Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ศูนย์ทนายความฯ รายงานผลคำพิพากษา 2 คดีเกี่ยวกับการโพสต์พาดพิงสถาบันกษัตริย์ กรณีของ “เจ๊จวง” แม่ค้าขายบะหมี่ปราศรัยถึงปัญหาขบวนเสด็จสารภาพศาลลดโทษจำคุกให้เหลือ 2 ปีและรอลงอาญา  ส่วนอีกคดีของ “วิจิตร” โพสต์พาดพิงตั้งแต่หลังรัฐประหาร 57 แต่เพิ่งถูกจับ 66 สารภาพลดเหลือจำคุก 10 ปี แต่ไม่รอลงอาญา ยังรอศาลอุทธรณ์พิจารณาประกัน

18 มี.ค.2568 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานผลคำพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับกรณีมีการกล่าวพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ 2 คดี คดีแรกที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ในนัดสืบพยานของ “เจ๊จวง” (สงวนชื่อนามสกุล) แม่ค้าบะหมี่หมูกรอบ วัย 54 ปี ในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) แต่เนื่องจากก่อนสืบพยานจำเลยให้การรับสารภาพศาลจึงมีคำพิพากษาทันทีลงโทษจำคุก 4 ปี แต่สารภาพลดโทษเหลือ  2 ปี และให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

ส่วนคดีที่สองที่ศาลอาญา รัชดานัดฟังคำพิพากษาคดีของ “วิจิตร”(สงวนนามสกุล) ชาวขอนแก่นวัย 59 ปี ประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ที่ถูกฟ้องในข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2) รวม 10 กรรม จากการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กพร้อมภาพประกอบทั้งสิ้น 10 โพสต์ ระหว่างวันที่ 24 ต.ค. 2557 – 20 มิ.ย. 2558 โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองในช่วงหลังรัฐประหารในขณะนั้น และมีบางโพสต์พาดพิงถึงสถาบันกษัตริย์ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 10 กรรม เป็นจำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 10 ปี ไม่รอลงอาญา

ปราศรัยปัญหาขบวนเสด็จ ชี้ “ประยุทธ์” มีอำนาจดูแลงบแต่ใช้ไม่เป็นธรรม

กรณีของเจ๊จวงศูนย์ทนายความฯ ระบุว่าเป็นคดีที่ ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ สมาชิกกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เป็นผู้กล่าวหา และทาง สน.ยานนาวาเบื้องต้นแค่ออกหมายเรียกไปปรับเงิน 200 บาทในฐานความผิดใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต

ภายหลังมีการออกหมายเรียกรับทราบข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพิ่มมาทีหลัง โดยให้เหตุผลว่าเจ๊จวงปราศรัยโดยนำเรื่องขบวนเสด็จที่ ณัฐนิช ดวงมุสิทธิ์ หรือ “ใบปอ” และเนติพร เสน่ห์สังคม หรือ “บุ้ง” ทำโพลมาขยายความในประเด็นการจัดสรรและการใช้งบประมาณ แม้ว่าในการปราศรัยจะไม่ได้เอ่ยถึงบุคคลที่เข้าข่ายได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 112 อีกทั้งยังแจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 เพิ่ม โดยอัยการในคดีระบุว่าเป็นการถ่ายทอดสดผ่านไลฟ์ในช่องผู้ใช้งานชื่อ “ศักดินาเสื้อแดง” และ “ขุนแผนแสนสะท้าน” แม้ว่าทั้ง 2 ช่องดังกล่าวจะไม่ใช่ของเจ๊จวงก็ตาม

อัยการระบุว่าคำที่จำเลยปราศรัยกล่าวถึงปัญหาของขบวนเสด็จและงบประมาณมหาศาลที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ และพาดพิงถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจดูแลงบประมาณบริหาร แต่กลับใช้อำนาจดังกล่าวไม่เป็นธรรมต่อประชาชน คำปราศรัยดังกล่าวเป็นความเท็จและใส่ความสถาบันพระมหากษัตริย์ เมื่อมีบุคคลที่สามได้ฟังก็เข้าใจได้ว่าขบวนเสด็จหมายถึงรัชกาลที่ 10 พระราชินี และรัชทายาท ทรงใช้งบประมาณบริหารราชการแผ่นดินอันเป็นภาษีของประชาชนไม่เป็นธรรมและตรวจสอบไม่ได้

ทั้งนี้ตามนัดวันนี้จะต้องเป็นนัดสืบพยานแต่เจ๊จวงกลับคำให้การเป็นรับสารภาพแทนศาลจึงพิพากษาลงโทษจำคุกทั้งหมด 4 ปี แล้วลดโทษให้เหลือ 2 ปี โดยให้เหตุผลว่าเป็นความผิดเกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในช่วงเดียวกับที่ประชาชนจำนวนมากสนใจเรื่องสถานการณ์การเมืองในประเทศและมีการแสดงความเห็นอย่างจริงจัง อีกทั้งจำเลยอายุมากแล้วและไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ให้รอการลงโทษ 2 ปี และให้คุมความประพฤติจําเลยโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกําหนด 1 ปี รายงานตัวครั้งแรกนับแต่มีคําพิพากษา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56

คดีเริ่มเมื่อ 10 ปีก่อน หมายจับออกช่วงที่หยุดใช้ 112 แต่เพิ่งจับปี 66

วันเดียวกันนี้ ศูนย์ทนายความฯ ยังรายงานถึงนัดฟังคำพิพากษาในคดีของ “วิจิตร” ด้วย โดยเหตุแห่งคดีนี้เกิดจากโพสต์เฟซบุ๊กของเขาช่วง 24 ต.ค. 2557 – 20 มิ.ย. 2558 จำนวน 10 โพสต์ และมีผู้กล่าวหาคือ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา 

ทั้งนี้ศูนย์ทนายความฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าคดีนี้ศาลออกหมายจับตั้งแต่ 11 ก.ย. 2561 และตั้งข้อสังเกตว่าคดีของวิจิตรคดีนี้ไม่มีการฟ้องในข้อหาตามมาตรา 112 โดยหมายจับของศาลคดีนี้ออกมาในช่วงเวลาเดียวกับที่รัฐบาลทหารของพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติในเวลานั้นมีการเปลี่ยนแปลงแนวทางการบังคับใช้มาตรานี้โดยไม่นำมาตรา 112 มาใช้ แต่ยังคงนำกฎหมายมาตราอื่นๆ มาดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการแสดงความเห็นต่อสถาบันกษัตริย์อยู่เช่น ข้อหายุยงปลุกปั่นตามมาตรา 116 หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ก่อนมีการนำกลับมาใช้อีกครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2563

จากนั้นวิจิตรเพิ่งมาถูกจับกุมจากบ้านพักในจังหวัดขอนแก่นเมื่อ 19 ก.ย. 2566 หลังศาลออกหมายจับมานานถึง 5 ปี เขาถูกจับกุมตัวไปกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 และในวันเดียวกันเขาถูกนำตัวมายังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ในกรุงเทพฯ เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำในวันรุ่งขึ้น

พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา “นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน” ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2) จากการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กพร้อมภาพประกอบ จำนวน 10 โพสต์ ระหว่างวันที่ 24 ต.ค. 2557 – 20 มิ.ย. 2558 โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองในช่วงหลังรัฐประหารในขณะนั้น และมีบางโพสต์พาดพิงถึงสถาบันกษัตริย์ ในกระบวนการนี้มีทนายความอยู่ร่วมด้วย และวิจิตรให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จากนั้นอัยการจึงมีคำสั่งฟ้องเมื่อ 7 พ.ย. 2566

อัยการระบุในคำฟ้องว่าข้อความทั้งหมดเป็นข้อมูลเท็จ ไม่ได้เป็นการแสดงความเห็นติชมโดยสุจริต เป็นการพาดพิงสถาบันกษัตริย์ฯ ซึ่งเป็นที่เคารพของประชาชน โดยไม่เหมาะสม เป็นการสร้างความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน และอาจทำให้เข้าใจผิดว่าข้อความดังกล่าวเป็นความจริง ทำให้ประชาชนไม่เคารพสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นการให้ร้ายสถาบันกษัตริย์ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ศาลรับฟ้องและนัดสืบพยานครั้งแรกเมื่อ 5 ก.พ.2568

อย่างไรก็ตาม วิจิตรกลับคำให้การเป็นรับสารภาพก่อนเริ่มสืบพยาน ศาลจึงนัดฟังคำพิพากษาแทนในวันนี้

ศูนย์ทนายความฯ ระบุว่า ศาลพิพากษาวิจิตรว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเรียงกระทงกันไป ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 10 กรรม เป็นจำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 10 ปี ไม่รอลงอาญา

หลังจากศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จ วิจิตรถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจศาลควบคุมตัวลงไปที่ห้องเวรชี้ ระหว่างรอคำสั่งประกันตัวในชั้นอุทธรณ์

ต่อมาในเวลา 15.30 น. ศาลมีคำสั่งให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณาคำร้องขอประกันตัว ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาอีก 2-3 วัน จึงจะทราบผลคำสั่ง ทำให้เย็นวันนี้วิจิตรจะถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ระหว่างรอคำสั่ง

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง