"ทักษิณ" ร่วมวงคุย 55 ปี "เนชั่น" exclusive talk "ผ่าทางตันกับ 3 ผู้นำทางความคิด" เปิดเบื้องหลังดีลภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทยไม่ได้ต้องการให้ภูมิใจไทยออกจากพรรคร่วม แต่นโยบายหลายอย่างต้องอาศัยอำนาจมหาดไทย จึงขอกระทรวงมหาดไทยคืน แต่ทางภูมิใจไทยไม่ตกลง พร้อมเปิดหมดเปลือกคลิปสนทนา "ฮุนเซน" แพทองธารไม่ได้เป็นคนต่อสาย กัมพูชาฝาก "ฮวด" มาบอกว่าอยากโทรหาเอง แต่ใช้ทริกหลับไป 3 ชั่วโมง ให้นายกฯ แพทองธารพร้อมทีมกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศรอจนรอไม่ไหว หลังจากนั้นก็โทรมาส่วนตัวหานายกฯ ส่วนเรื่อง "ภาษีทรัมป์" ทักษิณยืนยันยังเตรียมข้อมูลและเจรจาได้ การเร่งเจรจาแล้วยอมทุกอย่างไม่คุ้ม “เราต้องดูทุกมิติ คนไทยอย่าเพิ่งสรุป อย่าเพิ่งตกใจ ผมยังอยู่ ผมไม่โง่”
9 ก.ค.2568 เครือเนชั่นจัดงาน 55 ปี exclusive talk หัวข้อ ‘ผ่าทางตันกับ 3 ผู้นำทางความคิด’ ครั้งแรกพูดคุยกับแขกรับเชิญ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ดำเนินรายการโดย 3 บก. ของเครือเนชั่นทีวี ส่วนตอนต่อไปจะเป็น ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ ประธานคณะก้าวหน้าในวันที่ 18 ก.ค. นี้
การพูดคุยครั้งนี้เป็นลักษณะการสนทนาประโยคต่อประโยคสั้นๆ ระหว่างผู้ถามและผู้ตอบ ซึ่งสรุปความได้ดังนี้
ผู้ดำเนินรายการเปิดด้วยคำถาม ‘ประเทศถึงทางตันหรือยัง’ ทักษิณกล่าวติดตลกว่า “แสดงว่าต้องมีคนอุดไว้ ถึงจะตัน ถ้าดึงออกก็จะไม่ตัน เหตุเกิดที่ไหนดับที่นั่น” และอธิบายว่า เมืองไทยคนอยากเป็นนายกฯ เยอะ การเมืองมีหลายรูปแบบและมีนิติสงครามเข้ามาด้วย บางทีเป็นเรื่องตัวเลขในสภาและทุกคนเก่งคณิตศาสตร์หมด ไม่มีอะไรเกินกว่าที่จะแก้ได้ จึงบอกได้เลยว่า ไม่ตัน
เบื้องหลังดีล “ภูมิใจไทย”
ต่อคำถามเรื่องที่พรรคภูมิใจออกจากการร่วมรัฐบาล ทักษิณตอบว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้ต้องการเช่นนั้น เพียงแต่รัฐบาลเพื่อไทยเป็นรัฐบาลที่ต้องมีผลงาน เพราะชอบสู้ด้วยนโยบาย แต่ผลักแล้วตันที่กระทรวงมหาดไทย เช่น ยาเสพติด ปัญหาหนี้ บ้านเพื่อคนไทย ล้วนต้องอาศัยกลไกมหาดไทยทั้งสิ้น จึงขอกระทรวงมหาดไทยคืน แต่ทางภูมิใจไทยไม่ตกลง พอดีมีเหตุคลิปฮุนเซนจึงได้จังหวะ
ต่อคำถามว่า ภูมิใจไทยต้องการกระทรวงอะไร ทักษิณตอบว่า กระทรวงคมนาคม เมื่อถามต่อทำไมไม่ให้ เขาตอบสั้นๆ ว่า “เรารู้อดีต”
ต่อคำถามว่า เชื่อว่ากรณีคลิปเสียงมีการเชื่อมต่อระหว่างภายในประเทศกับกัมพูชาไหม เนื่องจากบังเอิญอย่างน่าสงสัย ทักษิณตอบว่า ไม่กล้าปรักปรำใคร สถานการณ์ตอนนี้แก้ด้วยคณิตศาสตร์ของการเมือง ยังไม่ใช่ทางตัน
ต่อคำถามเรื่องคดีฮั้ว สว. ทักษิณระบุว่า สว. โดนกล่าวหาเช่นกัน จริยธรรมไม่เหลือแล้วจะร้องจริยธรรมกับนายกฯ อย่างไร แต่ก็ไม่ก้าวล่วงศาล ทั้งหมดเป็นเกมจะทำยังไงให้รัฐบาลล่มให้ทันเดือนกรกฎาคม เพราะมีคนประกาศว่าพ่อจะได้เป็นนายกฯ ในเดือนนั้น กลายเป็น zero-sum game และ race against time พร้อมกับยืนยันว่า พรรคร่วมรัฐบาลยืนยันไม่ยุ่งเรื่องนี้ แต่มีรายงานการสืบสวนที่คนเล่าให้ฟังว่ามีการเตรียมการตั้งแต่การเลือกตั้ง ส.ส. ตนเองก็ตกใจที่วิสัยทัศน์ดีมาก กำหนดเลยว่า ใครคุม สส. ได้ 15 คนจะได้ สว. 1 คน
ต่อคำถามเรื่องเสถียรภาพรัฐบาลปริ่มน้ำจะทำอย่างไร ทักษิณตอบว่า ก็ต้องบริหารไป เพิ่มคนไป ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่มีไว้ให้แบก
“เราอยู่ในโลกที่มีกติกา เราก็ต้องเคารพ ในเมื่อศาลบอกให้พักการปฏิบัติหน้าที่ก็พักซะ คนมีหน้าที่ก็ทำไป ถ้าเราไม่เคารพกติกาบิดเบี้ยวกติกามันก็อยู่กันยาก” ทักษิณกล่าว
กับดักที่ยังแก้ไม่ได้ “นิติสงคราม-รัฐธรรมนูญ 60”
ต่อคำถามว่า สมัยไทยรักไทยบริหารประเทศกับช่วงนี้ นิติสงครามเปลี่ยนแปลงไหม เขาตอบว่า เปลี่ยนแปลงแต่ไม่แรงกว่าเดิม นิติสงครามสมัยก่อนกับสมัยนี้ไม่เหมือนกัน สมัยก่อนมีระบบ command control สมัยนี้ระบบร้องแล้วทำหน้าที่พิจารณา ไม่จำเป็นต้องเชื่อตามร้อง ก็ยังมีหลักมีเกณฑ์กว่าสมัยก่อน สภาพที่เป็นอยู่นี้ ไม่ควรเป็น แต่เมื่อยังมีกติกามีอยู่อย่างนี้ก็ต้องเดินไปก่อน สู้ไป แก้ไป อะไรแก้ได้ก็แก้ อะไรแก้ไม่ได้ก็ต้องอยู่ในกติกานั้นให้ได้
ต่อคำถามว่า ในฐานะคนมีประสบการณ์ วิตกไหมว่านายกฯ จะพ้นจากหน้าที่และทำให้เกมการเมืองเปลี่ยนถึงขั้นยุบสภา ทักษิณตอบว่า มั่นใจตามข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง และมั่นใจในความบริสุทธิ์ใจของแพทองธาร
นอกจากนี้ทักษิณยังให้ความเห็นด้วยว่า กติกาการออกแบบการเมืองในวันนี้แย่ที่สุด หลังรัฐประหารเวลาเขียนรัฐธรรมนูญ คนร่างเห็นแต่หน้าเขา (ทักษิณ) อยู่ พยายามกันทุกรูปแบบ กลายเป็นการเมืองเบี้ยหัวแตก พรรคเล็กพรรคน้อยเยอะทำให้รัฐบาลทำงานยาก ไม่เหมือนยุคไทยรักไทย (รัฐธรรมนูญ 2540) ที่รัฐบาลมีเสถียรภาพสูงแก้ปัญหาต้มยำกุ้งได้ ข้าราชการทำตามรัฐบาล
ต่อคำถามว่า รัฐธรรมนูญทำให้เกิดปัญหา แล้วตัวทักษิณเองถือเป็นต้นเหตุของทางตันไหม เขาตอบว่า อาจจะไม่ค่อยชอบหน้าตนเองเป็นพิเศษ มีขาประจำซึ่งเป็นขาประจำมา 20 ปีแล้ว บางคนไม่รู้จักกันเลย ตัวเขาก็ยังงง
โอกาสแดงผสมส้ม
ต่อคำถามว่า วิเคราะห์ว่าโอกาสที่พรรคสีแดงจะผสมสีส้มมีไหม ทักษิณตอบว่า ในวันนี้ยังไม่มีความจำเป็น แต่ไม่ได้หมายความว่า เราเป็นศัตรูกับพรรคใดพรรคหนึ่ง แน่นอน การจะทำงานกับใครก่อนอื่นต้องมั่นใจว่าเราไปด้วยกันได้ ไม่ขัดนโยบายหลักๆ โดยเฉพาะเรื่องสถาบัน ตนเองได้รับพระเมตตาสูงสุด จึงไม่มีทางทำงานกับใครที่กระทบกระเทือนสถาบัน ผู้ดำเนินรายการถามต่อ แต่ตอนนี้นโยบายด้านนั้นสีส้มไม่มีแล้ว ทำงานร่วมกันได้ไหม เขาตอบว่า ไม่รู้ ไม่ได้คุยกันเลย
ต่อคำถามว่า น้ำเงินกับส้มจับมือกันได้ไหม ทักษิณวิเคราะห์ว่า ถ้าจับก็จับหลวมๆ เพราะมันปลาคนละน้ำ เมื่อถามว่าแดงใกล้กับส้มมากกว่าหรือไม่ เขาตอบว่า จริงๆ แล้วเป็นพรรคที่เกิดจากนโยบายในการหาเสียง สไตล์เดียวกัน ไทยรักไทยเกิดอย่างไร ส้มก็คล้ายๆ กัน
“วงสีธรรมชาติ ส้มเกิดจากแดงกับเหลือง ถ้าแดงผสมน้ำเงินมันม่วง ถ้าเหลืองน้ำเงินเป็นเขียว แต่ถ้าม่วงกับเหลืองสีจะช้ำเลือดช้ำหนอง แดงกับส้มก็แสด แต่มันแรงไป” ทักษิณ กล่าว
เสถียรภาพรัฐบาลต่ำ ทำอะไรได้ทำไปก่อน
“วันนี้พรรคแกนนำของรัฐบาลยังมีความสามัคคีทำงานด้วยกันได้ ไม่มีปัญหา เพียงแต่ต้องคุมไม่ให้โดดสภาแค่นั้นเองโดยเฉพาะกฎหมายสำคัญ” ทักษิณ กล่าว
เขายังตอบคำถามเรื่องคนประเมินว่ารัฐบาลหลังจากนี้จะอายุสั้นด้วยว่า มีหลายความเป็นไปได้หลังจากนี้ หากนายกฯ รอดคดีก็กลับไปทำงานเต็มที่ยาว หากไม่รอดก็มีสองทางเลือกคือ เสนอแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย คือ ชัยเกษม นิติสิริ หรือยุบสภา
ต่อคำถามว่าในบริบทการเมืองปัจจุบัน นอกจากกลไกนิติสงคราม กลไกฝ่ายค้าน มีอำนาจอะไรเหนือกว่าสิ่งเหล่านี้ไหมที่ทำให้รัฐบาลเดินหน้าไม่ได้ ทักษิณตอบว่า ไม่มีอะไรเลย มีแต่ความหยุมหยิมของระบบการเมืองที่วางไว้ไม่ดี และต้องแก้ เช่น การที่ใครจะร้องอะไรก็ได้ เป็นการส่งเสริมอาชีพนักร้อง
ต่อคำถามว่า คะแนนนิยมพรรคเพื่อไทยทรุดตัวลงเรื่อยๆ ทำอย่างไร เขาตอบว่า การเมืองมันเป็นกระแส แล้วแต่ว่าภาวะการณ์ไหน ภาวะโดนรุมอย่างนี้ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียปั่นกันไป แต่สักเดี๋ยวก็หยุด ส่วนเรื่องการถอนกฎหมายเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ เขาระบุว่า อะไรเคลื่อนได้ก็ต้องเคลื่อน โดยเฉพาะที่ควรเป็นรูทีนแต่ไม่เคลื่อนก็ต้องขับเคลื่อน เช่น ยาเสพติด แก้หนี้ครัวเรือน แต่เรื่องโครงการใหญ่ๆ อย่างเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ต้องออกกฎหมายก็ทำไป แต่วันนี้ที่ถอนไม่อยากให้สับสน เขาเรียงความสำคัญให้เหมาะกับตอนนี้เท่านั้น
แค้นคนเคยรัก ‘ฮุนเซน’ ใช้ทริกรอโทรเข้าส่วนตัว
ต่อคำถามว่าเป็นพี่น้องกับฮุนเซนไหม เขาตอบว่า เคยเป็น และรู้สึกช็อคกับสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมเล่าว่า ปกติแพทองธารจะโทรคุยกับเขาตลอด วันนั้นแจ้งว่าจะไปที่โรงแรมโรสวูดเพื่อพบ ‘ฮวด’ และฮวดจะต่อสายให้คุยกับฮุนเซน ฝ่ายกัมพูชาเป็นคนอยากคุย นายกฯ จึงชวนภูมิธรรม รมว.กลาโหม และมาริษ รมว.การต่างประเทศ และ เลขานายกฯ ไปด้วยกัน รอเกือบสามชั่วโมง อีกฝ่ายอ้างว่าหลับ ทุกคนจึงแยกย้ายกลับ จากนั้นฮุนเซนจึงโทรเข้ามือถือส่วนตัว ยืนยันว่าเดิมทีจะคุยกันแบบหลายคนเพื่อให้มีข้อมูลที่จะคุยกันรู้เรื่อง และการทำเช่นนี้ไม่ใช่เขาทำลายเรา แต่ทำลายตัวเองด้วย เพราะไม่เหลือความน่าเชื่อถือในประชาคมโลกแล้ว
นอกจากนี้ผู้ดำเนินรายงานยังชวนสนทนาว่าฮุนเซนโกรธจากเรื่องการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือไม่ ทักษิณเล่าว่า พูดเรื่องนี้ตอนหาเสียงนายกฯ อบจ. ชี้เป้าตึก 25 ชั้นเป็นที่ซ่องสุมคอลเซ็นเตอร์ซึ่งเป็นรายได้ 60% ของจีดีพีของกัมพูชา ตำรวจไปสืบได้หลักฐานหมด วันนี้เรารู้เยอะเลยว่ามันโยงใยกับการฟอกเงินอย่างไร

ส่วนการแก้ปัญหาชายแดนนั้น ทักษิณเชื่อว่าจะไม่บานปลาย และไม่เคยคิดว่าเรื่องนี้จะบานปลาย พร้อมเล่าย้อนไปเมื่อกัมพูชาเคลื่อนกำลังมาประชิดชายแดน มีการคุยกันผ่านคนกลาง ทางกัมพูชาถามว่าจะให้ทำยังไง ยืนยันว่าต้องถอนกำลัง ฮุนเซนรับปากบอกจะอนุญาตให้ทหารที่ชายแดนคุยกับทหารฝั่งไทย จากนั้นมีการพูดคุย JBC วันที่ 14 มิ.ย. ที่ผ่านมา ต่อมาไม่กี่วันก็ปรับกำลังกัน
“แต่บังเอิญทหารเขามีโปรแกรมตั้งแต่วันศุกร์แล้วว่า ขั้นตอนต่อไปจะปิดด่าน วันจันทร์ก็ปิดด่าน ทางนั้นก็เลยโกรธว่าเขาถอนทหารแล้วเรามาปิดด่าน ไม่รักษาสัญญา แล้วก็โกรธนายกฯ พูดว่า ไม่โปรเฟสชั่นนอล แต่ต้องจำไว้ว่า เรากับกัมพูชาไม่ได้ประกาศสงครามต่อกัน มันเป็นแค่ความขัดแย้งชายแดน เพราะฉะนั้นทุกอย่างยังสามารถพูดคุยกันแบบสันติได้อยู่” ทักษิณ กล่าว
“จริงๆ เรื่องไม่ได้ใหญ่เลย เรื่องมันนิดเดียว แต่เราก็ชอบเล่นงานกันเอง ไม่ได้คิดว่า การที่นายกฯ คุยกับฮุนเซน หวังว่าจะพูดให้เขาใจอ่อนหน่อย นักธุรกิจเวลาเจรจามีสองมุม คือคอมโพไมซ์ (ประนีประนอม) กับรุนแรง อยากจะใช้คอมโพรไมซ์ก่อน เพราะรู้จักกัน ไม่คิดว่าเป็นอย่างนี้ พอเป็นอย่างนี้ก็ต้องขอโทษที่พี่น้องว่า พลาด...พลาดที่คบคนอย่างนี้” ทักษิณกล่าวพร้อมยืนยันว่าไม่มีสงครามแน่นอน ตอนนี้ต่างคนต่างฟ้องโลก เป็นการดำน้ำแข่งกันว่าใครอึดกว่า
เร่งแก้หนี้ครัวเรือน หนุนซอฟพาวเวอร์-AI จัดการธุรกิจนอกระบบ
ต่อคำถามว่าจะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ดีขึ้น ทักษิณยอมรับว่าหนักทุกทาง ตั้งแต่มาเป็นรัฐบาล เพราะรัฐจะใช้เงินอะไรก็ลำบาก, หนี้ครัวเรือนและหนี้เอสเอ็มอีสูงมาก การจะทำมาหากินใหม่ต้องลงทุนใหม่ ของเก่าไม่พอจะใช้แล้วลงทุนใหม่ก็ยิ่งยาก ดังนั้นเราจัดการ 3-4 อย่างพร้อมกัน คือ แก้หนี้ครัวเรือน พร้อมๆ กันก็ต้องหาโอกาสใหม่ๆ ให้ประชาชน แล้วรัฐก็ต้องพยายามหาทางลงทุนให้ได้ การลงทุนภาครัฐจะลงเองก็ลำบาก ดังนั้นต้องชวนประเทศที่มีสตางค์มาลงทุนให้เรา ลงทุนไปก่อน รูปแบบ PPP กับการกู้เงิน ต้องมานั่งดูว่ารูปแบบไหนกฎหมายรับได้และไม่เป็นหนี้สาธารณะ พร้อมยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE ) ที่เคยไปอยู่ เงินเหลือเยอะมาก ไปลงทุนใน US 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ วันนี้เขาลงทุนกับฝั่งตะวันออกบ้าง และสนใจลงทุน digital grid (ระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ) ซึ่งจะแยกพลังงานสีเขียวที่เชื่อมโยงกับคาร์บอนเครดิตได้ ลดการรั่วไหว มีประสิทธิภาพ แต่ยังต้องหารือกันอีกมากภายใน
นอกจากนี้ยังต้องเตรียมตัว 2 ส่วน คือ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (ซอฟท์พาวเวอร์) ต้องขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ทำให้ถึงครัวเรือน หาความชำนาญในทุกครัวเรือน เพื่อสร้างรายได้ใหม่ แต่ตอนนี้ยังยาก เพราะระบบราชการยังไม่สอดคล้อง อีกส่วนคือ AI เราต้องยอมรับว่าระบบการศึกษาแก้ชั่วข้ามคืนไม่ได้ AI เรียนลัดได้เลย เราสามารถใช้ AI ให้เป็นประโยชน์ ทำให้คนหูตากว้างขึ้น
“ผมบอกลูกว่าเรามีหน้าที่ทำงานให้บ้านเมือง ทำเต็มที่ ทุ่มเทเต็มที่ ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น อย่าบอกว่าต้องรอ ประเทศรอไม่ได้ เราต้องพยายามทำ DATA center และพยายามทำฮับAI กลั่นเอาข้อมูลมาทำประโยชน์” ทักษิณ กล่าว
นอกจากนี้เขายังพูดถึงปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจแย่อย่าง ‘พนันออนไลน์’ ที่เงินออกไปข้างนอก 1.5 แสนล้านต่อปี แล้วอีก 5 หมื่นล้านเป็นค่าเกมที่ถูกกฎหมายต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ ,คอลเซ็นเตอร์คนไทยโดนหลอก 7-8 หมื่นล้านต่อปี, ยาเสพติดอีกเท่าไร สิ่งเหล่านี้คือนอกระบบที่เราสูญเสีย ยังไม่นับว่าจีนส่งของมาขาย บรรดาแพลตฟอร์มทั้งหลายอีก เราจึงต้องไล่ทุกเม็ด สินค้าจีนไม่ได้มาตรฐานเอามาฆ่าสินค้าเราหมด
สำหรับประเด็นหนี้ครัวเรือน ทักษิณขยายความว่า เขาเชื่อว่า ต้องทำ AMC ของภาคประชาชน โดยเขาระบุว่าพยายามขายแต่ส่วนที่เกี่ยวข้องยังไม่ซื้อไอเดีย เป็นโมเลคล้ายสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (บสท.) ตั้ง AMC (บริษัทบริหารสินทรัพย์) ขึ้นมาเพื่อซื้อหนี้เสีย รัฐบาลไม่ขาดทุน ไม่กี่ปีก็คืนทุน ประชาชนก็ได้ตั้งตัว
ภาษีทรัมป์ สไตล์นักธุรกิจเชื่อยังเจรจาได้ ต้องปกป้องสินค้าเกษตร
ต่อคำถามเรื่องประธานาธิบดีทรัมป์ ทักษิณระบุว่า ทรัมป์เป็นนักธุรกิจ วิธีการเขาเหมือนวิธีการของบริษัทใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองสูง ยัดไปให้ติดมุมก่อน ไม่ได้แปลว่าจบ ยังต่อรองได้ จดหมายที่ออกมาจากทำเนียบขาวนั้นออกมาโดยที่ยังไม่ได้รับรายงานรอบสองของไทย อย่างไรก็ตามเชื่อว่ายังเตรียมข้อมูลและเจรจาได้ การเร่งเจรจาแล้วยอมทุกอย่างไม่คุ้ม
“ขอเล่าว่า เราส่งออกไปเมกามีสามก้อนใหญ่ หนึ่งสินค้าที่บริษัทอเมริกาจ้างทำที่เมืองไทยแล้วส่งกลับอเมริกา ส่วนนี้เราได้ค่าแรง ค่าวัตถุดิบนิดหน่อย ถ้าต้นทุน 100 เขาก็ต้องขายมากกว่า 136 คนที่จะรับผลกระทบก็คือคนอเมริกัน การย้ายฐานการผลิตบางอย่างก็ย้ายยากมาก เพราะคนไทยทำเป็นสิบๆ ปี ไปอยู่ที่อื่นกว่าจะเทรนคนได้ไม่คุ้ม กลุ่มที่สอง กลุ่มที่ชิ้นส่วนมาจากจีน ประกอบไทย ส่งขายอเมริกา ส่วนนี้เกินดุลอเมริกา ขาดดุลที่จีน ไม่ค่อยเดือดร้อน ส่วนที่สาม เดือดร้อนที่สุดคือ SME กับการเกษตร ถ้าเราจะปกป้องส่วนนี้แต่เปิดให้เขามาก “กระทืบถึงที่” ก็ไม่ได้ อาทิตย์นี้เราจะลงรายละเอียดหมด เราจะยอมในสิ่งที่มันเป็นไปได้ แล้วเราก็ต้องคิดว่า คุณขายบริการให้เราเยอะนะ เราไม่ได้ภาษีนะ แพลตฟอร์มทั้งหลายไม่ได้เก็บภาษี…เราไม่ได้สู้ เราขอความแฟร์” ทักษิณกล่าวและย้ำว่า “เราต้องดูทุกมิติ คนไทยอย่าเพิ่งสรุป อย่าเพิ่งตกใจ ผมยังอยู่ ผมไม่โง่” ทักษิณ กล่าว
