'รอมฎอน' เสนอตัดงบ กอ.รมน.หรือถ้าตัดไม่ได้ขอให้เปิดรายละเอียดเพิ่มก็ยังดีกว่าตั้งเรื่องมาบรรทัดเดียวไม่มีรายละเอียด ชี้ปัญหาเป็นหน่วยงานที่พึ่งพางบจากภัยความมั่นคงหาภัยคุกคามใหม่เพื่อตั้งเรื่องของบ 'ชยพล' เปิดเตรียมจัดซื้อระบบสอดแนมด้วยรัฐบาลต้องไม่ปล่อยซ้ำรอย 'เพกาซัส'
13 ส.ค.2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 วาระที่ 2 พิจารณารายมาตราถึงมาตรา ที่ 7 งบประมาณรายจ่ายของสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำกับ ซึ่งมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.)
รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นผู้เสนอแปรญัตติเพื่อตัดลดงบประมาณในส่วนของ กอ.รมน. และงบที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขสถานการณ์ความมั่นคงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เขาระบุว่า งบประมาณที่ใช้กับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของหน่วยงานภายใต้สำนักนายฯ มีทั้งหมด 7 หน่วยงาน โดยของ กอ.รมน.มีจำนวนมากที่สุดคือ 6,000 กว่าล้านบาท และตามมาด้วยสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นอันดับสองคือ 39 ล้านบาทซึ่งต่างกันเยอะมาก เขาจึงให้ความสำคัญกับงบในส่วนของ กอ.รมน. เดิมที่ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ที่ผ่านชั้นรับหลักการมาตั้งอยู่ที่ 5,395 ล้าน แต่ทาง กมธ.ได้เสนอให้ตัดไป 60 ล้านบาทเหลือ 5,335 ล้านบาท ทั้งนี้งบประมาณของ กอ.รมน.ที่ตั้งมาเดิมทีมีถึง 6,021 ล้านบาทเป็น 88 % ของงบทั้งหมดที่ใช้กับเรื่องแก้ปัญหาพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เป็นหน่วยงานที่มีภาวะพึ่งพากับภัยคุกคามในพื้นที่นี้ค่อนข้างมาก การดำรงอยู่ของ กอ.รมน.จึงสัมพันธ์กับสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้
รอมฎอนกล่าวว่าเมื่อไปดูตัวชี้วัดตามแผนยุทธศาสตร์ชาติที่เกี่ยวกับการแก้ไขสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ สมช. นำเสนอในที่ประชุมของอนุกรรมาธิการเหมือนว่าจำนวนเหตุการณ์จะลดลงจนบรรลุตามตัวชี้วัดได้ อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมาจำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่กลับสูงขึ้นกว่าตัวชี้วัดมา 3 ปีต่อเนื่อง ตัวชี้วัดสำคัญของ กอ.รมน.และหน่วยงานความมั่นคงเองผลที่ออกมากลับตกเกณฑ์อย่างน่าตกใจ

สส.ของพรรคประชาชนกล่าวต่อถึงยอดงบประมาณที่ใช้กับกำลังพลและการดำเนินงาน ไปจนถึงการสนับสนุนการใช้มวลชนด้านความมั่นคงซึ่งปรากฏอยู่ในสมุดปกขาวคาดแดงเป็นจำนวน 3,412 ล้านบาท ซึ่ง กมธ.ตัดไป 20 ล้านบาทเท่านั้น แต่เขาเห็นว่ายอดงบประมาณส่วนนี้หากดูรายละเอียดแล้วก็สามารถตัดเพิ่มได้อีก อีกทั้งเขาเห็นว่าที่ผ่านมา กอ.รมน.ถูกวิจารณ์ถึงเรื่องการใช้งบเกี่ยวกับกำลังพลที่ไม่ได้ไปปฏิบัติงานจริงในพื้นที่และการใช้งบประมาณที่เกี่ยวกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยไม่โปร่งใส อีกทั้งการตั้งงบประมาณเองอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ทางด้านเจ้าหน้าที่ของ กอ.รมน.เองมาชี้แจงเรื่องนี้ว่างบประมาณ 3,412 ล้านบาทนี้แบ่งออกเป็น 2 ก้อนคือ งบส่วนกำลังพลเป็นเงิน 2,345 ล้านบาทหรือ 69% อีกส่วนเป็นงบอำนวยการและพลาธิการอีก 31% และเมื่อไปดูว่ามีการแบ่งตามหน่วยงานอย่างไรบ้างก็ยังพบว่ากระจายไปยังกองทัพบกมากที่สุดถึง 2,186 ล้านบาทหรือ 64% และยังปรากฏว่ามีค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนตั้งเข้ามาในส่วนของบุคลากรทำให้เห็นว่ามีการตั้งงบประมาณซ้อนกันอยู่
รอมฎอนเสนอว่าให้ทาง กอ.รมน.ต้องแจกแจงรายละเอียดว่างบประมาณที่ขอมานั้นมีรายละเอียดอะไรบ้างและให้กับหน่วยงานต่างๆ อย่างไรบ้างแบ่งมาเป็นรายการ เพราะยังพบว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่ได้รับงบไป 10% แล้วแต่ สตช.เองก็ยังมีงบสำหรับหน่วยงานตัวเองเป็นค่าที่พัก ค่าพาหนะสำหรับใช้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อีก 925 ล้านบาท
“งบกำลังพลเหล่านี้สำคัญมากเพราะเราต้องให้กับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ถ้ามีเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้ปฏิบัติการจริงงานก็จะไปโหลดกับคนที่ทำงานซ้ำร้ายยังส่งผลต่อขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานด้วย ขอฝากท่านประธานว่าถ้าตัดลดได้ควรตัด 10% เลยถ้าตัดไม่ได้อย่างน้อยปีหน้าคงต้องทำงบก้อนนี้ให้ชัดเจน”
รอมฎอนกล่าวถึงงบส่วนที่ใช้ในการสนับสนุนงานเครือข่ายมวลชนด้านความมั่นคงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นงบที่ใช้กับ 3 กลุ่มเป้าหมายคือ หนึ่ง ผู้ได้รับผลกระทบ 68 ล้านบาท สอง อาสารักษาหมู่บ้านรวมถึงฟาร์มตัวอย่างมีงบ 173 ล้านบาท และกลุ่มที่สามประชาชนที่ช่วยเหลืองานภาครัฐอีก 71 ล้านบาท อีกทั้งยังมีงบที่ กอ.รมน.ใช้สร้างความเข้าใจกับทั้ง 3 กลุ่มอีก 2.3 ล้านบาท เขาเห็นว่างบประมาณส่วนนี้สามารถตัดได้อีก 20 ล้านบาทและทำให้มีการใช้งบที่มีประสิทธิภาพได้มากกว่านี้เพราะก็มีกรณีที่มีคนที่ต้องกลายเป็นผู้พิการแต่ไม่ได้รับเงินช่วยเหลืออยู่อีกซึ่งเขาเห็นว่าควรได้รับความช่วยเหลือมากกว่านี้
ประเด็นสุดท้ายที่ รอมฎอนนำเสนอคือ กอ.รมน.มีการประกาศให้ปัญหายาเสพติดเป็นภับความมั่นคงและยังใช้กฎอัยการศึกอีกด้วย ซึ่งเขาเห็นว่า กอ.รมน.กำลังต้องการภัยคุกคามใหม่เพื่อที่จะมีเหตุผลตั้งเรื่องของบมากขึ้นหรือไม่
กอ.รมน.ยังของบจัดซื้อระบบสอดแนมอีก
ชยพล สท้อนดี สส.เขตกรุงเทพ พรรคประชาชน อภิปรายต่อในประเด็นการตั้งงบของ กอ.รมน.เช่นเดียวกับรอมฎอน แต่เป็นงบในการจัดซื้อโปรแกรมสำหรับการสอดแนมหรือสปายแวร์ ซึ่งก่อนหน้านี้หน่วยงานความมั่นคงไทยเคยมีการจัดซื้อสปายแวร์อย่าง “เพกาซัส” ที่สามารถเข้าถึงโทรศัพท์มือถือของบุคคลเพื่อเข้าควบคุมแทนเจ้าของได้มาแล้ว
ชยพลกล่าวว่าในการตั้งงบปี 2569 นี้มีการตั้งงบจัดซื้อระบบรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข่าวเปิดเป็นจำนวนเงิน 35,000,000 บาท เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นการจัดซื้อโปรแกรมที่ชื่อว่า “เชอร์ล็อก” ซึ่งเป็นสปายแวร์ที่ทำให้ผู้ใช้โปรแกรมสามารถเก็บข้อมูลจากอุปกรณ์เป้าหมายทั้งจากโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์โดยเพียงแค่บุคคลเป้าหมายเลื่อนผ่านหน้าโฆษณาบนเว็บไซต์

ชยพลกล่าวว่าแม้ กอ.รมน.จะเป็นหน่วยงานภายใต้สำนักนายกฯ แต่บุคลากรที่อยู่ในหน่วยงานก็เป็นทหารทั้งนั้น ถ้าไม่ควบคุมการทำงานของทหาร รัฐบาลเซ็นเช็คเปล่าให้ยอมซื้อโปรแกรมสอดแนมประชาชนต่อเหตุการณ์ก็จำซ้ำรอยเดิมเช่นที่เขาเคยอภิปรายไม่ไว้ใจวางใจไปแล้วว่าแม้กระทั่งทักษิณ ชินวัตร หรือนักการเมืองในสภาอย่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่าและอนุทิน ชาญวีรกูลก็ถูกติดตามคุกคามโดยกองทัพผ่านกลไกอย่าง กอ.รมน.
ชยพลกล่าวต่อว่า การที่รัฐบาลปล่อยให้การจัดซื้อสปายแวร์ตัวใหม่นี้เข้ามาได้ถึงการพิจารณาชั้นนี้โดยไม่ยอมตัดทิ้งก็จะซ้ำรอยอีกถ้ายังปล่อยให้งบประมาณก้อนนี้ผ่านออกไปได้เพราะเห็นว่าเป็นกองทัพรัฐบาลก็พร้อมเซนเช็คเปล่าให้ก็ให้รู้ว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องประชาธิปไตยและไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องเงินภาษีของประชาชนเลย
สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ รองประธาน กมธ.งบประมาณปี 2569 ชี้แจงประเด็นเรื่องระบบรวบรวมข้อมูลที่ชยพลกล่าวถึงนั้นมีการเสนอมาของบประมาณมา 35,000,000 บาท ในชั้นอนุ กมธ.และ กมธ.มีการปรับลดในส่วนนี้ลง 4.5 ล้านบาทเหลือ 30.5 ล้านบาทเพราะมีเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องต่อสู้กับภัยต่างๆ และความมั่นคงของประเทศนั้นไม่ได้มีแค่พื้นที่ภาคใต้แต่ยังมีปัญหาชายแดนด้านตะวันออกและรอบด้านอยู่ มีปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีการแทรกแซงจากมหาอำนาจทุกฝั่งถ้าประเทศไทยไม่รักษาจุดยืนให้ดีและไม่มีเครื่องมือให้หน่วยงานราชการใช้ พวกเราก็คงบกพร่องในฐานะผู้รักชาติ
แต่นอกจากเรื่องจุดประสงค์โครงการแล้ว สรวุฒิชี้แจงว่าโครงการนี้ไม่ใช่การจัดซื้อสปายแวร์ที่ชื่อเชอร์ล็อก แต่เป็นการใช้งานของเจ้าหน้าที่ผ่านเว็บเบราเซอร์ที่เชื่อมโยงกับอินเตอร์เนตเท่านั้น ไม่ได้มีการติดตั้งโดยใช้เทคโนโลยีใดๆ เพื่อติดตั้งสปายแวร์บนอุปกรณ์ของผู้ใช้งานโดยไม่รู้ตัว
นอกจากนั้นรองประธาน กมธ. ยังชี้แจงเพิ่มอีกว่า เป็นการใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอเชื่อมโยงข้อมูลที่หามาได้จากที่มีการเปิดเผยและมีการเผยแพร่โดยบุคคลหรือหน่วยงาน เพื่อวิเคราะห์ความเชื่อมโยงเหมือนเป็นโปรแกรมค้นหาข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้เป็นการเข้าถึงโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้งาน ไมมีการดักฟัง ไม่มีการเข้าถึงกล้อง และไม่ได้เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลใดๆ บนอุปกรณ์
สรวุฒิยกตัวอย่างข้อมูลที่จะมีการเก็บคือชื่อ-สกุล อีเมล หมายเลขโทรศัพท์ ยูซเซอร์เนม กลุ่มเพื่อน กลุ่มที่สนใจ การโพสต์ข้อความหรือรูปถ่ายหรือกดไลค์เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลจะได้รับการคุ้มครองตามพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2562 หรือ PDPA แต่กฎหมายดังกล่าวมีข้อยกเว้นในมาตรา 24 (2) เพื่อป้องกันอันตราย และมาตรา 24 (4) ที่กำหนดว่าหากมีความจำเป็นที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการเพื่อภารกิจที่เป็นประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
รอง ประธาน กมธ.กล่าวถึงประเด็นกลุ่มเป้าหมายของโครงการคือ ใช้ต่อสู้กับคนไม่ดี หากคนใดเป็นคนดี หรือเจ้าหน้าที่คิดว่าไม่มีความเสี่ยงก็ไม่ได้นำมาใช้คนที่เป็นนักการเมืองแม้มีความเห็นต่างก็ไม่ได้ใช้ มั่นใจได้ว่า คนที่ก่อความไม่สงบหรือความรุนแรงต่างๆ ก็จะถูกตรวจสอบ และโครงการนี้ยังมีความจำเป็นเพราะทุกวันนี้มีข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เปิดเผยทางสาธารณะการใช้ทรัพยากรรัฐให้เกิดประโยชน์ที่สุดจึงต้องมีเครื่องมือให้ กมธ.เสียงข้างมากได้ปรับลดงบประมาณในส่วนหนึ่งแล้วและได้มีความระมัดระวังอย่างรอบคอบแล้ว
