Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

"ต้องยอมรับว่า คนทำหนังในบ้านเราพยายามกันมาตลอด ผลงานที่ผ่านมาเปรียบเสมือนดอกไม้ที่คนรุ่นก่อนช่วยกันปลูกไว้ตามทาง วันนี้มันอาจยังเป็นแค่สวนเล็กๆ แต่วันข้างหน้ามันจะกลายเป็นป่าที่งดงามอย่างแน่นอน"

ธีรพงศ์ เสรีสำราญ ผู้กำกับภาพยนตร์ “เรื่องของเรา” กล่าวถึงบทบาทของวงการภาพยนตร์ในการสะท้อนประเด็นอ่อนไหวของสังคม โดยเฉพาะในบริบทชายแดนใต้

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้เปิดตัว “เรื่องของเรา” ภาพยนตร์จากงานวิจัยสู่สันติภาพชายแดนใต้ ผลผลิตจากโครงการวิจัย “การแปรเปลี่ยนความขัดแย้งและความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ สู่สันติภาพด้วยกระบวนทัศน์การเล่าเรื่องที่ข้ามพ้นตัวตนผ่านภาพยนตร์สั้น”

โดยเป็นการรวบรวมเหตุการณ์จากเสียงของผู้คนในพื้นที่มาถ่ายทอดเป็นเรื่องราว 5 เส้นเรื่อง ที่ไม่เพียงแต่จะทำให้เราได้เปลี่ยนมุมมองจากภาพจำเดิมๆ ทว่ายังปรากฏให้เห็นถึงความงดงาม และความหวังที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่จริง

“ภาพยนตร์ที่พาผู้ชมเข้าไปสัมผัสชีวิตของผู้คนที่ต้องเผชิญกับปัญหา ซึ่งดูเหมือนจะเกิดจากความแตกต่างของตัวตนและมุมมองแต่แท้จริงแล้ว ความต่างไม่ใช่ต้นตอของปัญหา หากเป็นการที่เรายังตั้งอยู่กับมุมมองของตนโดยไม่ทันรู้ตัว ซึ่งทำให้การเข้าใจผู้อื่นอาจกลายเป็นเรื่องยากและอาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้ในที่สุด แต่เมื่อใดที่ผู้คนเริ่มเปิดใจ คลายการยึดมั่น และมองความต่างด้วยสายตาใหม่ เมื่อนั้นทางออกก็เริ่มปรากฏขึ้นอย่างเงียบงาม" ธีรพงศ์กล่าว

ธีรพงศ์ เสรีสำราญ

เมื่อทฤษฎีการเล่าเรื่องนำมาสู่การจุดประกายความคิด

ด้วยความที่เป็นอาจารย์สอนภาพยนตร์ และมีความสนใจในการเล่าเรื่องเป็นทุนเดิม ธีรพงศ์จึงเริ่มที่จะศึกษาข้อมูลจากตรงนั้น จนได้พบว่าเรื่องเล่ามันมีมิติที่เกี่ยวข้องกัน โดยเขาได้เล่าว่า

“ศาสตราจารย์ ดร.พนม คลี่ฉายา เป็นผู้ร่วมวิจัยด้วยกัน ท่านก็ท้าทายไอเดียว่า เรื่องเล่ามันจะแก้ปัญหาโลกได้ไหม ยกตัวอย่างเรื่องในชายแดนใต้เนี่ย ได้ไหม?”

ธีรพงศ์จึงคิดต่อว่า เรื่องพื้นที่ในชายแดนใต้นั้นเป็นเรื่องที่ไกลตัว เพราะไม่ได้เป็นคนในพื้นที่ แต่ด้วยความรู้สึกว่าเรื่องนี้มันมีความท้าทาย เขาจึงพัฒนาเป็นกระบวนทัศน์ขึ้นมา และใช้ชื่อว่า ‘กระบวนทัศน์การเล่าเรื่องที่ข้ามพ้นตัวตน’ หรือ Self-transcendental narrative paradigm

“ทฤษฎีนี้มันคือหัวใจของหนัง เพราะมันเป็นทฤษฎีที่ตั้งอยู่บนการเล่าเรื่อง แต่ว่ามันจะไปด้วยกันกับศาสตร์อื่นด้วยอย่างเช่น มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ปรัชญา จิตวิทยา เพราะด้วยปัญหาของโลกทุกวันนี้มันท้าทายมาก และการที่เราจะแก้ปัญหาเรื่องหนึ่งด้วยมุมมองเดียวมันไม่พอ” เขากล่าว

นอกจากนี้ เขาได้ยกตัวอย่างให้เห็นภาพของกระบวนทัศน์ที่ชัดเจนขึ้น โดยให้เราจินตนาการถึงภาพโครงร่างของคนออกเป็นสองแบบ คือแบบเส้นทึบ และแบบเส้นประ

แบบแรกเป็นโครงร่างที่ลากด้วยเส้นทึบ แทนมุมมองแบบเดิมที่มองว่าตัวตนต้องมั่นคง เปลี่ยนแปลงได้ยาก และต้องเป็นเอกภาพ ตัวตนจึงถูกยึดโยงกับอัตลักษณ์ที่แน่นอน ไม่เปิดพื้นที่ให้ความหลากหลายหรือความขัดแย้งภายใน

ในทางกลับกัน โครงร่างแบบเส้นประสะท้อนมุมมองที่ยืดหยุ่นกว่า เมื่อมองใกล้ๆ จะเห็นว่าเส้นเหล่านี้กระจายตัว มีช่องว่างระหว่างกัน แต่เมื่อมองจากระยะไกล กลับประกอบกันเป็นรูปร่างของ “คน” ได้อย่างชัดเจน เส้นประจึงเปรียบได้กับผู้คนที่ต่างมีอัตลักษณ์เฉพาะ มีพื้นที่ของตนเอง และเปิดช่องว่างให้กัน ความว่างเหล่านี้ไม่ใช่ความขาด แต่คือพื้นที่ของการอยู่ร่วมอย่างเคารพความแตกต่าง

นั่นสะท้อนให้เห็นว่า แม้เราจะต่าง แม้เราจะมีความหลากหลาย แต่สามารถรวมกันเป็น “เรา” ได้อย่างมีความหมาย นั่นจึงเป็นไอเดียที่จุดประกายความคิดก่อนที่จะมาเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้

การข้ามพ้นตัวตนของผู้คนในพื้นที่

ในช่วงก่อนที่จะเริ่มทำบท ทีมวิจัยได้มีการลงไปพูดคุยกับคนในพื้นที่เพื่อรวบรวมข้อมูล ซึ่งเป็นการพูดคุยกับทั้งนักเรียน ชาวบ้าน พ่อค้าแม่ค้า เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ รวมไปถึงผู้นำศาสนา โดยมีการเชิญมาพูดคุยร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีการสัมภาษณ์เชิงลึก รวมถึงกิจกรรมสะท้อนความคิดอื่นๆ เช่น วาดรูป ร้องเพลง รวมถึงการใช้งานศิลปะแทนการพูด

จากนั้นจึงให้คนในพื้นที่ลองข้ามตัวตน โดยธีรพงศ์เล่าว่า “เราจะลองให้เขาจินตนาการถึงคู่ขัดแย้ง แล้วถามว่า ถ้าเขาเป็นคนนั้นคิดว่าตัวเองคิดอะไรอยู่ แล้วคิดว่าทำไมถึงทำแบบนั้น แล้วถ้าจะไม่ให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นจะทำยังไง” เขาเสริมต่อว่าการให้คนในพื้นที่ได้ลองข้ามตัวตนนั้นจะทำให้เกิดการแก้ปัญหาที่มาจากผู้คนเหล่านั้นจริงๆ ซึ่งในหนังก็ได้มีการนำเอาวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้มาใช้ในการคลี่คลายของเรื่องในแต่ละเรื่อง

“การคลี่คลายในหนังไม่ได้มาจากการหาบทสรุปเองของผู้วิจัย แต่เกิดจากการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับจากคนในพื้นที่ ซึ่งนำไปสู่การค้นพบทางออกของปัญหาผ่านสายตาและประสบการณ์ของพวกเขาเอง” ธีรพงศ์กล่าว

บทบาทการกำกับของ “คนใน” และ “คนนอก”

กระทั่งมาถึงกระบวนการผลิต ธีรพงศ์ก็ได้เล่าว่า “ตอนแรกว่าจะให้หาผู้กำกับในพื้นที่เขาทำเลย บางทีเขาน่าจะคุยกับคนในพื้นที่ได้ดีกว่า แล้วก็จัดการได้ดีกว่า ซึ่งเขาก็ยินดี แต่เขาก็รู้สึกว่าต้องมีเรามาช่วยดูด้วย”

หลังจากนั้นจึงได้ IDIO FILM กับ Ptani มาเป็นทีมในพื้นที่ที่เข้ามาช่วยถ่าย เพราะทั้ง 5 เรื่องย่อยนี้ ธีรพงศ์ตั้งใจว่าจะให้แต่ละเรื่องออกมาต่างกัน ปกติหนังทั่วไปจะต้องมีเรื่องราวที่มีความเป็นหนึ่งเดียว แต่ด้วยกระบวนทัศน์ที่พูดถึงร่างคนที่เป็นเส้นประแล้ว หนังที่มีการรวมเรื่องย่อยทั้ง 5 เรื่องจึงไม่ควรที่จะมีหน้าตาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นแต่ละเรื่องจึงถูกดีไซน์ให้สอดคล้องกับบริบท แก่นเรื่อง และอารมณ์ที่สัมพันธ์กับเนื้อหาของเรื่องนั้นๆ

ขณะเดียวกันการทำงานนั้นจะเป็นลักษณะแบบทางไกล ซึ่งทีมพื้นที่อย่าง IDIO FILM กับ Ptani จะคอยดูแลหน้างาน ส่วนธีรพงศ์เล่าว่าในส่วนของตนนั้นจะคอยเตรียมพร้อมทุกอย่างก่อนถ่าย รวมถึง Workshop และคอยอัปเดตเสมือนอยู่หน้างาน

จากความท้าทายนำมาสู่ความประทับใจ

ธีรพงศ์เล่าว่า จริงๆ สิ่งที่ตัวเองเจอก็เหมือนกับสิ่งที่ตัวละครเจอ เพราะสิ่งที่เรารู้ เราก็รู้มาจากปัญหาที่เจอวันต่อวัน แม้กระทั่งวันที่จะถ่าย บางเรื่องก็ยังต้องแก้บทก่อนแบบฉุกละหุก บางทีก็รู้สึกว่าไปต่อทางเดิมไม่ได้ ซึ่งพอโอบรับความจริงของชีวิตแล้ว มันก็คือความไม่แน่นอน

“ถ้าหากลองฟังเสียงของความจริงแล้วเราไหลไปตามมัน มันจะพาเราไปที่ที่ดีกว่า เพราะฉะนั้นตลอดทั้งเรื่องจึงมีปัญหาเต็มไปหมด อย่างเรื่องแรกสถานที่ถ่ายมีเหตุระเบิดวันก่อนถ่าย ก็เลยต้องปรับเล็กน้อยเพื่อไม่ให้มันใกล้กับที่เกิดเหตุ” เขาอธิบายเพิ่ม

“หรือเรื่องปรัชญาโชเล่ ตอนนั้นยังคิดว่าตัวละครต้องขับมอ’ไซค์อยู่เลย แต่อาจารย์ที่เป็นทีมวิจัยในพื้นที่เขาบอกว่าไม่ได้ ผู้หญิงเป็นมุสลิมเขาไม่ซ้อนมอ’ไซค์ผู้ชาย ซึ่งเราก็ไม่รู้จริงๆ แล้วเราก็คิดว่า ทำยังไงวะ ขับรถเก๋งมั้ย มันก็ไม่ได้ เขาก็แนะนำว่า ซาเล้งไหม เราก็คิดอยู่ว่ามันจะได้ไหม คิดอยู่คืนหนึ่งก็พบว่ามันได้” เขาเล่าพร้อมกับขำด้วยความไม่รู้ของตัวเอง

นอกจากนี้ยังมีเรื่องความยากในการหานักแสดง ทั้งเจอคนที่เข้าใจแต่ก็ไม่สามารถแสดงได้ ส่วนคนที่แสดงได้ก็ไม่เข้าใจในความรู้สึกของคนที่สูญเสีย แต่ท้ายที่สุดก็ผ่านมาได้ ขณะเดียวกันเขายังมองว่าตัวนักแสดงนั้นไม่ได้แค่มาทำงาน แต่มาเพื่อร่วมเล่าเรื่องด้วย เพราะเขารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องของเขา และเป็นเรื่องของเราเช่นกัน 

เรื่องที่หนึ่ง: 16 ปีแห่งความหลัง

ภาพจากภาพยนตร์สั้น "เรื่องของเรา Project" เผยแพร่ทางยูทูบ Chulalongkorn University

เรื่องราวของแม่ม่ายที่สามีเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ เรื่องนี้ถือเป็นตัวแทนของการข้ามพ้นตัวตนในตัวเอง ด้วยระยะเวลาที่ผ่านมา 16 ปี คนที่อยู่กับความเจ็บปวดมานาน การที่จะผ่านไปได้ในแต่ละวันนั้นมันช่างยาวนาน จังหวะของหนังจึงมีความช้าในตัวของมันเอง วิธีการเล่าเรื่องนี้จึงเป็นการใช้การตั้งกล้องแบบนิ่งๆ และมีการเล่าแบบช้าๆ

ขณะเดียวกันหนังเรื่องนี้มีการใช้เพลง ‘สิบหกปีแห่งความหลัง’ เป็นกิมมิค สะท้อนให้เห็นถึงการมองเห็นความงาม ความหวัง และพลังบางอย่างในชีวิตประจำวันที่ต้องเผชิญกับความทุกข์จากความสูญเสีย และความปวดร้าว ด้วยเพลงรักที่เป็นเพลงเศร้า แม้ว่าเนื้อเพลงจะเต็มไปด้วยความขมขื่นยิ่ง แต่ท่วงทำนองกลับโอบล้อมด้วยความละมุนละไมราวกับกำลังปลอบประโลมความเจ็บปวดนั้นไว้อย่างอ่อนโยน

ธีรพงศ์เล่าว่า หาดแฆแฆ ถูกเลือกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำ ซึ่งเต็มไปด้วยโขดหินที่ดูแข็งแกร่งและมั่นคง เปรียบได้กับวิธีที่เรามักมองปัญหาว่าเหมือนหิน ที่แน่นิ่ง หนัก และดูเหมือนจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไร แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง เราอาจมองปัญหาเหมือนคลื่น ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  คลื่นซัดกระทบหินซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะดูเหมือนเล็กน้อย แต่ในระยะยาวก็สามารถเปลี่ยนรูปร่างของหินนั้นได้

ชีวิตคนเราที่ต้องอยู่กับปัญหาก็เช่นกัน บางครั้งปัญหาอาจดูเหมือนคงอยู่ถาวร แต่หากเรามองเห็นจังหวะแห่งการเปลี่ยนแปลง ก็อาจพบว่าความหวัง ความเปลี่ยนแปลง และการเยียวยานั้นเกิดขึ้นได้ แม้จะอย่างช้าๆ ก็ตาม

เรื่องที่สอง: โรงเรียน

ภาพจากภาพยนตร์สั้น "เรื่องของเรา Project" เผยแพร่ทางยูทูบ Chulalongkorn University

เรื่องราวของครูที่วันหนึ่งจะต้องไปตามนักเรียนมาเรียน แล้วครูก็บังเอิญพบว่าพ่อวิ่งหนีตำรวจเข้ามาในบ้าน จึงไม่แน่ใจว่าจะบอกตำรวจดีไหม เป็นหน้าที่ของตัวเองหรือไม่ที่จะต้องชี้ผิดชี้ถูก

ธีรพงศ์อธิบายเสริมว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงสภาวะ "กระอักกระอ่วน" ของครู ที่มาจากหลายบริบท ทั้งความกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตของเด็ก รวมไปถึงบริบทชายแดนใต้ ความรู้สึกไม่ไว้วางใจต่อกระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งที่ฝังรากลึก ครูอาจมีคำถามในใจว่า “ถ้าบอกตำรวจไป จะเป็นธรรมจริงไหม?”

บทสนทนาในเรื่องจึงสะท้อนทัศนคติของแต่ละตัวละครที่ต่างกัน ทั้งครู และพ่อ ส่วนลูกก็มีความคิดของตัวเอง แต่เขายังไม่มีโอกาสได้พูด ในเรื่องจึงถูกคลี่คลายโดนการตัดสินใจของเด็ก ธีรพงศ์อธิบายว่า ในเรื่องนี้เขาไม่อยากให้ครูเป็นคนแก้ปัญหา ซึ่งครูจะพยายามพูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่สุดท้ายแล้วเด็กก็จะเลือกโดยการตัดสินใจด้วยตัวของเขาเอง เพื่อให้เขาได้ทำในสิ่งที่คิดว่ามันน่าจะดีกับเขาและครอบครัว

นอกจากนี้ยังมีเรื่องรายละเอียดเล็กน้อยที่มีความละเอียดอ่อน ซึ่งธีรพงศ์ได้เล่าว่า “ทีแรกจะให้พ่อถือขวดเหล้าเข้ามา แต่ว่าทีมในพื้นที่บอกว่า อาจารย์ เหล้านี่มันเรื่องใหญ่เลยนะ เพราะเขาเป็นคนมุสลิม เราก็สงสัยว่า ตัวละครนี้เขาก็เสพยานะครับ เหล้านี่มันน่าจะซอฟต์กว่ายา เขาก็บอกว่า ไม่นะอาจารย์ ยาก็เรื่องหนึ่ง แต่เหล้านี่เรื่องใหญ่เลย”

เรื่องนี้จึงทำให้เกิดความเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นถึงความสำคัญของข้อห้ามเรื่องแอลกอฮอล์ในศาสนาอิสลาม ซึ่งมีความละเอียดอ่อนและเป็นประเด็นที่สำคัญมากกว่าที่คิดไว้แต่แรก จึงส่งผลให้การเล่าเรื่องในหนังปรับเปลี่ยนไปตามความเข้าใจนี้

เรื่องที่สาม: ปรัชญาโชเล่

ภาพจากภาพยนตร์สั้น "เรื่องของเรา Project" เผยแพร่ทางยูทูบ Chulalongkorn University

เรื่องนี้เป็นตัวแทนที่เล่าถึงความต่าง คนนี้เป็นพุทธ คนนี้เป็นมุสลิม ซึ่งสิ่งที่มันซ่อนอยู่ข้างในคือมันมาจากเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ที่พูดในเรื่องของความเชื่อ ความศรัทธา และความหวังของชีวิตในวันข้างหน้า พอมาตรงนี้เราก็เลยมาทบทวนว่า คนพุทธ คนมุสลิมเขาก็มีพื้นฐานอยู่บนความเชื่อ หรือว่าความศรัทธา แต่ว่ามันอาจจะถูกเรียกขานแตกต่างกันไป

“ถ้าเราศึกษามุมมองความเชื่อปรัชญาหลายอย่าง รวมถึงความคิดที่สะท้อนมาจากหลายพื้นที่ เราก็จะพบว่า ทุกคนมีภูมิปัญญา และมีทางออกอยู่ แค่มีรายละเอียดที่ต่างกัน ตัวละครมันก็เลยได้มาแชร์กัน” ธีรพงศ์กล่าว

เมื่อเราศึกษามุมมองทางปรัชญาและความเชื่อที่หลากหลาย รวมถึงความหวังและเสียงสะท้อนของผู้คนในพื้นที่ จะเห็นว่าทุกคนต่างมีภูมิปัญญาและแนวทางในการดำเนินชีวิตในแบบของตัวเอง แม้รายละเอียดจะแตกต่างกัน แต่ลึกลงไปแล้ว กลับใกล้เคียงกันมาก ตัวละครในเรื่องนี้จึงได้มาร่วมแบ่งปันและพูดคุยถึงสิ่งเหล่านี้ เพื่อเปิดให้ผู้ชมได้เห็นว่า ท่ามกลางความหลากหลาย เรายังมีความเข้าใจที่งอกงามอยู่ภายใน

เรื่องที่สี่: พื้นที่สีแดง

ภาพจากภาพยนตร์สั้น "เรื่องของเรา Project" เผยแพร่ทางยูทูบ Chulalongkorn University

“เรื่องนี้จะเป็นการพูดถึงเรื่องคนในคนนอก และยังเป็นเรื่องที่สะท้อนมุมของคนในพื้นที่เยอะมาก เพราะเขาอยากให้คนรู้สึกไม่กลัวเวลามาเที่ยว เราเข้าใจว่ามันส่งผลต่อชีวิตเขา ถ้ามีคนมาเที่ยวเขาก็มีรายได้ มันสำคัญตรงนั้น ก็เลยอยากให้เปลี่ยนมุมมอง” ธีรพงศ์เล่า

หากจะกล่าวว่าที่ผ่านมาสื่อได้สร้างภาพจำขึ้นมาแบบหนึ่ง ก็แสดงว่าภาพจำที่จะเปลี่ยนไปในวันนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้เพราะสื่อเช่นกัน เขาจึงยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า หากเรามีแก้วน้ำ แล้วสื่อได้ค่อยๆ เติมน้ำที่เป็นสีแดง ทุกวันนี้น้ำในแก้วมันจึงเป็นน้ำแดง แต่หากสื่อใหม่ได้สร้างภาพแบบใหม่ ก็เหมือนกับการเอาน้ำเปล่ามาเติม ซึ่งก็จะทำให้น้ำแดงที่เคยมีนั้นลดลงไป ท้ายที่สุดแล้วแก้วก็จะกลายเป็นน้ำใส แต่ก็อยู่ที่ว่าภาชนะที่ตักนั้นจะตักมาได้มากหรือน้อย แต่อย่างไรก็ดี วันหนึ่งมันจะต้องเปลี่ยนไปแน่นอน

เรื่องที่ห้า: เรื่องของเรา

ภาพจากภาพยนตร์สั้น "เรื่องของเรา Project" เผยแพร่ทางยูทูบ Chulalongkorn University

“จริงๆ ตอนนั้นรู้สึกอยากทดลอง “ข้ามตัวตน” ดูเหมือนกันครับ คืออยากลองดูว่า ในขณะที่เราเล่าเรื่องวิพากษ์ตัวเองและสิ่งที่ตัวเองทำ เราจะสามารถเล่าเรื่องนี้ผ่านน้ำเสียงของตัวละครที่มีรายละเอียดชีวิตต่างจากเราออกไปในหลายด้านเช่นในแง่ของเพศ วัย หรือบริบทชีวิต ได้มากน้อยแค่ไหนและมันจะออกมาเป็นอย่างไร”

เรื่องนี้จึงเป็นการล้อกระบวนการสร้างเรื่องเล่า โดยการที่ธีรพงศ์เอาตัวเองใส่เข้าไปในเรื่อง แล้วแยกออกมาเป็นตัวละครสองตัวที่พยายามจะเขียนบทแล้วมาล้อกัน ซึ่งเขาเล่าว่ามันเป็นเรื่องจริงที่เขาก็เผชิญกับเหตุการณ์นั้นด้วยตัวเอง

“ตอนเราพยายามจะเขียนบทร่างแรก มันก็ยังมีภาพจำอยู่เลยว่ามีการปราบปราม มีการล้อมจับ ซึ่งตอนนั้นก็เถียงกับทีมเหมือนกันว่ามันเป็นข้อมูลจริงๆ พอเลิกดื้อแล้วมาทบทวนก็คิดได้ว่า มันก็มาจากข้อมูลจริงแหละ แต่ข้อมูลจริงมันจะพาไปตรงไหน เพราะเราก็ตั้งใจที่จะไม่เปิดแผลไม่ใช่หรอ”

เขาจึงเลือกที่จะไม่เล่าเรื่องที่มีความอ่อนไหวแบบตรงๆ และไม่อยากผลิตภาพความรุนแรงซ้ำอีก แต่เปลี่ยนเป็นการเล่าออกมาเป็นภาพการ์ตูน พร้อมย้ำว่าไม่อยากให้คนดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกเหมือนไปเปิดแผลของพวกเขาอีกครั้ง

“เรื่องของฉัน เรื่องของเขา เรื่องของเราทุกคน”

‘ถ้าหนังมันปลายเปิดแล้วให้คมมากกว่านี้ ก็อาจจะสามารถมีพลังกว่านี้ไหม?’

ประโยคนี้เป็นคำถามที่ทำให้ ธีรพงศ์ เสรีสำราญ ผู้กำกับภาพยนตร์ “เรื่องของเรา” ฉุกคิดระหว่างทาง ทว่าสุดท้ายแล้วเขาก็ยังเชื่อว่า หากจะให้หนังเป็นแบบนั้น เขาก็ไม่อาจจะมั่นใจได้สักเท่าไหร่ ว่าการเล่าแบบนั้นจะคุยได้กับทุกคน เพราะว่าต้องมั่นใจจริงๆ ว่าคนทุกแบบจะต้องดูหนังเรื่องนี้ได้

“แม้ทางออกของเรื่องแต่ละเรื่องมันอาจจะดูเหมือนง่าย แต่ทุกการคลี่คลายล้วนมาจากเสียงสะท้อนของคนในพื้นที่ เพราะคำตอบมันสอดคล้องกับมุมมองการข้ามพ้นตัวตน และเพื่อให้เป็นการเห็นว่าคนในพื้นที่เขาก็หาทางออกเหมือนกัน เขาไม่ได้รอใคร เพียงแต่บางเรื่องที่มันเป็นระดับโครงสร้าง มันก็ต้องการแก้ไขในระดับนั้นจริง”

ธีรพงศ์เล่าเสริมอีกว่า “ผู้ชมในพื้นที่บอกว่าตอนแรกรู้สึกว่าจะทำเรื่องนี้แล้วมันต้องเปิดเผยบาดแผลอีกแน่เลย แต่พอได้ดูหนังแล้วเขาบอกว่าไม่ใช่ มันคือการเยียวยา เพราะว่าหนังมีวิธีเล่าที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่ หรือแม้กระทั่งคนที่เคยผ่านเหตุการณ์ได้ไปสำรวจด้วยสายตาที่ปลอดภัยและสบายใจ”

เขาได้ทิ้งท้ายว่า “ในฐานะผู้ชม ไม่ว่าเราจะอยู่ในหรืออยู่นอกพื้นที่ เราเองก็ถูกเชิญให้ร่วมเผชิญหน้ากับสิ่งนี้เช่นกัน เราได้เห็นการเรียนรู้ เห็นการข้ามพ้น และสุดท้าย เราอาจเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ความแตกต่างทั้งหมดคือความเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ และความเป็นมนุษย์ที่เรามีร่วมกัน เมื่อนั้น เราจึงเข้าใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียง “เรื่องของฉัน” หรือ “เรื่องของเขา” เท่านั้น หากแต่คือ “เรื่องของเราทุกคน”  และเมื่อเข้าใจเช่นนั้น เราก็จะพร้อมที่จะเรียนรู้ เข้าใจ และร่วมกันเปลี่ยนแปลงต่อไปครับ” 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง