Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

โครงการ เฮลทีไรเดอร์ วินดี สถาบันเอเชีย จุฬาฯ และ รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ ตั้งจุดตรวจสุขภาพไรเดอร์-วินมอเตอร์ไซค์ที่สยาม ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นผู้ให้บริการ 2 ล้อเสี่ยงป่วยง่าย เพราะทำงานติดกันเวลานาน เจอสภาวะกดดัน พบมลพิษตลอดเวลา หวังข้อมูลจากการตรวจสุขภาพสู่การออกแบบนโยบายสิทธิประโยชน์ที่ตรงจุดคนทำงาน

 

เมื่อ 1 พ.ค. 2568 ในวาระวันแรงงานสากล ที่สยามสแควส์ ซอย 5 โครงการ เฮลทีไรเดอร์ (Healthy Rider) วินดี (Windy) สถาบันเอเชีย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ร่วมทำจุดบริการตรวจสุขภาพวินมอเตอร์ไซต์ และไรเดอร์ ตั้งแต่เวลา 9.00-16.00 น. 

ไรเดอร์ อย่างที่หลายคนเข้าใจ เป็นอาชีพที่ต้องทำงานบนสภาวะที่เร่งรีบ-กดดัน ต้องส่งงานให้ลูกค้าให้เร็วที่สุด เพื่ออย่างน้อยไม่โดนลดดาว ต้องทำออเดอร์ปริมาณมากๆ เพื่อให้ได้เงินมาประทังชีวิต ยิ่งวันที่ค่ารอบที่ลดลง ก็ต้องยิ่งทำงานให้มากขึ้น 

การทำงานที่เร่งรีบ ทำให้เป็นเรื่องง่ายมากที่บางทีจะเห็นข่าวไรเดอร์ประสบอุบัติเหตุ หรือทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่นอกเหนือจากนั้น ไรเดอร์เป็นอาชีพที่ต้องเจอมลภาวะทางอากาศ ทางเสียงตลอดเวลา ทำให้พวกเขาเผชิญกับเสี่ยงจากโรคต่างๆ ง่ายอีกเช่นกัน 

 

 

 

พงษ์ศักดิ์ สกุลทักษิณ ผู้รับผิดชอบโครงการ 'เฮลทีไรเดอร์' โดยเขาเล่าว่าโครงการตรวจสุขภาพริเริ่มอย่างจริงๆ จังๆ เมื่อปี 2567 ส่วนที่มาที่ไปเนื่องมาจากหลังจากช่วงโควิด-19 เรามาพบข้อมูลว่า ไรเดอร์ หรือคนทำงานแพลตฟอร์มลักษณะนี้มักประสบปัญหามากมาย เช่น สิทธิแรงงาน เศรษฐกิจ และหนึ่งในนั้นคือเรื่องสุขภาพ สสส.ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่ดูแลด้านสุขภาพอยู่แล้ว เลยชวนเขามาทำงานเรื่องข้อมูลว่าไรเดอร์มีปัญหาอย่างไรบ้าง

“ไรเดอร์มีปัญหาไม่ว่าจะเป็นสุขภาพจิต ความเสี่ยงอุบัติเหตุ กล้ามเนื้อยืดหยุ่น และอ้วนลงพุง เราเลยมองเห็นว่าทั้ง 4 เรื่องนี้ควรขับเคลื่อนอย่างจริงๆ จังๆ เราเลยไปชวนชุมชนไรเดอร์ที่เขารวมตัวอยู่แล้วในช่วงโควิดขยับมาทำงานเพื่อสุขภาพมากขึ้น และก็ชวนหน่วยงาน กทม.ที่มีทั้งโรงพยาบาล และหน่วยบริการสาธารณสุขมาร่วมกัน จนมาสู่จุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพ

พงษ์ศักดิ์ สกุลทักษิณ ผู้รับผิดชอบโครงการ ‘เฮลทีไรเดอร์’ 

"คือมันต้องทำให้เขารู้ฐานะสุขภาพ เมื่อเขารู้ฐานะสุขภาพเมื่อไร เดี๋ยวเรื่องป้องกันส่งเสริมดูแลมันจะตามมา ขอให้เขาเริ่มต้นกับตัวเองก่อน แล้วจากนั้นชุมชนที่เราสร้าง หน่วยงานบริการที่เราไปเชื่อม มันจะเริ่มรู้แล้วว่าสุขภาพแบบไหนที่ต้องดูแลยังไง และมันก็จะเป็นจุดที่ไรเดอร์เองได้มีการดูแลจากชุมชน และระบบสุขภาพของพื้นที่โดยเฉพาะ กทม.อยู่ไปด้วยกัน ไม่ใช่แค่เรามาจัดกิจกรรมแล้วก็ผ่านไป เราก็หวังว่าปีทุกปี บริษัทแพลตฟอร์มก็ดี หน่วยบริการก็ดี จะจัดตรวจสุขภาพให้กับไรเดอร์เป็นประจำสม่ำเสมอ ไม่ต้องให้เราเป็นคนกระตุ้น ผมก็คิดแบบนั้น มันจะต้องเข้าสู่ระบบปกติเราไม่อยู่ เขาก็ต้องมีการตรวจสุขภาพทุกปี เพราะว่าเขามีความเสี่ยงมากที่ต้องตรวจทุกปี บางประเทศต้องมีการตรวจปีละ 2 ครั้ง แต่ของเรายังอยู่แค่ปีละ 1 ครั้ง เดี๋ยวจะมานั่งคุยกันว่า ข้อมูลสุขภาพของไรเดอร์ และวินมอเตอร์ไซค์ ถึงขั้นต้องจัดงานตรวจปีละ 2 ครั้งไหม เพราะว่าความเสี่ยงเขาสูงกว่า" พงษ์ศักดิ์ กล่าว

 

 

ดร.เบญจพร ดีขุนทด ผู้รับผิดชอบโครงการการยกระดับสุขภาวะวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง (วินดี) ระบุว่า ของวินมอเตอร์ไซค์มาทีหลังของเฮลทีไรเดอร์ เมื่อประมาณปี 2562-2563 มีนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการช่วยแรงงานนอกระบบ โดยของอาจารย์จะทำงานร่วมกันกับ ปปส. สสส. มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และรักษ์ไทย จะดูแลเรื่องของวินมอเตอร์ไซค์ แต่บางทีถ้ามีโครงการก็มาร่วมกันกับทางไรเดอร์บ้าง เช่น เรื่องการตรวจสุขภาพ

เบญจพร กล่าวว่า ตอนลงพื้นที่เก็บข้อมูล และศึกษางานวิจัยในพื้นที่ชุมชนต่างๆ เราพบว่า วินมอเตอร์ไซค์ไม่ค่อยสนใจสุขภาพตนเอง แต่วินฯ ช่วยคนอื่นในชุมชนทุกอย่าง งานจิปาถะ ส่งของ ขนของ แต่ไม่ค่อยได้สนใจตัวเอง เราก็เอาเรื่องนี้มาเป็นโจทย์หลัก 

เธอกล่าวต่อว่า ตอนแรกโครงการเราไม่ค่อยได้ดูเรื่องสุขภาพเท่าไร แต่พอมาคุยกับทางไรเดอร์ เราก็พบว่าเขามีปัญหาด้านสุขภาพด้วย เพราะงั้นในเฟสที่ 2 (เฟส 1 เรื่องการศึกษางานวิจัย และรวบรวมข้อมูล) จะเน้นเรื่องการติดตามสุขภาพของเขา แกนนำวินฯ ทุกคนต้องมีสุขภาพที่ดี เราคาดหวังไว้แบบนั้นที่จะไปส่งต่อความรู้ให้เพื่อนในวินฯ และคนในชุมชนให้มันยั่งยืน และสามารถที่จะเขียนขอทุนต่างๆ อย่างที่เมื่อเราถอนออกมาแล้ว อันนี้เป็นความหวัง

ไรเดอร์ไม่ค่อยตรวจสุขภาพ เหตุรอนาน มองตัวเองยังหนุ่ม

เมื่อสอบถามว่าทำไมไรเดอร์ไม่ค่อยไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล ผู้รับผิดชอบโครงการ ‘เฮลทีไรเดอร์’ เผยว่า 80% มาตรวจครั้งแรกในชีวิต 15% เคยตรวจนานมาแล้ว และเพิ่งมาตรวจ และ 5% ตรวจเป็นประจำ อันนี้เป็นข้อมูลที่เก็บออกมา ปัจจัยสำคัญคือไรเดอร์เขามีความเชื่อว่าเขายังเป็นหนุ่ม เขายังแข็งแรง ไม่ต้องตรวจหรอก และเหตุผลที่สองคือ ไรเดอร์เขามองว่าถ้าไปตรวจร่างกายมันใช้เวลานาน บางที่เสียเงิน หรือไรเดอร์บางคนบอกว่าเขาเคยไปรอตรวจจุดตรวจทั่วไป เขาต้องไปรอผู้สูงอายุ ซึ่งใช้เวลานาน และเขาต้องไปทำงาน ก็เลยไม่ตรวจดีกว่า เราเลยเอาข้อมูลตรงนี้มาทำจุดตรวจสุขภาพ และให้เป็นมิตรกับพวกเขา เช่น เร็ว และเป็นการเฉพาะไม่ต้องรอกับใคร เลยเป็นที่มาของการตรวจสุขภาพของวินฯ และไรเดอร์แบบไม่ปนกับใคร

เบญจพร กล่าวเสริมว่า แม้ว่าจะมีการกระตุ้น แต่ก็ยังท้าทายคือเขาไม่ได้มาตลอด เพราะว่าตอนนี้มีโครงการจากทั้งกรุงเทพฯ หรืออื่นๆ ให้ตรวจฟรี แต่ไม่ได้แปลว่าเขาจะมา ส่วนหนึ่งเราคิดว่ามันเชื่อมโยงกับความเชื่อของสังคมไทยด้วยว่า จะมาตรวจเฉพาะตอนที่ป่วย อย่างวินมอเตอร์ไซค์อายุเฉลี่ยตั้งแต่ 40-70 ปี เพราะฉะนั้น เขาก็บอกว่าอยู่มาได้จนป่านนี้แล้ว ป่วยก็ไปซื้อยากิน ไปตรวจมันเสียเวลา และเขาไม่ได้รู้สึกตัวเองด้วยว่าเขาจะต้องไปรักษาอะไร แบบไหน และอีกส่วนคือเขาต้องเฝ้าวินมอเตอร์ไซค์ เลยมันต้องเป็นเรื่องที่ต้องประชาสัมพันธ์อีกเยอะ

"เราทำหลักสูตรเฉพาะของวินมอเตอร์ไซค์ขึ้นมา เพื่อที่จะให้ความรู้เรื่องเหล่านี้มีความสำคัญ ดึงเอาเครือข่ายต่างๆ มาแสดงข้อมูลให้เห็นว่า ตอนนี้มันเป็นสโตรกเสียชีวิตไปแล้ว 3 ราย เอาข้อมูลมาให้เห็นเลยว่ามันเป็นแบบนี้ๆ พยายามที่จะกระตุ้น" เบญจพร กล่าว

เบญจพร ดีขุนทด

ข้อมูลสุขภาพ สู่การออกแบบสิทธิประโยชน์

พงษ์ศักดิ์ กล่าวต่อว่า การตรวจสุขภาพครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเก็บข้อมูลด้านสุขภาพ และหลังจากนั้นจะนำไปสู่การออกแบบนโยบาด้านสิทธิประโยชน์ และสวัสดิการสำหรับผู้ประกอบอาชีพนี้ 

"ถ้าเรามีข้อมูลชัดเจนว่าไรเดอร์ และก็วินฯ จำเป็นต้องมีการตรวจสุขภาพด้วยชุดสิทธิประโยชน์เฉพาะของเขา ก็จะใช้ข้อมูลทั้ง 2 ทีม เพื่อสุดท้ายเราก็ขับเคลื่อนไปสู่การออกแบบสิทธิประโยชน์ของ สปสช. เป็นชุดสิทธิประโยชน์ที่เมื่อเราแจ้งว่า ถ้าเราเป็นแรงงาน 2 ล้อก็จะได้ชุดสิทธิประโยชน์แบบนี้ โดยไม่ต้องไปรอให้ป่วยก่อน เช่น การเอ็กซ์เรย์ปอด ปกติมันต้องให้หมอวินิจฉัยก่อนว่ามีความเสี่ยง ถึงจะเข้าสู่การตรวจฟรี อยู่ๆ ไปไม่ได้นะ เสียสตางค์ เราเลยต้องขับเคลื่อนเรื่องนี้ว่าในเมื่อเขาอยู่บนถนนวันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 12 ชม. ไม่ว่าวินหรือไรเดอร์ เราไม่จำเป็นต้องให้เขาป่วยก่อนถึงต้องไปใช้สิทธิ เขาควรได้รับสิทธิตอนที่เขาไม่ป่วยสิ มันจะได้เป็นการป้องกัน (Prevention) ดีกว่ารอให้เขาป่วยแล้ว เราก็เลยต้องใช้ข้อมูลตัวนี้ เป็นตัวมาสร้างนโยบายให้เกิดการทำงานในระบบ หรือการตรวจการได้ยิน เพราะว่าไรเดอร์ต้องอยู่กับมลพิษทางเสียงตลอดเวลา ซึ่งการออกแบบชุดสิทธิประโยชน์แบบนี้จะเข้าถึงความเฉพาะของอาชีพอีกด้วย พอมันเข้าถึงความเฉพาะมันก็เข้าถึงวิถีชีวิตของไรเดอร์ และวินมอเตอร์ไซค์ คนก็จะมาตรวจเยอะขึ้น" พงษ์ศักดิ์ ระบุ

นอกจากการออกแบบนโยบาย โครงการเฮลทีไรเดอร์ และวินดี จะยังทำหน้าที่เป็นช่องทางสร้างความตระหนักรู้ด้านสิทธิแรงงาน หรือสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพต่างๆ เพื่อให้วิน หรือไรเดอร์ ไปกระจายข่าวถึงชุมชนคนทำงานของพวกเขาอีกที เพราะว่าโครงการไม่มีแรงมากพอ ซึ่งมันยากมากที่จะทำให้เข้าถึงคนทุกคน 

'หู ตา ปอด' โรคสำคัญของไรเดอร์

พงษ์ศักดิ์ ระบุว่า การออกแบบสิทธิประโยชน์ จะเน้นไปที่ 'หู ตา ปอด' ก่อน อย่างหู เพราะว่าไรเดอร์ต้องเผชิญมลภาวะทางเสียงตลอดเวลา เสียงร้านค้า เสียงรถ ส่วน ‘ตา’ ตอนแรกเราคิดว่าไม่เป็นอะไร แต่ภายหลังเรามาทราบผลกระทบว่า ตาเขารับฝุ่น ทำให้เป็นทั้งต้อหิน และต้อลม ตั้งแต่อายุยังน้อย และปอด มีเปอร์เซ็นต์ป่วยสูงกว่าคนทั่วไป เนื่องจากเขาต้องเผชิญมลพิษสะสม เราเอาเรื่องนี่เป็น 3 เรื่องหลัก เพื่อให้หน่วยบริการเวลาตรวจ ต้องตรวจ 3 อย่างนี้ ไม่ใช่แค่ปอด หรือเลือด เบาหวาน ความดัน หัวใจ 

นอกจากเรื่องการตรวจสุขภาพกายแล้ว ต้องมีเรื่องสุขภาพจิตเข้ามา พงษ์ศักดิ์ เผยว่า ไรเดอร์มีปัญหาเรื่องสุขภาพจิต หัวร้อน เร่งรีบ ต้องเผชิญความกดดันทุกรูปแบบ เขาก็เลยมีความอดทนต่อการจัดการอารมณ์ได้น้อยกว่า เราก็เลยให้เขาต้องเอาเข้ามาประเมินความเสี่ยงเรื่องสุขภาพจิต และผลออกมาอย่างที่เราคุย เขามีสุขภาพจิตต่ำกว่าคนทั่วไป เราก็ต้องจัดการตรวจสุขภาพที่ไม่ใช่แค่มองแต่กาย แต่ต้องมองใจไปพร้อมๆ กันด้วย พอเราทำงานถึงมาทราบ เรารู้ว่ามันต้องทำอะไร แต่ไม่รู้ว่าอะไรสำคัญ

เบญจพร กล่าวต่อว่า ปัญหาสุขภาพเรื่องนี้มีลักษณะเหมือนกับทางผู้ให้บริการวินมอเตอร์ไซค์ แต่มีความแตกต่างในรายละเอียด เพราะว่าวินฯ อายุเยอะ จะมีสายตาคนแก่ สายตายาว มองไม่ชัด เป็นโรคต้อลม 'หู' และก็ปอด แต่สิ่งที่แปลกคือปอดมีเปอร์เซ็นต์ป่วยไม่สูงเท่าไรเดอร์ แต่ก็ต้องบอกว่าตัวฐานข้อมูลยังไม่เยอะมาก เลยอาจจะยังฟันธงไม่ได้ 

ผู้รับผิดชอบโครงการ 'วินดี' มองว่า ส่วนเรื่องสุขภาพจิตของวินฯ ไม่หัวร้อนเท่ากับไรเดอร์ แต่ว่าเขาก็เผชิญกับภาวะลูกค้าน้อยลง และบ้านเมืองมันเปลี่ยนไป แต่วินฯ เขามีกฎระเบียบที่ต้องวิ่งในพื้นที่ของเขา มันก็จะรับได้น้อยลง และค่าโดยสารของวินฯ มันแพงกว่าอยู่แล้ว เพราะว่ามันคิดไป-กลับ และมันมีความพยายามจะทลายข้อจำกัดนี้อยู่ผ่านแอปฯ ตัวใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวคือ 'น้องเคยมาเท่าไร' ที่จะเปิดตัววันที่ 19 พ.ค.นี้ ให้สามารถรับคนออกไปข้างนอกพื้นที่ได้  

ไม่อยากให้มองว่าการเจอโรคเป็นเรื่องน่ากลัว

รัชชานนท์ แสนคำแก้ว อายุ 26 ปี เขาเรียกตัวเองว่าเป็นไรเดอร์ยุคบุกเบิก เพราะวิ่งไรเดอร์มานานมากตั้งแต่ยุคที่ยังมีอูเบอร์ และตอนนี้เขาก็มาเป็นสมาชิกเฮลทีไรเดอร์ตามคำชักชวนของรุ่นพี่ เขาให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อก่อนเขาไม่ค่อยได้ดูแลสุขภาพมีภาวะอ้วนลงพุงเหมือนกัน ทำงานติดต่อกันเวลานานๆ 10 ชม.ขึ้นไป เวลาดูแลสุขภาพของไรเดอร์มันไม่ค่อยมี และมีภาวะความเครียด ความกดดัน จากการทำงานที่เร่งรีบและภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับข้างหลัง

รัชชานนท์ กล่าวว่า ไรเดอร์ไม่ได้รักษาสุขภาพเท่าไร เพราะว่าไรเดอร์แม้ว่าจะเป็นงานอิสระทำงานเมื่อไรก็ได้ แต่ว่าเวลามันคือเงิน เราก็ต้องทำงานแข่งกับเวลา ช่วงกลางวัน-เย็นที่ออเดอร์เยอะ ก็ต้องเร่งทำงาน ทำให้ไม่ได้มีเวลาทานข้าวให้ตรงเวลา บางทีออกเช้าเลิกดึก บางคนวิ่ง 13-14 ชม. อย่างตัวเขาก็ทำแบบนั้น แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำอีกแล้ว ทำแค่ว่าพออยู่ได้ หันมาดูแลสุขภาพ ไม่ได้หักโหมงานกันเกินไป

“ผมเคยมีเพื่อนคนหนึ่ง เขาโหมงานมากไม่กินข้าว กินข้าวน้อย ไม่ค่อยตรงเวลา ผลสุดท้าย เส้นเลือดในสมองตีบ ตอนนี้ยังรักษาตัวอยู่เลย ผมก็อยากเชิญชวนให้ดูแลสุขภาพกันพี่ ไม่ต้องแบ่งเวลาเยอะ ใช้เวลาเน้นคุมอาหาร ทำอะไรที่พอทำได้” ไรเดอร์ อายุ 26 ปี กล่าว

รัชชานนท์ แสนคำแก้ว

รัชชานนท์ กล่าวว่า ส่วนใหญ่ถ้าเป็นคนสูงวัยจะเป็นโรคเบาหวาน และความดัน ถ้าทำงานตอนแดดร้อน ก็จะมีโอกาสเป็นฮีทสโตรก

ส่วนการดูแลสุขภาพของรัชชานนท์ เขาบอกว่า เขาใช้วิธีการควบคุมอาหาร ลดของมันของทอด ลดการทานอาหารแป้งคาร์โบไฮเดรต และน้ำตาล น้ำหนักก็ลดลง อาจจะไม่ได้ลดอย่างรวดเร็วเหมือนคนออกกำลังกาย แต่ว่าจะค่อยๆ ลด

“พอเราเริ่มรักษาสุขภาพ ชีวิตเราก็ดีขึ้นนะ สุขภาพจิตเราก็ดีขึ้นด้วย ไม่เครียด ไม่อะไร ไม่ต้องกดดันอะไรมากมาย พอเรากดดันตัวเองมันก็ทำให้เราเครียดด้วย” ไรเดอร์วัย 26 ปี กล่าว

สุดท้าย รัชชานนท์ เผยว่า เขาอยากเชิญชวนให้ไรเดอร์หันมาลองตรวจสุขภาพ อย่ากลัวที่รับรู้ว่าตัวเองเป็นโรคอะไร เพราะว่าการได้รู้โรคเร็ว ก็จะได้รู้วิธีการปรับตัว ปรับสุขภาพตามมา มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

“สมมติเรามาตรวจวันนี้ เขาจะให้เราโหลดแอปพลิเคชัน พอตรวจเสร็จ ถ้าสมมติว่าเขาเจอโรค เขาจะแจ้งว่าเราเจอโรค เราเป็นอะไร เราอย่าอาย คนส่วนมากที่กลัวกัน เพราะว่าเขากลัวตรวจเจอแล้วเป็นโรค รู้ก่อนรักษาก่อน เราจะทราบว่าต้องปรับตัวยังไง” รัชชานนท์ ระบุ 

พรเจต เหล็งสุดใจ

พรเจต เหล็งสุดใจ อายุ 40 ปี ไรเดอร์อายุงาน 6-7 ปี เขาบอกว่าตอนนี้มีปัญหาสุขภาพเยอะมาก เพราะต้องทำงานตากแดดตากฝน นั่งอานมอเตอร์ไซค์ติดกันเวลานานๆ

“ตั้งแต่เป็นไรเดอร์มา เป็นโรคอ้วน เพราะเราไม่มีเวลาออกกำลังกาย สองคือโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เราอยู่กับฝุ่นควันตลอดทั้งวัน สามคือปวดตามร่างกาย ปวดเอว เรานั่งอยู่กับเบาะรถ ตากฝน มีผื่นขึ้นตามตัวเรา คัน เป็นภูมิแพ้เยอะๆ เพราะไรเดอร์ใส่แจ๊กเกต ตลอดเวลา เปียกก็เปียกคาตัว แห้งก็แห้งคาตัวเลย“ พรเจต ระบุ

พรเจต กล่าวว่า เมื่อก่อนไม่หนักขนาดนี้ พอมาเป็นไรเดอร์น้ำหนักขึ้นเอาๆ เวลาพักผ่อนเราน้อยลง ยิ่งค่ารอบลดลง เราก็ต้องทำงานเยอะกว่าเดิม แต่ถ้าค่ารอบเยอะ เราก็ไม่ต้องโหมทำงาน มีเวลาพักผ่อน โดยเขาบอกว่าก็ทำงาน 10 ชม. ขึ้นไปต่อวัน โดยได้เงินวันละ 1,500 บาท

ตอนนี้ก็ปรับตัวโดยการแบ่งเวลาช่วงเย็น 17.00-18.00 น. มาออกกำลังกาย เดินที่สวนหย่อม วิ่งเยาะๆ เล่นเวทเทรนนิ่ง และก็ชวนเพื่อนมาร่วมกิจกรรม ตอนนี้สุขภาพดีขึ้น น้ำหนักลดลงมา 20 กก. จาก 130 กก. เหลือ 110 กก.แล้ว

เรื่องสุขภาพจิต พรเจต มองว่า เรื่องความเครียดมาเป็นอันดับ 1 เลย เพราะว่าต้องเครียดกับลูกค้า ร้านค้า และมากที่สุด บริษัททำให้ค่ารอบที่ลดลง แล้วเราทำอะไรไม่ได้เลย ไม่มีสวัสดิการรองรับ

“อยากให้ภาครัฐ หรือบริษัทแพลตฟอร์ม ลงมาดูไรเดอร์มากขึ้น เรื่องเครียดมาอันดับ 1 เลย ไหนจะต่อสู้กับลูกค้า หรือท้องถนน ไหนจะมี PM 2.5 หนาแน่น ไรเดอร์รับผลกระทบเต็มๆ

“จุดตรวจสุขภาพแบบนี้ถือว่าโอเค และอยากให้มีต่อไปเรื่อยๆ เพราะสุขภาพมันหาซื้อที่ไหนไม่ได้ ถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง เจ็บป่วยก็เสียเงินเยอะ หลักพัน หลักหมื่น

สำหรับพรเจต เขายังเชื่อว่าการออกกำลังกายหรือการดูแลสุขภาพถือเป็นวิธีประหยัดเงินชั้นดี ทำให้เงินที่อุตส่าห์ทำงานมาทุกวันไม่หมดไปกับค่ารักษาโรค 

"การออกกำลังกาย เป็นการลดค่าใช้จ่ายแน่  วันหนึ่งเราทำงานได้วันละ 2 พัน 3 พัน ก็จริง แต่ถ้าวันหนึ่งเราป่วย เราหมดไปกับการรักษาแน่นอน อยากให้ทุกคนหรือไรเดอร์ ขอเวลาสักครึ่ง ชม. หรือ 1 ชม. เพื่อให้เงินที่หามาทุกวัน ไม่สูญเปล่า" พรเจต กล่าว

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง