Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

'ชยพล' ติงรัฐบาลจัดงบกลาโหมไม่สะท้อนนโยบายลดกำลังพล จัดซื้ออาวุธไม่มีประสิทธิภาพใช้กันจนพังก่อนค่อยซ่อมถึงแพง เสนอกองทัพลงทุนซื้อจากผู้ประกอบการไทยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดงบไม่จำเป็นที่เอามาคุกคามประชาชนมาหนุนอุตสาหกรรมในประเทศก็ยังได้ 'พล.อ.ณัฐพล' แจงลดกำลังพลลงแล้วแต่เพิ่มเงินเดือนทำให้งบบุคลากรเพิ่ม รับข้อเสนอจัดซื้อในประเทศเพิ่งได้ปรับแก้เงื่อนไขแล้วเมื่อวาน

29 พฤษภาคม 2568 สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายถึงงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2569 โดยเขาเห็นว่า รัฐบาลยังตั้งงบไม่มีประสิทธิภาพแล้วถมเงินความมั่นคงไปไม่ถูกที่ก็จะเป็นค่าเสียโอกาสของประเทศและไม่สามารถใช้กรอบงบประมาณที่เป็นอยู่ไปเพื่อแก้ไขปัญหาอื่นๆ ได้ก่อนที่เศรษฐกิจไทยจะพังจริงๆ และสายเกินแก้ อีกทั้งยังไม่สะท้อนให้เห็นการปรับเปลี่ยนตามนโยบายของรัฐบาลเองด้วย

ชยพลกล่าวว่าว่าการตั้งงบประมาณของกระทรวงกลาโหม 240,000 ล้านบาทที่เพิ่มขึ้นมาจากปี 2568 ประมาณ 4,700 ล้านบาท ซึ่งงบบุคลากรยังเพิ่มและใช้มากที่สุดคือ 108,154 ล้านบาท แผนยุทธศาสตร์พัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศหรืองบที่ใช้ซื้อ ซ่อม สร้างอาวุธ 63,000 ล้านบาท และแผนงานพื้นฐานความมั่นคงที่เป็นส่วนของเบี้ยเลี้ยง ค่าเกณฑ์ทหาร ค่าเสื้อผ้า ค่าน้ำค่าไฟ 27,039 ล้านบาท ก็จะเห็นว่างบเกินครึ่งอยู่กับงบบุคลากรและงบสวัสดิการต่างๆ ในแผนพื้นฐาน รวมกันแล้วยังมากกว่าค่ายุทโธปกรณ์ถึงกว่า 2 เท่า

“ถ้าต้องการให้กองทัพมีประสิทธิภาพเป็นกองทัพที่กระชับและใช้คนให้น้อยเน้นการใช้เทคโนโลยีการรบสมัยใหม่ให้มากขึ้น กองทัพและรัฐบาลพูดตลอดว่ามีนโยบายการลดกำลังพลยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีภาพให้สะท้อนออกมาจากการจัดงบประมาณเลย เพราะงบบุคลากรยังเพิ่มขึ้น 1,500 ล้านบาทสวนทางกับนโยบายรัฐบาลเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว” ชยพลระบุ

‘นายพล’ เข้าโครงการเออลี่รีไทร์ แค่ 98 คน

ที่รัฐบาลกล่าวถึงเสมอ คือ โครงการเออลี่รีไทร์ถ้าทำได้ตามเป้าจะประหยัดได้ 4,479 ล้านบาทในระยะยาว แต่โครงการนี้ตามมติ ครม.จะให้ในปีงบประมาณ 2568-2570 จะให้เงินก้อนสำหรับเออลี่รีไทร์ 7-10 เท่าของเงินเดือน 10 เดือนเท่านั้น แต่เมื่อเทียบย้อนกลับไป ครม.เคยมีมติให้ในปีงบประมาณ 2557-2561 ที่ให้เป็นเงินก้อน 10-15 เท่าของเงินเดือนไม่เกิน 15 เดือน แล้วคนที่มีอายุราชการอย่างน้อย 24 เดือนเขาจะเข้าโครงการทำไมเพราะอยู่ถึงเกษียณยังได้เยอะกว่าแล้ว ทำให้ล่าสุดมีคนที่เข้าโครงการนี้แค่ 98 คน แล้วจะแก้ปัญหาได้เมื่อไรหากยังขาดความจริงใจแบบนี้

แม้มีคนเสียสละแล้วก็ยังจ่ายเงินช้าด้วย แบบนี้จะมีใครเข้าร่วมเพิ่มอีกในปีถัดไป ทำให้ตอนนี้ประหยัดงบไปได้แค่ราว 600 ล้านบาทเท่านั้น หากทำโครงการให้จูงใจมากกว่านี้ก็จะประหยัดเพิ่มได้อีก 900 ล้านบาท

เขากล่าวถึงงบด้านอาวุธว่า เข้าใจถึงความจำเป็นที่จะต้องซื้อต้องใช้ แต่ถ้ายังซื้อมั่ว ซื้อของที่ไม่จำเป็น ของที่ต้องซ่อมก็ฝืนใช้จนพังจนเสียค่าซ่อมมากกว่าเดิม การบริหารงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพใส่เงินไม่ถูกที่ ไม่คุ้มค่า ทำให้กองทัพไม่มีสมรรถนะ เพราะการบริหารของกองทัพเอง

ชี้กองทัพเรือควรซื้อเรือฟริเกตเพิ่ม กระตุ้นอุตสาหกรรมในประเทศ

ปัญหาประสิทธิภาพเป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบต่อความสามารถในการป้องกันประเทศ และยังมีความไม่คุ้มค่าทางภาษีที่ทำกันมาอย่างต่อเนื่อง เขาจึงเสนอขั้นตอนการจัดซื้อไว้ 3 ขั้นตอน คือ

  1. ต้องวางแผนให้ดีตามความจำเป็นต่อภัยความมั่นคง เช่น ตอนนี้ไทยต้องการเรือฟริเกตรวม 8 ลำเพื่อทำภารกิจทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน เพื่อให้สามารถสลับเข้าอู่เพื่อซ่อมบำรุงตามวงรอบ แต่ขณะนี้ไทยมีเรือฟริเกตอยู่ 4 ลำ ในจำนวนนี้ยังมี 1 ลำที่กำลังจะต้องปลดระวางตามอายุการใช้งาน เท่ากับว่าเราต้องการเรืออีก 5 ลำเพื่อให้ครบตามความต้องการ แต่ปรากฏว่างบประมาณปี 2569 กองทัพเรือบรรจุคำขอมาแค่ 1 ลำตั้งงบ 17,500 ล้านบาท การวางแผนแบบนี้ทำให้เสียโอกาสในการลงทุนยกระดับอุตสาหกรรมการต่อเรือของไทย เพราะเครื่องมือที่ใช้ในการประกอบเรือมีราคาแพง ผู้ประกอบการไทยก็ต้องคิดคำนวณความคุ้มค่าในการลงทุน

    ชยพลระบุว่า เมื่อเราตั้งงบซื้อทีละลำ และยังไม่รู้ว่าจะซื้ออีกทีเมื่อไร ก็ดูเหมือนจะไม่คุ้มเสี่ยงในการยกระดับการลงทุนในอุตสาหกรรม และกำลังจะทำให้ไทยพลาดโอกาสที่กองทัพจะลงทุนเพื่อให้เกิดผลพลอยได้ทางเศรษฐกิจ ให้ประชาชนได้รับผลจากการลงทุนของภาครัฐ
     
  2. ซื้อให้เพียงพอ จัดซื้อภายในประเทศ-นำเข้าอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อให้วงรอบการใช้งานได้นานที่สุด มีสภาพที่พร้อมรบ ซึ่งทำให้จำเป็นต้องซื้อให้พอเพื่อให้สามารถนำไปซ่อมได้ตามวงรอบ 

    ชยพลยกตัวอย่างเรือภูมิพลที่แม้ว่าตามวงรอบอายุการใช้งานจะยังไม่หมด คือใช้มาได้เพียง 10 ปีเท่านั้น แต่ก็ถูกใช้งานอย่างหนักไม่สามารถเข้าสู่รอบการซ่อมตามปกติ
     
  3. ซ่อมให้ถึงและทัน ตามความเหมาะสม เรือภูมิพลไม่สามารถซ่อมได้ตามวงรอบอย่างเหมาะสม ทำให้พังหนักระหว่างการเดินทางไปทำภารกิจที่ออสเตรเลีย จนเครื่องยนต์เสียต้องปิดการใช้งานและต้องเสียเงินเพิ่มมากถึง 240 ล้านบาทเพื่อซื้อเครื่องยนต์ใหม่ และราคานี้ยังไม่นับค่าซ่อม เราสามารถเลี่ยงความเสียหายนี้ได้หากได้รับการซ่อมอย่างเพียงพอ และปัญหานี้ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องทุกปีเพราะงบซ่อมบำรุงน้อยลงทุกปี

ชยพลกล่าวต่อจากตัวอย่างที่เกิดขึ้นในกองทัพเรือว่า เมื่อการวางแผนจัดซื้อไม่มีประสิทธิภาพก็เกิดปัญหาต่อเนื่องมาอีก คือ อำนาจต่อรองราคาต่ำ ยิ่งซื้อน้อยยิ่งแพง หากซื้อเยอะก็จะสามารถต่อรองราคาให้ถูกลงได้ และเสียโอกาสลงทุนทั้งการลงทุนจากต่างประเทศหรือผู้ประกอบการไทย อุตสาหกรรมการต่อเรือเมื่อซื้อน้อยก็ไม่คุ้มค่าการลงทุนเพราะอุปกรณ์สำหรับประกอบราคาแพง ตามมาด้วยปัญหาสมรรถนะการรบที่ไม่มีความพร้อมรบ

เขากล่าวว่า ตอนนี้เม็ดเงินที่จัดสรรให้กองทัพถึงแม้ว่าจะมีจำนวนมาก แต่กลับไม่ได้ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพตามความจำเป็นในการทำให้กองทัพเข้มแข็งขึ้น และการวางแผนที่ไม่ดีทำให้เสียโอกาสที่จะรับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการลงทุนของกองทัพ

“จากที่จะป๊อก 3 เด้งกลายเป็นบอดหมดมือ เสียหมดหน้าตัก แต่ไม่ได้มีแค่ยุทโธปกรณ์ชิ้นใหญ่ แต่ยังมียุทโธปกรณ์ชิ้นเล็กที่มีมูลค่าการซื้อมหาศาลก็คือกองทัพบก”

ชยพลกล่าวว่า ประเทศไทยเองมีผู้ประกอบการที่สามรถผลิตปืนยาวปืนเล็ก ชุดเกราะ เครื่องบินไร้คนขับ ยานเกราะ และอุปกรณ์อื่นๆ อีกมาก แต่มีคำถามว่ากองทัพบกให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมแค่ไหน

ซื้อยุทโธปกรณ์จากผู้ประกอบการไทยมากขึ้น

เขายกตัวอย่างปัญหาว่าทั้ง 3 เหล่าทัพต่างก็มีมาตรฐานยุทโธปกรณ์ของตัวเอง และผู้ประกอบการไทยจะผ่านเข้ามาขายได้ก็ต้องผ่านการรับรอง 4 ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลานานจนไม่สามารถเข้าร่วมประกวดราคาได้ทัน ทำให้ผู้ประกอบการต้องเจอความยากลำบากในการขายให้กับกองทัพ และยังเจอกับเงื่อนไขที่กำหนดว่ายุทโธปกรณ์จะต้องเคยประจำการในประเทศผู้ผลิตมาก่อน ในเมื่อผู้ประกอบการไทยจะขายของให้กองทัพไทย แต่กองทัพไม่เคยซื้อ แล้วผู้ประกอบการไทยจะขายให้ได้เมื่อไร

ชยพลกล่าวถึงปัญหาการกีดกันผู้ประกอบการไทยว่า ทำให้เศรษฐกิจไทยเสียโอกาสที่จะได้รับการกระตุ้นจากการลงทุนของกองทัพไทยเอง และยังมีปัญหาความโปร่งใสด้วย เพราะไม่เคยชี้แจงว่ามีการจัดซื้ออะไรบ้างโดยยกเหตุเรื่องความมั่นคงแล้วก็จัดให้อยู่ใน ‘ชั้นความลับ’

ชยพลไม่ติดใจเรื่องชั้นความลับในการจัดซื้อยุทโธปกรณ์บางอย่างเช่น เรดาร์ ปืน หรือซอฟต์แวร์บางประเภท แต่แม้กระทั่งอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย เช่น เรือท้องแบน รถส่องไฟที่ไม่ได้สะท้อนสมรรถนะของกองทัพก็ถูกจัดไว้เป็น ‘ความลับ’ ด้วย ของเหล่านี้พอจะเป็นไปได้หรือไม่ที่กองทัพจะอุดหนุนผู้ประกอบการไทย แต่กองทัพบกก็ตั้งโรงงานมาผลิตเองและตั้งเป้าจะพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศโดยตั้งโรงงานผลิตเองถึง 13 แห่ง แทนที่จะให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วม

ชยพลเห็นว่างบในส่วนการจัดซื้อ 3,600 ล้านบาทนี้สามารถทำผู้ประกอบการในประเทศเข้ามามีส่วนร่วมได้ แล้วตามเอกสารขาวคาดแดงยังปรากฏการจัดซื้อทั้งเตียง รถบรรทุก หรือแม้แต่ม้าพันธุ์ดีเพื่อร่วมพระราชพิธี มันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อมาเพาะพันธุ์เอง แต่ให้ฟาร์มเพาะให้แทนได้หรือไม่ หรือซื้อม้าที่โตแล้วจากฟาร์มม้าไทยเลยได้หรือไม่

‘งบราชการลับ’ ใครก็ไม่รู้เอาไปทำอะไร 

ชยพลกล่าวถึงประเด็นปัญหาความโปร่งใสว่า แม้แต่ สส.ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่านำงบไปทำอะไร และทำเพื่อความมั่นคงของชาติหรือความมั่นคงของใคร เพราะจากการตรวจสอบของ กมธ.ความมั่นคงและ กมธ.ทหาร พบว่า มีงบประมาณที่ใช้เพื่อคุกคามประชาชนในประเทศด้วย เช่น บางโครงการของกองทัพใช้จ่ายในการปฏิบัติการตามแผนป้องกันประเทศและเงินราชการลับ ซึ่งน่าสงสัยว่าเป็น ‘งบไอโอ’ ที่ยังไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาล และเมื่อถามไปที่สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลางหรือสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินก็ปรากกว่าไม่มีใครรู้งบพวกนี้ใช้ทำอะไร แม้แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือนายกรัฐมนตรีก็ยังไม่รู้ ดังนั้น จะถามหาความรับผิดชอบในการบริหารงบประมาณได้จากใคร

ชยพลกล่าวว่ายิ่งส่วนใดที่ไม่โปร่งใสยิ่งต้องตรวจสอบ โดยเฉพาะส่วนที่เอามาคุกคามประชาชนยิ่งต้องตัดท่อน้ำเลี้ยงให้เร็วที่สุด เพื่อให้รัฐบาลนำเงินเหล่านี้มาเติมในการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจ และต้องไม่เสียค่าโง่เช่นเรื่องเรือดำน้ำอีก

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออกมาให้ข่าวว่าให้กองทัพเรือจัดซื้อเรือฟริเกตได้ลำเดียวเพราะต้องเอาไปแบ่งจ่ายเรือดำน้ำที่ยังหาเครื่องยนต์มาใส่ไม่ได้ จึงขอเสนอว่าเราควรจะต้องให้กระทรวงการคลังฟ้องทั้งกองทัพเรือ รมว.กลาโหม และ ครม.ในขณะนั้นที่อนุมัติการจัดซื้อต่อศาลปกครองได้แล้ว เพราะเป็นการจัดซื้ออาวุธโดยรู้ทั้งรู้ว่าสหภาพยุโรปไม่ขายอาวุธให้จีน ต้องฟ้องเอาเงินเกือบ 1.6 หมื่นล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยคืน

ชยพลกล่าวว่า กระทรวงกลาโหมเป็นหน่วยงานที่มีรอยรั่วมากที่จะต้องอุด ทั้งเรื่องบุคลากรที่ยังไม่เห็นความจริงใจในการลดจำนวนนายพล เรื่องทหารเกณฑ์ การจัดซื้อยุโธปกรณ์ขนาดใหญ่ระดับพันล้านในวันที่ประเทศต้องการเงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจ

เขาเสนอให้ตัด ‘งบราชการลับ’ ที่ไม่มีใครรู้ว่าใช้เพื่ออะไร งบประมาณส่งกำลังและซ่อมบำรุงที่มีการโอนเปลี่ยนย้ายโดยไม่มีการตรวจสอบการใช้งานและค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการตามแผนป้องกันประเทศหากลดได้ครึ่งหนึ่งก็จะได้งบกลับมา 14,152 ล้านบาท เพื่อช่วยอุตสาหกรรมป้องกันประเทศหรือจะเหลือแค่ 7,000 ล้านบาทก็ยังดี

ชยพลย้ำว่าเขาไม่อยากให้กระทรวงกลาโหมตัดเรือฟริเกตออก เพราะอยากให้กองทัพเรือมีใช้จริงๆ เพราะโครงการถูกคิดมาอย่างรอบคอบแล้ว และยังช่วยอุตสาหกรรมในประเทศ ทั้งยังต้องมีการจัดซื้อเรือมากกว่า 1 ลำ เขาระบุว่าตอนนี้มีทางเลือกคือ ครม.ต้องไปทบทวนมติใหม่เป็นเรือ 2 ลำและให้ดาวน์ 5% ของโครงการจึงจะจุดประกายให้อุตสาหกรรมการต่อเรือได้ หรืออาจชะลอโครงการออกไปก่อนเพื่องบ 1,750 ล้านบาทจะได้ถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า

ชยพลทิ้งท้ายว่าปัญหานี้เกิดเพราะเรามีนายกฯ ที่บริหารอย่างไม่มีทิศทาง และ รมว.กลาโหมที่มีหน้าที่ต้องให้คำแนะนำในการลงทุนด้านความมั่นคงอย่างเหมาะสมก็มัวแต่ห่วงเรื่องการเมือง กลัวการตั้งงบประมาณก้อนใหญ่แล้วจะเจอแรงเสียดทานทางการเมือง

กลัวกองทัพจนไม่กล้าแก้กฎหมาย สภากลาโหมนั่งล้อม รมต.ขยับไม่ได้

เรื่องนี้เขาเห็นว่า ปัญหาเกิดจาก พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม มาตรา 43 ที่บังคับให้รัฐมนตรีต้องดำเนินการตามมติของสภากลาโหมที่มีแต่นายพลนั่งล้อมรัฐมนตรีอยู่ จึงทำให้รัฐมนตรีอย่างภูมิธรรม เวชยชัย อ่อนแอ แล้วกระทรวงและกองทัพก็อ่อนแอตามไปด้วยจากการที่จัดงบโดยการแบ่งเค้กให้กองทัพบก 2 ส่วน แล้วกองทัพอากาศและกองทัพเรือได้ไปอีกคนละ 1 ส่วน

ปัญหาจากกฎหมายฉบับนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข แม้ว่าจะมีทั้งร่างกฎหมายของพรรคก้าวไกลที่ยื่นไว้ตั้งแต่แรกพร้อมกับมีร่างของ ครม.และพรรคเพื่อไทยประกบมาด้วย แต่ก็เป็นรัฐบาลเพื่อไทยเองที่ดึงร่างกฎหมายออกจากการพิจารณาของสภา เพราะพรรคเพื่อไทยกลัวกองทัพเอง

กลาโหมกำลังปรับตามข้อเสนอ

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า งบของกระทรวงกลาโหมเหมือนจะเพิ่มขึ้นแต่เมื่อเทียบสัดส่วนกับงบประมาณส่วนอื่นๆ แล้วมีสัดส่วนที่ลดลง

ส่วนเรื่องที่ต้องเป็นความลับนั้น ตามระเบียบแล้วหากมีเอกสารส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นความลับก็ต้องถือว่าเอกสารทั้งชุดเป็นความลับ แม้ว่าผู้อภิปรายจะได้เห็นว่ามีส่วนที่ไม่น่าจะต้องเป็นความลับก็ตาม

รมช.กลาโหมตอบเรื่องกำลังบุคลากรที่เพิ่มขึ้นนั้น ทางกระทรวงกลาโหมดำเนินการลดกำลังพลโดยตลอดโดยเฉพาะชั้นนายพล ในตำแหน่งผู้คุณวุฒิ มีเป้าหมายลดให้เหลือเพียง 384 อัตราในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิภายในปี 2570 ซึ่งเป็นการลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 สามารถลดลงมาแล้ว 308 อัตรา จึงยังเหลืออีก 70 อัตราที่จะต้องลดลงอีกเพื่อให้ได้ตามเป้าในปี 2570

นอกจากนั้นกระทรวงกลาโหมยังปิดยอดรับกำลังพลโดยลดการผลิตนักเรียนนายร้อยและนายสิบจากโรงเรียนนายร้อยโรงเรียนนายสิบมาตามลำดับตั้งแต่ปี 2530 และจะไม่เพิ่มอีก

กระทรวงยังมีโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดอยู่และต้องขอบคุณที่เสนอว่าการให้เงินเออลี่รีไทร์ 7-10 เดือนน้อยเกินไป จริงๆ แล้วแนวความคิดของกระทรวงจะใช้งบของกระทรวงเอง ไม่ใช้งบของรัฐบาล ซึ่งในงบประมาณที่กองทัพมีอยู่เมื่อนำมาบริหารโครงการแล้วพบว่าสามารถให้ได้แค่ 7-10 เดือนเท่านั้น แต่ก็ได้เสนอกับนายกรัฐมนตรีและรองนายกฯ แล้วว่า กมธ.ทหารเสนอให้ปรับเพิ่มขึ้น ก็น่าจะมีการปรับเพิ่มขึ้นต่อไป

ส่วนเรื่องกำลังพลในภาพรวมกระทรวงมีการปรับลดลงมาตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา จากกำลังพลทั้งหมด 237,818 นาย จะปรับลดลงร้อยละ 5 คือประมาณ 12,000 อัตราภายในปี 2570 โดยปีนี้สามารถปรับลดได้แล้ว 9,000 อัตรา

แต่ที่งบส่วนกำลังพลมากขึ้นแม้ว่าในปีนี้อัตรากำลังพลจะลดลงเหลือ 228,000 อัตรา เป็นเพราะว่ามีการปรับเงินเดือนข้าราชการตามนโยบายรัฐบาลที่ให้เพิ่มร้อยละ 10 ต่อปี ภายใน 2 ปี และกำลังพลระดับปริญญาตรีให้ปรับขึ้นเป็น 18,000 บาท รวมทั้งเงินค่าครองชีพชั่วคราวด้วย รวมถึงให้มีการปรับค่าตอบแทนพิเศษของทหารกองประจำการหรือพลทหารเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 11,000 บาท และปรับเพิ่มเงินชดเชยให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับเงินเดือนแรกบรรจุเข้ารับราชการให้เท่ากับ 18,000 บาทเท่ากัน จะเห็นได้ว่าโดยสรุปคนลดลงแต่มีรายละเอียดของการปรับเงินรายบุคคลเพิ่มขึ้นแทน ทำให้งบบุคลากรของกระทรวงโดยรวมเพิ่มขึ้น

พล.อ.ณัฐพลกล่าวถึงประเด็นการจัดหายุทโธปกร์ว่า ตอนนี้ได้มีการปรับปรุงระบบจัดหาแล้ว และเขาก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของชยพลเรื่องเรือฟริเกต เพราะทางกองทัพเรือก็ขอเข้ามา 2 ลำ ลำละ 17,500 ล้านบาท รวมเป็น 35,000 ล้านบาท ทางระดับนโยบายก็กังวลว่าถ้าจัดหา 2 ลำในวงเงินนี้ ถ้ามีเหตุไม่คาดคิดการจัดหาไม่เสร็จสิ้นจะทำให้เสียเงินไปทั้งหมด จึงให้กองทัพเรือจัดหาเพียง 1 ลำก่อนในวงเงิน 17,500 ล้านบาท

รมช.กลาโหมกล่าวว่าในด้านการสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยเอง ตอนนี้ทางกระทรวงกลาโหมโดยศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร ก็สามารถผลิตขึ้นมาได้ เช่น ปืนใหญ่อัตตาจรขนาด 155 มม. และเครื่องยิงลูกระเบิดแบบอัตตาจรขนาด 120 มม. ไปจนถึงปืนเล็กยาวขนาด 9 มม.และขนาด 5.56 มม.ที่ใช้ตามหน่วยงานต่างๆ  หรือหุ่นยนต์เก็บกู้ระเบิดที่พัฒนาโดยสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ไปจนถึงยานเกราะล้อยางที่ผลิตโดย บริษัท Thai defence industry Co., Ltd (TDI) ที่เป็นการร่วมทุนกันระหว่าง สทป.และบริษัทชัยเสรี และยังมีรุ่นที่ผลิตโดยบริษัทชัยเสรีเองด้วย ไปจนถึงเรือลำเรียงผลที่ผลิตโดยบริษัท Marsun และอากาศไร้คนขับหรือโดรนจากบริษัท RV Connex และเกราะกันกระสุน

พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่าปัญหาเรื่องการจัดหาตามที่บริษัทเอกชนและ กมธ.ทหารเสนอมาล่าสุดเมื่อวันพุธที่ผ่านมากระทรวงก็ได้เปลี่ยนข้อกำหนดจากเดิมที่กำหนดไว้ว่ายุทโธปกรณ์ที่จัดซื้อจะต้องเคยประจำการในประเทศผู้ผลิตเท่านั้น เพิ่มมากำหนดให้เคยประจำการในประเทศผู้ผลิตมาก่อนหรือได้รับการรับรองจากกระทรวงกลาโหม หรือได้รับการรับรองมาตรฐานจากเหล่าทัพ เพื่อเปิดกว้างมากขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องขอบคุณ กมธ.ทหารที่ให้ข้อคิดเรื่องนี้ 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง