ช่วงปีนี้มีแต่ข่าวลบเกี่ยวกับวงการสงฆ์จนเป็นเหตุให้เกิดวิกฤตศรัทธาต่อพุทธศาสนา จึงไม่แปลกใจที่ตั้งแต่ก่อนเข้าพรรษา ผู้เขียนได้ยินเสียงบ่นจากวัดว่าผู้คนใส่บาตรน้อยลง คนไปเวียนเทียนบางตา และหลายคนปฏิเสธที่จะสนทนาธรรม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีแนวโน้มไม่นับถือศาสนาอยู่แล้ว เหตุการณ์ “นารีพิฆาตสงฆ์” ทำให้เพื่อนของผู้เขียนบางคนถึงกับนอนไม่หลับและตำหนิพระปาราชิกอย่างหนัก (พระปาราชิกคือพระที่ทำผิดวินัยขั้นร้ายแรงจนขาดจากความเป็นพระ) โดยเฉพาะเพื่อนที่เคยบวชเรียนมานานและทำงานอยู่ในวงการพุทธศาสนา
ผู้เขียนเป็นสตรีที่อยู่รอบนอกพุทธศาสนาเถรวาทมาแต่ต้น บทความนี้ขอแสดงความคิดเห็นในฐานะนักวิชาการหญิงที่ไม่มีศรัทธาในสมมติสงฆ์ท่านใดเป็นพิเศษ เหตุการณ์ “นารีพิฆาตสงฆ์” อาจเป็นจุดระเบิดที่ทำให้บางคนรู้สึกเจ็บปวดใจจนไม่เหลือศรัทธาในพุทธศาสนาอีกแล้ว แต่สำหรับผู้เขียน วิกฤตครั้งนี้คือ “โอกาส” ที่เราจะได้ “ปฏิรูป” ศรัทธาของตนเองขึ้นมาอีกครั้งจากการตั้งคำถามซื่อ ๆ ผ่านการวิเคราะห์เหตุการณ์ข่าวอย่างตรงไปตรงมาและหาคำตอบไปด้วยกัน เนื่องจากผู้เขียนต้องการให้เนื้อหามีความกระชับ บทความนี้จึงจะกล่าวถึงเฉพาะกรณีพระปาราชิกที่เกี่ยวข้องกับสีกา “ก” ตามข่าวอื้อฉาวเท่านั้น
เริ่มต้นที่คู่กรณีโดยตรงคือนารีผู้พิฆาตสงฆ์กับพระเถระที่เกี่ยวข้อง การที่ผู้หญิงคนหนึ่ง (ในบริบทนี้คือสีกา “ก”) เก็บภาพถ่ายและคลิปอนาจารของตนเองกับพระเถระผู้ใหญ่ที่มีสัมพันธ์สวาทกัน ซึ่งไม่ได้มีแค่พระรูปเดียวและในเวลาเดียว แต่เธอสะสมภาพเหล่านั้นเก็บไว้หลายปีโดยไม่มีการลบทิ้ง ตรงนี้มีนักจิตวิทยาให้ความเห็นว่าสีกาคนนี้อาจมีความผิดปกติทางจิต เพราะสิ่งที่เธอทำเป็นสิ่งที่ผู้หญิงปกติทั่วไปที่ยังมีความละอายในเรือนร่างไม่คิดทำ (ไม่ต้องมองถึงความละอายในบาป ซึ่งผู้หญิงจำนวนมากก็จะมีสำนึกตรงนี้เช่นกัน)
ไม่ว่าสีกา “ก” จะเก็บภาพเหล่านั้นไว้เพื่อทำคะแนน สะสมแต้ม เล่นเกม ต่อรอง หรือแสดงความเหนือกว่าเพศชาย แต่ภาพเหล่านั้นคือรอยประทับแห่งกรรมที่ไม่ถูกลบล้าง รอคอยวันเวลาที่จะถูกเปิดเผยและทำให้วิบากเป็นไปตามกรรม ซึ่งแม้จะใช้เวลานานสักหน่อยกว่ากรรมจะส่งผล แต่วันนี้สิ่งที่ชาวพุทธได้เห็นก็คือ เธอไม่ได้เป็นผู้ชนะ กลับเป็นผู้พ่ายแพ้และแปดเปื้อน
มลทินที่สีกา “ก” กระทำต่อบุคคลที่อยู่ในร่มผ้ากาสาวพัสตร์ แม้ผู้คนในชาตินี้จะลืมไปในไม่ช้า แต่ภาพประทับแห่งมลทินในใจเธอจะตามติดเป็นเงาไปทุกหนแห่งและอีกหลายภพชาติไม่อาจนับประมาณ ตราบที่เราเชื่อในวงล้อแห่งการเวียนว่ายตายเกิดและการเกิดดับต่อเนื่องของกระแสชวนจิต (ขณะจิตเสพอารมณ์) ตามหลักอภิธรรม เพราะเธอเสพอารมณ์แห่งราคะไว้อย่างรุนแรงและต่อเนื่องหลายต่อหลายปี
แม้ต่อให้ชาติหน้าไม่มีอยู่จริง ชาตินี้สีกา “ก” ก็เป็นผู้พ่ายแพ้และแปดเปื้อนไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากเจตนาคือกรรมเป็นคำสอนของพุทธศาสนา (นิพเพธิกสูตร, องฺ.ฉกฺก. (ไทย) 22/63/577) ซึ่งแม้เราไม่รู้ว่าเจตนาในการเก็บภาพเหล่านี้ของเธอคืออะไร แต่สิ่งที่พออนุมานได้ก็คือ ไม่น่าจะใช่เจตนาในทางสร้างสรรค์ เพราะถ้าเจตนาเป็นไปในทางสร้างสรรค์ ผลลัพธ์คงไม่ออกมาในรูปแบบนี้
เพราะฉะนั้น เหตุการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นความแม่นยำของวงจรกิเลส-กรรม-วิบาก และทำให้เราเห็น “ความยุติธรรม” และ “ความตรงไปตรงมา” ของหลักกรรมตามคำสอนพุทธศาสนามิใช่หรือ
ในส่วนของพระเถระที่มีสัมพันธ์สวาทกับสีกา ก. นั้น มีความพยายามของชาวพุทธฝ่ายจารีตที่ออกมาปกป้องและชี้ว่าพวกท่านเป็นเหยื่อของนารีพิฆาต นานาเหตุผลถูกนำมาแสดงเพื่อทำให้ชาวพุทธเชื่อว่า เหตุการณ์นี้เป็นความผิดของผู้หญิงคนเดียว พระเถระเป็นผู้อ่อนต่อโลก ไม่ทันมารยาหญิง หรือมีเมตตามากเกินไป คำถามที่เกิดขึ้นจากการเสพข่าวนี้ก็คือ ก็ในเมื่อยอมรับว่าพระเถระจำนวนมากเป็นผู้อ่อนต่อโลก แล้วเหตุใดชาวพุทธจึงยังสร้าง ขยาย หรือสนับสนุนระบบที่เอื้อให้พระเถระอ่อนต่อโลกเหล่านี้เป็นผู้มียศ ศักดิ์ และอำนาจเต็มในการครอบครองและจัดการทรัพย์สินเงินทองที่มาจากศรัทธาของญาติโยม เมื่อระบบปกครองสงฆ์ถูกทำให้เป็นการเมืองที่มีสมณศักดิ์ ตำแหน่งปกครองก็เป็นที่มาของผลประโยชน์ รายได้ และลาภสักการะอันเชื้อเชิญกิเลสอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
การอวยยศต่อศักดิ์ให้พระที่บวชเรียนมานาน อ่อนน้อมแลภักดี หรือมีคุณูปการในการสร้างถาวรวัตถุนั้น มีประโยชน์ในทางการปกครองคณะสงฆ์แน่นอน แต่ประโยชน์ที่ว่านี้คือประโยชน์ในทางโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการจัดวางอำนาจและจัดสรรผลประโยชน์ระหว่างกลุ่ม มิได้มีความเชื่อมโยงกับพระธรรมวินัยที่พระศาสดาทรงวางไว้เลย ระบบซึ่งรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ปัจเจกบุคคลจึงทำให้ผู้เกี่ยวข้องกับอำนาจกลายเป็นเหยื่อของอัตตาได้อย่างง่ายดาย
ด้วยเหตุนี้ ชาวพุทธที่มีปัญญาย่อมมองออกว่า แท้จริงนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พระอาจมิได้เป็นเหยื่อของสีกา และสีกาก็มิได้เป็นนารีพิฆาตสงฆ์ แต่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายล้วนเป็นเหยื่อของกิเลสที่ถูกบ่มเพาะอยู่ในระบบปกครองสงฆ์ที่นำวิธีคิดแบบชาวโลกนิยมวัตถุไปครอบงำหรือสวมทับพระธรรมวินัย ถ้าจะแก้ปัญหาให้ถึงรากก็ต้องมองปัญหาให้ตรงจุด หากระบบอวยยศพระเป็นเรื่องของขนบแบบชาวโลกที่จำเป็นในทางสังคม เราจะทำให้ระบบเช่นนี้เข้ากับพระธรรมวินัยได้อย่างไร ไม่ใช่ขัดกับพระธรรมวินัยและไปหล่อเลี้ยงกิเลสตัณหาส่วนบุคคลอย่างที่เป็นอยู่ เราจะสร้างระบบตรวจสอบที่ช่วยกลั่นกรองให้ระบบรวมศูนย์อำนาจขับเคลื่อนไปกับพระธรรมวินัยที่เน้นกระจายอำนาจตามหลักอนัตตาได้อย่างไร
ในส่วนของผู้เสพข่าวที่เป็นชาวพุทธเถรวาท นี่อาจเป็นเวลาที่ดีที่สุดอีกครั้งหนึ่งที่เราจะได้ตั้งคำถามต่อตนเองว่า เรารักพระพุทธเจ้าหรือรักสมมติสงฆ์คนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากกว่า หรือเรามีศรัทธาตั้งมั่นต่อพระธรรมวินัยหรือต่อพระเถระรูปใดรูปหนึ่งกันแน่ เหตุการณ์พระเถระชั้นผู้ใหญ่หลงสาว เล่นการพนัน ฉันบวบ หรือมั่วสีกา เหล่านี้คือมูลเหตุของความเสื่อมในพระธรรมวินัยเช่นนั้นหรือ หรือว่าเป็นแค่ฉากทัศน์ซ้ำ ๆ ทางพุทธศาสนาที่แสดงให้เห็นว่าวัตถุนิยมกับสมมติสงฆ์มักเข้ากันได้ดี แต่สมมติสงฆ์ไม่ได้มีความหมายเท่ากับอริยสงฆ์
สิ่งที่พึงคิดต่อเป็นอย่างยิ่งก็คือ วิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นมาจากความสับสนของตัวเราเองที่ตั้งตรรกะไว้ไม่ตรงทางหรือไม่ หรือใช่ตัวเราไหมที่เชื่อไปเองว่าพระที่บวชนาน มีสมณศักดิ์สูง ดูภูมิฐานมีบารมี ท่านเหล่านี้คงจะเป็นพระดีที่เข้าใกล้ความเป็นอริยสงฆ์ เราเองหรือไม่ที่ขาดความเข้าใจในความหมายที่แตกต่างกันระหว่างสมมติสงฆ์กับอริยสงฆ์ ซึ่งแม้เราในฐานะแห่งปุถุชนจะไม่มีทางรู้ว่าอริยสงฆ์เป็นพระแบบใด แต่สิ่งหนึ่งที่เราแน่ใจได้ก็คือ อริยสงฆ์เป็นภิกษุผู้ที่กำลังเดินออกจากโลก พวกท่านจะไม่หมกมุ่นวุ่นวายอยู่กับฐานะ ยศ ศักดิ์ สิทธิอำนาจ และสถานภาพแบบชาวโลก ส่วนสมมติสงฆ์นั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง
หากเราเข้าใจตามนี้ วิกฤติศรัทธาในคำสอนพุทธจะไม่เกิดขึ้นเลย เพราะเหตุการณ์ลบ ๆ ทั้งหลายล้วนสามารถอธิบายได้ด้วยพุทธธรรมที่เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยทั้งสิ้น การกอบกู้ศรัทธาก็อาจไม่จำเป็น เพราะพระธรรมวินัยเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าประทานไว้เพื่อให้เราตรวจสอบและพิสูจน์ด้วยตนเองอยู่แล้ว สำหรับผู้เขียน ศรัทธาที่มีต่อพระพุทธเจ้าจะสั่นคลอนก็ต่อเมื่อพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและนำมาเผยแพร่เป็นความเท็จหรือขัดกับข้อเท็จจริงทางธรรมชาติ ซึ่งตราบใดที่พระธรรมของพระพุทธเจ้ายังแสดงให้เห็นสัจธรรมของชีวิต และพระวินัยของพระพุทธองค์แสดงให้เห็นถึงอันตรายของวงจรกิเลสและนำเสนอวิธีระงับป้องกัน ตราบนั้นพระธรรมวินัยก็จะเป็นความจริงสากลที่อยู่พ้นจากความเสื่อมสูญและแปดเปื้อนทั้งปวง
กรณีทั้งหลายที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพียงตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า พระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าไม่มีปัญหา แต่ปัญหาเกิดขึ้นจากการนำวิธีคิดแบบชาวโลกไปจัดระเบียบวิถีแห่งธรรม แต่ยังทำไม่สำเร็จ เพราะวิธีคิดแบบชาวโลกนั้นทำให้เกิดระบบรวมศูนย์อำนาจที่บ่มเพาะตัณหาและสร้างตัวตน แทนที่จะเป็นระบบที่ปล่อยวางตัวตนและละทิ้งตัณหา ดังนั้น แทนที่ชาวพุทธทั้งหลายจะบังเกิดความท้อแท้ผิดหวังต่อสมมติสงฆ์บางหมู่บางคน เราควรคิดหาวิธีการที่จะทำให้ระบบปกครองคณะสงฆ์ไทยเข้าได้กับพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า (หรืออย่างน้อยที่สุดไม่ทำให้ขัดแย้งกัน) และปฏิรูปศรัทธาของตนเองด้วยการให้ความสำคัญแก่พระธรรมวินัยมากกว่าสมมติสงฆ์คนใดคนหนึ่ง
เพียงเท่านี้ ต่อให้มีธิดาพญามารสวยบาดตาบาดใจปรากฏขึ้นมาพิฆาตสมมติสงฆ์อีกกี่รูป เธอเหล่านั้นก็จะไม่สามารถทำให้ศรัทธาของชาวพุทธสั่นคลอน และไม่อาจทำให้พระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าประกาศไว้ดีแล้วถึงกาลเสื่อมสูญได้เลย
หนทางที่จะรักษาพุทธศาสนาไว้ให้ยาวนานจึงต้องเริ่มที่การปฏิรูปศรัทธาของชาวพุทธเอง และไม่ทำให้สมมติสงฆ์ตกเป็นเหยื่อของระบบรวมศูนย์อำนาจที่ในด้านหนึ่งทำให้พระบางรูปเป็นผู้มีสิทธิอำนาจเหนือการควบคุม แต่ในอีกด้านกลับสร้างอัตตาที่ไม่ประสีประสาต่อโลกและไม่รู้เท่าทันกิเลสของตนเอง เมื่อใดก็ตามที่ค่านิยมของโลกเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวิถีของธรรม ปัญหาย่อมเกิดขึ้นเสมอ ดังที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า “เราไม่ขัดแย้งกับโลก แต่โลกขัดแย้งกับเรา” (ปุปผสูตร, สํ.ข. (ไทย) 17/94/178) ประโยคนี้ฟังเหมือนเข้าใจง่ายแต่กลับแฝงความหมายที่สุดแสนจะลึกซึ้ง
แม้ปัญหาในระบบการปกครองสงฆ์ไทยปัจจุบันจะหนักหนาเกินกว่าใครคนใดคนหนึ่งจะแก้ไขได้ แต่อย่างน้อยชาวพุทธที่มีปัญญาก็ไม่ควรสนับสนุนระบบรวมศูนย์อำนาจที่บ่มเพาะอัตตา แต่พึงเคารพพระธรรมวินัยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญแก่ปัจเจกบุคคลใดแม้แต่พระพุทธองค์เอง หากเราเคารพและเชื่อมั่นในพระธรรมวินัย เราก็ไม่ควรเห็นตัวตนของผู้ใดสำคัญกว่าหลักการแห่งสัจธรรม การวางทัศนคติให้ถูกต้องเท่านั้นจึงจะช่วยให้พุทธศาสนาดำรงไว้และตั้งมั่นอยู่ได้อย่างยั่งยืน
