไปเพื่ออะไร

พริษฐ์ยกเหตุการณ์ที่ผ่านมาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาที่ทำให้เกิดคำถามต่อเจตจำนงทางการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาลคือ เมื่อเดือนที่แล้วที่ สส.พรรคภูมิใจไทยทั้งหมด 68 คนไม่อยู่ร่วมลงมติและ สว.อีก 160 กว่าคนก็ลงมติไม่เห็นด้วยหรือไม่มาลงมติเพื่อเร่งการส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาและหากวันนี้ยังเกิดขึ้นอีกก็ชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องข้อกังวลทางกฎหมายแล้วถ้าเป็นเช่นนั้นแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมาก็ตาม สส.และสว.กลุ่มนี้ก็จะไม่มาลงมติสนับสนนการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นอกจากนั้น สส.จากพรรคประชาชนยังมีคำถามไปถึงเจตจำนงของแพทองธาร ชินวัตรด้วยว่าได้ทำอะไรในการพยายามคลายข้อกังวลของพรรคร่วมรัฐบาล เพราะถ้านับตั้งแต่ประธานรัฐสภาบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนจนถึงวันประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาในวาระ 1 เมื่อเดือนที่แล้วกลับไม่มีร่างของคณะรัฐมนตรีเข้ามาทั้งที่เป็นนโยบายของรัฐบาล เขาเข้าใจว่าแค่จะนำเรื่องนี้เข้าไปคุยในที่ประชุม ครม.นายกฯ ก็ไม่ได้ทำ เพราะแม้ว่าหลังจากการประชุมเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญล่มเมื่อเดือนที่แล้วแพทองธารจะให้สัมภาษณ์ว่าได้นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม ครม.แล้วแต่อนุทิน ชาญวีระกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกลับบอกว่าไม่มีการคุยเรื่องนี้ ซึ่งเรื่องนี้เขาก็ไม่ทราบว่าตกลงแล้วใครพูดจริง แต่ถึงนายกฯ จะนำเรื่องไปคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลแล้วก็ไม่ได้มีอะไรรับประกันว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะเห็นด้วย 100% แล้วทำไมนายกฯ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลถึงไม่สามารถโน้มน้าวพรรคร่วมรัฐบาลของตัวเองได้

พริษฐ์ย้ำถึงการยื่นญัตติของพรรคแกนนำรัฐบาลครั้งนี้จะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาแล้วว่าทำประชามติ 2 ครั้ง แต่ก็ไม่ได้มีอะไรรับประกันว่า สส.จากพรรคร่วมรัฐบาลและ สว.ที่เป็นกลุ่มเดียวกันนั้นจะมาโหวตสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ให้ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าพวกเขาไม่แม้แต่จะสนับสนุนญัตติให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยครั้งนี้ และถ้าเกิดศาลรัฐธรรมนูญไม่รับวินิจฉัยหรือไม่ได้มีคำวินิจฉัยที่ชัดเจนกว่าครั้งที่ผ่านมาก็จะทำให้สถานการณ์กลับมาสู่จุดนี้อีกครั้ง ถ้าหากนายกฯ ไม่ได้มีเจตจำนงที่จะโน้มน้าว สส.จากพรรคร่วมรัฐบาล

พริษฐ์จึงได้สรุปการอภิปรายของตัวเองว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีก เพราะร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว และอีกประเด็นคือการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาเพราะเรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหาข้อกฎหมายแต่เป็นปัญหาเจตจำนงของรัฐบาล ทางออกเรื่องนี้จึงอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ สมาชิกรัฐสภาวันนี้จึงต้องส่งสัญญาณถึงทำเนียบรัฐบาลดังๆ ว่าถึงเวลาแล้วที่นายกฯ จะต้องแสดงความเป็นผู้นำสร้างเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อผลักดันนโยบายเรือธงของตัวเองในการทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้สำเร็จ

ถ้าล่มไปใครจะรับผิดชอบ

ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าการสนับสนุนญัตติเพื่อส่งเรื่องหให้รัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้นไม่ใช่เพื่อถ่วงเวลาการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ยืดเยื้อออกไป แต่เพื่อทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ไม่สะดุด เธอเชื่อว่าทุกคนเห็นตรงกันว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขเพราะทำขึ้นมาในสถานการณ์พิเศษที่ประชาชนไม่ได้มามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจนอาจเรียกได้ว่าไม่มีความชอบธรรม ทั้งต้นน้ำที่มาจากการรัฐประหาร กลางน้ำที่มีการสอดไส้เข้ามาอย่างไม่โปร่งใส และปลายน้ำที่ทำให้ต้องใช้เวลาถึง 8 ปีในการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ สะท้อนให้เห็นว่ากติกาสูงสุดของประเทศเป็นตัวดึงรั้งประเทศและจำกัดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้อย่างยากลำบาก

สส.พรรคเพื่อไทยกล่าวว่า พรรคพยายามทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้รอบคอบมากที่สุดเพราะหากไม่มี สว.ถึง 67 เสียงและมีเสียงจาก สส.เห็นต่างก็จะทำให้ความพยายามก่อร่างสร้างประชาธิปไตยก็จะหมดลงทันทีปิดประตูบานแรกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่ากับตกไป ทำให้สูญเปล่าและเจอทางตันซึ่งจะต้องทำใช้เวลาอีกเท่าไหร่ในการกลับมาเริ่มต้นใหม่

ลิณธิภรณ์กล่าวว่าแม้จะมีคนวิจารณ์ว่าพรรคเพื่อไทยไม่ยืนยันอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติปล่อยให้ฝ่ายตุลาการหรือองค์กรอิสระเข้ามามีอำนาจเหนือการตัดสินว่าฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจในการพิจารณากฎหมายเองหรือไม่  เรื่องนี้เป็นเพราะว่าก่อนหน้านี้รัฐสภายังไม่ได้บรรจุญัตติเรื่องแก้รัฐธรรมนูญลงไปจึงยังไม่เกิดความขัดแย้งเช่นตอนนี้  จึงมีคำถามกลับไปว่าหากพิจารณากันไปแล้วเกิดปัญหาอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาขึ้นมาจริงๆ จนไปล้มการร่างรัฐธรรมนูญไปหมด

“ฝ่ายที่ดึงดันแก้ไขจะสามารถรับผิดชอบได้หรือไม่ พวกที่ยืนยันไม่ใหยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความจะรับผิดชอบได้หรือไม่ จะรับผิดชอบกับเวลาที่เสียไปได้หรือไม่ ด้วยเหตุนี้พรรคเพื่อไทยมองการไกล เราไม่ยอมอีกแล้วกับวัฏจักรความล้มเหลวกลับไปกลับมา ชัดเจนแล้วว่าเราต้องทำให้สำเร็จในรัฐบาลนี้ตามนโยบายที่พรรคเพื่อไทยให้คำมั่นสัญญาไว้กับพี่น้องประชาชน”

ลิณธิภรณ์ย้ำว่าเพื่อนสมาชิกรัฐสภาควรเห็นพ้องต้องกันตามญัตติด่วนขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาแล้วให้ศาลตีความว่าจะต้องทำประชามติกี่ครั้งให้ชัดเจนเพื่อช่วยยืนยันในฐานะที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตุลาการที่วางบรรทัดฐานทางกฎหมายเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ สมาชิกรัฐสภาที่เป็นผู้แทนประชาชนในการใช้อำนาจนิติบัญญัติก็จะได้เดินหน้าต่ออย่างราบรื่นและถี่ถ้วนตามบรรทัดฐานทางกฎหมายและไม่ทำให้ความพยายามที่ผ่านมาสูญเปล่า

เห็นด้วยว่าทำ 2 ครั้งพอ แต่เสียงคงไม่พอผ่าน

ชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ร่วมอภิปรายว่าเขามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญมาหลายครั้งจนมาครั้ง 2555 ที่ตอนนั้นก็ใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ที่ได้มาจากการรัฐประหารเหมือนกัน ตอนนั้นก็มีการเสนอญัตติเขามาในรัฐสภาเหมือนตอนนี้ก็มีการใช้นิติสงครามกันก็มี สว.และฝ่ายค้านในเวลานั้นเอาสิ่งที่เราทำตามอำนาจหน้าที่ตามกระบวนการนิติบัญญัติไปร้องศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง ตอนนั้นเขายังต้องไปเป็นทนายความให้ตัวเองมีการซักค้านจนทำให้ตุลาการบางคนขอถอนตัวแล้วสุดท้ายก็ยังดีที่ศาลมีคำวินิจฉัยว่ายังไม่ถึงกับเป็นการล้มล้างการปกครอง

ชูศักดิ์กล่าวต่อว่าที่นำเสนอเรื่องนี้เพราะว่าเราใช้อำนาจนิติบัญญัติ แต่พวกเรากันเองก็ชอบเอาอำนาจสูงสุดนี้ไปใช้เป็นนิติสงครามร้องกันไปมาแต่ผลจากคำวินิจฉัยนั้นก็ผ่านไป จนมาถึงตอนที่เราก็ทำกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่จนท้ายที่สุดก็ไปยื่นคำร้องเมื่อปี 2563 อีกจนศาลมีคำวินิจฉัยออกมาเมื่อปี 2564 ทำให้รัฐสภาขณะนั้นไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ได้สำเร็จ

ชูศักดิ์กล่าวว่าผลจากครั้งนั้นทำให้มีคำวินิจฉัย 4/2564 ออกมาที่หากอ่านตอนท้ายก็ฟังได้จริงๆ ว่าทำประชามติเพียงแค่สองครั้งคือเมื่อมีการทำรัฐธรรมนูญใหม่ให้ถามประชาชนก่อนว่าประสงค์จะให้ทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่และเมื่อถามประชาชนแล้ว ยกร่างฉบับใหม่มาแล้วก็ให้ถามประชาชนอีกครั้งถ้าอ่านแค่นี้ก็คือ 2 ครั้งเขาเองก็เชื่อว่าทำ 2 ครั้งพอ แต่หากไปอ่านช่วงต้นๆ ของคำวินิจฉัยว่าการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่มีวิธีการอื่นเลยเพราะไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่จะเขียนวิธีการทำรัฐธรรมนูญใหม่ไว้ในรัฐธรรมนูญเพราะถ้าเขียนไว้เช่นนั้นก็แสดงว่าร่างรัฐธรรมนูญกันมาใช้ไม่ได้ก็จะให้แก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น

ดังนั้นการจะทำรัฐธรรมนูญใหม่ก็จะต้องเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมและวิธีการร่างฉบับใหม่ขึ้นมาก็คือการแก้ไขมาตรา 256 และหมวด 15/1 แต่ถ้อยคำที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ก็บอกว่าการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญ ชื่อมันบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเพิ่ม 15/1  ศาลบอกว่าการทำเช่นนี้ไม่ใช่รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมแต่เป็นการทำรัฐธรรมนูญใหม่มีผลเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับเดิมจึงต้องทำประชามติเสียก่อนทำให้เกิดการตีความของสมาชิกรัฐสภาหลายส่วนว่าต้องทำประชามติครั้งแรกตามคำวินิจฉัยของศาลและเป็นที่มาของการทำประชามติ 3 ครั้ง

“ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วย ผมเห็นว่า 2 ครั้งพอตามข้อสรุป แต่เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็หมายความว่าถ้าเราจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยกระบวนการ สสร.ก็แปลว่าสมาชิกมีความเห็นแตกต่างกัน เรานัดประชุมกัน 13-14 เราก็เห็นกันอยู่ว่าบรรยากาศเป็นอย่างไร”

“สมาชิกบางส่วนบอกว่าบรรจุไม่ได้เหตุผลสำคัญคือเคยสั่งไม่บรรจุมาแล้วครั้งนี้มาบรรจุได้ยังไงประธานทำผิด พอบรรจุไม่ได้สมาชิกก็ไม่มีอำนาจพิจารณา อีกฝ่ายก็บรรจุถูกแล้ว ท่านประธานวันนอร์สั่งบรรจุเดิมไม่บรรจุของผม ตอนหลังสั่งบรรจุแล้วก็ส่งสัญญาณมา ผมก็บอกผมเห็นด้วยประชามติ 2 ครั้งผมก็เสนอร่างประกบกับพรรคประชาชน”

ทั้งนี้ชูศักดิ์กล่าวว่าถ้ากระบวนการเมื่อวันที่ 13-14 เดินต่อก็รู้กันดีว่าจะได้เสียง สว.ถึง 67 หรือเปล่า แล้วเสียงของสภาก็จะไม่เกินกึ่งหนึ่ง ท้ายสุดการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็จะไม่ผ่าน เขาก็เลยเสนอให้ไปถามศาลรัฐธรรมนูญก็หวังว่าครั้งนี้จะตอบเพราะครั้งก่อนประธานสภาไม่ได้บรรจุร่างแก้ไขเพิ่มเติมเข้าสู่วาระแต่ครั้งนี้บรรจุแล้วทำให้เกิดความขัดแย้งเห็นไม่ตรงกันของสภาจึงเป็นที่มาของการเสนอญัตติวันนี้

“เรามีความตั้งใจทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และให้เกิดเป็นรูปธรรมให้สำเร็จให้ได้อย่างน้อยที่สุดเราก็มีนโยบายร่วมกันมาว่าอยากจะเห็นการมี สสร.มาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” ชูศักดิ์กล่าว

สรุปสภาให้ส่งศาล

ภายหลังการอภิปราย วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาเปิดให้สมาชิกลงมติว่าจะให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอำนาจหน้าที่รัฐสภาหรือไม่

มีผู้ร่วมลงมติทั้งหมด 572 คน มีผู้เห็นด้วย 303 คน ไม่เห็นด้วย 151 คน งดออกเสียง 120 คน ไม่ลงคะแนน 1 เสียง 

หลังลงมติประธานสภาแถลงหมดวาระการประชุมและให้ปิดการประชุม

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง