มีงานวิจัยจากนักภาษาศาสตร์ เกี่ยวกับการใช้ภาษาในโลกออนไลน์ พบว่าชาวอเมริกันใช้คำหยาบคายมากที่สุดในหมู่ประเทศผู้ใช้ภาษาอังกฤษ ทั้งๆ ที่มีภาพลักษณ์ว่าเป็นอนุรักษ์นิยมและสุภาพ ในทางตรงกันข้ามออสเตรเลียที่มีภาพลักษณ์ว่าเป็นคนสบายๆ กลับใช้ภาษาหยาบคายในโลกออนไลน์น้อยกว่า แต่เวลาเจอหน้ากันจริงๆ นั้นชาวอเมริกันจะสุภาพกว่า นั่นอาจจะเป็นเพราะความ 'นิรนาม' ในโลกออนไลน์ก็เป็นได้

ที่มาภาพ: Mikhail Nilov/Pexels
สองนักภาษาศาสตร์ชาวออสเตรเลียได้ทำการวิจัยในเรื่องที่ชวนให้ประหลาดใจ เดิมทีแล้วพวกเขาคิดว่ากลุ่มชาวออสซีด้วยกันเองที่มีภาพลักษณ์แบบเหมารวมว่าเป็นกลุ่มคนง่ายๆ สบายๆ กันเองๆ จะเป็นกลุ่มคนที่หยาบคายที่สุดในโลกออนไลน์ แต่ผลการศึกษาวิจัยของพวกเขากลับออกมาตรงกันข้าม พวกเขาทำการสืบค้นการใช้คำสองพันล้านคำในโลกออนไลน์ แล้วก็พบว่าชาวอเมริกันต่างหากที่ใช้คำหยาบมากที่สุดในหมู่ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ
งานวิจัยดังกล่าวนี้ตีพิมพ์ในวารสารภาษาศาสตร์ Lingua ฉบับที่ 321 ประจำเดือน กรกฎาคม 2568 ทำการสำรวจประชากรจากภูมิภาคที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก 20 แห่ง มีการใช้เครื่องตรวจจับคำหยาบผ่านลิสท์คำหยาบราว 600 คำ ซึ่งจะสามารถตรวจจับได้ทั้งการใช้คำหยาบโดยตรง การสะกดคำหยาบแบบเลี่ยงๆ หรือวิธีการแฝงคำหยาบอื่นๆ เช่น คำย่ออย่าง WTF
ผลออกมาว่าชาวอเมริกันจะมีการใช้คำหยาบหรือคำสบถมากที่สุดอยู่ที่ 36 คำต่อ 100,000 คำ รองลงมาคือชาวอังกฤษอยู่ที่ 25 คำต่อ 100,000 คำ ชาวออสเตรเลียอยู่ที่ 22 คำ ชาวสิงคโปร์อยู่ที่ 21 คำ ชาวนิวซีแลนด์อยู่ที่ 20 คำ และกลุ่มที่ใช้คำหยาบน้อยที่สุดในหมู่ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษคือชาวบังกลาเทศอยู๋ที่ 7 คำต่อ 100,000 คำ
ผลสรุปงานวิจัยของพวกเขาระบุว่ากลุ่มที่มีลักษณะเป็น "วงใน"จะมีอัตราการใช้คำหยาบสูงกว่ากลุ่มที่เป็น "วงนอก" และมีการตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลที่เป็นเว็บล็อก หรือ "บล็อก" นั้นจะมีคำหยาบมากกว่าเนื้อหาแบบเว็บไซต์ทั่วไป อีกทั้งยังมีเรื่องการใช้คำหยาบยอดนิยมต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ซึ่งสะท้อนถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมในหมู่ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก เช่น สหราชอาณาจักร กับ สหรัฐอเมริกา ก็มีคำด่ายอดนิยมต่างกัน
ผู้จัดทำงานวิจัยชิ้นนี้คือ เคท เบอร์ริดจ์ และ มาร์ติน ชเวนเบอเกอร์ มีการตั้งสมมุติฐานโดยชเวนเบอเกอร์ว่า การที่สหรัฐอเมริกาที่เป็นประเทศที่มีความอนุรักษ์นิยมมากกว่าและมีภาพลักษณ์สุภาพชนในหมู่ผู้ใช้ภาษาอังกฤษกลับกลายเป็นกลุ่มคนที่ใช้คำหยาบมากในโลกออนไลน์นั้น เป็นเพราะว่าในโลกออนไลน์บางส่วนเป็นส่วนที่เราไม่ต้องแสดงตัวตนหรือก็คือมีความ "นิรนาม" ทำให้เราไม่แคร์ว่าจะต้องรักษาหน้าตานั่นเอง
ชเวนเบอเกอร์ บอกอีกว่ามันยังขึ้นอยู่กับบรรทัดฐานของแต่ละวัฒนธรรมที่แตกต่างกันด้วย ว่าในวัฒนธรรมนั้นๆ อนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ทำอะไรในสถานการณ์ทางสังคม เช่น ชาวอเมริกันจะมักจะยอมให้พูดอะไรก็ได้มากกว่าในโลกออนไลน์
ทั้งนี้ ชเวนเบอร์เกอร์์ ยังเคยทำงานวิจัยเปรียบเทียบการใช้ภาษาหยาบคายในโซเชียลมีเดียเทียบกับการปฏิสัมพันธ์แบบตัวต่อตัว พบว่า ในโซเชียลมีเดียนั้น ประเทศที่มีคะแนนนำเรื่องนี้คือนิวซีแลนด์ ตามมาด้วยไอร์แลนด์และออสเตรเลีย แต่สำหรับการปฏิสัมพันธ์แบบตัวต่อตัวแล้ว ชาวอเมริกันจะมีความสุภาพมากที่สุด
แล้วงานวิจัยในเรื่องนี้มีประโยชน์อะไร?
การวิจัยในเรื่องการใช้คำหยาบเปรียบเทียบกันระหว่างโลกออนไลน์กับโลกที่ปฏิสัมพันธ์แบบตัวต่อตัวนี้ จะช่วยทำให้เข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์และการปฏิสัมพันธ์กันของมนุษย์มากขึ้น
แอนเดรีย คาลูด นักภาษาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยไวคาโต ผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานวิจัยในครั้งนี้มองว่า การวิจัยลักษณะทางภาษาด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์นั้นเป็นเรื่องสำคัญ ตัวอย่างเช่นงานวิจัยนี้มันทำให้คนเราเห็นว่าวิธีการใช้ภาษาอังกฤษในแต่ละแห่งของโลกนั้นแตกต่างกันออกไปอย่างไร เป็นเรื่องที่คนเราอาจจะไม่เคยฉุกคิดมาก่อน
คาลูด บอกอีกว่าเรื่องนี้ยังเป็นประโยชน์กับผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองด้วย เพราะการรับรู้ว่าผู้พูดใช้คำหยาบในบริบทไหน จะทำให้เข้าถึงและปรับตัวได้มากขึ้นกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ที่มีคนใช้ภาษาอังกฤษ
"แม้กระทั่งในโลกที่เชื่อมโยงกันนี้ พวกเราต่างก็มีลักษณะเฉพาะตัวในแต่ละท้องถิ่นเวลาพูดภาษา(เดียวกัน) ... ถ้าหากคุณทลายการใช้รูปแบบเดิมๆ คุณก็จะไม่ได้ระบุตัวตนว่าเป็นหนึ่งเดียวกับในท้องถิ่นนั้นๆ เรื่องนี้ได้แสดงให้เห็นแนวคิดที่ว่า แม้แต่ในโลกที่เชื่อมโยงกันทุกแห่งหนใบนี้พวกเราก็ยังคงมีความเป็นชุมชนท้องถิ่นอยู่"
ชเวนเบอเกอร์ เสนอว่างานวิจัยนี้ไม่ได้ต้องการบอกว่าคำหยาบเป็นสิ่งชั่วช้าหรือต้องหลีกเลี่ยงเสมอไป แต่ควรนำมาใช้ให้ถูกที่ถูกเวลา มันอาจจะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้คนเราสื่อสารได้มีประสิทธิภาพ ดูมีทักษะการสื่อสารและดูมีสไตล์มากขึ้นได้
เรียบเรียงจาก
Americans more vulgar online than Brits, Aussies — study, DW, 20-06-2025
Vulgarity in online discourse around the English-speaking world, Lingua, Kate Burridge, Martin Schweinberger, 07-2025
