Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์
  • จากจุดเริ่มต้นในช่วงโควิด-19 และการเข้ามาของธุรกิจแพลตฟอร์ม ทำให้รายได้ของวินมอเตอร์ไซค์ไปมากกว่าครึ่ง จนเกิดเป็นภาวะความเครียด และส่งผลต่อสุขภาพกายติดตามมา
  • 'สถาบันเอเชียฯ จุฬาฯ ร่วมด้วย สสส. ร่วมกันพัฒนาและเปิดตัวแพลตฟอร์ม "น้องเคยมาเท่าไหร่" และ "ตามสั่ง-ตามส่ง" ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรับ-ส่งผู้โดยสาร และส่งอาหารสำหรับผู้ประกอบอาชีพวินมอไซค์
  • โดยทีมผู้คิดค้นหวังว่าแพลตฟอร์มจะเป็นทางเลือกยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตวินมอเตอร์ไซค์-ร้านค้าชุมชน พร้อมชูจุดเด่นแนวทาง 'เศรษฐกิจสังคมสมานฉันท์' ดึงร้านค้า-วินฯ-คนในชุมชน ร่วมตกลงค่าบริการที่เป็นธรรม ทุกคนสามารถอยู่ได้ 

 

เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2568 ตั้งแต่เวลา 13.00-15.30 น. ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาวะ (สสส.) ร่วมกับกลุ่มวิจัยนวัตกรรมเพื่อสังคมสมานฉันท์ และเศรษฐกิจถ้วนถีงแห่งเอเชีย สถาบันเอเชีย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดตัวแพลตฟอร์ม 2 ตัวคือ ‘ตามสั่ง-ตามส่ง’ และ ‘น้องเคยมาเท่าไหร่’ โดยตั้งเป้าให้วินมอเตอร์ไซค์เข้าถึงเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม สร้างความมั่นคงทางด้านรายได้ให้กับผู้ประกอบอาชีพนี้

ที่มาที่ไปของแพลตฟอร์มทั้ง 2 ตัวนี้ มาจากช่วงวิกฤตโควิด-19 ในประเทศไทยทำให้วินมอเตอร์ไซค์ไม่สามารถทำงานได้ และรายได้ลดลงอย่างมีนัยนะสำคัญ ตัวอย่างจากที่เคยได้รายได้ประมาณ 700-800 บาทต่อวัน แต่ปัจจุบัน รายได้ของวินฯ เหลือเพียง 400-500 บาทต่อวัน เมื่อหักค่าต้นทุนแล้ว แทบจะไม่เหลือรายได้เลย กลายเป็นความเครียด ซึ่งส่งผลต่อทั้งสุขภาวะด้านจิตใจ และสุขภาพกายตามมา

สสส. และสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ จึงเริ่มกันทำงานคิดค้นนวัตกรรมแพลตฟอร์มขึ้นมา 2 ตัว คือ "ตามสั่ง-ตามส่ง" และ "น้องเคยมาเท่าไหร่" เพื่อให้วินมอเตอร์ไซค์มีโอกาสเข้าถึงนวัตกรรมแพลตฟอร์ม และได้มี 'ทางเลือก' ในการหารายได้เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคเองก็ได้จ่ายราคาค่าบริการที่เป็นธรรม

สำหรับแอปฯ "ตามสั่ง-ตามส่ง" ให้บริการรับ-ส่งอาหาร และรับ-ส่งผู้โดยสาร ในพื้นที่ชุมชนโดยระยะประมาณ 3-5 กิโลเมตร ก่อนหน้านี้ได้ทดลองใช้ตั้งแต่ปี 2563 ในบางพื้นที่ทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด เช่น อ.สายบุรี จ.ปัตตานี อ.เบตง จ.ยะลา ซอยลาดพร้าว 101 จ.กรุงเทพฯ เป็นต้น 

ขณะที่ 'น้องเคยมาเท่าไหร่' คือบริการเรียกวินมมอเตอร์ไซค์ผ่านแอปฯ LINE โดยคิดค่าโดยสารตามตามประกาศของกรมขนส่งทางบก อีกทั้งมีฟังก์ชันเช็กค่าโดยสารและจุดขึ้นวินมอเตอร์ไซค์ และจ่ายค่าบริการผ่าน QR Code 

ดังนั้น ต่อจากนี้ ผู้โดยสารไม่จำเป็นต้องเดินไปที่วินฯ แล้วสามารถส่งข้อความเรียกให้วินมอเตอร์ไซค์มารับที่กลางซอย หรือท้ายซอยก็ได้ 

ลดความเหลื่อมล้ำ-สร้างความมั่นคงให้วินฯ

หลังกล่าวเปิดงาน อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ นักวิจัยจากกลุ่มนวัตกรรมเพื่อสังคมสมานฉันท์และเศรษฐกิจถ้วนถึงแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.ณัฐพันธุ์ ศุภกา รักษาการผู้อำนวยการสำนักวิชาการและนวัตกรรม สสส. ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อถึงที่มาที่ไปของโครงการ และแพลตฟอร์ม

ดร.ณัฐพันธุ์ กล่าวว่า ที่มาที่ไปสืบเนื่องจากช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบให้ประชาชนต้องกักตัวอยู่ในบ้านเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดโรค แพลตฟอร์มออนไลน์ให้บริการส่งอาหารและการเดินทางได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้วินมอเตอร์ไซค์ที่ไม่ได้เข้าร่วมแพลตฟอร์มต้องประสบปัญหารายได้ลดลงไม่พอเลี้ยงชีพ เผชิญกับภาวะความเครียดและความกดดันจากการหารายได้เพื่อดูแลตัวเองและครอบครัว

ณัฐพันธุ์ ศุภกา รักษาการ ผอ. สสส.

ทั้งนี้ ผลสำรวจสภาพการทำงานและสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะในกรุงเทพฯ 50 เขต จำนวน 400 คน โดยในปี 2566 โดยกลุ่มวิจัยนวัตกรรมเพื่อสังคมสมานฉันท์และเศรษฐกิจถ้วนถึงแห่งเอเชีย พบว่า วินมอเตอร์ไซค์ 89.3% ไม่ใช้บริการผ่านแอปพลิเคชันเรียกรถ สาเหตุจากการใช้งานที่ไม่สะดวก ขั้นตอนการสมัครแพลตฟอร์มมีความซับซ้อน หลายขั้นตอน และถูกเรียกเก็บค่าใช้บริการ ทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น 46.5% ไม่มีเงินออม 11% เป็นหนี้ทั้งในระบบ และนอกระบบ

ณัฐพันธุ์ มองว่า สสส.ก็เลยมาสนับสนุนโครงการแอปพลิเคชัน-แพลตฟอร์ม ทั้ง “น้องเคยมาเท่าไหร่” และ “ตามสั่ง-ตามส่ง” เนื่องจากทางหน่วยงานมองเห็นความสำคัญในการใช้เทคโนโลยีแพลตฟอร์มในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และแพลตฟอร์มทั้ง 2 ตัวยังเป็นทางเลือกในการยกระดับรายได้และความมั่นคงในอาชีพวินมอเตอร์ไซค์ ซึ่งจะส่งผลต่อสภานภาพทางเศรษฐกิจครัวเรือนที่ดีขึ้น และเมื่อสถานภาพทางเศรษฐกิจดีขึ้น ก็ส่งผลต่อสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดีตามมา

เศรษฐกิจสมานฉันท์ ดึง 3 ฝ่ายหารือค่าบริการที่เป็นธรรม

ด้านอรรคณัฐ อธิบายว่า กระบวนการก่อนที่จะนำตัวแพลตฟอร์ม "ตามสั่ง-ตามส่ง" มาใช้ในพื้นที่จะต้องมีกระบวนการหารือกันก่อน 3 ฝ่าย ได้แก่ คนในชุมชน (ซึ่งก็คือผู้บริโภค) ร้านค้า และวินมอเตอร์ไซค์ เพื่อหาฉันทามติกำหนดราคาค่าส่ง ค่าอาหาร และอื่นๆ ให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย หรือสามารถอยู่รอดได้ โดยเรียกโมเดลนี้ว่า ‘เศรษฐกิจสังคมสมานฉันท์’

อรรคณัฐ กล่าวต่อว่าเปรียบเทียบระหว่างแพลตฟอร์มเอกชนก็จะทำเพื่อแสวงหากำไร แต่ว่าของเราปรับวิธีคิดจากเครื่องมือแสวงหากำไร ไปเป็นเครื่องมือที่ทำให้ทุกคนมีโอกาสที่มากขึ้น หมายความว่า "ตัวแพลตฟอร์มที่ไม่ได้ทำกำไร" แต่ว่าเป็นเครื่องมือที่ทำให้ ร้านอาหาร ร้านค้า พี่วินฯ มีธุรกิจของตัวเอง สามารถมีโอกาสทางอาชีพมากขึ้น

"เราก็ใช้วิธีการคือ 3 ภาคส่วนมาคุยร่วมกัน และค่าส่งที่เหมาะสมจะเป็นเท่าไร ถ้าเราให้พี่วินฯ หรือไรเดอร์ตัดสินใจ เขาก็มีแนวโน้มที่เขาจะอยากได้ค่าส่งสูงๆ ใช่ไหม แต่ถ้ามีผู้บริโภคในชุมชน มีร้านอาหารมาร่วมตัดสินใจด้วยมันจะเกิดการพูดคุยกัน อันดับแรกเขาก็จะมองเห็นปัญหาของกันและกัน สมมติว่าถ้าเรียกสูงเกินไปผู้บริโภคไม่ซื้อ ร้านอาหารก็ขายไม่ได้ มันจะเกิด ‘empathy’ มันจะเกิดความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าอกเข้าใจ นำไปสู่การตัดสินใจร่วมกันว่าถ้างั้นเอาราคาเท่านี้ก่อน 3 กิโลฯ แรก เวิร์กไม่เวิร์กเดี๋ยวเราค่อยมาตัดสินใจร่วมกันใหม่อีกที  นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ‘เศรษฐกิจสังคมสมานฉันท์’ คือการสมานฉันทะของทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน" อรรคณัฐ กล่าวถึงแนวคิดเบื้องหลังกลไกกำหนดราคา 

ในส่วนอัตราค่าบริการสำหรับแพลตฟอร์ม อรรคณัฐ ประเมินว่ามีค่า 'transaction' ครั้งละ 3-5 บาท ซึ่งราคาถูกกว่าราคาค่า GP (Gross Profit) ประมาณ 30-35% ของยอดรายจ่าย เช่น ค่าอาหาร 1,000 บาท บริษัทแพลตฟอร์มหักไปแล้ว 300-350 บาท

ดังนั้น มาดูว่าวินมอเตอร์ไซค์ ร้านอาหาร และคนในชุมชน เขาตกลงร่วมจ่ายค่าต้นทุนที่เท่าไร เพื่อให้กิจกรรมนี้คงอยู่ ต้นทุนค่า transaction (ธุรกรรม) ของ "ตามสั่ง-ตามส่ง" ครั้งละ 5 บาท แต่เรื่องค่าบริการ-บำรุงแพลตฟอร์มมีสามารถยืดหยุ่นได้ คือถ้าทุกคนคิดว่าจะจ่ายคนละ 2 บาทให้แอปฯ ก็ได้ เพื่อให้ร้านอาหารขายอาหารได้มากขึ้น วินฯ มีโอกาสรับผู้โดยสารมากขึ้น และผู้บริโภคสั่งอาหารราคาถูกลง

อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ

เฉลิม ชั่งทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวถึงข้อดีของแอปฯ ‘ตามสั่ง ตามส่ง’ สอดคล้องกับอรรคณัฐ ว่า เงินค่า GP ที่แอปฯ ตามสั่ง-ตามส่งไม่เก็บ จะทำให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์ เพราะได้ซื้ออาหารราคาถูกลง

"ร้านค้าจะได้ขายของในแบบที่ตัวเองขาย อย่างผมเคยขายปลาเผาอยู่ 150 บาท พอผมเข้าไปอยู่ในแพลตฟอร์ม เขาบอกว่าต้องขาย 220 บาท ผมถามว่าทำไมต้องขายแพงขนาดนั้น เพราะว่าส่วนต่างบริษัทแพลตฟอร์มเขาจะเอา ส่วนผมก็ได้แค่ 150 บาท ผมก็ไม่เอาตรงนั้นดีกว่า เพราะว่าแทนที่เราจะขายของถูกให้ผู้บริโภคจาก 150 เป็น 220 บาทมันแพงเกินไป แบบนี้ประชาชนไม่รู้หรอกว่าเขาถูกเอาเปรียบ เขาสะดวกยังไงก็ได้ วันนี้มีแพลตฟอร์มพวกเรากับของเขามันจะเกิดการเปรียบเทียบขึ้นมา แล้วเราก็หวังว่ามันจะเกิดผลดีต่อผู้บริโภค" เฉลิม กล่าว

นอกจากนี้ เฉลิม มองด้วยว่า เวลาตั้งราคา เขาไมไ่ด้คิดว่ามอเตอร์ไซค์จะต้องคิดค่าส่งสูงๆ แต่ว่าผู้บริโภคต้องอยู่ได้ด้วย

“อย่างการเดินทางจากปากซอย ลาดพร้าว 101 ไปโรงเรียนวัดบึงทองหลางตามกฎหมาย 2 กม.แรกไม่เกิน 25 บาท แต่จากปากซอยไปวัดบึงเราคิด กม.ละ 20 บาทอยู่แล้ว เพราะเรามองว่าคนที่โดยสารเราจากตรงนี้ไปโรงเรียนวัดบึง เป็นน้องๆ นักเรียนวัดบึงฯ เราก็เลยมองว่า 20 บาท มา 10 กว่าปี มันก็ 20 บาทแบบนี้  เพราะว่าผมเป็นประธานวินฯ มองว่าไม่ควรขึ้นค่าโดยสารตรงนี้ เพราะพ่อแม่ให้สตางค์มา 20 บาทก็พอแล้ว มันมีรถ 2 แถวให้ขึ้น แต่บางทีเขารีบ ก็ว่ากันไป ในสถานะที่เราเป็นวินฯ เราไม่ได้ตั้งราคาเพื่อที่จะให้ตัวเองอยู่ได้ แต่คนที่บริโภคเราก็ต้องอยู่ได้” เฉลิม กล่าว

ชวนตีความแนวคิด 'ความยั่งยืน' อีกรูปแบบ

คำถามที่คนถามเอยะมากคือ ‘น้องเคยมาเท่าไหร่’ และ ‘ตามสั่ง-ตามส่ง’ จะสู้กับแพลตฟอร์มเอกชนในตลาดได้หรือไม่ และจะทำอย่างไรให้ยั่งยืน เพราะว่าขนาดแพลตฟอร์มฟู้ดแพนด้า ยังไม่รอด อรรคณัฐ ตอบให้ฟังว่า เรื่องนี้ต้องกลับมาทำความเข้าใจคำว่า “ยั่งยืน” กันใหม่ มันหมายถึงอะไร โดยปกติคนทั่วไปมีแนวโน้มที่จะพูดถึงความยั่งยืนทางการเงินเพียงอย่างเดียว เช่น แอปฯ ต้องทำกำไรแล้วมันถึงจะอยู่ได้ แต่เราอยากชวนคิดเรื่อง ‘ความยั่งยืน’ อีกมุมหนึ่งที่สร้างความมั่นคงให้ทุกคนในระบบห่วงโซ่ธุรกิจนี้

“ผมชวนคิดเรื่องความยั่งยืนอีกมุมหนึ่ง ถ้าเกิดว่ากิจกรรมนี้ทำแล้วไม่มีกำไร ทุกภาคส่วนรู้สึกว่าขาดทุน แต่ว่าได้ประโยชน์ร่วมกัน แล้วเขายินดีที่จะร่วมจ่าย อันนี้ถือว่าเป็นความยั่งยืนไหม” อรรคณัฐ กล่าว

นักวิจัยสถาบันเอเชียศึกษา กล่าวต่อว่า งานนี้เป็นงานวิจัยเชิงปฏิบัติการด้วย ซึ่งกรุงเทพฯ อาจไม่เหมาะที่จะใช้แนวคิดนี้ แต่ว่าในพื้นที่อย่าง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี หรือ อ.เบตง จ.ยะลา ก็พบว่ากิจกรรมแบบนี้เกิดประโยชน์จริง และทุกคนยินดีมีส่วนร่วม

ไม่ละเมิดสิทธิแรงงาน

อรรคณัฐ ชี้แจงระบบจ่ายงานของแอปฯ “ตามสั่ง-ตามส่ง” คือจะส่งงานให้วินมอเตอร์ไซค์ที่อยู่ใกล้ร้านที่สุดก่อน ซึ่งแอปฯ ไม่ได้ใช้วิธีการแบบเดียวกับบริษัทแพลตฟอร์มคือส่งงานให้ไรเดอร์ที่มีคะแนนสูงก่อน แต่ระบบของวินมอเตอร์ไซค์คือเขาจะให้วินฯ ที่รอนานงานที่สุด จะได้ออเดอร์ก่อน เราเลยออกแบบอัลกอริธึมให้พี่วินฯ ที่อยู่ใกล้ที่สุดก่อน และถ้ากรณีที่วินฯ อยู่ใกล้กันหลายคน แอปฯ จะเลือกคนที่รอนานที่สุดก่อน โดยแอปฯ จะเลือกจาก ‘timestamp’ ว่าวินฯ ไม่เคลื่อนไหวตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมง ถ้าคนไหนไม่เคลื่อนไหวนานที่สุด ก็จะได้ออเดอร์ก่อนเพื่อน  

นอกจากนี้ วินมอเตอร์ไซค์จะมีเวลาตัดสินใจรับงาน 1 นาที ถ้าวินฯ มองว่าระยะทางอาจจะไกลเกินไป ก็จะปฏิเสธงานได้ ซึ่งแอปฯ ไม่มีระบบทำโทษวินฯ แต่อย่างใด และออเดอร์จะไปโผล่ที่วินฯ ที่ใกล้ๆ คนต่อไป

ดร.ณัฐพันธุ์ กล่าวเสริมว่า ข้อมูลจากแอปพลิเคชัน 2 ตัวนี้จะช่วยเสริมการทำงานของ สสส.อีกด้วย เพราะว่าข้อมูลจากแอปฯ จะช่วยสะท้อนข้อมูลเศรษฐกิจระดับฐานราก และจะเป็นประโยชน์ที่จะนำไปสู่การออกแบบแอปพลิเคชันใหม่ๆ ที่ดีต่อสุขภาวะชุมชน เช่น พฤติกรรมการกิน การขับขี่ หรือติดตามโรคภัยต่างๆ และเมื่อสุขภาวะชุมชนดี ก็จะส่งผลต่อสุขภาพกาย และใจ จึงอยากเชิญชวนให้ใช้แอปพลิเคชัน 2 ตัวนี้ เพื่อจะได้นำไปสู่การเก็บข้อมูล และปรับปรุงมาตรฐานให้สูงขึ้น

หวังแพลตฟอร์มช่วยเติมเต็มโอกาสวินฯ

เฉลิม ชั่งทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ฯ กล่าวจากประสบการณ์ส่วนตัวจากการลองขับขี่ผ่านแพลตฟอร์มเอกชนว่า เขาเคยเข้าไปรับผู้โดยสาร เห็นพี่วินฯ นั่งปากซอย แล้วพอเขาเข้าไปรับลูกค้านั่งอยู่กลางซอย หรือลูกค้าอยู่ท้ายซอย เพราะเดินทางมาปากซอยไม่ไหว เขาก็ต้องใช้บริการไรเดอร์ผ่านแพลตฟอร์ม ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือโอกาสของวินมอเตอร์ไซค์ที่มันเสียไป เราเลยมองว่าแอปฯ ทั้ง 2 แอปฯ มันน่าจะมาเติมโอกาสให้

เฉลิม ชั่งทองมะดัน

“อันนี้มันตอบโจทย์ผู้บริโภคและผู้ให้บริการ เป็นการยกระดับอาชีพให้เขามีรายได้ที่มากขึ้น สิ่งเหล่านี้เราก็อยากจะฝากนักข่าวหรือประชาชนทั่วไปให้ลองใช้บริการที่ไม่หวังผลกำไร แต่มีประโยชน์ต่อภาคสังคม” นายกสมาคมผู้ขับขี่จักรยานยนต์ฯ ระบุ

เฉลิม ระบุว่า รายได้จริงๆ วิ่งที่ลาดพร้าว 101 ตั้งเป้าได้เงินวันละ 1,000 บาท แต่หักนู่นนี่แล้ว จะเหลือเงิน 500-600 บาท อันนี้ยังพออยู่ได้ แต่รายได้วินฯ ตอนนี้เหลือแค่ 500 บาทต่อวัน หักแล้วไม่มีเงินเหลือ

นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ฯ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้แม้ว่าจะมีการทดลองใช้แพลตฟอร์มในพื้นที่ซอยลาดพร้าว 101 เรายังไม่เห็นผลลัพธ์ว่ารายได้เพิ่มเท่าไร เนื่องจากยังไม่ได้มีการเปิดตัวแอปฯ เต็มที่ ประชาชนที่เรียกวันหนึ่งสักเที่ยวก็ถือว่าเยอะแล้ว แต่หลังจากเปิดตัวแล้ว เราก็คาดหวังว่าประชาชนที่ใช้แพลตฟอร์มนี้มากขึ้น และเชื่อว่ารายได้มันจะเพิ่มขึ้น

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง